นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google เปิดให้ข้อมูล Gmail, Drive และ Photos ที่เชื่อมต่อแล้วมีผลกับโฆษณา

นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google เปิดให้ข้อมูล Gmail, Drive และ Photos ที่เชื่อมต่อแล้วมีผลกับโฆษณา

Google AdsOctober 24, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • นโยบายฉบับนี้ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 และเข้ามาแทนฉบับที่มีผลเมื่อ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งห่างกันเพียง 15 วัน
  • บรรทัดที่ห้ามใช้ Drive, Gmail และ Photos กับโฆษณาปรากฏครั้งแรกในฉบับ 1 กรกฎาคม 2564 และอยู่แบบไม่เปลี่ยนราวห้าปี
  • โฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลใช้ 'เนื้อหาที่ปรับเฉพาะบุคคลจากบริการของ Google' ได้แล้ว เป็นฐานข้อมูลข้อที่สามนอกจากความสนใจและกิจกรรม
  • นโยบายไม่ได้เพิ่มการกำหนดเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย หรือรายงานให้ผู้ลงโฆษณา ยังคงกฎหมวดข้อมูลอ่อนไหว และไม่ระบุประเทศ

นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google ฉบับที่มีผลวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ระบุแล้วว่าข้อมูลจาก Gmail, Drive และ Google Photos สามารถนำมาใช้ปรับโฆษณาให้ตรงกับผู้ใช้ได้ หากผู้ใช้เลือกเปิดให้บริการอื่นของ Google เข้าถึงข้อมูลนั้น เช่น Search ผ่านฟีเจอร์ Personal Intelligence ประโยคที่ Google เพิ่มไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ว่า "We don't show you personalized ads based on your content from Drive, Gmail, or Photos" ยังอยู่ (โดยเปลี่ยน "Photos" เป็น "Google Photos") แต่ตอนนี้มีข้อยกเว้นต่อท้ายว่า "unless you choose to make data from these services available to other Google services that support personalized ads" ผู้ลงโฆษณาไม่ได้รับอีเมลหรือรูปภาพของใคร และนโยบายไม่ได้ระบุประเทศหรือวันเปิดใช้งาน

นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google เปลี่ยนอะไรบ้างเมื่อ 16 ตุลาคม 2569

เนื้อหาปัจจุบันของ นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google ระบุบรรทัด "Effective October 16, 2026" ส่วนหน้าคลังเอกสารของ Google แสดงว่าฉบับก่อนหน้าคือฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แปลว่าถ้อยคำใหม่เข้ามาแทนฉบับที่ใช้งานได้เพียง 15 วัน การแก้ไขทั้งหมดอยู่ในหัวข้อ "Provide personalized services, including content and ads"

จุดแรกคือประโยคใหม่ว่าด้วยการอนุญาต นโยบายเขียนว่า "You may choose to allow certain Google services, including services like Search or Gemini Apps, to access data from other Google services you use, such as Google Photos and Workspace apps like Gmail and Drive" โดยมีเงื่อนไขว่าอยู่ภายใต้นโยบายและการตั้งค่าของบริการที่เข้าถึงข้อมูลนั้น ประโยคถัดมาผูกการเข้าถึงนี้กับโฆษณาโดยตรง: "For example, Search may process some of the data that you allow Search to access to personalize content, including ads." หรือแปลว่า Search อาจประมวลผลข้อมูลบางส่วนที่ผู้ใช้อนุญาตให้เข้าถึง เพื่อปรับเนื้อหาให้เหมาะกับผู้ใช้ รวมถึงโฆษณา

จุดที่สองคือคำอธิบายพื้นฐานของโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลกว้างขึ้น ฉบับ 1 ตุลาคม 2569 เขียนว่า Google อาจแสดงโฆษณาตาม "your interests and activity across Google services" ส่วนฉบับ 16 ตุลาคมเปลี่ยนเป็น "your interests, activity, or personalized content from Google services" กล่าวคือ เนื้อหาที่ปรับให้เฉพาะบุคคลกลายเป็นฐานข้อมูลอีกข้อหนึ่งสำหรับเลือกโฆษณา แยกจากความสนใจและกิจกรรม

จุดที่สามคือประโยคที่ถูกพูดถึงมากที่สุด บรรทัดเดิมที่เขียนว่า Google ไม่แสดงโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลจากเนื้อหาใน Drive, Gmail หรือ Photos ตอนนี้ยาวขึ้นเป็น "We don't show you personalized ads based on your content from Drive, Gmail, or Google Photos, unless you choose to make data from these services available to other Google services that support personalized ads." คือเว้นแต่ผู้ใช้จะเลือกเปิดข้อมูลจากบริการเหล่านี้ให้บริการอื่นของ Google ที่รองรับโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคล

Google ยังเพิ่มหมายเหตุอธิบายสั้น ๆ ที่ลิงก์จากคำว่า "personalize content" เนื้อหาคือ "If you choose to allow certain services to process data from other services, including for features such as Personal Intelligence, the same data may be used to personalize your experience." ตัวอย่างที่ให้ไว้คือการจองโรงแรม ถ้าผู้ใช้ถาม Search เรื่องการจองล่าสุด Search อาจใช้รายละเอียดจากอีเมลยืนยันการจองเพื่อแนะนำสิ่งที่น่าทำใกล้โรงแรม ตัวหมายเหตุเองไม่ได้พูดถึงโฆษณา แต่ประโยคหลักที่ลิงก์มายังหมายเหตุนี้พูดถึง

เทียบถ้อยคำเดิมกับถ้อยคำใหม่

ตารางด้านล่างวางข้อความฉบับ 1 ตุลาคม 2569 คู่กับฉบับ 16 ตุลาคม 2569 โดยยกมาจากนโยบายปัจจุบันของ Google และฉบับก่อนหน้าในคลังเอกสาร

เทียบถ้อยคำเดิมกับถ้อยคำใหม่
ส่วนของนโยบายฉบับ 1 ตุลาคม 2569ฉบับ 16 ตุลาคม 2569
ฐานของโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลความสนใจและกิจกรรมในบริการต่าง ๆ ของ Googleความสนใจ กิจกรรม หรือเนื้อหาที่ปรับเฉพาะบุคคลจากบริการของ Google
บรรทัดเรื่อง Drive, Gmail และ Photosไม่แสดงโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลจากเนื้อหาใน Drive, Gmail หรือ Photosประโยคเดิม (เปลี่ยน "Photos" เป็น "Google Photos") บวกข้อยกเว้น "unless you choose to make data from these services available..."
การเข้าถึงข้ามบริการไม่มีประโยคเรื่อง Search หรือ Gemini Apps เข้าถึงข้อมูลบริการอื่นSearch หรือ Gemini Apps อาจเข้าถึงข้อมูล Google Photos, Gmail และ Drive หากผู้ใช้เลือก
หมวดข้อมูลอ่อนไหวไม่แสดงโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลตามเชื้อชาติ ศาสนา รสนิยมทางเพศ หรือสุขภาพไม่เปลี่ยน

คำมั่นเดิมอยู่มานานแค่ไหน

บรรทัดเรื่อง Drive, Gmail และ Photos ปรากฏครั้งแรกในนโยบายฉบับที่มีผลวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ไม่มีในฉบับ 4 กุมภาพันธ์ 2564 และฉบับ 1 ตุลาคม 2569 ก็ยังคงถ้อยคำเดิมทุกคำ เท่ากับว่าคำมั่นแบบไม่มีเงื่อนไขนี้อยู่มาราวห้าปีกว่า

PPC Land เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Luis Rijo เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 โดยเทียบข้อความฉบับ 16 ตุลาคมกับฉบับก่อนหน้าทุกฉบับในคลังของ Google ซึ่งย้อนไปถึงปี 2542 และไม่พบข้อยกเว้นลักษณะนี้มาก่อน บทความเดียวกันระบุว่า The Verge รายงานเรื่องนี้ในวันเดียวกันและโยงเข้ากับ Personal Intelligence ซึ่งเป็นฟีเจอร์แบบเลือกเปิดเองที่ให้เครื่องมือของ Google ดึงข้อมูลจากอีเมล รูปภาพ และไฟล์ของผู้ใช้มาใช้ได้

อะไรใหม่เมื่อเทียบกับการทดสอบโฆษณาใน AI Mode

Relevant Audience เขียนถึงฝั่งการค้าของเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ในบทความหัวข้อ "Google tests ads in AI Mode for users who connect Gmail and Photos through Personal Intelligence" เรื่องนั้นอิงจากคำแถลงของ Google ว่ากำลังเริ่มทดสอบโฆษณาใน AI Mode สำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้ และจากหน้าช่วยเหลือของ Search ที่บอกว่าบทสรุป ข้อความที่ตัดตอน และข้อสรุปที่ได้จากแอปที่เชื่อมต่อ "may be used to show you ads"

สิ่งที่ใหม่คือตัวนโยบายความเป็นส่วนตัวเอง หน้าช่วยเหลืออธิบายการทำงานของฟีเจอร์เดียว แต่นโยบายความเป็นส่วนตัวคือเอกสารที่ Google ใช้อ้างอิงว่าทำอะไรกับข้อมูลในทุกบริการ จนถึงวันที่ 16 ตุลาคม นโยบายยังเขียนชัดว่าเนื้อหาใน Drive, Gmail และ Photos ไม่ถูกใช้กับโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคล ตอนนี้ข้อยกเว้นถูกเขียนไว้ในตำแหน่งเดียวกัน การทดสอบโฆษณากับนโยบายจึงไม่ขัดกันอีกต่อไป

สิ่งที่นโยบายไม่ได้บอก

ถ้อยคำใหม่ค่อนข้างสั้น และยังเปิดคำถามไว้หลายข้อ เมื่ออ่านนโยบายปัจจุบันอย่างละเอียด ประเด็นต่อไปนี้ไม่มีระบุไว้เลย

  • ข้อยกเว้นนี้ใช้กับประเทศหรือภาษาใด นโยบายเป็นเอกสารเดียวที่ใช้ทั่วโลก และไม่ได้ระบุตลาดของ Personal Intelligence หรือของโฆษณา
  • จะมีโฆษณาใน Gemini Apps หรือไม่ นโยบายระบุชื่อ Gemini Apps ว่าเป็นบริการที่อาจเข้าถึงข้อมูลของบริการอื่น แต่ตัวอย่างเรื่องโฆษณาพูดถึงแค่ Search ที่ประมวลผลข้อมูล "to personalize content, including ads"
  • ข้อมูลที่ไปถึงระบบเลือกโฆษณาอยู่ในรูปแบบใด เป็นเนื้อหาดิบ บทสรุป หรือข้อสรุป หน้าช่วยเหลือเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมพูดถึงบทสรุป ข้อความตัดตอน และข้อสรุป แต่นโยบายไม่ได้พูด
  • My Ad Center จะมีตัวควบคุมใหม่หรือไม่ นโยบายยังคงเขียนประโยคเดิมว่าผู้ใช้ควบคุมข้อมูลที่ใช้แสดงโฆษณาได้จากการตั้งค่าโฆษณาใน My Ad Center
  • ไม่มีข้อมูลใดเกี่ยวกับเครื่องมือของผู้ลงโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย การประมูล หรือรายงาน

ผู้ลงโฆษณาได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงนี้

ผู้ลงโฆษณาไม่ได้ข้อมูลใหม่ใด ๆ จากการเปลี่ยนแปลงนี้ นโยบายยังคงข้อความว่า Google ไม่แชร์ข้อมูลที่ระบุตัวตนผู้ใช้ เช่น ชื่อหรืออีเมล ให้ผู้ลงโฆษณา เว้นแต่ผู้ใช้ขอให้ทำ และข้อความฉบับ 16 ตุลาคมไม่ได้พูดถึงตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายใหม่ รายชื่อกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือรายงานใหม่สำหรับแคมเปญ

บทวิเคราะห์: หากเรื่องนี้มีผลต่อแคมเปญจริง ผลจะเกิดภายในระบบเลือกโฆษณาของ Google เอง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ลงโฆษณาซื้อหรือเปิดใช้ได้ สำหรับผู้ใช้ที่เลือกเปิด บริบทที่ Search สร้างจากอีเมลจองโรงแรมหรือคลังรูปภาพอาจเป็นอีกหนึ่งข้อมูลประกอบตอนที่ Google เลือกว่าจะแสดงโฆษณาไหน ผู้ลงโฆษณาจะมองไม่เห็นว่าเกิดขึ้นหรือไม่ และนโยบายไม่ได้ให้วิธีวัดผล การมองว่านี่คือคันโยกกำหนดเป้าหมายแบบใหม่จึงเกินจริง ควรมองว่า Google ขยายขอบเขตสัญญาณที่ระบบของตัวเองใช้ได้ สำหรับผู้ใช้ส่วนหนึ่งที่ลงชื่อเข้าใช้และเลือกเชื่อมต่อแอปเอง

ขนาดของผลกระทบก็ยังไม่มีใครรู้ Personal Intelligence เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต้องเลือกเปิดเอง และ Google ยังไม่เปิดเผยว่ามีกี่คนที่เชื่อม Gmail หรือ Photos เข้ากับ Search ถ้าไม่มีตัวเลขนี้ คนนอก Google ก็ประเมินไม่ได้ว่าทราฟฟิกโฆษณาได้รับผลมากแค่ไหน

สิ่งที่ควรตรวจในบัญชีของคุณ

ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ต้องทำทันที แต่มีบางเรื่องที่ควรตรวจไว้

  • ดูว่ารายงานของคุณมองเห็นทราฟฟิกจาก AI Mode หรือไม่ และติดตามประกาศของ Google เองเรื่องรูปแบบโฆษณาหรือการตั้งค่าใน AI Mode สำหรับตลาดของคุณ
  • ทบทวนประกาศความเป็นส่วนตัวบนเว็บไซต์ของคุณ หากมีส่วนที่อธิบายการทำงานของโฆษณา Google ประโยคที่คัดลอกจากถ้อยคำเก่าของ Google เช่น การยืนยันว่าเนื้อหาอีเมลไม่เคยถูกใช้กับโฆษณาเลย อาจล้าสมัยแล้ว
  • ทำหน้า Landing Page และข้อมูลสินค้าให้ชัดเจนและเจาะจง หากระบบของ Google จับคู่โฆษณากับบริบทส่วนบุคคลที่ละเอียดขึ้น หน้าที่บอกตรง ๆ ว่าขายอะไรก็จับคู่ได้ง่ายกว่า

หากต้องการความช่วยเหลือเรื่องโครงสร้างแคมเปญ ทีม บริการ Google Ads ของ Relevant Audience ช่วยตรวจบัญชีเทียบกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับการค้นหาด้วย AI

บทวิเคราะห์: การเปลี่ยนแปลงนี้ดูจะผูกกับการค้นหาด้วย AI มากกว่าโฆษณาแบบคีย์เวิร์ดดั้งเดิม ตัวอย่างในนโยบายคือ Search ประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาตให้เข้าถึง และหมายเหตุอธิบายก็ระบุชื่อ Personal Intelligence ทั้งสองอย่างชี้ไปที่ AI Mode และฟีเจอร์ตอบคำถามแบบเดียวกัน ซึ่ง Google ประกอบคำตอบจากหลายแหล่ง รวมถึงเนื้อหาของผู้ใช้เองสำหรับคนที่เลือกเปิด แบรนด์ที่อยากปรากฏในคำตอบเหล่านั้น ทั้งแบบออร์แกนิกและแบบโฆษณา ต้องมีเนื้อหาที่ระบบตอบคำถามอ่านและอ้างอิงได้ ซึ่งเป็นงานของ Generative Engine Optimization และเป็นคนละงานกับการประมูลโฆษณา

ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย

สำหรับผู้ลงโฆษณาในไทย ข้อเท็จจริงคือนโยบายไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ใช้ในประเทศไทยหรือไม่ นโยบายความเป็นส่วนตัวเผยแพร่เป็นข้อความเดียวทั่วโลกและไม่ระบุตลาดใด บทความของ Relevant Audience เมื่อ 20 ตุลาคมบันทึกไว้ว่าหน้าช่วยเหลือของ Google ณ วันนั้นระบุประเทศไทยและภาษาไทยอยู่ในรายการที่รองรับการเชื่อมต่อแอปเนื้อหา แต่ Google ยังไม่ได้บอกว่าการทดสอบโฆษณาใน AI Mode ครอบคลุมตลาดใด จนกว่าจะมีการยืนยัน ควรวางงบตามสิ่งที่ยืนยันแล้ว และถือว่าคำกล่าวอ้างว่าแคมเปญในไทย "กำหนดเป้าหมายผู้ใช้ Gmail ได้แล้ว" เป็นข้อมูลที่ผิด

เรื่องความคาดหวังด้านความเป็นส่วนตัวก็ควรจับตา ผู้บริโภคไทยที่เชื่อม Gmail หรือ Photos เข้ากับ Search เลือกเปิดเองภายใต้การตั้งค่าของ Google แต่แบรนด์ยังต้องรับผิดชอบชื่อเสียงของตัวเอง ข้อความโฆษณาที่ฟังดูเหมือนรู้ว่าในกล่องจดหมายของใครมีอะไร เป็นความเสี่ยง ไม่ว่ากลไกเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร

บทความ Search Help ของ Google เรื่องการเชื่อมต่อแอปเนื้อหาของ Google ซึ่งเป็นหน้าที่ RA อ้างถึงในบทความวันที่ 20 ตุลาคมเรื่องการทดสอบโฆษณาใน AI Mode ระบุว่าโฆษณา "will not be based directly on your Gmail inbox or your Google Photos library" หรือแปลว่าจะไม่อิงโดยตรงกับกล่องจดหมาย Gmail หรือคลังรูปภาพใน Google Photos ของผู้ใช้

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้ Google อ่าน Gmail ของฉันเพื่อแสดงโฆษณาแล้วหรือ

เฉพาะกรณีที่คุณเลือกเปิดข้อมูล Gmail ให้บริการอื่นของ Google ที่รองรับโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคล เช่น Search ผ่าน Personal Intelligence หากไม่ได้เลือก นโยบายยังคงระบุว่า Google ไม่แสดงโฆษณาแบบปรับเฉพาะบุคคลจากเนื้อหาใน Drive, Gmail หรือ Google Photos

นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับใหม่มีผลเมื่อไร

ฉบับใหม่มีผลวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ตามวันที่ที่พิมพ์ไว้บนหน้านโยบายของ Google และเข้ามาแทนฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ผู้ลงโฆษณาเห็นอีเมลหรือรูปภาพของผู้ใช้ได้ไหม

ไม่ได้ นโยบายไม่ได้ให้ผู้ลงโฆษณาเข้าถึงเนื้อหาของผู้ใช้ และยังคงข้อความว่า Google ไม่แชร์ข้อมูลที่ระบุตัวตน เช่น ชื่อหรืออีเมล ให้ผู้ลงโฆษณา เว้นแต่ผู้ใช้ขอ

เรื่องนี้ใช้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง

นโยบายไม่ได้ระบุ เพราะเป็นเอกสารเดียวทั่วโลกและไม่ได้ระบุประเทศใด และ Google ยังไม่ได้บอกว่าการทดสอบโฆษณาใน AI Mode สำหรับผู้ใช้ Personal Intelligence ครอบคลุมตลาดใด

ผู้ลงโฆษณาต้องเปลี่ยนอะไรไหม

ไม่ต้องทำอะไร เพราะนโยบายไม่ได้เพิ่มการตั้งค่ากำหนดเป้าหมายหรือรายงานใหม่ แต่ควรทบทวนข้อความด้านความเป็นส่วนตัวบนเว็บไซต์ของคุณ ถ้ามีส่วนที่ทวนถ้อยคำเก่าของ Google เรื่องเนื้อหาอีเมลกับโฆษณา

สรุป

ประโยคอายุห้าปีในนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google มีเงื่อนไขต่อท้ายแล้ว สำหรับผู้ใช้ที่เชื่อม Gmail, Drive หรือ Google Photos เข้ากับบริการอย่าง Search เนื้อหาที่บริการเหล่านั้นดึงไปใช้อาจมีผลกับโฆษณาที่เขาเห็น ฝั่งผู้ลงโฆษณายังไม่มีเครื่องมือใหม่ และยังไม่รู้ขนาดของผลกระทบ หากอยากได้มุมมองเพิ่มว่า AI Mode และการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้เกี่ยวกับแผนการค้นหาของคุณอย่างไร ทีม Relevant Audience ยินดีคุยด้วย

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น