สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Cloudflare เปิดเบต้า Pay Per Use เมื่อ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 บริษัท AI เสนอราคาสำหรับการใช้งานเนื้อหาที่กำหนด ผู้เผยแพร่รับหรือปฏิเสธ และ Cloudflare จ่ายเงินให้เป็นรายเดือน
- ผู้ซื้อรายงานการใช้งานแต่ละครั้งเป็น JSON หนึ่งบรรทัด มีเวลา URL ต้นทาง และรหัสเหตุการณ์ โพสต์ระบุว่าเป็นการรายงานเอง และ Cloudflare ตรวจว่าตรงกับผู้เผยแพร่ที่ลงทะเบียน
- Monetization Gateway ที่เก็บเงินจาก AI agent ต่อคำขอผ่านโปรโตคอลเปิด x402 เข้าสู่เบต้าในวันเดียวกัน
- โพสต์ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ ราคา ยอดจ่ายรวม วันเปิดใช้งานทั่วไป หรือเงื่อนไขสิทธิ์
Cloudflare เปิดตัว Pay Per Use ในสถานะเบต้าเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ระบบนี้ให้บริษัท AI เสนอราคาสำหรับการใช้งานเนื้อหาของผู้เผยแพร่ในรูปแบบที่กำหนดไว้ ผู้เผยแพร่เลือกรับหรือปฏิเสธข้อเสนอ แล้ว Cloudflare จะเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อและจ่ายให้ผู้เผยแพร่เป็นรายเดือน บล็อกโพสต์ฉบับเดียวกันระบุว่า Monetization Gateway ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แยกที่เก็บเงินจาก AI agent ต่อหนึ่งคำขอผ่านโปรโตคอลเปิด x402 เข้าสู่สถานะเบต้าในวันเดียวกัน สิ่งที่ใหม่เมื่อเทียบกับบทความเรื่องโมเดลการจ่ายเงินของ RA ที่เผยแพร่เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2569 คือการเปิดเบต้าจริง และรายละเอียดกลไกที่ Cloudflare เผยแพร่ไปพร้อมกัน ส่วนบทความก่อนหน้าเปรียบเทียบ Pay Per Crawl กับโครงการของ Google และ Microsoft และระบุว่า Cloudflare กำลังปรับ Pay Per Crawl ไปสู่ Pay Per Use
Cloudflare ประกาศอะไรเมื่อ 30 กันยายน พ.ศ. 2569
บล็อกโพสต์ของ Cloudflare ชื่อ "Pay Per Use: when AI uses your work, you should get paid" เขียนโดยทีมงาน Cloudflare สี่คน ระบุว่า Pay Per Use เข้าสู่สถานะเบต้าแล้ว โพสต์เล่าว่า Cloudflare วางแผนผลิตภัณฑ์นี้ไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 และหลังจากนั้นได้ทำงานร่วมกับผู้ซื้อและเจ้าของเนื้อหาเพื่อสร้างระบบขึ้นมาจริง ผู้ซื้อในระบบนี้คือบริษัท AI ส่วนผู้เผยแพร่คือเจ้าของเนื้อหาที่ตัดสินใจว่าจะรับข้อเสนอหรือไม่
ข้อโต้แย้งหลักของโพสต์คือผลิตภัณฑ์ AI ดึงเนื้อหามามากกว่าที่ใช้จริง Cloudflare ยกตัวอย่างเสิร์ชเอนจินที่ทำดัชนีหน้าเว็บจำนวนมากโดยไม่เคยแสดงหน้าเหล่านั้นให้ผู้ใช้เห็น การคิดเงินทุกครั้งที่มีการครอว์ลทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายก่อนจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และผู้ซื้อหลายรายจะไม่ยอมจ่ายในรูปแบบนั้น การจ่ายตามการใช้งานผูกราคาเข้ากับคุณค่าที่ผู้ซื้อได้รับจริง ตามที่โพสต์อธิบาย Pay Per Crawl ที่ Cloudflare เปิดตัวในปี พ.ศ. 2568 คิดเงินสำหรับการเข้าถึง ส่วน Pay Per Use จ่ายสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
โพสต์ยังระบุว่าผู้เผยแพร่เลือกโมเดลที่เหมาะกับตัวเองได้ ดังนั้นสองผลิตภัณฑ์นี้ถูกนำเสนอเป็นทางเลือก ไม่ใช่การแทนที่กันโดยสมบูรณ์
Pay Per Use ทำงานอย่างไร ทีละขั้น
Cloudflare อธิบายไว้สี่ขั้นตอนในโพสต์วันที่ 30 กันยายน และแต่ละขั้นมีรายละเอียดที่ผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ควรรู้
ขั้นที่ 1: ผู้ซื้อกำหนดว่าการใช้งานแบบใดต้องจ่ายเงิน
บริษัท AI แต่ละรายตั้งโปรแกรมของตัวเองกับ Cloudflare โดยระบุตัวตนของครอว์เลอร์ กำหนดการใช้งานที่ยินดีจ่าย ตั้งราคา และเชื่อมบัญชีรับชำระเงิน โพสต์ยกตัวอย่างข้อเสนอสองแบบ แบบแรกคือบริการค้นหาที่จ่ายเมื่อส่งข้อความตัดตอนจากหน้าที่ลงทะเบียนไว้ให้ลูกค้า แบบที่สองคือ shopping agent ที่จ่ายเมื่อรีวิวที่ลงทะเบียนไว้มีผลต่อคำแนะนำ โพสต์ชี้ว่าตามตัวอย่างหลัง การจ่ายเงินเกิดขึ้นตามการใช้งานแม้ผู้ซื้อสินค้าจะไม่เคยอ่านรีวิวนั้นเลย ผู้ซื้อเป็นฝ่ายเสนอนิยามของการใช้งานที่ต้องจ่าย ส่วน Cloudflare ให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการรายงานและการชำระเงิน
ขั้นที่ 2: ผู้เผยแพร่เลือกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่
ผู้เผยแพร่ดูข้อเสนอในแดชบอร์ดของ Cloudflare ที่เมนู Monetize แล้วเลือก Pay Per Use แต่ละข้อเสนอจะแสดงชื่อบริษัท AI การใช้งานที่ยินดีจ่าย และราคาที่เสนอ ผู้เผยแพร่ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ และหยุดเข้าร่วมได้หากข้อตกลงไม่เหมาะสมอีกต่อไป โพสต์ระบุว่าไม่ต้องแก้ไขที่เซิร์ฟเวอร์ต้นทางและไม่ต้องเชื่อมต่อทางเทคนิคแยกกับบริษัท AI แต่ละราย โพสต์ยังบอกด้วยว่าเงื่อนไขของแต่ละโปรแกรมกำหนดว่าบริษัท AI ทำอะไรกับเนื้อหาได้บ้าง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องการนำไปเทรนโมเดล
ขั้นที่ 3: ผู้ซื้อรายงานการใช้งานทุกครั้ง
ผู้ซื้อดึงรายชื่อโดเมนที่ยอมรับข้อเสนอของตน แล้วรายงานการใช้งานแต่ละครั้งเป็น JSON หนึ่งบรรทัด ประกอบด้วยเวลาที่เกิดขึ้น URL ที่เนื้อหามาจาก และรหัสเหตุการณ์ โพสต์ระบุชัดเจนว่าข้อมูลการใช้งานเป็นการรายงานด้วยตัวผู้ซื้อเอง เงื่อนไขของโปรแกรมกำหนดให้รายงานครบถ้วน และ Cloudflare ตรวจว่าการใช้งานที่รายงานแต่ละครั้งตรงกับผู้เผยแพร่ที่ลงทะเบียนไว้ แต่โพสต์ไม่ได้อธิบายว่ามีการตรวจสอบว่าการใช้งานที่รายงานเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือมีการใช้งานที่ไม่ได้รายงานหรือเปล่า
ขั้นที่ 4: Cloudflare ชำระเงินทั้งสองฝ่าย
Cloudflare รวบรวมการใช้งานที่ถูกรายงาน เรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ และจ่ายให้ผู้เผยแพร่เป็นรายเดือนผ่านบัญชีรับชำระเงินที่เชื่อมไว้ ผู้ซื้อเชื่อมต่อครั้งเดียว ส่วนผู้เผยแพร่มีจุดเดียวสำหรับดูข้อเสนอและรายได้
เปรียบเทียบ Pay Per Crawl, Pay Per Use และ Monetization Gateway
โพสต์วันที่ 30 กันยายนวางตัวเลือกการสร้างรายได้ของ Cloudflare สามแบบไว้เทียบกัน ตารางด้านล่างสรุปเฉพาะสิ่งที่โพสต์นั้นระบุไว้เกี่ยวกับแต่ละแบบ
| ผลิตภัณฑ์ | สิ่งที่คิดเงิน | วิธีวัด |
|---|---|---|
| Pay Per Crawl (เปิดตัวปี พ.ศ. 2568) | การเข้าถึงเนื้อหา | คิดเงินเมื่อดึงเนื้อหา ก่อนที่ผู้ซื้อจะรู้ว่าจะใช้อะไรบ้าง |
| Pay Per Use (เบต้าตั้งแต่ 30 ก.ย. พ.ศ. 2569) | การใช้งานที่ผู้ซื้อกำหนด เช่น คำตอบที่อ้างอิงเนื้อหา | ผู้ซื้อรายงานการใช้งานเองผ่าน API และ Cloudflare เรียกเก็บรายเดือน |
| Monetization Gateway (เบต้าตั้งแต่ 30 ก.ย. พ.ศ. 2569) | แต่ละคำขอไปยัง API เครื่องมือ หรือชุดข้อมูล | ต่อหนึ่งคำขอ ผ่านโปรโตคอลเปิด x402 |
โพสต์ระบุว่าสองผลิตภัณฑ์หลังทำงานบนรากฐานเดียวกัน ได้แก่ identity, metering, pricing และ analytics และอธิบายการแบ่งตามประเภทเนื้อหา เนื้อหามูลค่าสูงต้องการเครือข่ายผู้ซื้อที่ผ่านการยืนยันตัวตนและรายงานการใช้งานของตน ซึ่งคือ Pay Per Use ส่วน API เครื่องมือ และข้อมูลมักต่างออกไป เพราะทุกคำขอคือการใช้งานอยู่แล้ว สำหรับกรณีนั้น Monetization Gateway ให้ผู้ขายเก็บเงินจาก agent ต่อคำขอ
แดชบอร์ดแสดงอะไรให้ผู้เผยแพร่เห็น
Cloudflare ระบุว่าผู้เผยแพร่เห็นได้แล้วว่าบริษัท AI แต่ละรายใช้เนื้อหาของตนบ่อยแค่ไหนและสร้างรายได้เท่าไร แยกตามโดเมนและตามช่วงเวลา แดชบอร์ดที่โพสต์อธิบายแสดงรายได้โดยประมาณและการใช้งานที่ถูกรายงานตามช่วงเวลา แยกตามผู้ซื้อและโดเมน โพสต์เทียบกับ Business Insights ที่แสดงอยู่แล้วว่าครอว์เลอร์ตัวไหนเข้ามาและดึงอะไรไป ส่วน Pay Per Use เพิ่มข้อมูลว่าเนื้อหานั้นถูกใช้จริงหรือไม่ บ่อยแค่ไหน และสร้างรายได้เท่าไร
Cloudflare ยังบอกว่ากำลังทำงานกับบริษัท AI เพื่อให้รายงานบริบทของการใช้งานแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น เช่น คีย์เวิร์ดที่นำไปสู่การอ้างอิง หัวข้อของคำขอ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้เนื้อหานั้น โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนนี้ถูกอธิบายว่าเป็นขั้นต่อไป ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่มีอยู่ตอนนี้ โพสต์เชื่อมแนวคิดนี้กับเครื่องมือ Answer Engine Optimization ของ Cloudflare ซึ่งแสดงว่าผู้ช่วย AI ตอบคำถามเกี่ยวกับผลงานของผู้เผยแพร่อย่างไร และระบุว่าเมื่อรวมกันจะเชื่อมวิธีที่เนื้อหาถูกค้นพบ วิธีที่ถูกใช้ และรายได้ที่เกิดขึ้น
สิ่งที่โพสต์ไม่ได้บอก
ประกาศเบต้าไม่ใช่ตลาดที่เกิดขึ้นแล้ว และโพสต์ของ Cloudflare ปล่อยคำถามหลายข้อไว้ นี่คือช่องว่างในแหล่งข้อมูล ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์
- โพสต์ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ ไม่บอกว่าบริษัท AI รายใดเข้าร่วมแล้วหรือตั้งใจจะเข้าร่วม
- โพสต์ไม่ระบุราคา สิ่งเดียวที่อธิบายคือผู้ซื้อแต่ละรายตั้งราคาเอง และผู้เผยแพร่รับหรือปฏิเสธ
- โพสต์ไม่มียอดจ่ายรวม และไม่มีตัวเลขว่าผู้เผยแพร่รายใดได้รายได้เท่าไร
- โพสต์ไม่กำหนดวันเปิดให้ใช้งานทั่วไป ส่วนที่พูดถึงเบต้าระบุว่า Cloudflare ทำงานโดยตรงกับผู้ซื้อแต่ละรายและผู้เผยแพร่ที่เลือกเข้าร่วม และคำถามหลักคือทั้งสองฝ่ายอยากทำต่อหรือไม่
- โพสต์ไม่ระบุสกุลเงินที่ใช้ชำระ ขีดจำกัดราคา หรือเงื่อนไขสิทธิ์ของ Monetization Gateway และไม่ระบุเงื่อนไขการสมัครของ Pay Per Use
- โพสต์ไม่บอกว่าผู้เผยแพร่ชาวไทยหรือเนื้อหาภาษาไทยเข้าร่วมได้หรือไม่
โพสต์ยังระบุฟีเจอร์ที่ต้องการทำในอนาคต เช่น ให้ผู้ซื้อรายใหม่เข้าร่วมด้วยโมเดลการจ่ายเงินของตนเอง และให้ผู้เผยแพร่มีที่เดียวสำหรับรับหรือปฏิเสธข้อเสนอ ต่อรองราคา และตั้งราคาเนื้อหาต่างกันตามการใช้งาน ตัวอย่างของโพสต์เองคือรายงานข่าวของสัปดาห์ที่แล้วอาจมีค่าต่อผลิตภัณฑ์ AI มากกว่าหน้าเก็บถาวรอายุสิบปี ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจหลังช่วงเบต้า ไม่ใช่ตัวควบคุมที่ใช้ได้ในตอนนี้
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
ส่วนต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์ของ RA ไม่ใช่สิ่งที่ Cloudflare พูดเกี่ยวกับประเทศไทย โพสต์ไม่มีข้อความที่เจาะจงถึงไทย ประเด็นเชิงปฏิบัติสำหรับแบรนด์ไทยส่วนใหญ่คือ "บล็อกหรืออนุญาต" กำลังมีทางเลือกที่สามเพิ่มเข้ามา คือ "อนุญาตภายใต้เงื่อนไข" ผู้เผยแพร่ไทยหรือแบรนด์ที่มีคลังเนื้อหาขนาดใหญ่ซึ่งผลิตภัณฑ์ AI นำไปใช้ซ้ำ อาจมีทางรับเงินตามการใช้งานในอนาคต แต่โพสต์ไม่มีกรอบเวลาและไม่มีรายชื่อผู้ซื้อ จึงยังไม่มีอะไรให้ตั้งงบประมาณรองรับในวันนี้
สำหรับแบรนด์ที่เป้าหมายคือการถูกกล่าวถึงในคำตอบของ AI กลไกการจ่ายเงินไม่ใช่ประเด็นหลัก แบรนด์ที่ต้องการการมองเห็นในการค้นหาด้วย AI มักต้องการให้เนื้อหาถูกอ่านและถูกอ้างอิง และโปรแกรมที่จ่ายเงินต่อคำตอบที่อ้างอิงไม่ได้เปลี่ยนเป้าหมายนั้น สิ่งที่เปลี่ยนคือการรายงาน ผู้เผยแพร่ที่เข้าร่วม Pay Per Use จะเห็นแยกตามผู้ซื้อและตามโดเมนว่าเนื้อหาถูกรายงานว่าถูกใช้บ่อยแค่ไหน นั่นคือมุมมองการใช้งานของ AI ที่เจาะจงกว่าตัวเลขการครอว์ลเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความต่างที่โพสต์เองยกขึ้นเทียบกับ Business Insights และเป็นเหตุผลที่โปรแกรมนี้น่าติดตามแม้ยังไม่คาดหวังรายได้ ทีมที่ทำ GEO หรือการปรับเนื้อหาให้ติดอันดับในเอนจินตอบคำถามด้วย AI อาจมองข้อมูลการใช้งานที่ผู้ซื้อรายงานเป็นข้อมูลนำเข้าในอนาคต เพื่อประเมินว่าผลิตภัณฑ์ AI ดึงเนื้อหาจากหน้าไหนจริง
มีข้อควรระวังสองข้อ ข้อแรก การรายงานการใช้งานด้วยตนเองแปลว่าตัวเลขขึ้นอยู่กับความซื่อตรงของผู้ซื้อ และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขโปรแกรมที่โพสต์บอกว่าต้องรายงานครบถ้วน ข้อสอง การรับข้อเสนอเปลี่ยนสิ่งที่บริษัท AI ทำกับเนื้อหาของเว็บไซต์ได้ และโพสต์ระบุว่าเงื่อนไขของแต่ละโปรแกรมครอบคลุมข้อจำกัดเรื่องการเทรนโมเดล ฝ่ายกฎหมายและกองบรรณาธิการจึงควรอ่านเงื่อนไขก่อนที่เว็บไซต์จะรับอะไร
รายการตรวจสอบสั้น ๆ สำหรับทีมที่เป็นเจ้าของคลังเนื้อหา ได้แก่ ยืนยันจากล็อกเซิร์ฟเวอร์ว่าครอว์เลอร์ AI ตัวไหนเข้าเว็บไซต์อยู่แล้ว ตัดสินใจล่วงหน้าว่าเป้าหมายของเว็บไซต์คือรายได้ การถูกอ้างอิง หรือการปกป้องเนื้อหา และหากเว็บไซต์ใช้ Cloudflare เป็น CDN อยู่แล้ว ให้ดูส่วน Monetize ในแดชบอร์ดว่ามีข้อเสนอเข้ามาหรือไม่ แทนที่จะสมมติว่าจะมี หากเว็บไซต์ไม่ได้ใช้ Cloudflare ไม่มีข้อความในโพสต์ที่บอกว่าเข้าร่วมได้ บริการ AI SEO ของ RA ครอบคลุมด้านการมองเห็นของการตัดสินใจนี้
คำถามที่พบบ่อย
Cloudflare Pay Per Use คืออะไร
Cloudflare Pay Per Use คือโปรแกรมเบต้าที่ประกาศเมื่อ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 โดยบริษัท AI เสนอราคาสำหรับการใช้งานเนื้อหาของผู้เผยแพร่ในรูปแบบที่กำหนด และผู้เผยแพร่รับหรือปฏิเสธข้อเสนอ ผู้ซื้อรายงานการใช้งานแต่ละครั้งผ่าน API แล้ว Cloudflare เรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อและจ่ายให้ผู้เผยแพร่เป็นรายเดือน โพสต์นำเสนอว่าเป็นการจ่ายตามการใช้งาน ไม่ใช่การจ่ายตามการครอว์ล
Pay Per Use ต่างจาก Pay Per Crawl อย่างไร
Pay Per Crawl คิดเงินสำหรับการเข้าถึง ส่วน Pay Per Use จ่ายเมื่อเนื้อหาถูกใช้จริง เช่นในคำตอบที่อ้างอิงเนื้อหา Cloudflare เปิดตัว Pay Per Crawl ในปี พ.ศ. 2568 และระบุว่าผู้เผยแพร่เลือกโมเดลที่เหมาะกับตัวเองได้ การรายงานก็ต่างกันด้วย เพราะ Pay Per Use พึ่งข้อมูลการใช้งานที่ผู้ซื้อรายงานเอง
Monetization Gateway คืออะไร
Monetization Gateway เป็นผลิตภัณฑ์แยกของ Cloudflare ซึ่งอยู่ในสถานะเบต้าเช่นกันตั้งแต่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ให้ผู้ขายเก็บเงินจาก AI agent ต่อหนึ่งคำขอผ่านโปรโตคอลเปิด x402 โพสต์วางตำแหน่งไว้สำหรับ API เครื่องมือ และข้อมูล ที่ทุกคำขอคือการใช้งานอยู่แล้ว และทำงานบนรากฐานด้าน identity, metering, pricing และ analytics เดียวกับ Pay Per Use
ผู้เผยแพร่ไทยเข้าร่วมเบต้า Pay Per Use ได้หรือไม่
แหล่งข้อมูลไม่ได้ระบุ โพสต์ของ Cloudflare ไม่มีเงื่อนไขสิทธิ์ ไม่มีข้อจำกัดตามประเทศ และไม่มีขั้นตอนสมัคร อีกทั้งไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ ผู้เผยแพร่ไทยจึงต้องตรวจส่วน Monetize ในแดชบอร์ด Cloudflare ของตนเอง ข้อมูลเรื่องการเปิดให้บริการตามภูมิภาคควรถือว่ายังไม่ยืนยันจนกว่า Cloudflare จะประกาศ
ผู้เผยแพร่จะได้รายได้เท่าไร
แหล่งข้อมูลไม่ได้ระบุ โพสต์ไม่มีราคา ไม่มียอดจ่ายรวม และไม่มีตัวอย่างรายได้ มีเพียงการอธิบายแดชบอร์ดที่แสดงรายได้โดยประมาณและการใช้งานที่ถูกรายงานแยกตามผู้ซื้อและโดเมน การพยากรณ์รายได้ในขั้นนี้จะเป็นการแต่งตัวเลขขึ้นเอง
หากทีมของคุณกำลังตัดสินใจว่าผลิตภัณฑ์ AI ควรใช้เนื้อหาของคุณได้อย่างไร งาน GEO ของ RA เริ่มจากคำถามเรื่องการมองเห็นนั้น และช่วยกำหนดจุดยืนได้ก่อนที่โปรแกรมจ่ายเงินใดจะมาถึงเว็บไซต์ของคุณ







