สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google Ads รวมตำแหน่งที่ตั้งกับกลุ่มผู้ชมแบบจุดตัด แต่หัวข้อ ตำแหน่งที่แสดง และคีย์เวิร์ดในกลุ่มโฆษณาเดียวกันรวมแบบ 'ข้อใดข้อหนึ่ง' การซ้อนวิธีกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาจึงขยายการเข้าถึง
- Optimized targeting ใช้ได้กับแคมเปญ Display, Demand Gen และ Video ที่ใช้เป้าหมาย Sales, Leads หรือ Website traffic โดยใช้กลุ่มผู้ชมเป็นสัญญาณ และปิดได้รายกลุ่มโฆษณา
- Video action campaigns (หรือแคมเปญวิดีโอเพื่อการแปลงผล) ที่ใช้การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาไม่ได้แล้ว ถูกแทนที่ด้วย Demand Gen โดยอัปเกรดแคมเปญสุดท้ายภายในเมษายน 2569 และ Demand Gen รองรับหัวข้อ ตำแหน่งที่แสดง และคีย์เวิร์ด
- กลุ่มผู้ใช้ YouTube มีระยะเป็นสมาชิกสูงสุด 540 วัน และต้องมีผู้ใช้ที่ยังใช้งานอย่างน้อย 100 คน ส่วนการยกเว้นระดับบัญชีใส่คีย์เวิร์ดเนื้อหาได้ 1,000 คำ และตำแหน่งที่แสดง 65,000 รายการ
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา YouTube (YouTube ads targeting) คือชุดการตั้งค่าใน Google Ads ที่ตัดสินว่าใครจะเห็นโฆษณาวิดีโอของคุณและโฆษณาจะแสดงที่ไหน ประกอบด้วยกลุ่มเป้าหมาย (Affinity, In-market, Life events, Custom segments และข้อมูลของคุณเอง) การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหา (คีย์เวิร์ด หัวข้อ และตำแหน่งที่แสดง) ข้อมูลประชากร และการยกเว้น ในแคมเปญที่เปิด Optimized targeting ตัวเลือกเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นสัญญาณแทนที่จะเป็นข้อจำกัดตายตัว การรู้ว่าชั้นไหนเป็นรั้วและชั้นไหนเป็นแค่คำใบ้ จึงเป็นตัวแยกระหว่างการทดสอบที่แม่นยำกับงบที่ไหลออกนอกเป้า
บทความนี้อธิบายการกำหนดเป้าหมายทีละชั้น วิธีที่แต่ละชั้นทำงานร่วมกัน Optimized targeting เปลี่ยนภาพรวมอย่างไรในแคมเปญ Video และ Demand Gen และสิ่งที่ควรตรวจในบัญชีของคุณก่อนเพิ่มงบ เนื้อหาเน้นเรื่องการกำหนดเป้าหมายเท่านั้น ส่วนรูปแบบโฆษณาและค่าใช้จ่ายมีบทความแยกบนเว็บไซต์นี้แล้ว
โครงสร้างการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา YouTube ใน Google Ads
Google Ads แบ่งการกำหนดเป้าหมายสำหรับ YouTube ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ การกำหนดเป้าหมายตามกลุ่มผู้ชม อธิบายตัวบุคคล เช่น ความสนใจ สิ่งที่กำลังหาซื้อ ช่วงเปลี่ยนผ่านในชีวิต กลุ่มประชากร หรือการเคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ ส่วน การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหา อธิบายวิดีโอหรือหน้าเว็บที่โฆษณาไปแสดง เช่น คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง หัวข้อที่เนื้อหานั้นอยู่ หรือช่อง วิดีโอ เว็บไซต์ หรือแอปที่คุณเลือกเอง
ตำแหน่งที่ตั้งและภาษาอยู่เหนือทั้งสองกลุ่มในระดับแคมเปญ ส่วนการยกเว้นครอบคลุมทุกชั้น และตั้งได้ในระดับแคมเปญ กลุ่มโฆษณา หรือบัญชี ขึ้นกับประเภท การกำหนดเป้าหมายส่วนใหญ่ตั้งในระดับกลุ่มโฆษณา จึงนิยมแยกหนึ่งกลุ่มโฆษณาต่อหนึ่งกลุ่มผู้ชมหรือหนึ่งธีมเนื้อหา เพื่อให้รายงานบอกได้ชัดว่าแนวคิดไหนได้ผล
แต่ละชั้นทำงานร่วมกันอย่างไร
กฎการรวมกันสำคัญกว่าการตั้งค่าตัวใดตัวหนึ่ง เอกสารช่วยเหลือของ Google อธิบายว่าการกำหนดเป้าหมายตามตำแหน่งที่ตั้งทำงานแบบจุดตัดกับกลุ่มผู้ชม คือผู้ชมต้องอยู่ในพื้นที่เป้าหมายและอยู่ในกลุ่มผู้ชมของคุณด้วยจึงจะมีสิทธิ์เห็นโฆษณา แต่วิธีกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาทำงานต่างออกไป ถ้าคุณใส่หัวข้อ ตำแหน่งที่แสดง และคีย์เวิร์ดไว้ในกลุ่มโฆษณาเดียวกัน โฆษณาจะแสดงบนเนื้อหาที่ตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง ดังนั้นการเพิ่มวิธีกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาแต่ละแบบจะขยายการเข้าถึง ไม่ได้ทำให้แคบลง
กฎข้อที่สองนี้ทำให้ผู้ลงโฆษณาหลายคนประหลาดใจ การใส่รายชื่อช่องสอนทำอาหารไทยเป็นตำแหน่งที่แสดง พร้อมหัวข้อ "อาหารและเครื่องดื่ม" ในกลุ่มโฆษณาเดียว ไม่ได้แปลว่า "ช่องทำอาหารที่เกี่ยวกับอาหาร" แต่แปลว่า "ช่องทำอาหาร หรืออะไรก็ได้ในหัวข้ออาหาร" ถ้าต้องการทดสอบแบบแคบ ให้ใช้วิธีกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาเพียงแบบเดียวต่อกลุ่มโฆษณา
กลุ่มเป้าหมาย: Affinity, In-market, Custom และข้อมูลของคุณ
Affinity และ Custom affinity
กลุ่ม Affinity คือคนที่มีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เช่น การทำอาหาร การท่องเที่ยว หรือการออกกำลังกาย เหมาะกับเป้าหมายด้านการรับรู้ที่ต้องการเข้าถึงคนที่ใส่ใจในหมวดสินค้า ไม่ใช่คนที่พร้อมซื้อในสัปดาห์นี้ ส่วน Custom affinity คือเวอร์ชันที่ปรับแต่งได้ โดยคุณอธิบายความสนใจนั้นเอง
In-market และ Life events
กลุ่ม In-market รวมคนที่กำลังค้นหาข้อมูลหรือเปรียบเทียบสินค้าหรือบริการแบบเดียวกับของคุณ จึงอยู่ใกล้การตัดสินใจซื้อมากกว่า Affinity และมักใช้กับเป้าหมายด้านการพิจารณาและการแปลงผล ส่วนกลุ่ม Life events รวมคนที่อยู่ในช่วงเหตุการณ์สำคัญของชีวิต เช่น ย้ายบ้านหรือแต่งงาน และ Google ระบุว่าใช้เข้าถึงผู้คนบน YouTube และ Gmail
ข้อมูลประชากรแบบละเอียด
ข้อมูลประชากรแบบละเอียด (Detailed demographics) อธิบายลักษณะร่วมที่ลึกกว่าอายุและเพศ เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัย เจ้าของบ้าน หรือพ่อแม่มือใหม่ ใน Google Ads ตัวเลือกนี้อยู่ในหมวดกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ในการตั้งค่าข้อมูลประชากรพื้นฐาน คุณจึงต้องเพิ่มในส่วนกลุ่มผู้ชมของกลุ่มโฆษณา
Custom segments
Custom segments เป็นเครื่องมือกลุ่มผู้ชมที่ยืดหยุ่นที่สุดสำหรับ YouTube คุณสร้างได้จากข้อมูลสามประเภท
- คีย์เวิร์ด ที่อธิบายความสนใจหรือความตั้งใจซื้อของลูกค้าในอุดมคติ
- URL ของเว็บไซต์ที่ลูกค้าในอุดมคติอาจเข้าไปดู Google ใช้ข้อมูลนี้หาคนที่มีพฤติกรรมการท่องเว็บคล้ายกัน โดยไม่ได้นำโฆษณาของคุณไปแสดงบน URL เหล่านั้น
- แอป ที่ลูกค้าในอุดมคติอาจใช้ เพื่อให้ Google หาคนที่ใช้แอปลักษณะคล้ายกัน
สำหรับคีย์เวิร์ด มีการตั้งค่าที่เปลี่ยนวิธีตีความ ค่าเริ่มต้นจะอ่านคีย์เวิร์ดเป็นความสนใจหรือความตั้งใจซื้อ อีกตัวเลือกคือ "People who searched for any of these terms on Google properties" ซึ่งเข้าถึงคนตามสิ่งที่เขาค้นหาบนพร็อพเพอร์ตี้ของ Google เช่น Google.com และ YouTube หน้าช่วยเหลือของ Google ระบุว่าตัวเลือกแบบอิงการค้นหานี้ใช้ได้เฉพาะแคมเปญที่แสดงบนพร็อพเพอร์ตี้ของ Google ส่วนแคมเปญอื่นจะใช้คำเหล่านั้นเป็นความสนใจ สำหรับแคมเปญ YouTube แล้ว Custom segment ที่สร้างจากรายการคำค้นที่มีเจตนาซื้อสูงจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชมที่แม่นยำที่สุดที่มีให้ใช้
กลุ่มข้อมูลของคุณและ Customer Match
กลุ่มข้อมูลของคุณ (Your data segments) คือคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณแล้ว ได้แก่ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ผู้ใช้แอป ผู้ใช้ YouTube ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับวิดีโอหรือช่องของคุณ และรายชื่อลูกค้าที่อัปโหลดผ่าน Customer Match บน YouTube กลุ่มเหล่านี้ใช้ทำรีมาร์เก็ตติ้ง ใช้ยกเว้นลูกค้าเดิม และใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นให้ฟีเจอร์อื่น
มีกลไกสองข้อที่ควรรู้ ข้อแรก Google ระบุระยะเวลาการเป็นสมาชิกสูงสุดของกลุ่มผู้ใช้ YouTube ไว้ที่ 540 วัน คนจะหลุดออกจากกลุ่มเมื่อครบช่วงเวลาที่คุณตั้ง ข้อสอง กลุ่มต้องมีผู้ใช้ที่ยังใช้งานอยู่อย่างน้อย 100 คนก่อนจึงจะแสดงโฆษณาได้ หน้า Audience manager ของ Google อธิบายว่าเป็นผู้เข้าชมหรือผู้ใช้ที่ยังใช้งานอย่างน้อย 100 คนภายใน 30 วันล่าสุด รายชื่อที่ขึ้นสถานะว่าเล็กเกินไปจึงไม่ได้เสีย แค่ยังไม่ถึงเกณฑ์เท่านั้น
การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหา: คีย์เวิร์ด หัวข้อ และตำแหน่งที่แสดง
การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาจะวางโฆษณาไว้ข้างเนื้อหาที่เจาะจง แทนที่จะเจาะจงตัวบุคคล
- คีย์เวิร์ด จับคู่โฆษณากับวิดีโอ ช่อง YouTube หรือประเภทเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำที่คุณใส่ ในแคมเปญวิดีโอ คีย์เวิร์ดทำงานตามบริบทของเนื้อหา ไม่ใช่การค้นหา จึงทำงานต่างจากคีย์เวิร์ดในแคมเปญ Search อย่างมาก
- หัวข้อ คือหมวดเนื้อหากว้าง ๆ บน YouTube และ Google Display Network เช่น หัวข้อยานยนต์หรือความงาม
- ตำแหน่งที่แสดง คือการควบคุมที่แม่นยำที่สุด ได้แก่ ช่อง YouTube ที่ระบุชื่อ วิดีโอ YouTube รายตัว หรือเว็บไซต์และแอปบน Display Network
มีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ควรรู้ เอกสารช่วยเหลือของ Google ระบุว่าไม่สามารถเพิ่มการกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาในแคมเปญวิดีโอที่มุ่งการแปลงผล (video conversion campaigns) ได้อีกแล้ว (ซึ่ง Google เรียกอีกชื่อว่า Video action campaigns) และการตั้งค่าเนื้อหาเดิมถูกลบออกจากแคมเปญประเภทนี้ ปัจจุบันแคมเปญเหล่านี้ถูกอัปเกรดเป็น Demand Gen แล้ว ซึ่งรองรับการกำหนดเป้าหมายตามบริบทด้วยหัวข้อ ตำแหน่งที่แสดง และคีย์เวิร์ด ถ้าคุณรับช่วงบัญชีเก่ามาแล้วสงสัยว่ารายการตำแหน่งที่แสดงหายไปไหน นี่คือเหตุผล การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหายังใช้ได้ในงานด้านการรับรู้และการเข้าถึง
เมื่อไหร่การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาได้ผลกว่ากลุ่มผู้ชม
การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาได้ผลดีเมื่อบริบทช่วยโน้มน้าวอยู่แล้ว เช่น แบรนด์ยางรถยนต์บนวิดีโอรีวิวรถ โรงเรียนสอนภาษาบนวล็อกเรียนต่อต่างประเทศ หรือเครื่องใช้ในครัวบนช่องสอนทำอาหาร ซึ่งผู้ชมกำลังคิดถึงหมวดสินค้านั้นอยู่แล้ว ส่วนการกำหนดเป้าหมายตามกลุ่มผู้ชมจะได้ผลกว่าเมื่อผู้ซื้อที่ใช่ดูเนื้อหาหลากหลายและบริบทไม่ได้มีผลมากนัก ซึ่งเป็นกรณีของบริการสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่
ข้อมูลประชากร
การตั้งค่าข้อมูลประชากรพื้นฐานใน Google Ads มีอายุ เพศ สถานะการเป็นผู้ปกครอง และรายได้ครัวเรือน คุณเลือกรวมหรือยกเว้นแต่ละกลุ่มได้ในระดับกลุ่มโฆษณา ทุกกลุ่มมีช่อง "ไม่ทราบ" (unknown) สำหรับคนที่ Google ระบุข้อมูลประชากรไม่ได้ การยกเว้นกลุ่ม "ไม่ทราบ" ดูเรียบร้อยดี แต่จะตัดการเข้าถึงส่วนที่อาจเกี่ยวข้องจริงออกไป จึงควรตัดสินใจโดยดูรายงานของบัญชีตัวเองประกอบ ไม่ใช่ตั้งไว้เป็นค่าเริ่มต้น
ระวังอย่าซ้อนข้อมูลประชากรลงบนกลุ่มผู้ชมที่แคบและรายการตำแหน่งที่แสดงที่แคบในกลุ่มโฆษณาเดียวกัน เพราะตำแหน่งที่ตั้งกับกลุ่มผู้ชมทำงานแบบจุดตัด ข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นแต่ละข้อจะทำให้ฐานผู้ชมเล็กลง และฐานที่เล็กเกินไปจะจำกัดความสามารถในการเรียนรู้ของการเสนอราคาอัตโนมัติ
Optimized targeting ในแคมเปญ Video และ Demand Gen
Optimized targeting คือฟีเจอร์ที่เปลี่ยนการทำงานของทุกอย่างข้างต้น เอกสารช่วยเหลือของ Google ระบุว่าใช้ได้กับแคมเปญ Display แคมเปญ Demand Gen และแคมเปญ Video ที่ใช้เป้าหมาย Sales, Leads หรือ Website traffic ฟีเจอร์นี้ไม่ใช้กับแคมเปญ Video สำหรับการรับรู้ การเข้าถึง หรือการพิจารณา ซึ่ง Google แนะนำให้ใช้ Audience expansion ร่วมกับกลุ่มข้อมูลของคุณเองแทน
เมื่อเปิด Optimized targeting กลุ่มผู้ชมและคีย์เวิร์ดที่คุณใส่จะถูกใช้เป็นสัญญาณ ระบบใช้สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อหาคนที่คล้ายกันและมีแนวโน้มจะแปลงผล และ Google ระบุชัดว่าถ้าระบบพบทราฟฟิกที่ได้ผลดีกว่าในที่อื่น อาจลดหรือหยุดการแสดงผลบนสัญญาณของคุณ ในทางปฏิบัติ รายชื่อกลุ่มผู้ชมของคุณจะไม่ได้เป็นรั้วอีกต่อไป แต่กลายเป็นคำใบ้
รายละเอียดที่มีผลต่อการตั้งค่ามีดังนี้
- หน้า "About optimized targeting" ของ Google อธิบายว่าฟีเจอร์นี้เปิดโดยอัตโนมัติ ขณะที่หน้าภาพรวมกลุ่มผู้ชมของ Demand Gen อธิบายว่าเป็นสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาเลือกเปิดเอง อย่าเดาเอาเอง ให้เปิดการตั้งค่ากลุ่มโฆษณาแล้วตรวจสวิตช์
- คุณปิดได้ในการตั้งค่ากลุ่มโฆษณา หากต้องการการกำหนดเป้าหมายแบบเข้มงวด เช่น สินค้าที่มีกฎหมายกำกับ หรือกลุ่มผู้ชม B2B ที่แคบมาก
- ระบบจะไม่แสดงโฆษณาให้คนที่คุณยกเว้นด้วยกลุ่มข้อมูลลูกค้า และจะเคารพการยกเว้นเนื้อหาและการตั้งค่าความปลอดภัยของแบรนด์
- ใน Demand Gen การเปิดฟีเจอร์นี้ทำให้การแสดงผลขยายเกินสัญญาณข้อมูลประชากรที่คุณเลือกได้ด้วย Google ให้จำกัดเฉพาะอายุและเพศได้ พร้อมเตือนว่าอาจจำกัดผลลัพธ์ของแคมเปญ
Demand Gen มาแทน Video action campaigns
ถ้าคุณเคยใช้ Video action campaigns เพื่อการแปลงผลบน YouTube ตอนนี้ Google แทนที่ด้วย Demand Gen แล้ว เอกสารช่วยเหลือระบุว่าตั้งแต่เมษายน 2568 สร้าง Video action campaigns ใหม่ไม่ได้ แคมเปญเดิมถูกอัปเกรดอัตโนมัติตั้งแต่กลางปี 2568 และแคมเปญสุดท้ายถูกอัปเกรดภายในเมษายน 2569 Demand Gen เพิ่ม Lookalike segments ซึ่งสร้างจากรายชื่อตั้งต้น (seed list) และขยายได้สามระดับ คือ narrow, balanced หรือ broad เพื่อแลกระหว่างความคล้ายกับการเข้าถึง Google แนะนำให้แยก Lookalike segments ไว้ในกลุ่มโฆษณาของตัวเอง เพื่ออ่านผลแยกได้
การยกเว้น: การควบคุมที่ยังเป็นรั้วจริง
การยกเว้นเป็นส่วนของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา YouTube ที่ Optimized targeting ไม่ข้ามไป จึงควรใส่ใจมากที่สุด
- การยกเว้นกลุ่มผู้ชม ยกเว้นผู้ซื้อล่าสุดหรือลูกค้าปัจจุบันด้วยรายชื่อลูกค้าหรือกลุ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพื่อไม่ให้งบหาลูกค้าใหม่ไปหมดกับคนที่เป็นลูกค้าอยู่แล้ว
- ประเภทพื้นที่โฆษณา (Inventory type) Google มีสามระดับ หน้า Content suitability เรียกว่า Maximum, Moderate และ Limited (หน้าเก่าบางหน้าเรียกว่า Expanded, Standard และ Limited) ระดับ Limited ตัดเนื้อหาที่อ่อนไหวออกให้มากที่สุด เหมาะกับแบรนด์ที่มีข้อกำหนดเข้มงวด และทำให้การเข้าถึงลดลงด้วย
- การยกเว้นคีย์เวิร์ดเนื้อหาและตำแหน่งที่แสดง Google ระบุว่ายกเว้นคีย์เวิร์ดเนื้อหาได้สูงสุด 1,000 คำในระดับบัญชี และยกเว้นตำแหน่งที่แสดงได้สูงสุด 65,000 รายการ การควบคุมความปลอดภัยของแบรนด์สำหรับ Video และ Display ตั้งในระดับบัญชี
- การยกเว้นประเภทเนื้อหา คุณยกเว้นวิดีโอ YouTube ที่ฝังอยู่บนเว็บไซต์อื่นและไลฟ์สตรีมได้
Google บอกข้อจำกัดไว้อย่างเปิดเผย หน้าช่วยเหลือระบุว่าการยกเว้นเนื้อหาอาจครอบคลุม YouTube Shorts และโฆษณาในฟีดของ YouTube ได้เพียงบางส่วน ถ้าความปลอดภัยของแบรนด์บน Shorts เป็นข้อกำหนดที่ต่อรองไม่ได้ ให้ตรวจตารางความครอบคลุมว่า Shorts รองรับการยกเว้นประเภทไหนก่อนพึ่งพารายการยกเว้นคีย์เวิร์ด
เปรียบเทียบชั้นการกำหนดเป้าหมาย
ตารางด้านล่างสรุปว่าแต่ละชั้นควบคุมอะไร และทำงานอย่างไรเมื่อใช้ร่วมกับชั้นอื่น
| ชั้นการกำหนดเป้าหมาย | ควบคุมอะไร | ทำงานอย่างไร |
|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมาย | ใครเห็นโฆษณา: ความสนใจ เจตนาซื้อ เหตุการณ์ชีวิต ข้อมูลของคุณ | ตัดกับตำแหน่งที่ตั้ง และกลายเป็นสัญญาณเมื่อเปิด Optimized targeting |
| การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหา | โฆษณาแสดงที่ไหน: คีย์เวิร์ด หัวข้อ ตำแหน่งที่แสดง | หลายวิธีรวมกันแบบ "ข้อใดข้อหนึ่ง" |
| ข้อมูลประชากร | อายุ เพศ สถานะผู้ปกครอง รายได้ครัวเรือน | ขยายเกินที่เลือกได้ใน Demand Gen เมื่อเปิด Optimized targeting |
| การยกเว้น | ลูกค้าเดิม ประเภทพื้นที่โฆษณา คีย์เวิร์ดเนื้อหา ตำแหน่งที่แสดง | Optimized targeting เคารพการยกเว้น แต่ครอบคลุม Shorts และฟีดได้จำกัด |
เช็กลิสต์การตั้งค่าที่ใช้ได้จริง
- เลือกเป้าหมายแคมเปญก่อน เป้าหมายเป็นตัวกำหนดว่าจะใช้ Optimized targeting ได้หรือไม่ และใช้การกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาได้หรือไม่
- หนึ่งแนวคิดต่อหนึ่งกลุ่มโฆษณา Custom segment หนึ่งกลุ่ม In-market หนึ่งกลุ่ม หรือรายการตำแหน่งที่แสดงหนึ่งชุดต่อกลุ่มโฆษณา จะทำให้อ่านรายงานได้ง่าย
- ตรวจสวิตช์ Optimized targeting ตัดสินใจอย่างตั้งใจว่ากลุ่มผู้ชมของคุณจะเป็นรั้วหรือเป็นสัญญาณ
- ใส่การยกเว้นให้ครบ ยกเว้นรายชื่อลูกค้า ตั้งประเภทพื้นที่โฆษณา และยกเว้นตำแหน่งที่แสดงระดับบัญชีก่อนเปิดแคมเปญ
- อ่านรายงาน "โฆษณาแสดงที่ไหน" หลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ รายงานตำแหน่งที่แสดงและกลุ่มผู้ชมบอกได้ว่าการแสดงผลตรงกับเจตนาหรือไม่ ซึ่งสำคัญที่สุดเมื่อเปิด Optimized targeting
ตัวอย่างสมมติ: ร้านเฟอร์นิเจอร์ในกรุงเทพฯ ที่ทำแคมเปญ Demand Gen อาจตั้งสามกลุ่มโฆษณา กลุ่มแรกใช้ Custom segment จากคำค้นเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มที่สองใช้ Lookalike segment ที่สร้างจากรายชื่อผู้ซื้อเดิม และกลุ่มที่สามเปิด Optimized targeting โดยไม่ใส่คำใบ้ใด ๆ เมื่อมีข้อมูลสะสมมากพอ การเทียบต้นทุนต่อการแปลงผลของทั้งสามกลุ่มจะบอกได้ว่าสัญญาณไหนช่วยจริง ตัวเลขจากการทดสอบแบบนี้เป็นของบัญชีนั้นเอง ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานกลางให้ลอกไปใช้
สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อนักการตลาดไทย
สำหรับผู้ลงโฆษณาไทย Custom segments คือจุดที่ความเข้าใจตลาดท้องถิ่นให้ผลตอบแทน คนไทยค้นหาเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคำทับศัพท์ผสมกัน Custom segment แบบอิงการค้นหาจึงควรใส่คำทั้งสามรูปแบบที่คนพิมพ์จริง รายการตำแหน่งที่แสดงจากช่องไทยสร้างเองได้ไม่ยากและใช้ได้ดีกับงานด้านการรับรู้ ส่วนเป้าหมายด้านการแปลงผล ให้ใช้เป็นการกำหนดเป้าหมายตามบริบทในแคมเปญ Demand Gen ถ้าคุณอัปโหลดรายชื่อลูกค้าเพื่อใช้ Customer Match หรือเพื่อยกเว้น ต้องแน่ใจว่าข้อมูลถูกเก็บโดยได้รับความยินยอมที่ครอบคลุมการใช้เพื่อการโฆษณาตาม PDPA ของไทย สุดท้าย ตรวจการตั้งค่าตำแหน่งที่ตั้ง การกำหนดเป้าหมายคนที่ "อยู่หรืออยู่ประจำ" ในประเทศไทยต่างจากการกำหนดเป้าหมายคนที่แสดงความสนใจในประเทศไทย ซึ่งมีผลมากกับแบรนด์ท่องเที่ยวและโรงแรม
งาน YouTube ไม่ค่อยทำงานลำพัง แคมเปญ Search ช่วยรับดีมานด์ที่วิดีโอสร้างขึ้น จึงควรวางแผนทั้งสองอย่างไปพร้อมกันกับทีมที่ดูแล บริการจัดการแคมเปญ Google Ads และส่งผู้ชมที่สนใจแล้วต่อไปยัง แคมเปญรีมาร์เก็ตติ้ง บนเครือข่ายของ Google แบรนด์ที่ต้องการการเข้าถึงด้วยวิดีโอในวงกว้างนอก YouTube ก็พิจารณา เครือข่ายวิดีโอไทย ได้เช่นกัน
คำถามที่พบบ่อย
ตัวเลือกการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา YouTube แบบไหนแม่นยำที่สุด?
ตัวเลือกที่แม่นยำที่สุดคือตำแหน่งที่แสดง ซึ่งวางโฆษณาบนช่องหรือวิดีโอที่ระบุชื่อ และ Custom segments ที่สร้างจากคำค้น ซึ่งเข้าถึงคนตามสิ่งที่เขาค้นหาบน Google และ YouTube ตำแหน่งที่แสดงใช้ได้เฉพาะประเภทแคมเปญที่รองรับการกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหา เช่น แคมเปญ Video ด้านการรับรู้และการเข้าถึง และแคมเปญ Demand Gen
Optimized targeting ไม่สนใจกลุ่มผู้ชมที่ฉันตั้งไว้ใช่ไหม?
Optimized targeting ใช้กลุ่มผู้ชมของคุณเป็นสัญญาณ จึงแสดงโฆษณาเกินกลุ่มนั้นได้ และอาจลดหรือหยุดแสดงบนกลุ่มนั้นถ้าพบทราฟฟิกที่ได้ผลดีกว่า แต่ระบบยังเคารพการยกเว้นด้วยกลุ่มข้อมูลลูกค้าและการยกเว้นเนื้อหา ถ้าต้องการการกำหนดเป้าหมายแบบเข้มงวด ให้ปิดฟีเจอร์นี้ในการตั้งค่ากลุ่มโฆษณา
กำหนดเป้าหมายคนที่เคยดูวิดีโอ YouTube ของเราได้หรือไม่?
ได้ คุณสร้างกลุ่มผู้ใช้ YouTube จากคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับวิดีโอหรือช่องของคุณ แล้วใช้ทำรีมาร์เก็ตติ้งหรือยกเว้นได้ Google ระบุระยะเวลาการเป็นสมาชิกสูงสุด 540 วัน และต้องมีผู้ใช้ที่ยังใช้งานอยู่อย่างน้อย 100 คนก่อนกลุ่มจะแสดงโฆษณาได้
ทำไมใส่หัวข้อและตำแหน่งที่แสดงในกลุ่มโฆษณาเดียวกันแล้วการเข้าถึงไม่แคบลง?
เพราะวิธีกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหารวมกันแบบ "ข้อใดข้อหนึ่ง" ไม่ใช่ "ต้องครบทุกข้อ" กลุ่มโฆษณาที่มีทั้งหัวข้อและตำแหน่งที่แสดงจะแสดงบนเนื้อหาที่ตรงกับอย่างใดอย่างหนึ่ง การเพิ่มวิธีจึงขยายการเข้าถึง ถ้าต้องการทดสอบแบบแคบ ให้ใช้วิธีกำหนดเป้าหมายตามเนื้อหาเพียงแบบเดียวต่อกลุ่มโฆษณา
ตั้งค่าการกำหนดเป้าหมาย YouTube ให้ถูกตั้งแต่ต้น
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา YouTube ที่ดีเริ่มจากการตัดสินใจว่าการควบคุมไหนเป็นรั้วและไหนเป็นคำใบ้ แล้วตรวจรายงานการแสดงผลเทียบกับแผนนั้น ถ้าต้องการผู้ช่วยวางแผนกลุ่มผู้ชม รายการเนื้อหา และการยกเว้นสำหรับแคมเปญในไทยหรือในภูมิภาค ดูรายละเอียดได้ที่ บริการโฆษณาบน YouTube







