What is CTR, how to calculate it, and what a good one looks like

CTR คือ อะไร คำนวณยังไง และค่าที่ดีควรเท่าไหร่

analyticsAugust 17, 2026
By Antonio Fernandez

CTR คือ อัตราการคลิกผ่าน หรือ click-through rate ซึ่งคำนวณจากจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนการแสดงผล แล้วคูณด้วยหนึ่งร้อยเพื่อให้ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ถ้าโฆษณาแสดงผล 1,000 ครั้งแล้วมีคนคลิก 30 ครั้ง CTR จะเท่ากับ 3% (ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวเลขสมมติกลม ๆ ที่ยกมาเพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น)

ส่วนคำถามที่ตามมาเสมอว่า CTR เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ Google ไม่ได้ประกาศตัวเลขมาตรฐานไว้ที่ไหนเลย และตารางเบนช์มาร์กรายอุตสาหกรรมที่เห็นเกลื่อนอินเทอร์เน็ตคือค่าเฉลี่ยจากกลุ่มตัวอย่างของผู้ทำเครื่องมือแต่ละเจ้า ไม่ใช่มาตรฐานกลางที่ใครรับรอง บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณ วิธีอ่านค่า และวิธีสร้างเส้นฐานของบัญชีตัวเองขึ้นมาใช้แทนตารางเบนช์มาร์กที่เอามาเทียบกันไม่ได้

CTR ย่อมาจากอะไร และคำนวณยังไง

CTR ย่อมาจาก click-through rate ในภาษาไทยมักเรียกว่าอัตราการคลิกผ่าน สูตรคือ จำนวนคลิก หารด้วย จำนวนการแสดงผล (impressions) คูณ 100 ค่าที่ได้บอกอย่างเดียวว่า ในทุก ๆ ร้อยครั้งที่คนเห็นลิงก์หรือโฆษณาของคุณ มีกี่ครั้งที่เขาตัดสินใจคลิก

จุดที่คนอ่านค่าผิดบ่อยที่สุดไม่ใช่สูตร แต่คือตัวหาร คำว่า impression ของแต่ละแพลตฟอร์มนับไม่เหมือนกัน และนั่นทำให้เอา CTR ข้ามแพลตฟอร์มมาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้เลย

  • ใน Google Search Console อิมเพรสชันหนึ่งครั้งเกิดขึ้นเมื่อลิงก์ของเว็บคุณปรากฏในหน้าผลการค้นหาสำหรับคำค้นหนึ่ง โดยข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นคู่ระหว่างคำค้นกับหน้าเว็บ ไม่ใช่ตัวเลขรวมของทั้งเว็บ
  • ใน Google Ads อิมเพรสชันคือทุกครั้งที่โฆษณาถูกแสดง และคลิกคือทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณานั้น
  • ใน Meta Ads Manager มีคอลัมน์ CTR (all) ที่นับคลิกทุกชนิดบนโฆษณาหารด้วยอิมเพรสชัน และมีคอลัมน์ CTR (link click-through rate) ที่นับเฉพาะคลิกที่พาคนไปยังปลายทางของลิงก์ นอกจากนี้ Meta ยังมีเมตริกชุด unique ที่วัดจากจำนวนคนที่เห็นโฆษณา ไม่ใช่จำนวนอิมเพรสชัน

ลองดูตัวอย่างการคำนวณด้วยตัวเลขสมมติที่ตั้งให้กลมเพื่อให้ตามง่าย สมมติกลุ่มโฆษณาหนึ่งได้อิมเพรสชัน 8,000 ครั้งใน 30 วัน และได้คลิก 200 ครั้ง CTR คือ 200 หารด้วย 8,000 เท่ากับ 0.025 หรือ 2.5% ถ้าเดือนถัดมาอิมเพรสชันขึ้นไปที่ 16,000 ครั้งแต่คลิกอยู่ที่ 240 ครั้ง CTR ตกลงมาเหลือ 1.5% ทั้งที่จำนวนคลิกเพิ่มขึ้น กรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเมื่อคีย์เวิร์ดเริ่มจับคำค้นที่กว้างขึ้น หรือเมื่อโฆษณาถูกแสดงในตำแหน่งที่ต่ำลง ตัวเลขคลิกที่เพิ่มขึ้นจึงหลอกตาได้ถ้าไม่ดูตัวหารควบคู่กันไป

CTR ที่ดีบน Google Ads ควรเท่าไหร่

ไม่มีตัวเลขที่ Google ประกาศว่าเป็นเกณฑ์ผ่าน และไม่มีตารางเบนช์มาร์กเจ้าไหนที่เป็นมาตรฐานกลาง เหตุผลไม่ใช่เรื่องความลับทางการค้า แต่เป็นเพราะ CTR ผันตามเงื่อนไขหลายอย่างที่ต่างกันในทุกบัญชี ตัวเลขเดียวจึงไม่มีความหมายถ้าไม่บอกเงื่อนไขที่มันเกิดขึ้นมาด้วย

เงื่อนไขที่ทำให้ CTR ของสองบัญชีเทียบกันไม่ได้มีดังนี้

  • ตำแหน่งที่โฆษณาปรากฏ โฆษณาที่ได้อยู่บนสุดของหน้าย่อมถูกเห็นและถูกคลิกมากกว่าโฆษณาที่ถูกดันลงไปอยู่ท้ายหน้า
  • คำค้นแบรนด์กับคำค้นทั่วไป คนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์ลงไปตรง ๆ ตั้งใจจะไปที่แบรนด์นั้นอยู่แล้ว คีย์เวิร์ดแบรนด์จึงมักได้ CTR สูงกว่าคีย์เวิร์ดหมวดสินค้าอย่างเห็นได้ชัด การรวมสองอย่างนี้ไว้ในแคมเปญเดียวกันแล้วดูค่าเฉลี่ยรวมทำให้ตัวเลขไม่บอกอะไรเลย
  • ความตั้งใจของคำค้น คำค้นที่มีคำว่าราคาหรือคำว่าซื้อ ให้พฤติกรรมคนละแบบกับคำค้นที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าวิธีหรือคำว่าคืออะไร
  • อุปกรณ์ หน้าจอมือถือแสดงผลลัพธ์ได้น้อยกว่าเดสก์ท็อปในหนึ่งหน้าจอ ลำดับการมองเห็นจึงต่างกัน
  • องค์ประกอบอื่นบนหน้าผลการค้นหา ถ้าหน้านั้นมีช้อปปิ้ง มีแผนที่ หรือมีกล่องคำตอบขนาดใหญ่ พื้นที่และสายตาที่เหลือให้โฆษณาข้อความก็ลดลง
  • ประเภทการจับคู่คีย์เวิร์ดและชุดแอสเซตที่ใส่ไว้ เช่น ไซต์ลิงก์และคอลเอาต์ ซึ่งเปลี่ยนขนาดพื้นที่ที่โฆษณากินบนหน้าจอ

เกณฑ์เดียวที่ใช้ได้จริงจึงเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลังของบัญชีคุณเอง และการเทียบกลุ่มโฆษณาเดียวกันก่อนกับหลังการแก้ไข ไม่ใช่การเอาตัวเลขของคนอื่นมาแขวนเป็นเป้า

วิธีสร้างเส้นฐาน CTR ของบัญชีตัวเอง

เส้นฐานคือชุดตัวเลขที่บอกว่าปกติของบัญชีคุณหน้าตาเป็นยังไง เมื่อมีเส้นฐานแล้ว คำถามจะเปลี่ยนจากคำถามที่ตอบไม่ได้อย่าง CTR 2% ดีไหม ไปเป็นคำถามที่ตอบได้อย่าง กลุ่มโฆษณานี้เคยอยู่ที่ 2.8% มาสามเดือน แล้วทำไมเดือนนี้เหลือ 1.9% วิธีสร้างมีขั้นตอนดังนี้

  1. ดึงข้อมูลย้อนหลัง 90 วันจาก Google Ads ในระดับกลุ่มโฆษณา ไม่ใช่ระดับบัญชี เพราะค่าเฉลี่ยระดับบัญชีถูกกลบด้วยคีย์เวิร์ดแบรนด์เสมอ
  2. แยกแคมเปญแบรนด์ออกจากแคมเปญทั่วไปให้ขาดจากกัน แล้วคิดค่าเฉลี่ยแยกสองชุด
  3. แบ่งข้อมูลตามอุปกรณ์ เพราะมือถือกับเดสก์ท็อปมักให้ค่าคนละระดับ และงบส่วนใหญ่ในไทยไหลไปที่มือถือ
  4. ตั้งเกณฑ์ปริมาณขั้นต่ำก่อนตัดสินใจ กลุ่มโฆษณาที่มีอิมเพรสชันหลักสิบในหนึ่งเดือนบอกอะไรไม่ได้ ตัวเลขจะเหวี่ยงตามการคลิกครั้งเดียว ให้รอจนมีปริมาณพอสมควรก่อนแล้วค่อยอ่าน
  5. บันทึกวันที่ทุกครั้งที่แก้โฆษณา เปลี่ยนหน้าปลายทาง หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบ เพื่อให้เทียบก่อนกับหลังได้จริง ไม่ใช่เดาย้อนหลังว่าอะไรทำให้ตัวเลขขยับ

เมื่อทำครบแล้วคุณจะได้ตารางเล็ก ๆ ของตัวเองที่มีค่าเฉลี่ยแยกตามแบรนด์ ตามอุปกรณ์ และตามกลุ่มโฆษณา ตารางนี้มีค่ามากกว่าเบนช์มาร์กรายอุตสาหกรรมทุกฉบับ เพราะมันเกิดจากคำค้น กลุ่มเป้าหมาย และหน้าเว็บของคุณเอง

CTR ที่ดีบน Organic Search ควรเท่าไหร่

ฝั่งผลการค้นหาแบบไม่เสียเงิน ตัวแปรที่ครอบงำทุกอย่างคือตำแหน่ง ผลลัพธ์ที่อยู่อันดับต้น ๆ ได้สัดส่วนคลิกมากกว่าผลลัพธ์ที่อยู่ท้ายหน้าแรกอย่างมีนัยสำคัญเสมอ ดังนั้นการถาม CTR ที่ดีโดยไม่บอกอันดับจึงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

วิธีที่ใช้ได้จริงคือเอาข้อมูลของเว็บตัวเองมาเทียบกันเองตามช่วงอันดับ ขั้นตอนคือเปิดรายงาน Performance ใน Search Console เลือกช่วงเวลา 3 เดือน ส่งออกตารางคำค้น แล้วจัดกลุ่มคำค้นตามช่วงตำแหน่งเฉลี่ย เช่น กลุ่มอันดับ 1 ถึง 3 กลุ่มอันดับ 4 ถึง 10 และกลุ่มอันดับ 11 ถึง 20 จากนั้นหาค่ากลางของ CTR ในแต่ละกลุ่ม ผลที่ได้คือเส้นฐานเฉพาะของเว็บคุณ คำค้นไหนที่อยู่ในช่วงอันดับเดียวกันแต่ CTR ต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มตัวเองอย่างชัดเจน คือรายการที่ควรเอาไปดูชื่อเรื่องและคำอธิบายก่อนเพื่อน

มีข้อควรระวังสองข้อเวลาอ่านตัวเลขจาก Search Console ข้อแรกคือตำแหน่งเฉลี่ยเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่อันดับคงที่ คำค้นที่แสดงว่าอันดับ 8 อาจจะเคยอยู่อันดับ 3 บ้างและอันดับ 15 บ้าง ข้อที่สองคือ Search Console ตัดคำค้นที่มีคนค้นน้อยมากออกจากตาราง คำค้นเหล่านั้นถูกนับรวมอยู่ในยอดรวมของกราฟแต่ไม่มีแถวของตัวเองในตาราง เพราะฉะนั้นถ้าคุณบวกคลิกจากทุกแถวในตารางแล้วเทียบกับยอดรวมด้านบน ตัวเลขจะไม่ตรงกันโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ความผิดพลาดของรายงาน

CTR ต่ำแปลว่าอะไร และแก้ยังไง

CTR ต่ำแปลว่าคนเห็นแล้วไม่คลิก ซึ่งเป็นอาการ ไม่ใช่สาเหตุ การไล่หาสาเหตุตามลำดับนี้ช่วยประหยัดเวลาได้มาก

  1. เทียบกับช่วงอันดับหรือช่วงตำแหน่งของตัวเองก่อน ถ้าอันดับตกลงไปสิบอันดับในเดือนเดียว CTR ที่ลดลงคือผลของอันดับ ไม่ใช่ปัญหาของข้อความ
  2. เปิดรายงานคำค้นจริง ใน Google Ads คือรายงาน search terms สิ่งที่เจอบ่อยคือคีย์เวิร์ดจับคำค้นที่ความหมายเพี้ยนไปจากสินค้า คนเห็นโฆษณาที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาพิมพ์แล้วก็ผ่านไป ทางแก้คือใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบและเขียนกลุ่มโฆษณาให้แคบลง ต้นทุนของการปล่อยไว้คือค่าโฆษณาที่จ่ายให้อิมเพรสชันที่ไม่มีวันแปลงเป็นลูกค้า
  3. อ่านข้อความของตัวเองเทียบกับคำค้นแบบคำต่อคำ ถ้าคนพิมพ์คำว่ารับซ่อมแล้วพาดหัวพูดเรื่องขายเครื่องใหม่ ความไม่ตรงนี้เห็นได้ตั้งแต่บรรทัดแรก
  4. ตรวจว่าแอสเซตครบไหม โฆษณาที่ไม่มีไซต์ลิงก์และไม่มีคำอธิบายเสริมกินพื้นที่บนหน้าจอน้อยกว่าคู่แข่งที่ใส่ครบ พื้นที่บนจอมีผลกับการถูกมองเห็น
  5. ดูหน้าผลการค้นหาจริงด้วยตาตัวเอง บางคำค้นถูกกล่องคำตอบ แผนที่ หรือผลลัพธ์ช้อปปิ้งกินพื้นที่ไปเกือบหมด กรณีแบบนี้ CTR ที่ลดลงไม่ได้มาจากอะไรที่คุณทำผิด แต่มาจากหน้าจอที่เปลี่ยนไป
  6. สำหรับหน้าเว็บแบบไม่เสียเงิน ให้ดูชื่อเรื่องกับคำอธิบายเมตา ชื่อเรื่องที่ยาวเกินไปจะถูกตัดกลางคัน และภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ การตัดจึงอาจไปตัดกลางคำจนอ่านแล้วสะดุด

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ CTR ดันขึ้นได้ง่ายด้วยการเขียนพาดหัวเกินจริง แล้วตัวเลขบนรายงานจะสวยขึ้นทันทีในขณะที่ยอดขายไม่ขยับ เพราะฉะนั้นเวลาแก้อะไรเพื่อดัน CTR ให้ดูอัตราการแปลงและจำนวนลูกค้าที่ได้จริงควบคู่กันเสมอ ตัวเลขที่ขึ้นโดยที่รายได้ไม่ขึ้นคือสัญญาณว่าคุณกำลังซื้อคลิกที่ไม่ต้องการ

CTR มีผลต่อ Quality Score ยังไง

Google Ads ให้คะแนน Quality Score ในระดับคีย์เวิร์ดบนสเกล 1 ถึง 10 โดยประกอบขึ้นจากสามส่วน ส่วนแรกคือ expected clickthrough rate หรือความน่าจะเป็นที่โฆษณาจะถูกคลิกเมื่อถูกแสดง ส่วนที่สองคือความเกี่ยวข้องของโฆษณากับสิ่งที่คนค้นหา และส่วนที่สามคือประสบการณ์บนหน้าปลายทาง แต่ละส่วนจะถูกรายงานเป็นสถานะสามระดับคือ Below average, Average และ Above average ซึ่งบอกทิศทางว่าควรไปแก้ตรงไหนก่อน

ประโยชน์ที่แท้จริงของสถานะสามระดับนี้คือมันแยกปัญหาออกจากกันให้แล้ว ถ้า expected clickthrough rate ขึ้นว่า Below average ปัญหาอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างคีย์เวิร์ดกับข้อความโฆษณา การเพิ่มราคาประมูลไม่ได้แก้อะไรตรงนั้น สิ่งที่แก้คือย้ายคีย์เวิร์ดไปอยู่ในกลุ่มโฆษณาที่ข้อความพูดถึงคำนั้นตรง ๆ หรือเขียนพาดหัวชุดใหม่ที่สะท้อนคำค้นให้ชัด ในทางกลับกัน ถ้าสองส่วนแรกอยู่ที่ Average หรือดีกว่า แต่ประสบการณ์หน้าปลายทางขึ้นว่า Below average งานที่ต้องทำอยู่บนเว็บไซต์ ไม่ได้อยู่ในบัญชีโฆษณา ซึ่งเป็นจุดที่การทำ ตรวจสอบเว็บไซต์เชิงเทคนิค ช่วยได้มากกว่าการปรับบิด

CTR ต่างจาก Conversion Rate ยังไง

สองค่านี้วัดคนละช่วงของเส้นทางและมีตัวหารคนละตัว CTR วัดช่วงจากการเห็นไปสู่การคลิก ตัวหารคืออิมเพรสชัน ส่วนอัตราการแปลงหรือ conversion rate วัดช่วงจากการคลิกไปสู่การกระทำที่คุณนับเป็นผลลัพธ์ ตัวหารคือคลิกหรือการโต้ตอบกับโฆษณา

ตัวอย่างด้วยตัวเลขสมมติที่ตั้งให้กลมเพื่อสาธิตวิธีคิด สมมติโฆษณา ก ได้อิมเพรสชัน 10,000 ครั้ง คลิก 500 ครั้ง คิดเป็น CTR 5% และจากคลิกเหล่านั้นเกิดการติดต่อกลับ 10 ราย คิดเป็นอัตราการแปลง 2% ส่วนโฆษณา ข ได้อิมเพรสชัน 10,000 ครั้งเท่ากัน แต่คลิกแค่ 200 ครั้ง คิดเป็น CTR 2% และเกิดการติดต่อกลับ 16 ราย คิดเป็นอัตราการแปลง 8% โฆษณา ก ชนะขาดถ้าดูแค่ CTR แต่โฆษณา ข ให้ลูกค้ามากกว่าจากงบเท่ากัน และถ้าค่าคลิกเท่ากัน โฆษณา ก ยังจ่ายเงินมากกว่าอีกสองเท่าครึ่งเพื่อให้ได้ลูกค้าน้อยกว่า นี่คือเหตุผลที่ CTR ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดหลักตัวเดียว มันเป็นตัวชี้วัดกลางทางที่บอกว่าข้อความสื่อสารตรงกับคำค้นหรือยัง ส่วนตัวชี้วัดปลายทางคือจำนวนลูกค้าและต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งราย

ที่สำคัญคือถ้าการเก็บข้อมูลคอนเวอร์ชันไม่แม่น การเทียบสองค่านี้ก็ไม่มีความหมาย บัญชีจำนวนมากยังนับฟอร์มซ้ำ ยังไม่ได้แยกลีดจริงออกจากทราฟฟิกที่กดผิด หรือเสียการเชื่อมต่อไปตั้งแต่ตอนย้ายระบบวัดผล การตรวจ การตั้งค่า Google Analytics 4 ให้เรียบร้อยจึงต้องมาก่อนการถกเถียงเรื่องตัวเลข CTR

ดู CTR ได้จากที่ไหนบ้าง

CTR ปรากฏอยู่ในเครื่องมือหลักสามตัวที่คนทำงานการตลาดในไทยใช้กันทุกวัน แต่ละตัวนับไม่เหมือนกันตามตารางนี้

ดู CTR ได้จากที่ไหนบ้าง
เครื่องมือตัวหารที่ใช้สิ่งที่นับเป็นคลิก
Google Search Console รายงาน Performanceอิมเพรสชันของคู่คำค้นกับหน้าเว็บคลิกจากผลการค้นหาไปยังหน้าเว็บของคุณ
Google Ads คอลัมน์ CTRอิมเพรสชันของโฆษณาคลิกบนโฆษณา
Meta Ads Manager คอลัมน์ CTR (all)อิมเพรสชันของโฆษณาคลิกทุกชนิดบนโฆษณา รวมถึงคลิกที่ไม่ได้พาออกไปนอกแพลตฟอร์ม
Meta Ads Manager คอลัมน์ CTR (link click-through rate)อิมเพรสชันของโฆษณาเฉพาะคลิกที่พาคนไปยังปลายทางของลิงก์

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติจากตารางนี้คือ อย่าเอา CTR ของ Meta ไปเทียบกับ CTR ของ Google Ads แล้วสรุปว่าช่องทางไหนดีกว่ากัน เพราะพฤติกรรมของคนบนสองหน้าจอนี้ต่างกันตั้งแต่ต้น คนบนหน้าค้นหากำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ส่วนคนบนฟีดกำลังเลื่อนดูอย่างอื่นและถูกขัดจังหวะ การเทียบที่ให้ข้อมูลจริงคือเทียบภายในช่องทางเดียวกัน ระหว่างครีเอทีฟชุดเก่ากับชุดใหม่ หรือระหว่างกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่มบน แคมเปญโฆษณาเฟซบุ๊ก ชุดเดียวกัน

สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มสำหรับตลาดไทย

บริบทภาษาไทยเพิ่มเงื่อนไขที่บทความภาษาอังกฤษไม่ได้พูดถึง ข้อแรกคือคนไทยพิมพ์คำค้นสลับภาษาเป็นเรื่องปกติ ชื่อแบรนด์เดียวกันถูกพิมพ์ทั้งแบบอักษรไทยและอักษรโรมัน ถ้าคุณสร้างเส้นฐานแล้วรวมสองแบบนี้เข้าด้วยกันโดยไม่แยก ตัวเลขจะกลบกันเอง เพราะคำค้นสองชุดนี้มักมาจากคนคนละกลุ่มและให้ค่าคนละระดับ

ข้อที่สองคือปริมาณการค้นหาภาษาไทยต่อคำค้นหนึ่งคำมักน้อยกว่าคำค้นภาษาอังกฤษในหัวข้อเดียวกัน ผลตามมาคือคำค้นภาษาไทยจำนวนมากตกไปอยู่ในกลุ่มที่ Search Console ไม่แสดงเป็นแถวในตาราง เว็บไทยขนาดกลางจึงมักเห็นช่องว่างระหว่างยอดรวมกับผลบวกของแถวชัดกว่าเว็บภาษาอังกฤษ เวลาสร้างเส้นฐานให้ยอมรับช่องว่างนี้ตั้งแต่แรก แล้วใช้ค่ากลางของกลุ่มแทนการไล่บวกทีละแถว

ข้อที่สามคือการตัดข้อความ ภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ ชื่อเรื่องที่ยาวเกินพื้นที่แสดงผลจึงอาจถูกตัดกลางคำจนความหมายเพี้ยน วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือวางใจความสำคัญและคำค้นหลักไว้ต้นประโยค แล้วเก็บชื่อแบรนด์ไว้ท้ายสุด

ข้อสุดท้ายคือสัดส่วนการใช้งานบนมือถือที่สูงมากในไทย และปลายทางของโฆษณาจำนวนไม่น้อยเป็นแชทบนแอปพลิเคชันแทนที่จะเป็นหน้าเว็บ เมื่อปลายทางคือแชท คลิกที่นับได้อาจไม่สะท้อนบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริง การวางระบบวัดผลให้ครอบคลุมช่วงนั้นจึงสำคัญพอ ๆ กับการปรับข้อความโฆษณา และเป็นงานที่ทีม รับทำโฆษณา Google Ads ควรตกลงกับคุณให้ชัดก่อนเริ่มยิงงบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CTR

CTR 1% ถือว่าแย่ไหม

ตอบไม่ได้ถ้าไม่รู้ตำแหน่ง ประเภทคำค้น และอุปกรณ์ที่ตัวเลขนั้นเกิดขึ้น ค่า 1% บนคำค้นทั่วไปที่โฆษณาอยู่ท้ายหน้าอาจเป็นเรื่องปกติของบัญชีนั้น ในขณะที่ค่า 1% บนคีย์เวิร์ดแบรนด์ของตัวเองคือสัญญาณผิดปกติที่ควรรีบดู เพราะคนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์ลงไปตั้งใจจะมาหาคุณอยู่แล้ว

CTR สูงขึ้นแล้วอันดับ SEO จะดีขึ้นเลยไหม

ไม่มีการยืนยันจาก Google ว่า CTR จากผลการค้นหาถูกใช้เป็นสัญญาณจัดอันดับโดยตรง สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือชื่อเรื่องและคำอธิบายที่ตรงกับคำค้นทำให้คนคลิกมากขึ้น และคลิกที่ตรงความตั้งใจนำไปสู่ผู้อ่านที่อยู่กับหน้านั้นจริง ส่วนการไล่ดัน CTR ด้วยพาดหัวเกินจริงมีแต่จะเพิ่มคนที่กดเข้ามาแล้วกดออกทันที

ควรดู CTR บ่อยแค่ไหน

รายสัปดาห์สำหรับแคมเปญที่กำลังทดสอบข้อความ และรายเดือนสำหรับผลการค้นหาแบบไม่เสียเงิน การเปิดดูรายวันมักทำให้ตัดสินใจจากความผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มโฆษณาที่มีปริมาณน้อย ซึ่งตัวเลขจะเหวี่ยงจากการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง

Quality Score ต่ำเพราะ CTR อย่างเดียวหรือเปล่า

ไม่ใช่ เพราะ Quality Score ประกอบด้วยสามส่วน และ expected clickthrough rate เป็นเพียงส่วนเดียว อีกสองส่วนคือความเกี่ยวข้องของโฆษณาและประสบการณ์บนหน้าปลายทาง วิธีที่ถูกต้องคือเปิดดูสถานะของทั้งสามส่วนในคอลัมน์ของ Google Ads แล้วแก้ส่วนที่ขึ้นว่า Below average ก่อน

CTR ของ Google Ads กับ Meta เทียบกันได้ไหม

เทียบไม่ได้ เพราะทั้งนิยามของคลิกและพฤติกรรมของคนบนสองแพลตฟอร์มต่างกัน Meta ยังแยกคอลัมน์ CTR (all) กับ CTR (link click-through rate) ออกจากกันอีกชั้นหนึ่ง การเทียบที่มีความหมายคือเทียบภายในแพลตฟอร์มเดียวกันในช่วงเวลาที่เทียบกันได้

ถ้าคุณอยากได้เส้นฐานของตัวเองแทนการเดาจากตารางเบนช์มาร์กของคนอื่น จุดเริ่มต้นคือจัดโครงสร้างบัญชีให้แยกแบรนด์ออกจากคำค้นทั่วไป และทำให้การวัดผลปลายทางเชื่อถือได้ก่อน ทีมงานของ Relevant Audience รับดูแลทั้งงานโฆษณาและงาน SEO สำหรับตลาดไทย และยินดีช่วยตรวจว่าตัวเลขที่คุณกำลังใช้ตัดสินใจนั้นวัดสิ่งที่คุณคิดว่ากำลังวัดอยู่จริงหรือไม่

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: