สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google Ads เปิดการประมูลใหม่ทุกครั้งที่มีคนค้นหา โฆษณาที่ตรงคำค้นจะถูกให้คะแนน Ad Rank ซึ่งรวมราคาที่เสนอ คุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บที่วัดขณะประมูล เกณฑ์ขั้นต่ำ บริบทของการค้นหา และผลที่คาดว่าจะได้จากส่วนขยาย
- Quality Score เป็นคะแนนวินิจฉัย 1 ถึง 10 ที่มาจากสามองค์ประกอบ คือ expected CTR, ad relevance และ landing page experience โดยรายงานเป็นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ย
- บิดสูงสุดคือเพดาน ไม่ใช่ราคาที่จ่ายจริง โฆษณาคุณภาพดีกว่าจึงชนะคนที่บิดแพงกว่าได้และจ่ายต่อคลิกถูกกว่า การแก้หน้าเว็บปลายทางมักได้ผลกว่าการเพิ่มงบ
- Search เหมาะกับการเก็บดีมานด์ที่มีอยู่แล้ว Shopping เหมาะกับฟีดสินค้า Display เหมาะกับรีมาร์เก็ตติ้ง Video เหมาะกับสินค้าที่ต้องเห็นภาพ ส่วน Performance Max เหมาะกับบัญชีที่วัดคอนเวอร์ชันแม่นแล้ว
- ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ คือหยุดจ่ายแล้วทราฟฟิกหยุดทันที คอนเวอร์ชันมาช้ากว่าคลิก และระบบเสนอราคาอัตโนมัติจะขยายผลของสัญญาณคอนเวอร์ชันที่ป้อนให้ ไม่ว่าสัญญาณนั้นจะถูกหรือผิด
Google Ads ทำงานด้วยการประมูลที่เกิดขึ้นสดใหม่ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์คำค้นหา ไม่ใช่การจองตำแหน่งไว้ล่วงหน้าเหมือนการซื้อป้ายโฆษณาริมถนน เมื่อมีคนค้นหาคำหนึ่ง ระบบจะดึงโฆษณาทุกตัวที่คีย์เวิร์ดตรงกับคำค้นนั้นเข้ามาเรียงกัน แล้วให้คะแนนแต่ละตัวด้วยค่าที่เรียกว่า Ad Rank ซึ่งรวมราคาที่ผู้ลงโฆษณายอมจ่าย คุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บปลายทาง และบริบทของการค้นหาครั้งนั้นเข้าด้วยกัน ตัวที่ได้คะแนนสูงกว่าจะได้ตำแหน่งเหนือกว่า และทั้งกระบวนการจบภายในเสี้ยววินาทีก่อนที่หน้าผลการค้นหาจะโหลดขึ้นมาบนจอของคนค้น
เพราะกลไกเป็นแบบนี้ ธุรกิจที่เพิ่งเปิดเว็บเมื่อวานจึงมีสิทธิ์แสดงโฆษณาเหนือเว็บที่ลงแรงทำ SEO มาสามปีได้ ตราบใดที่โฆษณาผ่านการตรวจสอบนโยบาย คีย์เวิร์ดตรงกับสิ่งที่คนค้นจริง และยอมจ่ายในระดับที่แข่งขันได้ บทความนี้จะตอบคำถามว่า Google Ads ทำงานยังไง ตั้งแต่การประมูลคิดคะแนนอย่างไร แคมเปญห้าประเภทต่างกันตรงไหน เจ้าของธุรกิจไทยควรเริ่มจากแบบไหน วัดผลอะไรหลังเปิดแคมเปญ และมีข้อจำกัดอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนเสียเงินก้อนแรก
ทำไม SEO ใช้เวลาเป็นเดือน แต่ Google Ads เห็นผลภายในไม่กี่ชั่วโมง
SEO ทำงานกับระบบจัดอันดับผลการค้นหาแบบธรรมชาติ Google ต้องเก็บข้อมูลหน้าเว็บ ประเมินว่าเนื้อหาตอบคำค้นได้ดีแค่ไหน ดูว่ามีเว็บอื่นอ้างอิงถึงคุณมากน้อยเพียงใด แล้วจึงขยับอันดับให้ทีละน้อย สัญญาณเหล่านี้สะสมตัวช้าโดยธรรมชาติ เว็บใหม่ที่ยังไม่มีใครลิงก์มาหา ต่อให้เขียนเนื้อหาดีแค่ไหนก็ยังต้องรอให้ระบบเก็บข้อมูล เปรียบเทียบกับหน้าที่อยู่ในอันดับมาก่อน และตัดสินใจว่าจะยกคุณขึ้นไปแทนที่ใคร การเห็นผลจริงจึงมักนับเป็นเดือน ไม่ใช่วัน
ฝั่งโฆษณาไม่ต้องรอสัญญาณสะสม เพราะคุณจ่ายเงินเพื่อเข้าไปอยู่ในการประมูลโดยตรง ขั้นตอนจากศูนย์ถึงโฆษณาแสดงจริงมีเพียงเปิดบัญชี ใส่วิธีชำระเงิน สร้างแคมเปญพร้อมคีย์เวิร์ดและข้อความโฆษณา ระบุหน้าเว็บปลายทาง แล้วรอการตรวจสอบนโยบาย ซึ่ง Google ระบุไว้ว่าโฆษณาส่วนใหญ่ตรวจเสร็จภายในหนึ่งวันทำการ เมื่อผ่านการตรวจแล้วโฆษณาจะเข้าประมูลได้ทันทีที่มีคนค้นคำที่คุณเลือกไว้ ไม่ต้องรอให้ใครมาลิงก์หาเว็บของคุณก่อน
แต่ต้องแยกให้ชัดว่าคำว่าเห็นผลเร็วหมายถึงอะไร สิ่งที่เกิดเร็วคือการแสดงผลและคลิก ส่วนยอดขายที่คุ้มกับเงินที่จ่ายเป็นคนละเรื่องและใช้เวลานานกว่านั้นเสมอ ระบบเสนอราคาอัตโนมัติต้องการข้อมูลคอนเวอร์ชันจำนวนหนึ่งก่อนจะเสนอราคาได้แม่น คนที่คลิกวันนี้อาจกลับมาซื้อในอีกหลายวันต่อมา และคำค้นที่ไม่เกี่ยวข้องมักโผล่ในสัปดาห์แรกจนกว่าคุณจะเริ่มตัดทิ้ง ความเร็วที่ Google Ads ให้ได้จริงคือความเร็วในการทดสอบว่าตลาดตอบสนองต่อข้อเสนอของคุณอย่างไร ไม่ใช่การรับประกันกำไรในสัปดาห์แรก
Google Auction ทำงานยังไง อธิบายทีละขั้น
ทุกครั้งที่มีคนกดค้นหา ระบบจะทำห้าอย่างต่อไปนี้ตามลำดับ และทำใหม่ทั้งหมดในการค้นหาครั้งถัดไป ไม่มีการจำผลการประมูลครั้งก่อนมาใช้ซ้ำ
- อ่านคำค้นจริงที่คนพิมพ์ พร้อมบริบทประกอบ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง อุปกรณ์ที่ใช้ ช่วงเวลา และภาษาของเบราว์เซอร์
- จับคู่คำค้นนั้นกับคีย์เวิร์ดในบัญชีของผู้ลงโฆษณาทุกรายที่กำลังเปิดแคมเปญอยู่ ตามชนิดการจับคู่ที่แต่ละคนเลือกไว้
- คัดโฆษณาที่ไม่มีสิทธิ์ออก เช่น โฆษณาที่ยังไม่ผ่านการตรวจ แคมเปญที่ใช้งบหมดแล้วในวันนั้น หรือโฆษณาที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายมายังพื้นที่ของคนค้น
- คำนวณ Ad Rank ให้โฆษณาที่เหลือทุกตัว
- เรียงลำดับตำแหน่งจาก Ad Rank แล้วคิดราคาต่อคลิกให้แต่ละราย ซึ่งไม่ใช่ราคาที่แต่ละคนบิดไว้
บิดคือเพดาน ไม่ใช่ราคาที่จ่ายจริง
บิดสูงสุดหรือ max CPC คือจำนวนเงินสูงสุดที่คุณยอมจ่ายต่อหนึ่งคลิก ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกหักออกจากบัญชีทุกครั้ง ราคาที่จ่ายจริงมักต่ำกว่านั้น เพราะระบบคิดเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้คุณยังอยู่เหนือผู้ลงโฆษณาที่อยู่ถัดลงไปหนึ่งอันดับ ผลที่ตามมาคือโฆษณาคุณภาพดีมักจ่ายต่อคลิกถูกกว่าคู่แข่งที่บิดแพงกว่าแต่โฆษณาไม่ตรงกับคำค้น ในบัญชีจริงคุณจะเห็นความต่างนี้ได้จากคอลัมน์ CPC เฉลี่ยเทียบกับบิดที่ตั้งไว้
ถ้าคุณใช้กลยุทธ์เสนอราคาอัตโนมัติ เช่น Maximize conversions หรือ Target CPA คุณจะไม่ได้ตั้งบิดรายคีย์เวิร์ดเอง ระบบจะปรับบิดให้ในทุกการประมูลตามความน่าจะเป็นที่คลิกนั้นจะกลายเป็นคอนเวอร์ชัน สิ่งที่คุณควบคุมแทนคือเป้าหมายและงบประจำวัน ข้อแลกเปลี่ยนคือระบบต้องมีข้อมูลคอนเวอร์ชันที่ตั้งค่าถูกต้องก่อน มิฉะนั้นมันจะเรียนรู้จากสัญญาณผิดและกดงบไปยังคลิกที่ดูเหมือนดีแต่ไม่ทำเงิน
Quality Score ประกอบด้วยสามส่วน
Quality Score เป็นคะแนน 1 ถึง 10 ที่ Google ให้ในระดับคีย์เวิร์ด เปิดดูได้จากหน้า Keywords แล้วเพิ่มคอลัมน์ Quality Score เข้ามา คะแนนนี้ประกอบด้วยสามองค์ประกอบ และแต่ละองค์ประกอบรายงานเป็นสามระดับคือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ย
- Expected CTR คือความน่าจะเป็นที่โฆษณาของคุณจะถูกคลิกเมื่อแสดงต่อคำค้นนั้น เทียบกับโฆษณาอื่นในตำแหน่งเดียวกัน
- Ad relevance คือความสอดคล้องระหว่างข้อความโฆษณากับความหมายของคำค้น ถ้าคีย์เวิร์ดคือรับติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่พาดหัวเขียนกว้างว่าอุปกรณ์ไอทีครบวงจร ส่วนนี้จะตก
- Landing page experience คือประสบการณ์บนหน้าเว็บปลายทาง ทั้งความตรงประเด็นกับสิ่งที่โฆษณาสัญญาไว้ ความเร็วในการโหลด ความง่ายในการใช้งานบนมือถือ และความชัดเจนว่าธุรกิจของคุณคือใคร
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือคิดว่าเลข 1 ถึง 10 นี้ถูกเอาไปคูณในการประมูลตรงตัว ความจริง Google อธิบายว่า Quality Score เป็นเครื่องมือวินิจฉัยที่สรุปผลงานย้อนหลัง ส่วนการประมูลจริงประเมินคุณภาพใหม่ทุกครั้งจากสัญญาณ ณ เวลานั้น ประโยชน์ของคะแนนนี้จึงอยู่ที่การชี้ว่าองค์ประกอบไหนอ่อน คีย์เวิร์ดที่ ad relevance ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแก้ด้วยการแยกกลุ่มโฆษณาและเขียนพาดหัวให้ตรงคำค้น ส่วนคีย์เวิร์ดที่ landing page experience ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแก้ที่หน้าเว็บ ไม่ใช่ที่บิด
Ad Rank คืออะไร และคำนวณจากอะไรบ้าง
Ad Rank คือคะแนนที่ตัดสินสองเรื่องพร้อมกัน คือโฆษณาของคุณจะได้แสดงหรือไม่ และถ้าได้แสดงจะอยู่ตำแหน่งไหน องค์ประกอบที่ Google ระบุไว้ประกอบด้วยราคาที่คุณเสนอ คุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บปลายทางที่ประเมินขณะประมูล เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank ที่ต้องผ่าน ความสูสีของการประมูลครั้งนั้น บริบทของคำค้น เช่น ทำเลของผู้ค้นและชนิดอุปกรณ์ และผลที่คาดว่าจะได้จากส่วนขยายและรูปแบบโฆษณา เช่น ไซต์ลิงก์หรือปุ่มโทร
สองข้อสุดท้ายมีค่ามากกว่าที่หลายคนคิด ส่วนขยายที่ใส่ครบทำให้โฆษณากินพื้นที่หน้าจอมากขึ้น มีโอกาสถูกคลิกมากขึ้น และส่งผลย้อนกลับไปที่ Ad Rank ด้วย ส่วนเกณฑ์ขั้นต่ำอธิบายว่าทำไมบางคำค้นถึงไม่มีโฆษณาแสดงเลย ถ้าไม่มีใครผ่านเกณฑ์ Google ก็ปล่อยพื้นที่นั้นว่าง แทนที่จะแสดงโฆษณาคุณภาพต่ำให้คนเห็น
ตัวอย่างสมมติ ให้เห็นภาพว่าใครชนะ
สมมติว่ามีผู้ลงโฆษณาสามรายแข่งกันในคำค้นเดียวกัน ตัวเลขต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติที่ยกมาเพื่ออธิบายกลไกเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลจากบัญชีใด และไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด
- ร้าน ก ตั้งบิดสูงสุด 40 บาท แต่ส่งคนไปหน้าแรกของเว็บที่ขายทุกอย่างรวมกัน คุณภาพจึงถูกประเมินต่ำ
- ร้าน ข ตั้งบิดสูงสุด 25 บาท พาดหัวมีคำเดียวกับที่คนค้น และส่งคนไปหน้าที่พูดถึงบริการนั้นโดยตรง คุณภาพจึงถูกประเมินสูง
- ร้าน ค ตั้งบิดสูงสุด 30 บาท คุณภาพปานกลาง หน้าเว็บโหลดช้าบนมือถือ
ในสถานการณ์แบบนี้ ร้าน ข มีโอกาสได้ตำแหน่งบนสุดทั้งที่บิดต่ำที่สุด และมักจ่ายต่อคลิกถูกกว่าร้าน ก ด้วย เพราะคุณภาพที่สูงกว่าชดเชยราคาที่ต่ำกว่าในการคำนวณ Ad Rank ส่วนร้าน ก ที่บิดแพงที่สุดอาจได้ตำแหน่งรองลงมาและจ่ายแพงกว่าต่อคลิก นี่คือเหตุผลที่การแข่งด้วยเงินอย่างเดียวเป็นวิธีที่แพงที่สุดเสมอ และเป็นเหตุผลที่การแก้หน้าเว็บปลายทางมักลดต้นทุนได้มากกว่าการเพิ่มงบ
ทำไมบางครั้งค้นแล้วไม่เห็นโฆษณาของตัวเอง
เจ้าของธุรกิจมักลองค้นชื่อบริการของตัวเองแล้วตกใจที่ไม่เห็นโฆษณา สาเหตุที่พบบ่อยมีอยู่ไม่กี่อย่าง งบประจำวันหมดไปแล้วในช่วงเช้า โฆษณาไม่ได้ตั้งเป้าหมายมายังจังหวัดที่คุณกำลังนั่งอยู่ ตารางเวลาที่ตั้งไว้ปิดในช่วงนั้น Ad Rank ไม่ผ่านเกณฑ์สำหรับคำค้นนั้น หรือระบบเลือกไม่แสดงโฆษณาซ้ำให้คนที่ค้นคำเดิมหลายรอบแล้วไม่เคยคลิก การค้นซ้ำเพื่อเช็คเองยังทำให้ยอดการแสดงผลเพิ่มโดยไม่มีคลิก ซึ่งกดอัตราการคลิกลง วิธีที่ถูกต้องคือเปิดเครื่องมือ Ad Preview and Diagnosis ในเมนู Tools แล้วดูว่าระบบตอบว่าอย่างไร แทนที่จะค้นเองในเบราว์เซอร์

ประเภทแคมเปญ Google Ads ห้าแบบ และวัตถุประสงค์ของแต่ละแบบ
เมนูสร้างแคมเปญมีตัวเลือกมากกว่าห้าแบบ แต่ห้าแบบต่อไปนี้คือแบบที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้จริง ตารางด้านล่างสรุปว่าแต่ละแบบตอบวัตถุประสงค์อะไร และควรหยิบมาใช้ตอนไหน ก่อนจะลงรายละเอียดทีละแบบ
| ประเภทแคมเปญ | เหมาะกับวัตถุประสงค์ | ควรเริ่มเมื่อไหร่ |
|---|---|---|
| Search | เก็บคนที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการอยู่แล้ว | เริ่มที่นี่เกือบทุกกรณี ถ้ามีคนค้นหาสิ่งที่คุณขาย |
| Shopping | ขายสินค้าออนไลน์ผ่านฟีดสินค้าพร้อมรูปและราคา | เมื่อมีหน้าร้านออนไลน์และฟีดใน Merchant Center พร้อมแล้ว |
| Display | สร้างการรับรู้และดึงคนที่เคยเข้าเว็บให้กลับมา | หลังมีทราฟฟิกมากพอจะทำรีมาร์เก็ตติ้งได้ |
| Video | อธิบายสินค้าที่ต้องเห็นภาพ และสร้างการจดจำแบรนด์ | เมื่อมีวิดีโอที่ใช้ได้จริง และมีงบแยกจากงบเก็บดีมานด์ |
| Performance Max | ให้ระบบกระจายงบไปทุกช่องทางเพื่อหาคอนเวอร์ชัน | เมื่อการวัดผลแม่นแล้ว และมีคอนเวอร์ชันเข้าสม่ำเสมอ |
Search คือแคมเปญที่เก็บคนที่ยกมือแล้ว
Search คือโฆษณาข้อความที่ขึ้นบนหน้าผลการค้นหา จุดแข็งคือคุณเลือกได้ว่าจะจ่ายเงินต่อคำค้นแบบไหน คนที่พิมพ์ว่ารับซ่อมแอร์ด่วนใกล้ฉันกำลังจะจ่ายเงินอยู่แล้ว ต่างจากคนที่เลื่อนฟีดโซเชียลเจอโฆษณาโดยไม่ได้ตั้งใจหา โฆษณาแบบ Responsive Search Ad ให้ใส่พาดหัวได้สูงสุด 15 ชิ้น ชิ้นละไม่เกิน 30 ตัวอักษร และคำอธิบายได้สูงสุด 4 ชิ้น ชิ้นละไม่เกิน 90 ตัวอักษร ระบบจะสลับหยิบมาประกอบกันเองตามคำค้นแต่ละครั้ง
สิ่งที่ต้องระวังในแคมเปญ Search คือชนิดการจับคู่ คีย์เวิร์ดแบบ broad match เปิดกว้างที่สุดและกินงบเร็วที่สุดถ้ายังไม่มีรายการคำค้นเชิงลบ ส่วน exact match แคบที่สุดแต่ก็ยังจับคำที่ความหมายใกล้เคียงกันได้ คนที่เพิ่งเริ่มควรเริ่มจาก phrase และ exact ก่อน แล้วค่อยเปิดกว้างเมื่อรู้แล้วว่าคำค้นแบบไหนทำเงิน
Display คือการเช่าพื้นที่บนเว็บอื่น
Display คือแบนเนอร์ที่ขึ้นบนเว็บไซต์ แอป และในกล่อง Gmail ของเครือข่ายพันธมิตร Google คนที่เห็นโฆษณาแบบนี้ไม่ได้กำลังค้นหาอะไร เขากำลังอ่านข่าวหรือดูสูตรอาหารอยู่ ความตั้งใจซื้อจึงต่ำกว่าฝั่ง Search มาก ราคาต่อคลิกมักถูกกว่ามาก แต่เปรียบเทียบราคาต่อคลิกข้ามประเภทแคมเปญไม่ได้ ต้องเทียบที่ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันแทน
งานที่ Display ทำได้ดีจริงคือการดึงคนที่เคยเข้าเว็บแล้วยังไม่ตัดสินใจให้กลับมา เพราะกลุ่มเป้าหมายชัดและวัดผลได้ ส่วนการยิงกว้างเพื่อหาลูกค้าใหม่ตั้งแต่วันแรกมักเป็นการเผางบให้กับแอปเกมและเว็บคุณภาพต่ำ ถ้าจะใช้ ควรตัดตำแหน่งโฆษณาในแอปมือถือออกก่อน แล้วดูรายงาน placement ทุกสัปดาห์
Shopping คือโฆษณาที่ขายด้วยรูปและราคา
Shopping แสดงรูปสินค้า ชื่อสินค้า ราคา และชื่อร้าน โดยดึงข้อมูลจากฟีดสินค้าที่คุณอัปโหลดเข้า Google Merchant Center ไม่ใช่จากคีย์เวิร์ดที่พิมพ์เอง หมายความว่าคุณภาพของชื่อสินค้าและรายละเอียดในฟีดคือสิ่งที่ตัดสินว่าโฆษณาจะไปโผล่ในคำค้นไหน ร้านที่ตั้งชื่อสินค้าว่ารหัสรุ่นล้วนจะเสียเปรียบร้านที่ใส่ประเภทสินค้า ยี่ห้อ สี และขนาดไว้ในชื่อ
สำหรับร้านค้าออนไลน์ Shopping มักให้ผลตอบแทนต่องบดีที่สุดในช่วงแรก เพราะคนเห็นราคาตั้งแต่ก่อนคลิก คนที่คลิกจึงคัดกรองตัวเองมาแล้วระดับหนึ่ง ถ้ากำลังวางระบบขายของออนไลน์ทั้งชุด ไม่ใช่แค่ตัวโฆษณา ลองดูภาพรวมของ การตลาดอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย เพราะฟีดสินค้า หน้าเก็บเงิน และการวัดผลต้องทำงานร่วมกันจึงจะได้ผล
Video คือแคมเปญบน YouTube
Video คือโฆษณาที่แสดงบน YouTube ทั้งแบบข้ามได้หลังห้าวินาที แบบสั้นหกวินาทีที่ข้ามไม่ได้ และแบบที่โผล่ในผลการค้นหาและฟีดแนะนำ จุดแข็งคือการอธิบายสินค้าที่ต้องเห็นการใช้งานจริงถึงจะเข้าใจ เช่น เครื่องมือช่าง คอร์สเรียน หรือบริการที่ต้องสร้างความไว้ใจก่อน จุดอ่อนคือคนดูส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจหาสินค้าของคุณ การวัดผลจึงต้องยาวกว่าและต้องยอมรับว่าคอนเวอร์ชันบางส่วนจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายวัน
ธุรกิจที่มีคลิปอยู่แล้วสามารถเริ่มด้วยงบเล็กเพื่อทดสอบว่าคนดูจบกี่เปอร์เซ็นต์ก่อนขยาย รายละเอียดเรื่องรูปแบบและการวางแผนคลิปสำหรับสื่อนี้อ่านเพิ่มได้ที่หน้า บริการโฆษณาบน YouTube ซึ่งอธิบายรูปแบบโฆษณาแต่ละชนิดไว้ละเอียดกว่า
Performance Max คือแคมเปญที่ยกพวงมาลัยให้ระบบ
Performance Max หรือที่เรียกสั้นว่า PMax เป็นแคมเปญเดียวที่กระจายโฆษณาไปทุกช่องทางของ Google พร้อมกัน ทั้งผลการค้นหา YouTube Display Gmail Discover และแท็บ Maps สิ่งที่คุณป้อนเข้าไปคือกลุ่มชิ้นงาน ได้แก่ พาดหัว คำอธิบาย รูป โลโก้ วิดีโอ พร้อมสัญญาณกลุ่มเป้าหมายและธีมการค้นหา จากนั้นระบบจะตัดสินใจเองว่าจะเอาชิ้นงานไหนไปวางที่ช่องทางใดเพื่อให้ได้คอนเวอร์ชันมากที่สุดตามงบที่ให้
ข้อแลกเปลี่ยนคือการมองเห็นและการควบคุมที่ลดลง คุณจะไม่เห็นรายงานคำค้นแบบละเอียดเท่าแคมเปญ Search และไม่สามารถสั่งได้ตรงตัวว่าห้ามใช้งบกับช่องทางไหน สิ่งที่ควบคุมได้จริงคือคุณภาพของชิ้นงาน สัญญาณกลุ่มเป้าหมาย รายการยกเว้นแบรนด์ และการปิดการขยายหน้าเว็บปลายทางอัตโนมัติ ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มและยังวัดคอนเวอร์ชันไม่แม่นไม่ควรเริ่มที่ PMax เพราะระบบจะเรียนรู้จากสัญญาณที่ผิดแล้วขยายผลของความผิดนั้นให้ใหญ่ขึ้นเร็วมาก
เจ้าของธุรกิจไทยควรเริ่มจากประเภทไหน
คำตอบสำหรับกรณีส่วนใหญ่คือเริ่มที่ Search ก่อนเสมอ ถ้ามีคนค้นหาสิ่งที่คุณขายจริง เหตุผลคือมันเป็นแคมเปญเดียวที่ให้คุณเห็นชัดว่าเงินหายไปกับคำค้นคำไหน ข้อมูลชุดนั้นมีค่ามากในเดือนแรก เพราะมันบอกภาษาที่ลูกค้าจริงใช้ ซึ่งเอาไปใช้ต่อได้ทั้งกับหน้าเว็บ ทีมขาย และแคมเปญอื่นในภายหลัง
ลำดับที่ใช้ได้กับธุรกิจไทยส่วนใหญ่มีดังนี้
- เดือนแรก เปิดแคมเปญ Search แยกคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ออกจากคีย์เวิร์ดทั่วไป เพราะสองกลุ่มนี้มีต้นทุนและความตั้งใจต่างกันคนละโลก ถ้ารวมกันไว้ตัวเลขจะสวยแบบหลอกตา
- สัปดาห์ที่สองถึงสี่ อ่านรายงานคำค้นทุกสัปดาห์ เก็บคำที่ทำเงินขึ้นมาเป็นคีย์เวิร์ด และเพิ่มคำที่ไม่เกี่ยวลงในรายการคำค้นเชิงลบ
- เมื่อ Search นิ่งแล้วและมีคนเข้าเว็บสม่ำเสมอ ค่อยเพิ่มรีมาร์เก็ตติ้งบน Display เพื่อตามคนที่เคยเข้ามาแต่ยังไม่ตัดสินใจ
- ถ้าขายสินค้าเป็นชิ้น ให้ทำฟีดสินค้าและเปิด Shopping คู่ขนานไปกับ Search ตั้งแต่ต้น เพราะสองแคมเปญนี้เสริมกันบนหน้าผลการค้นหาเดียวกัน
- เก็บ Video และ Performance Max ไว้ทีหลัง เมื่อการวัดคอนเวอร์ชันแม่นแล้ว มีชิ้นงานพร้อม และมีงบมากพอที่จะให้ระบบทดลองโดยไม่กระทบงบส่วนที่ทำเงินอยู่
ข้อยกเว้นมีอยู่จริง ธุรกิจที่ขายของใหม่ที่คนยังไม่รู้ว่ามีอยู่ จะไม่มีใครค้นหามันตั้งแต่แรก กรณีนี้ Search จะเงียบเพราะไม่มีดีมานด์ให้เก็บ ไม่ใช่เพราะตั้งค่าผิด ธุรกิจแบบนั้นต้องสร้างความต้องการก่อนด้วยสื่อที่เข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จัก แล้วค่อยกลับมาเก็บเกี่ยวด้วย Search เมื่อเริ่มมีคนค้นชื่อสินค้าของคุณ
หกจุดที่ Google Ads ทำได้ดีกว่า SEO และโฆษณาบนโซเชียล
การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้แปลว่าช่องทางอื่นแย่กว่า แต่ละช่องทางแก้ปัญหาคนละข้อ ประเด็นคือรู้ว่างานแบบไหนควรส่งให้ Google Ads ทำ
- จับความตั้งใจที่ประกาศออกมาแล้ว คนพิมพ์คำค้นคือคนที่บอกความต้องการด้วยตัวเอง ส่วนโฆษณาบนโซเชียลต้องเดาความต้องการจากพฤติกรรมย้อนหลัง
- เปิดปิดได้ทันที ปรับงบตอนเช้าแล้วเห็นผลตอนบ่ายได้ ต่างจากงาน SEO ที่เนื้อหาชิ้นหนึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะขึ้นอันดับ
- ทดสอบราคาและข้อเสนอได้เร็ว อยากรู้ว่าลูกค้าตอบสนองต่อการรับประกันหรือส่วนลดมากกว่ากัน เปลี่ยนพาดหัวแล้ววัดได้ในไม่กี่วัน
- เห็นคำที่ลูกค้าใช้จริง รายงานคำค้นเป็นข้อมูลตลาดชั้นดีที่เอาไปใช้เขียนเนื้อหาและปรับสคริปต์ทีมขายต่อได้
- ควบคุมพื้นที่และเวลาได้ละเอียด เจาะเฉพาะอำเภอที่ส่งของถึง หรือเปิดเฉพาะเวลาที่มีคนรับสาย
- ต่อยอดกับช่องทางอื่นได้ คนที่คลิกจากค้นหาแล้วยังไม่ซื้อ สามารถตามต่อด้วย โฆษณาบนโซเชียล ที่ต้นทุนต่อการเข้าถึงถูกกว่า
ในทางกลับกัน สิ่งที่ SEO ทำได้ดีกว่าคือการสะสมทราฟฟิกที่ไม่หายไปเมื่อหยุดจ่าย และการตอบคำถามช่วงต้นทางที่คนยังไม่พร้อมซื้อ ส่วนโซเชียลทำได้ดีกว่าเรื่องการเข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักสินค้าและการเล่าเรื่องด้วยภาพ แผนที่ใช้ได้จริงมักใช้ Google Ads เก็บดีมานด์ที่มีอยู่แล้ววันนี้ ขณะที่ SEO และคอนเทนต์ค่อยลดต้นทุนต่อลูกค้าลงในระยะยาว
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนกดเปิดแคมเปญแรก
ส่วนนี้คือสิ่งที่คนขายโฆษณามักไม่พูดถึง แต่จำเป็นต่อการตัดสินใจ
- หยุดจ่ายคือหยุดทราฟฟิกทันที ไม่มีอะไรสะสมเหลือไว้เหมือนอันดับธรรมชาติ งบที่ใช้ไปแล้วไม่สร้างสินทรัพย์ระยะยาว นอกจากข้อมูลที่คุณเก็บได้
- ราคาต่อคลิกขึ้นกับการแข่งขัน ในหมวดที่แข่งกันดุ ราคาจะสูงจนธุรกิจที่กำไรต่อออเดอร์บางเกินไปไม่คุ้มที่จะเล่น การคำนวณกำไรต่อลูกค้าหนึ่งคนก่อนเริ่มจึงสำคัญกว่าการดูราคาต่อคลิก
- ระบบอัตโนมัติดีเท่าข้อมูลที่ป้อนให้ ถ้าตั้งคอนเวอร์ชันผิด เช่น นับทุกคนที่เข้าหน้าติดต่อเป็นลูกค้า ระบบจะไล่หาคนที่กดเข้าหน้านั้นแล้วหายไป และทำแบบนั้นได้เร็วมาก
- คำค้นที่ไม่เกี่ยวจะโผล่เสมอ โดยเฉพาะช่วงแรกและกับการจับคู่แบบกว้าง ถ้าไม่มีคนดูรายงานคำค้นทุกสัปดาห์ งบส่วนหนึ่งจะรั่วไปเรื่อยโดยไม่มีใครรู้
- ตัวเลขช่วงสั้นหลอกได้ง่าย สามวันแรกที่ไม่มีคอนเวอร์ชันยังไม่ได้แปลว่าล้มเหลว และสองออเดอร์ในวันเดียวยังไม่ได้แปลว่าสำเร็จ ต้องรอให้ข้อมูลมากพอก่อนตัดสิน
- คอนเวอร์ชันมาช้ากว่าคลิกเสมอ คนที่คลิกวันนี้อาจโทรมาในอีกสัปดาห์ ทำให้ตัวเลขของวันล่าสุดดูแย่กว่าความจริงเสมอ
- โฆษณาไม่ช่วยธุรกิจที่ข้อเสนอยังไม่ดีพอ ถ้าราคาสูงกว่าตลาดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ หรือไม่มีใครรับสาย การเพิ่มงบจะเร่งให้ขาดทุนเร็วขึ้นเท่านั้น
หลังเปิดแคมเปญแล้ว ต้องดูตัวเลขอะไรบ้าง
งานหลังเปิดแคมเปญสำคัญกว่างานตอนตั้งค่า และเป็นจุดที่บัญชีส่วนใหญ่แพ้กัน รายการต่อไปนี้เรียงตามลำดับความสำคัญ
- ตั้งการวัดคอนเวอร์ชันให้เสร็จก่อนใช้เงินบาทแรก เข้าเมนู Goals แล้วไปที่ Conversions เพื่อสร้างการกระทำที่นับเป็นผลลัพธ์จริง เช่น ส่งฟอร์ม กดโทร หรือกดปุ่มแชท แล้วตรวจว่าสถานะขึ้นว่ามีการบันทึกคอนเวอร์ชันเข้ามาจริง ไม่ใช่แค่ติดแท็กไว้เฉยๆ
- อ่านรายงานคำค้นทุกสัปดาห์ในช่วงเดือนแรก เข้าที่แคมเปญแล้วไปที่ Insights and reports จากนั้นเลือก Search terms คำที่ไม่เกี่ยวให้เพิ่มเป็นคำค้นเชิงลบ คำที่ทำเงินให้ดึงขึ้นมาเป็นคีย์เวิร์ดของตัวเอง
- ดูส่วนแบ่งการแสดงผลที่เสียไปเพราะงบและเพราะอันดับ ถ้าเสียเพราะงบแปลว่ามีดีมานด์เหลือให้เก็บ ถ้าเสียเพราะอันดับแปลว่าต้องแก้ที่คุณภาพหรือราคาเสนอ สองสาเหตุนี้แก้คนละวิธี
- ดูองค์ประกอบของ Quality Score รายคีย์เวิร์ด แล้วแก้ตรงส่วนที่รายงานว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แทนการเพิ่มบิดเป็นทางออกแรก
- ดูผลของชิ้นงานในโฆษณา ระบบรายงานว่าพาดหัวชิ้นไหนถูกใช้บ่อยและได้ผลดี ให้เปลี่ยนเฉพาะชิ้นที่ผลต่ำ ไม่ใช่ล้างทั้งชุดแล้วเริ่มใหม่ เพราะการเริ่มใหม่ทำให้ข้อมูลการเรียนรู้หายไปด้วย
- ดูตัวเลขบนหน้าเว็บปลายทางควบคู่กัน อัตราคนที่กดแล้วออกทันที ความเร็วในการโหลดบนมือถือ และสัดส่วนคนที่กรอกฟอร์มจนจบ ปัญหาจำนวนมากที่ดูเหมือนปัญหาโฆษณาเป็นปัญหาหน้าเว็บ
สิ่งที่ต่างออกไปเมื่อยิงโฆษณาภาษาไทย
ภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ ระบบจึงต้องตัดคำเอง ผลคือคำค้นที่สะกดต่างกันเล็กน้อยหรือเว้นวรรคคนละแบบอาจถูกจับเข้าคีย์เวิร์ดของคุณหรือหลุดออกไปโดยที่คุณไม่ทันสังเกต วิธีรับมือคือไม่ไว้ใจการจับคู่แบบกว้างในช่วงแรก และอ่านรายงานคำค้นถี่กว่าที่ทำกับภาษาอังกฤษ
อีกเรื่องที่พบบ่อยคือคนไทยค้นสลับสองภาษาในหัวข้อเดียวกัน บางคนพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นภาษาอังกฤษแต่พิมพ์คำขยายเป็นภาษาไทย บางคนสะกดคำทับศัพท์ได้หลายแบบในคำเดียว บัญชีที่ทำเฉพาะคีย์เวิร์ดภาษาไทยล้วนจึงมักพลาดคำค้นที่มีมูลค่าสูงไป ทางแก้คือทำทั้งสองภาษาในกลุ่มโฆษณาที่แยกกัน และเขียนข้อความโฆษณาให้ตรงกับภาษาที่ใช้ค้นในกลุ่มนั้น
เรื่องข้อความโฆษณาก็ต่างกัน พาดหัวจำกัดที่ 30 ตัวอักษร โดยสระและวรรณยุกต์ถูกนับเป็นตัวอักษรด้วย คำไทยที่สื่อความหมายเดียวกันมักยาวกว่าคำอังกฤษ พาดหัวหนึ่งชิ้นจึงใส่ได้เพียงไม่กี่คำ ทางออกคือเขียนให้จบเป็นวลีสั้นที่อ่านรู้เรื่องเมื่ออยู่เดี่ยวๆ เพราะระบบจะสลับลำดับพาดหัวเอง วลีที่ต้องอ่านต่อกันจึงพังง่าย
สุดท้ายคือปลายทางของการติดต่อ ลูกค้าไทยจำนวนมากคุ้นกับการทักแชทมากกว่ากรอกฟอร์ม ถ้าปุ่มหลักบนหน้าเว็บคือปุ่มแชทหรือปุ่มโทร ต้องตั้งให้การกดปุ่มนั้นถูกนับเป็นคอนเวอร์ชัน มิฉะนั้นระบบเสนอราคาจะมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่ธุรกิจได้จริง แล้วไปเรียนรู้จากสัญญาณอื่นที่อ่อนกว่า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Ads
ต้องใช้งบเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะงบขั้นต่ำที่สมเหตุสมผลขึ้นกับราคาต่อคลิกในหมวดของคุณและอัตราการปิดการขาย วิธีคำนวณที่ใช้ได้จริงคือประมาณราคาต่อคลิกในหมวดของคุณจากเครื่องมือ Keyword Planner คูณด้วยจำนวนคลิกที่ต้องใช้เพื่อให้ได้ลูกค้าหนึ่งคน แล้วคูณอีกครั้งด้วยจำนวนลูกค้าที่ต้องได้ต่อเดือนจึงจะคุ้ม ตัวเลขที่ได้คือจุดเริ่มต้นสำหรับทดสอบ ไม่ใช่คำมั่นว่าจะได้ผลตามนั้น ถ้าคำนวณแล้วงบที่มีซื้อคลิกได้เพียงไม่กี่คลิกต่อวัน ควรลดขอบเขตคีย์เวิร์ดและพื้นที่ให้แคบลงแทนการกระจายงบบางๆ ทั่วทุกคำ
ทำเองได้ไหม หรือต้องจ้างคนอื่นทำ
ทำเองได้ ถ้ามีเวลาอ่านรายงานคำค้นทุกสัปดาห์และยอมเสียค่าเรียนรู้ในสองสามเดือนแรก ส่วนที่ยากไม่ใช่การสร้างแคมเปญ เพราะขั้นตอนตั้งค่าตรงไปตรงมา แต่คือการตัดสินใจว่าตัวเลขที่เห็นแปลว่าอะไร ควรหยุดคีย์เวิร์ดไหน และควรอดทนรอตรงไหน ธุรกิจที่มีงบต่อเดือนสูงหรือมีสินค้าหลายร้อยรายการมักคุ้มกว่าถ้ามีคนดูแลเต็มเวลา เพราะค่าเสียโอกาสจากการปล่อยให้งบรั่วสูงกว่าค่าบริการ
จ่ายแพงที่สุดแล้วจะได้อันดับหนึ่งเลยไหม
ไม่ได้เสมอไป เพราะราคาเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของ Ad Rank โฆษณาที่คุณภาพต่ำอาจต้องจ่ายแพงกว่ามากเพื่อให้ได้ตำแหน่งเท่ากับคู่แข่งที่โฆษณาตรงกับคำค้นมากกว่า และถ้า Ad Rank ยังไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ โฆษณาจะไม่แสดงเลยไม่ว่าจะบิดเท่าไหร่ นอกจากนี้ตำแหน่งบนสุดก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเสมอไป บางบัญชีทำกำไรต่องบได้ดีกว่าเมื่ออยู่ตำแหน่งที่สองหรือสาม
ต้องเลือกระหว่าง Google Ads กับ SEO อย่างใดอย่างหนึ่งไหม
ไม่ต้องเลือก เพราะสองอย่างนี้แก้ปัญหาคนละช่วงเวลา โฆษณาเก็บดีมานด์ที่มีอยู่แล้ววันนี้ ส่วนการทำอันดับธรรมชาติค่อยๆ ลดต้นทุนต่อลูกค้าลงในระยะยาว ลำดับที่ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจที่งบจำกัดคือเริ่มด้วยโฆษณาเพื่อพิสูจน์ว่าคำค้นกลุ่มไหนทำเงิน แล้วเอาข้อมูลชุดนั้นไปกำหนดว่าจะลงแรงทำเนื้อหาสำหรับคำไหนก่อน
ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะรู้ว่าแคมเปญได้ผลหรือไม่
ให้ดูที่ปริมาณข้อมูลมากกว่าจำนวนวัน เพราะสิบวันในบัญชีที่มีคลิกวันละสามครั้งให้ข้อมูลน้อยกว่าสามวันในบัญชีที่มีคลิกวันละร้อยครั้ง เกณฑ์ที่ใช้ได้คือรอจนมีคลิกและคอนเวอร์ชันมากพอที่ตัวเลขจะไม่แกว่งตามวันเดียว บวกกับเผื่อเวลาสำหรับคนที่ตัดสินใจช้า และหลังแก้อะไรก็ตามที่กระทบระบบเสนอราคา ควรให้เวลาระบบปรับตัวก่อนสรุปผล
จะเริ่มต้นอย่างไรต่อจากนี้
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่าธุรกิจของคุณมีคนค้นหาอยู่จริง ขั้นตอนถัดไปไม่ใช่การเปิดบัญชีแล้วเทงบทันที แต่คือการเขียนออกมาก่อนว่าลูกค้าหนึ่งคนมีมูลค่าเท่าไหร่ ปลายทางที่จะส่งคนไปคือหน้าไหน และใครจะเป็นคนอ่านรายงานคำค้นในสัปดาห์แรก สามข้อนี้ตอบได้ก่อน แคมเปญแรกก็มีโอกาสรอดมากขึ้นมาก
สำหรับธุรกิจที่ไม่มีเวลาดูแลบัญชีเองทุกสัปดาห์ การเลือกใช้ google ads agency ที่ยอมเปิดตัวเลขต้นทุนต่อลูกค้าให้ดูทุกเดือนจะช่วยลดค่าเรียนรู้ในช่วงแรกลงได้มาก สิ่งที่ควรถามตั้งแต่คุยครั้งแรกคือจะวัดคอนเวอร์ชันอย่างไร จะจัดการคำค้นเชิงลบบ่อยแค่ไหน และรายงานประจำเดือนจะบอกอะไรมากกว่าจำนวนคลิก







