สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Magnite เผยแพร่รายงาน Streams and Screens: Hong Kong เมื่อ 27 สิงหาคม 2569 สำรวจผู้ใหญ่ชาวฮ่องกง 920 คนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ดูสตรีมมิงแบบมีโฆษณา เก็บข้อมูลไตรมาสแรกปี 2569 ร่วมกับ Bounce Insights
- มือถือเข้าถึง 83% ของกลุ่มผู้ชมนี้ เทียบกับคอนเนกเต็ดทีวี 67% และระดับการยอมรับโฆษณาที่ผู้ตอบระบุเองอยู่ที่เจ็ดนาทีต่อชั่วโมง
- ลำดับอุปกรณ์กลับด้านกับฉบับสหรัฐของ Magnite เมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ที่คอนเนกเต็ดทีวีสำหรับสตรีมสดอยู่ที่ 92% เทียบกับมือถือ 82%
- มือถือนำตลอดช่วงเช้าตรู่ สาย และบ่าย เส้นตัดกันช่วง 17.00 ถึง 21.00 น. ที่คอนเนกเต็ดทีวีขึ้นสูงสุดราว 65% เทียบกับมือถือ 50%
- ผู้ตอบทุกคนดูสตรีมมิงอยู่แล้ว ตัวเลขจึงอธิบายกลุ่มผู้ชมสตรีมมิงที่มีอยู่ ไม่ใช่ประชากรทั่วไป และ Magnite เองเป็นผู้ขายพื้นที่โฆษณาที่งานวิจัยวัด
Magnite เผยแพร่ผลสำรวจชื่อ "Streams & Screens: Hong Kong" เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 โดยระบุว่าการเข้าถึงผ่านมือถืออยู่ที่ 83% ของกลุ่มผู้ชมสตรีมมิงที่ถูกสำรวจ เทียบกับ 67% ของคอนเนกเต็ดทีวี และผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่ารับโฆษณาได้ราวเจ็ดนาทีต่อชั่วโมงของการรับชม ลำดับอุปกรณ์ชุดนี้กลับด้านกับฉบับสหรัฐอเมริกาที่ Magnite ปล่อยออกมาก่อนหน้าเจ็ดวัน คือวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ซึ่งการเข้าถึงคอนเนกเต็ดทีวีสำหรับการดูสตรีมสดอยู่ที่ 92% เทียบกับมือถือ 82%
ตัวเลขทั้งสองชุดมาจากงานวิจัยชุดเดียวกันและใช้พาร์ตเนอร์วิจัยรายเดียวกัน นั่นคือเหตุผลที่การกลับด้านครั้งนี้มีค่าพอให้นักวางแผนสื่อในไทยอ่าน แต่ขณะเดียวกันนี่ก็เป็นผลสำรวจที่เผยแพร่โดยบริษัทซึ่งขายพื้นที่โฆษณาแบบเดียวกับที่ตัวเองกำลังวัด และผู้ตอบทุกคนในกลุ่มตัวอย่างเป็นคนดูสตรีมมิงอยู่แล้วก่อนจะถูกถามคำถามแรก ข้อเท็จจริงสองข้อนี้อยู่ตรงกลางของบทความนี้ ไม่ใช่เชิงอรรถท้ายเรื่อง
Magnite เผยแพร่อะไรเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026
Magnite เผยแพร่รายงาน "Streams & Screens: Hong Kong" เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 เป็นการสำรวจผู้ใหญ่ชาวฮ่องกงอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 920 คนที่ดูสตรีมมิงแบบมีโฆษณา เก็บข้อมูลภาคสนามในไตรมาสแรกของปี 2026 ร่วมกับ Bounce Insights ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการวิจัยรายเดียวกับที่ทำฉบับสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ของงานวิจัยชุดนี้
การใช้พาร์ตเนอร์รายเดียวกันสำคัญกว่าที่ฟังดู เมื่อผู้ขายสื่อใช้เครื่องมือวัดชุดเดิมผ่านบริษัทเก็บข้อมูลเจ้าเดิมในหลายตลาด การเปรียบเทียบข้ามตลาดจะสอดคล้องกันในเชิงโครงสร้างเป็นอย่างน้อย เพราะถ้อยคำของคำถาม เกณฑ์คัดกรอง และกลไกของแพเนลไม่ได้เปลี่ยนไปตามฉบับ การเทียบผลสำรวจสองชิ้นที่มาจากบริษัทวิจัยคนละเจ้ากันจะอ่อนกว่านี้มาก ผลของฮ่องกงจึงวางเทียบกับผลของสหรัฐได้โดยไม่ต้องเถียงเรื่องระเบียบวิธีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากในข้อมูลสตรีมมิงระดับภูมิภาค และเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์ที่สุดของรายงานฉบับนี้
ตัวเลขหลักที่ออกมามีสามตัว มือถือเข้าถึง 83% ของกลุ่มผู้ชมที่สำรวจ คอนเนกเต็ดทีวีเข้าถึง 67% ระดับการยอมรับโฆษณาที่ผู้ตอบระบุเองอยู่ที่เจ็ดนาทีต่อชั่วโมงของการรับชม และผู้ตอบ 20% บอกว่าเคยซื้อสินค้าจากโฆษณาวิดีโอแนวตั้ง
ฮ่องกงกลับลำดับอุปกรณ์ที่ Magnite รายงานในสหรัฐก่อนหน้าเพียงหนึ่งสัปดาห์
Magnite เผยแพร่ฉบับสหรัฐอเมริกาของงานวิจัยชุดเดียวกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ก่อนฉบับฮ่องกงหนึ่งสัปดาห์ ในฉบับสหรัฐนั้น การเข้าถึงคอนเนกเต็ดทีวีสำหรับการดูสตรีมสดอยู่ที่ 92% เทียบกับมือถือ 82% ส่วนในฮ่องกงลำดับกลับด้าน คือมือถือ 83% และคอนเนกเต็ดทีวี 67% ห่างกันสิบหกจุดในทิศทางตรงข้าม
ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ได้วัดสิ่งเดียวกันเป๊ะ และตารางด้านล่างระบุเรื่องนี้ไว้ตรงไปตรงมาแทนที่จะกลบไว้ ตัวเลขฝั่งสหรัฐที่ Magnite อ้างถึงเป็นการเข้าถึงเฉพาะการดูสตรีมสด ส่วนตัวเลขฮ่องกงเป็นการเข้าถึงในกลุ่มผู้ชมสตรีมมิงแบบมีโฆษณาที่ถูกสำรวจ การอ่านทั้งสองชุดเหมือนเป็นการแข่งกันบนมาตรวัดเดียวกันจะทำให้ข้อสรุปแรงเกินจริง แต่การอ่านว่านี่คือสองตลาดที่มีหน้าจอนำคนละหน้าจอนั้นเป็นสิ่งที่ข้อมูลเผยแพร่รองรับ
| หน้าจอ | ฮ่องกง เผยแพร่ 27 ส.ค. 2026 | สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ 20 ส.ค. 2026 |
|---|---|---|
| มือถือ | เข้าถึง 83% ของผู้ชมที่สำรวจ | 82% เฉพาะการดูสตรีมสด |
| คอนเนกเต็ดทีวี | เข้าถึง 67% ของผู้ชมที่สำรวจ | 92% เฉพาะการดูสตรีมสด |
| หน้าจอที่นำ | มือถือ นำอยู่ 16 จุด | คอนเนกเต็ดทีวี นำอยู่ 10 จุด |
สิ่งที่ขยับระหว่างสองตลาดแทบทั้งหมดคือเส้นของโทรทัศน์ มือถืออยู่ที่ 83% ในฮ่องกงและ 82% ในสหรัฐ ซึ่งเกือบเป็นเส้นตรงพาดผ่านสองเศรษฐกิจที่ต่างกันมาก ตัวแปรจริงคือคอนเนกเต็ดทีวีที่ 92% ในสหรัฐและ 67% ในฮ่องกง วิธีจำที่ใช้ได้จริงคือ การสตรีมบนมือถือดูเหมือนค่าคงที่ ส่วนจอใหญ่คือสิ่งที่เปลี่ยนไปตามตลาด
เส้นการรับชมรายช่วงเวลาบอกว่าสองหน้าจอครองคนละช่วงของวัน
Magnite เผยแพร่ข้อมูลการรับชมแยกตามช่วงเวลาของวันด้วย และรูปทรงของเส้นนั้นมีค่าต่อการวางแผนมากกว่าตัวเลขการเข้าถึงพาดหัวเสียอีก การดูผ่านมือถืออยู่เหนือคอนเนกเต็ดทีวีตลอดช่วงเช้าตรู่ ช่วงสาย และช่วงบ่าย เส้นทั้งสองตัดกันเฉพาะในช่วงเย็นระหว่าง 17.00 ถึง 21.00 น. ซึ่งคอนเนกเต็ดทีวีขึ้นสูงสุดที่ราว 65% เทียบกับมือถือที่ 50% และหลัง 21.00 น. คอนเนกเต็ดทีวียังนำอยู่
ข้อสรุปที่ซื่อสัตย์จึงไม่ใช่ว่าคนฮ่องกงชอบดูบนมือถือ แต่คือมือถือครองเข็มนาฬิกาเกือบทั้งวัน ส่วนโทรทัศน์ครองช่วงหัวค่ำ และช่วงหัวค่ำก็บังเอิญเป็นบล็อกที่การวางแผนสื่อแบบดั้งเดิมนับว่าเป็นทั้งวัน แผนที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจอใหญ่จะแบกแคมเปญไว้จะส่งงานได้ต่ำกว่าเป้าในทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนห้าโมงเย็น ซึ่งตามเส้นนี้คือเวลาส่วนใหญ่ของวัน ส่วนแผนที่มองว่ามือถือคือคำตอบทั้งหมดก็จะเสียบล็อกที่มีความหนาแน่นสูงสุดต่อชั่วโมงไป
มีข้อควรระวังหนึ่งข้อกับตัวเลขชุดนี้ เปอร์เซ็นต์การเข้าถึงกับเปอร์เซ็นต์รายช่วงเวลาไม่ใช่มาตรวัดเดียวกัน ตัวเลขการเข้าถึง 83% อธิบายว่ามีผู้ชมที่สำรวจกี่ส่วนที่ใช้หน้าจอนั้นเลย ส่วนจุดสูงสุด 65% ในช่วงหัวค่ำอธิบายการรับชมภายในบล็อกเวลานั้น สองตัวนี้ห้ามนำมาลบกัน
เจ็ดนาทีต่อชั่วโมงคือสิ่งที่คนพูด ไม่ใช่สิ่งที่การทดสอบวัดได้
ตัวเลขเจ็ดนาทีต่อชั่วโมงคือระดับการยอมรับโฆษณาที่ผู้ตอบระบุเอง ผู้ตอบถูกถามว่ารับได้แค่ไหน และเจ็ดนาทีคือคำตอบที่ให้ ไม่มีใครในงานวิจัยนี้ถูกให้นั่งดูโฆษณาที่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จนเลิกดู ซึ่งนั่นคือหน้าตาของการวัดความอดทนเชิงพฤติกรรม ความอดทนที่พูดกับความอดทนที่ทำจริงเป็นคนละปริมาณและมักได้ตัวเลขไม่เท่ากัน โดยทั่วไปคนจะบอกว่ารับได้น้อยกว่าที่ตัวเองนั่งดูจริง และบางครั้งก็กลับกันเมื่อคอนเทนต์ดึงพอ
ถ้าแปลงเป็นสิ่งที่แผนสื่อจับต้องได้ เจ็ดนาทีคือ 420 วินาที หรือสปอตความยาว 30 วินาทีจำนวนสิบสี่ชิ้น หรือสปอต 15 วินาทีจำนวนยี่สิบแปดชิ้นต่อการรับชมหนึ่งชั่วโมง เลขคณิตชุดนี้ควรทำ เพราะคำว่าเจ็ดนาทีฟังดูน้อย แต่คำว่าสิบสี่สปอตไม่ได้ฟังแบบนั้น Magnite ไม่ได้เผยแพร่การแยกย่อยระดับการยอมรับนี้ตามอุปกรณ์ ตามประเภทคอนเทนต์ หรือตามว่าผู้ตอบถูกบอกหรือไม่ว่าโฆษณาจะมาในรูปแบบใด ตัวเลขนี้จึงควรถูกใช้เป็นค่าเฉลี่ยหยาบ ๆ ตัวเดียว ไม่ใช่เพดานรายตำแหน่งโฆษณา
ตัวเลข 20% เรื่องการซื้อจากโฆษณาวิดีโอแนวตั้งเป็นอีกตัวที่ควรพกติดตัว หนึ่งในห้าของผู้ชมสตรีมมิงที่สำรวจบอกว่าเคยซื้อของหลังเห็นโฆษณาวิดีโอแนวตั้ง Magnite ไม่ได้เผยแพร่ว่าซื้ออะไร บนแพลตฟอร์มไหน หรือห่างจากตอนเห็นโฆษณานานเท่าใด ตัวเลขนี้จึงรองรับข้อโต้แย้งว่าครีเอทีฟแนวตั้งปิดการขายในกลุ่มนี้ได้ และไม่รองรับอะไรที่เจาะจงไปกว่านั้น
ผู้ตอบ 920 คนนั้นคือใคร
องค์ประกอบของกลุ่มตัวอย่างเป็นตัวตัดสินว่าผลสำรวจเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน และชุดนี้เอียงไปทางช่วงอายุกลาง ๆ ช่วงอายุสี่ช่วงที่ Magnite ระบุไว้แสดงในตารางด้านล่าง พร้อมกับส่วนที่เหลือจากการคำนวณ
| ช่วงอายุ | สัดส่วนของผู้ตอบ 920 คน |
|---|---|
| 18 ถึง 24 ปี | 13% |
| 25 ถึง 34 ปี | 33% |
| 35 ถึง 44 ปี | 30% |
| 55 ปีขึ้นไป | 5% |
| 45 ถึง 54 ปี | ไม่ได้ระบุ สี่ช่วงข้างต้นรวมกันได้ 81% |
สองในสามของกลุ่มตัวอย่างอยู่ระหว่างอายุ 25 ถึง 44 ปี ผู้ตอบอายุ 55 ปีขึ้นไปมีอยู่ 5% องค์ประกอบแบบนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่อง เพราะงานวิจัยคัดกรองเฉพาะคนที่ดูสตรีมมิงแบบมีโฆษณา และกลุ่มอายุมากมักมีสัดส่วนน้อยในกลุ่มนั้นอยู่แล้วในหลายตลาด แต่มันแปลว่าตัวเลขการยอมรับโฆษณาเจ็ดนาทีและตัวเลขการเข้าถึงมือถือ 83% เป็นคำอธิบายของคนวัยปลายยี่สิบ สามสิบ และต้นสี่สิบเป็นหลัก ใครที่วางแผนสำหรับกลุ่มอายุมากกว่านั้น กำลังอ่านข้อมูลของคนอื่น
ส่วนองค์ประกอบที่เหลือ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นเพศหญิง 52% และเพศชาย 48% และกระจายตามพื้นที่คือ นิวเทร์ริทอรีส์ 35% เกาะฮ่องกง 32% เกาลูน 32% และเกาะลันเตา 1%
ข้อจำกัดสองข้อที่ตัดสินว่าตัวเลขชุดนี้หนักแค่ไหน
ข้อจำกัดแรกคือด่านคัดกรองตอนเข้า ผู้ตอบทุกคนในงานวิจัยนี้ดูสตรีมมิงแบบมีโฆษณาอยู่แล้ว เพราะนั่นคือเงื่อนไขของการถูกสำรวจ ตัวเลข 83% จึงอธิบาย 83% ของคนดูสตรีมมิงแบบมีโฆษณาในฮ่องกง ไม่ใช่ 83% ของผู้ใหญ่ชาวฮ่องกงทั้งหมด นี่คือวิธีที่ผลสำรวจแบบนี้ถูกอ้างผิดบ่อยที่สุดในสไลด์นำเสนอ และการอ้างผิดแบบนั้นทำให้ตัวเลขพองขึ้นในปริมาณที่ไม่มีใครรู้ เพราะงานวิจัยไม่ได้บอกเลยว่าประชากรผู้ชมสตรีมมิงใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับคนทั่วไป
ผลในทางปฏิบัติชัดเจน คุณใช้ตัวเลขชุดนี้สร้างแบบจำลองการเข้าถึงส่วนเพิ่มไม่ได้ และใช้เถียงว่าการซื้อสื่อสตรีมมิงจะแตะประชากรกี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศก็ไม่ได้ เพราะงานวิจัยไม่ได้วัดการเข้าถึงในประชากรทั่วไป แต่คุณใช้มันจัดสรรงบที่ตัดสินใจลงสตรีมมิงไปแล้วได้ เพราะภายในกลุ่มผู้ชมที่มีอยู่แล้วนั้น การแบ่งอุปกรณ์และเส้นรายช่วงเวลาคือสิ่งที่งานวิจัยตั้งใจวัดพอดี
ข้อจำกัดที่สองคือใครเป็นคนจ่ายค่าวิจัย Magnite ขายพื้นที่โฆษณาแบบเดียวกับที่ตัวเลขเหล่านี้อธิบาย และ PPC Land ระบุความขัดกันของผลประโยชน์ข้อนี้ไว้ตรง ๆ ในรายงานข่าว แทนที่จะปล่อยให้ผู้อ่านไปคิดเอง งานวิจัยของผู้ขายสื่อไม่ได้ผิดโดยอัตโนมัติ และถ้าถือว่าผิดโดยอัตโนมัติก็เท่ากับทิ้งข้อมูลผู้ชมสตรีมมิงที่เผยแพร่ในเอเชียไปเกือบทั้งหมด สิ่งที่มันต้องการคือวิธีอ่านคนละแบบ
วิธีอ่านนั้นสั้น ดูว่าใครเก็บข้อมูลภาคสนาม ซึ่งกรณีนี้คือ Bounce Insights ไม่ใช่ตัวผู้ขายเอง ดูว่ากลุ่มตัวอย่างถูกคัดกรองหรือไม่ ซึ่งถูกคัดกรอง แล้วปรับความเข้าใจของทุกตัวเลขพาดหัวตามนั้น จากนั้นดูว่าผลลัพธ์ชี้ไปทางเดียวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ขายหรือเปล่า ในข้อสุดท้ายนี้ฉบับฮ่องกงทำได้ดีกว่างานวิจัยของผู้ขายทั่วไป เพราะมันวางคอนเนกเต็ดทีวีไว้อันดับสองในตลาดที่สำรวจ ซึ่งไม่ใช่คำตอบที่สวยงามสำหรับบริษัทที่มีธุรกิจขายพื้นที่ประเภทนั้นอยู่ด้วย ผลสำรวจที่ถูกออกแบบมาให้เข้าทางเจ้าของบ้านคงไม่เผยแพร่ตัวเลข 67% วางไว้ข้าง ๆ 83%
นักวางแผนสื่อทำอะไรกับข้อมูลนี้ได้ในเช้าวันจันทร์
ให้ถือว่าการแบ่งอุปกรณ์ของฮ่องกงเป็นสมมติฐานที่ต้องเอาไปทดสอบกับการวัดผลของคุณเอง ไม่ใช่ตัวเลขที่ก๊อปวางลงในแผน วิธีตรวจตรงไปตรงมาใน GA4 และรายงานของคุณเอง คือดึงประเภทอุปกรณ์เทียบกับชั่วโมงของวันสำหรับทราฟฟิกที่แคมเปญวิดีโอของคุณสร้างขึ้นจริง แล้วดูว่าจุดตัดในข้อมูลของคุณตกอยู่ใกล้ช่วงหัวค่ำหรือที่อื่นไปเลย ถ้าตัวเลขของคุณบอกว่ามือถือนำไปจนถึงค่ำมาก เส้นของฮ่องกงก็เป็นตัวเทียบระดับภูมิภาคที่สมเหตุสมผล ถ้าตัวเลขของคุณบอกอย่างอื่น ข้อมูลของคุณชนะ และผลสำรวจเป็นแค่บริบท
ด้านครีเอทีฟ สิ่งที่กดดันหนักที่สุดคือการแบ่งตามช่วงเวลามากกว่าการแบ่งตามการเข้าถึง ครีเอทีฟแนวตั้งที่ทำมาสำหรับมือถือในมือข้างเดียวคือตัวแบกงานตลอดช่วงเช้าถึงบ่าย ส่วนงานตัดแบบสิบหกต่อเก้าที่ทำมาสำหรับจอโทรทัศน์กำลังแย่งพื้นที่ในหน้าต่างเวลาที่แคบกว่าที่แผนมาตรฐานคาดไว้ เรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อวิธีสั่งผลิตชิ้นงานสำหรับ แคมเปญวิดีโอ เพราะส่วนต่างของต้นทุนระหว่างการถ่ายเผื่อสองสัดส่วนไปพร้อมกันกับการมาตัดใหม่ทีหลังนั้นสูงพอสมควร
ด้านการวัดผล ตัวเลขการยอมรับเจ็ดนาทีมีรูปทรงที่ผิดสำหรับการตั้งเป็นเป้าหมายในการปรับแคมเปญ แต่มีรูปทรงที่ถูกสำหรับการคุยกับลูกค้าที่อยากเพิ่มความถี่ของโฆษณา มันคือค่าเฉลี่ยจากคำบอกเล่าของกลุ่มตัวอย่างที่ถูกคัดกรองจำนวน 920 คนในอีกตลาดหนึ่ง มันไม่ใช่เพดานความถี่
เรื่องนี้หมายถึงอะไรสำหรับนักการตลาดไทย
Magnite ไม่ได้สำรวจประเทศไทยและไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขของไทยในงานวิจัยนี้ ทุกอย่างในหัวข้อนี้คือการให้เหตุผลว่าทำไมข้อมูลจากฮ่องกงถึงคุ้มค่าที่จะอ่านในกรุงเทพ และควรถูกกำกับไว้แบบนั้นในสไลด์ทุกใบที่มันไปโผล่
เหตุผลคือแบบนี้ ประเทศไทยเป็นตลาดสตรีมมิงที่มือถือมาก่อน และงานวิจัยสตรีมมิงภาษาอังกฤษที่ครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีน้อยพอที่นักวางแผนไทยมักจบลงด้วยการอ้างงานวิจัยสหรัฐเพราะไม่มีอะไรที่ใกล้กว่านั้น ฮ่องกงเป็นตลาดเอเชียที่มือถือมาก่อนและมีงานวิจัยที่ใช้เครื่องมือชุดเดียวกับฉบับอเมริกัน จึงเป็นเกณฑ์เทียบที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เผยแพร่อยู่สำหรับข้อโต้แย้งว่าลำดับอุปกรณ์แบบอเมริกันไม่ได้เดินทางข้ามมา ถ้าลูกค้าถามว่าทำไมแผนวิดีโอในไทยจึงไม่ควรสร้างรอบจอใหญ่แบบที่แผนอเมริกันทำ ฉบับฮ่องกงคือข้อมูลที่อ้างอิงได้สำหรับรูปทรงของคำตอบ โดยไม่ต้องแกล้งทำว่ามันเป็นตัวเลขของไทย
สิ่งที่มันไม่อนุญาตคือการหยิบตัวเลขเฉพาะเจาะจงมาใช้ ไม่ควรมีใครเขียน 83% ลงในแผนสื่อของไทยด้วยน้ำหนักของผลสำรวจฮ่องกง สิ่งที่ถ่ายโอนได้คือทิศทาง คือในตลาดเอเชียที่มือถือมาก่อนอย่างน้อยหนึ่งตลาด มือถือนำในด้านการเข้าถึงและครองเส้นรายช่วงเวลาเกือบทั้งเส้น และขั้นตอนถัดไปที่ถูกต้องคือไปตรวจว่าข้อมูลในบัญชีโฆษณาไทยของคุณเห็นด้วยหรือไม่ ความระมัดระวังเดียวกันใช้กับตัวเลขเจ็ดนาทีและตัวเลข 20% เรื่องการซื้อจากวิดีโอแนวตั้ง ทั้งสองอธิบายผู้ตอบชาวฮ่องกงและไม่ได้อธิบายใครอื่น สำหรับแคมเปญที่วิ่งอยู่บน แพลตฟอร์มวิดีโอโซเชียล ในไทย รายงานระดับตำแหน่งโฆษณาของคุณเองเป็นเข็มทิศที่ดีกว่าผลสำรวจจากตลาดอื่นใด
คำถามที่พบบ่อย
Magnite สำรวจประเทศไทยด้วยหรือไม่
ไม่ งานวิจัยนี้ครอบคลุมผู้ใหญ่ชาวฮ่องกง 920 คนและไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขของไทย Magnite เคยทำงานวิจัยชุดเดียวกันในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้งหมดร่วมกับ Bounce Insights และรายงานข่าวไม่ได้กล่าวถึงฉบับของไทย การนำตัวเลขเหล่านี้มาใช้กับไทยจึงเป็นการอนุมาน ไม่ใช่ผลการวิจัยที่เผยแพร่
การเข้าถึงมือถือ 83% แปลว่าคนฮ่องกง 83% ดูสตรีมมิงบนมือถือใช่ไหม
ไม่ใช่ และนี่คือการแก้ความเข้าใจที่สำคัญที่สุดก่อนตัวเลขนี้จะเข้าไปอยู่ในสไลด์ ผู้ตอบทุกคนดูสตรีมมิงแบบมีโฆษณาอยู่แล้ว ตัวเลข 83% จึงอธิบายสัดส่วนภายในกลุ่มผู้ชมสตรีมมิง ไม่ใช่สัดส่วนของประชากรฮ่องกง งานวิจัยไม่ได้วัดว่ากลุ่มผู้ชมสตรีมมิงใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับคนที่เหลือ
ยิงโฆษณา 30 วินาทีได้สิบสี่ชิ้นต่อชั่วโมงเลยไหม ในเมื่อคนรับได้เจ็ดนาที
ไม่ได้ เจ็ดนาทีต่อชั่วโมงคือความชอบที่ผู้ตอบระบุเองในแบบสอบถาม ไม่ใช่เพดานความอดทนที่ผ่านการทดสอบ และ Magnite ไม่ได้แยกย่อยตามอุปกรณ์ รูปแบบโฆษณา หรือประเภทคอนเทนต์ มันบอกคร่าว ๆ ว่ากลุ่มที่สำรวจคิดว่าเส้นอยู่ตรงไหน แต่ไม่ได้บอกว่าอัตราการดูจนจบหรือการเลิกดูจะเป็นอย่างไรเมื่อเข้าใกล้เส้นนั้น
ทำไมฮ่องกงถึงตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้
ข้อมูลที่เผยแพร่แสดงความต่างโดยไม่ได้อธิบายสาเหตุ ระหว่างสองฉบับ ตัวเลขมือถือแทบไม่ขยับ คือ 83% ในฮ่องกงและ 82% ในสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขคอนเนกเต็ดทีวีขยับไกล คือ 67% เทียบกับ 92% Magnite ไม่ได้เผยแพร่คำอธิบายของช่องว่างนี้ ดังนั้นคำอธิบายเรื่องที่อยู่อาศัย การถือครองอุปกรณ์ หรือประวัติการแพร่ภาพ ล้วนเป็นการคาดเดา ไม่ใช่ผลการวิจัย
ควรเชื่อผลสำรวจที่เผยแพร่โดยบริษัทที่ขายโฆษณาเองไหม
ให้อ่านโดยจำความขัดกันของผลประโยชน์ไว้ในใจ แทนที่จะโยนทิ้ง การเก็บข้อมูลภาคสนามทำโดย Bounce Insights ขนาดและองค์ประกอบของกลุ่มตัวอย่างถูกเปิดเผย และผลพาดหัววางคอนเนกเต็ดทีวีไว้อันดับสองในตลาดที่สำรวจ ซึ่งไม่ใช่คำตอบที่สะดวกที่สุดในเชิงธุรกิจ สิ่งเหล่านี้คือเครื่องหมายของงานวิจัยที่ควรอ่านอย่างตั้งใจ ข้อจำกัดที่ใหญ่กว่าคือการคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง ไม่ใช่ผู้สนับสนุนงานวิจัย
ควรตรวจอะไรในบัญชีของตัวเองก่อนลงมือทำตามข้อมูลนี้
ตรวจประเภทอุปกรณ์แยกตามชั่วโมงของวันสำหรับทราฟฟิกวิดีโอของคุณ และตรวจว่าครีเอทีฟแนวตั้งถูกเสิร์ฟในช่วงที่มือถือครองอยู่หรือไม่ ถ้ารายงานของคุณแสดงจุดตัดที่ต่างจากเส้นของฮ่องกง ให้เชื่อข้อมูลของคุณ ผลสำรวจเป็นเอกสารอ้างอิงระดับภูมิภาค ไม่ใช่ของแทนการวัดผลที่คุณมีอยู่แล้ว
ถ้าอยากเห็นว่าอุปกรณ์และช่วงเวลาทำงานอย่างไรจริง ๆ ในแคมเปญไทยของคุณเอง แทนที่จะดูจากผลสำรวจฮ่องกง จุดเริ่มต้นคือการวัดผลที่ถูกตั้งค่ามาเพื่อตอบคำถามนั้น ทักมาคุยกันได้ แล้วเราจะไปดูว่าตัวเลขของคุณพูดว่าอะไร







