สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- ตอนนี้ Meta Ads Manager มีวัตถุประสงค์แคมเปญหกแบบ คือ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App Promotion และ Sales ส่วนตัวเก่าอย่าง Reach, Video Views และ Conversions ถูกยุบเข้าไปเป็นตัวเลือกย่อย
- วัตถุประสงค์คือคำสั่งว่าให้ระบบไปหาพฤติกรรมแบบไหน การเอาแคมเปญ Engagement ไปตัดสินด้วยยอดขายจึงเป็นการวัดสิ่งที่ไม่เคยสั่งให้ระบบไปหา
- หน้าต่างการระบุแหล่งที่มาตั้งอยู่ที่ระดับชุดโฆษณา มีทั้งแบบนับจากการคลิกและจากการเห็น ถ้าขยายให้ยาวขึ้น จำนวนคอนเวอร์ชันในรายงานจะเพิ่มโดยยอดขายจริงเท่าเดิม
- Pixel ส่งอีเวนต์จากเบราว์เซอร์ ส่วน Conversions API ส่งจากเซิร์ฟเวอร์ของคุณ ควรใช้ทั้งสองทางพร้อมรหัสอีเวนต์ที่ตรงกัน เพื่อไม่ให้นับอีเวนต์เดียวซ้ำสองครั้ง
- ไม่มีค่ามาตรฐานสาธารณะที่เชื่อถือได้สำหรับ CTR หรือ CPM ของโฆษณา Facebook ในไทย ให้สร้างค่าฐานจากบัญชีตัวเองด้วยชุดคอลัมน์ที่บันทึกไว้และเทียบช่วงเวลาที่ยาวเท่ากัน
ยิงแอด Facebook ไม่ได้ผล ส่วนใหญ่ไม่ได้แปลว่าแพลตฟอร์มใช้ไม่ได้กับธุรกิจคุณ แต่แปลว่าวัตถุประสงค์ที่เลือกตอนตั้งแคมเปญกับผลลัพธ์ที่คุณอยากได้เป็นคนละอย่างกัน ระบบของ Meta จะส่งโฆษณาไปหาคนที่มีแนวโน้มทำสิ่งที่คุณสั่งให้มันไปหาเท่านั้น ถ้าสั่งให้ไปหาคนที่กดไลก์กดแชร์ มันก็จะไปหาคนที่กดไลก์กดแชร์เก่ง ไม่ใช่คนที่ควักเงินจ่าย สองเรื่องที่แก้ปัญหานี้ได้จริงคือ รู้ว่า objective facebook ads มีอะไรบ้างและแต่ละตัวสั่งให้ระบบไปหาอะไร กับตั้งการวัดผลให้อ่านตัวเลขชุดเดียวกันทุกครั้งที่เปิดรายงาน
บทความนี้จะไล่จากอาการที่คนเจอบ่อยตอนแอดไม่วิ่ง ไปที่เหตุผลว่าทำไมธุรกิจส่วนใหญ่ยังทิ้งช่องทางนี้ไม่ได้ แล้วลงรายละเอียดที่คนข้ามกันมากที่สุดสองจุด คือการเลือกวัตถุประสงค์ และการอ่านตัวเลขให้ตรงกับความจริง
ยิงแอด Facebook ไม่ได้ผล ปัญหาจริงมักอยู่ตรงไหน
เวลาแคมเปญไม่ออกผล คนมักโทษสองอย่างแรกคือ งบน้อยไป กับกลุ่มเป้าหมายไม่ดี ทั้งสองอย่างเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติสาเหตุที่พบก่อนหน้านั้นมักเป็นเรื่องโครงสร้างของแคมเปญและการอ่านผล ลองไล่เช็กตามนี้ก่อนจะเพิ่มงบ
กด Boost แทนการตั้งแคมเปญเต็มรูปแบบ
ปุ่ม Boost ใต้โพสต์เป็นทางลัดที่ตัดตัวเลือกสำคัญออกไปเยอะ คุณเลือกวัตถุประสงค์ได้จำกัด ควบคุมตำแหน่งแสดงผลได้น้อย และแยกทดสอบครีเอทีฟหลายชิ้นในโครงสร้างเดียวกันไม่ได้ ผลที่ได้จึงมักเป็นยอดเอ็นเกจเมนต์ที่ดูดีในหน้าโพสต์ แต่ไม่มีทางรู้ว่าคนที่เห็นโฆษณาเดินต่อไปถึงหน้าสั่งซื้อกี่คน ถ้าเป้าหมายคือยอดขายหรือรายชื่อผู้สนใจ ต้องย้ายไปตั้งแคมเปญใน Ads Manager ตั้งแต่แรก
เลือกวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง แต่ตัดสินด้วยตัวเลขอีกอย่างหนึ่ง
นี่คือจุดบอดที่เจอบ่อยที่สุด แคมเปญตั้งไว้ที่ Engagement แต่ตอนสรุปผลกลับเอาไปเทียบว่าได้ยอดขายกี่บาท ระบบไม่เคยถูกสั่งให้ไปหาคนซื้อ มันจึงเลือกส่งโฆษณาให้คนที่มีประวัติกดตอบโต้กับโพสต์บ่อย ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับคนที่มีประวัติกดซื้อ ตัวเลขที่ออกมาไม่ได้บอกว่าโฆษณาแย่ แต่บอกว่าคุณกำลังวัดของที่ไม่ได้สั่งให้มันทำ
ไม่มีสัญญาณคอนเวอร์ชันส่งกลับเข้าระบบ
ถ้าเว็บไซต์ไม่ได้ติด Meta Pixel หรือติดแล้วแต่ไม่ได้ส่งอีเวนต์ที่ตรงกับเป้าหมาย เช่น ไม่มี Purchase หรือ Lead ระบบก็ไม่มีข้อมูลย้อนกลับมาว่าโฆษณาชิ้นไหนพาคนที่ทำจริงเข้ามา การเลือกวัตถุประสงค์แบบ Sales ในสภาพนี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะการเรียนรู้ของระบบต้องอาศัยเหตุการณ์คอนเวอร์ชันที่วิ่งกลับเข้ามาเป็นวัตถุดิบ
แก้แคมเปญบ่อยจนระบบเรียนรู้ไม่จบ
ทุกครั้งที่แก้ไขสาระสำคัญของชุดโฆษณา เช่น เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนอีเวนต์ที่ optimize เปลี่ยนงบก้อนใหญ่ หรือสลับครีเอทีฟหลัก ระบบจะกลับเข้าสู่ช่วงเรียนรู้ใหม่ ในคอลัมน์ Delivery ของ Ads Manager จะขึ้นสถานะบอกว่าชุดโฆษณายังอยู่ในช่วงเรียนรู้หรือหลุดออกมาแล้ว ถ้าเข้าไปแก้ทุกวันเพราะทนดูตัวเลขวันแรกไม่ไหว ชุดโฆษณาจะวนอยู่ในช่วงเรียนรู้ตลอดและต้นทุนต่อผลลัพธ์จะแกว่งอยู่แบบนั้น
ซอยชุดโฆษณาเยอะเกินกว่างบจะเลี้ยงไหว
การแตกชุดโฆษณาออกเป็นสิบชุดเพื่อทดสอบความสนใจทีละแบบ ฟังดูเป็นระเบียบ แต่มันหั่นงบและหั่นจำนวนคอนเวอร์ชันออกเป็นชิ้นเล็ก จนแต่ละชุดไม่มีข้อมูลพอให้ระบบเรียนรู้ และยังทำให้ชุดโฆษณาของคุณเองแย่งประมูลกันในกลุ่มคนที่ทับซ้อนกัน โครงสร้างที่กว้างกว่าและมีชุดโฆษณาน้อยกว่ามักให้ข้อมูลที่ตัดสินใจได้เร็วกว่าเมื่องบจำกัด
ครีเอทีฟชุดเดิมวิ่งจนคนกลุ่มเดิมเห็นซ้ำ
ให้ดูคอลัมน์ Frequency คู่กับ CPM และอัตราคลิกลิงก์ เมื่อความถี่ในการเห็นไต่ขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มเป้าหมายขนาดเท่าเดิม แล้วอัตราคลิกลิงก์ค่อย ๆ ตกและต้นทุนต่อผลลัพธ์ค่อย ๆ ขึ้น นั่นคืออาการที่ครีเอทีฟหมดแรงแล้ว ไม่ใช่อาการที่ต้องเพิ่มงบ
ตัดสินเร็วเกินไปจากข้อมูลไม่กี่วัน
ผลลัพธ์รายวันของแคมเปญที่มีคอนเวอร์ชันหลักหน่วยต่อวันจะแกว่งมาก การเอาวันที่ดีที่สุดกับวันที่แย่ที่สุดมาเทียบกันแล้วสรุปว่าโฆษณาชิ้นไหนชนะ คือการอ่านความบังเอิญเป็นแนวโน้ม วิธีที่ตรงกว่าคือรอให้จำนวนผลลัพธ์สะสมมากพอ แล้วเทียบช่วงเวลาที่ยาวเท่ากันและมีเงื่อนไขเหมือนกัน
เหตุผลสำคัญที่ธุรกิจต้องยิงแอด Facebook
ก่อนจะรื้อบัญชี ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าทำไมยังต้องอยู่กับช่องทางนี้ คำตอบไม่ใช่เพราะใคร ๆ ก็ทำ แต่เป็นเพราะกลไกสี่อย่างที่ช่องทางอื่นทดแทนได้ไม่ตรงนัก
- เข้าถึงคนที่ยังไม่ได้ค้นหา โฆษณาบนเสิร์ชจะทำงานเมื่อมีคนพิมพ์ค้นหาอยู่แล้ว แต่สินค้าหลายอย่างคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจนกว่าจะเห็น การยิงแอด Facebook คือการสร้างดีมานด์ด้วยตัวคอนเทนต์เอง ไม่ใช่การรอดักดีมานด์ที่มีอยู่แล้ว
- ชุดตำแหน่งโฆษณาเดียวครอบทั้ง Facebook และ Instagram แคมเปญเดียวส่งโฆษณาไปได้ทั้งฟีด Reels Stories และตำแหน่งอื่นในเครือ Meta โดยไม่ต้องซื้อแยกกันสองระบบ ซึ่งช่วยให้ทดสอบว่าคนกลุ่มเดียวกันตอบสนองกับรูปแบบไหนมากกว่า
- ทำรีมาร์เก็ตติ้งกับคนที่เคยขยับแล้ว คนที่เคยเข้าเว็บ ดูวิดีโอค้างไว้ ทักแชทแล้วเงียบ หรือหยิบของใส่ตะกร้าแล้วไม่จ่าย คือกลุ่มที่ต้นทุนในการปิดมักต่ำกว่าคนที่เพิ่งเห็นแบรนด์ครั้งแรก และเป็นกลุ่มที่ Meta สร้างเป็น Custom Audience ให้ยิงซ้ำได้
- ทดสอบข้อเสนอด้วยงบก้อนเล็ก ก่อนจะทุ่มงบกับข้อความขายชุดหนึ่ง คุณเอาข้อเสนอสองสามแบบไปวางหน้าคนจริงแล้วดูว่าแบบไหนได้คนกดต่อมากกว่า ข้อมูลจากตรงนี้เอาไปใช้ต่อได้ทั้งกับหน้าเว็บและกับช่องทางอื่น
ในทางปฏิบัติ ช่องทางนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อวางคู่กับช่องทางที่ดักคนตั้งใจซื้ออยู่แล้วอย่าง Google Ads และช่องทางวิดีโอสั้นอย่าง TikTok Ads คนละหน้าที่กัน ไม่ใช่ของที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
objective facebook ads มีอะไรบ้าง และแต่ละตัวสั่งให้ระบบไปหาอะไร
ปัจจุบัน Meta Ads Manager รวบวัตถุประสงค์เหลือหกตัวหลัก คือ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App Promotion และ Sales วัตถุประสงค์ชุดเก่าที่หลายคนยังจำได้ เช่น Brand Awareness, Reach, Video Views, Post Engagement, Messages, Conversions, Catalog Sales และ Store Traffic ไม่ได้หายไป แต่ถูกยุบเข้าไปเป็นตัวเลือกย่อยภายในหกตัวนี้ เช่น ตัวเลือกจุดหมายของคอนเวอร์ชัน ตำแหน่งที่เกิดผลลัพธ์ และประเภทอีเวนต์ที่ต้อง optimize
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ วัตถุประสงค์ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ที่คุณอยากได้ แต่แปลว่าพฤติกรรมที่คุณสั่งให้ระบบไปตามหาคนที่มีแนวโน้มจะทำ ตารางแรกคือกลุ่มที่ใช้ตอนต้นทาง
| วัตถุประสงค์ | ระบบส่งโฆษณาโดยมองหาอะไร | ควรตัดสินด้วยตัวเลขไหน |
|---|---|---|
| Awareness | คนที่มีแนวโน้มจะเห็นและจดจำโฆษณา เน้นการเข้าถึงและจำนวนการแสดงผล | Reach, Impressions, CPM, Frequency ไม่ใช่ยอดขาย |
| Traffic | คนที่มีแนวโน้มจะกดลิงก์และเปิดหน้าปลายทาง ไม่ว่าจะทำอะไรต่อหรือไม่ | Link clicks, Landing page views, ต้นทุนต่อการเข้าหน้าเว็บ |
| Engagement | คนที่มีแนวโน้มจะตอบโต้กับโพสต์ ดูวิดีโอ ทักข้อความ หรือกดสนใจอีเวนต์ | ต้นทุนต่อการตอบโต้ ต่อการดูวิดีโอ หรือต่อการเริ่มบทสนทนา |
ส่วนสามตัวที่เหลือคือกลุ่มที่ผูกกับผลลัพธ์ปลายทางโดยตรง และเป็นกลุ่มที่ต้องมีสัญญาณคอนเวอร์ชันส่งกลับเข้าระบบจึงจะทำงานได้เต็มที่
| วัตถุประสงค์ | ระบบส่งโฆษณาโดยมองหาอะไร | ควรตัดสินด้วยตัวเลขไหน |
|---|---|---|
| Leads | คนที่มีแนวโน้มจะฝากข้อมูล ผ่านฟอร์มบนแพลตฟอร์ม ฟอร์มบนเว็บ แชท หรือการโทร | จำนวนลีด ต้นทุนต่อลีด และสัดส่วนลีดที่ทีมขายติดต่อได้จริง |
| App Promotion | คนที่มีแนวโน้มจะติดตั้งแอปหรือทำอีเวนต์ที่กำหนดไว้ในแอป | ยอดติดตั้ง ต้นทุนต่อการติดตั้ง และอีเวนต์หลังติดตั้ง |
| Sales | คนที่มีแนวโน้มจะทำอีเวนต์คอนเวอร์ชันที่คุณเลือก เช่น Purchase บนเว็บหรือในแอป | จำนวนคอนเวอร์ชัน ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชัน และมูลค่าคอนเวอร์ชันต่อเงินที่ใช้ |
จุดที่พลาดกันบ่อยคือคิดว่า Traffic ถูกกว่าจึงเลือก Traffic แล้วหวังยอดขาย ต้นทุนต่อคลิกของ Traffic มักดูถูกกว่าจริง เพราะระบบไปหาคนที่ชอบกดลิงก์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่ชอบซื้อ ถ้าปลายทางคือคำสั่งซื้อและมีอีเวนต์ Purchase ส่งกลับเข้าระบบแล้ว การเลือก Sales และยอมจ่ายต่อคลิกแพงกว่า มักให้ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อที่ต่ำกว่า
อีกจุดคือ Engagement กับ Leads ในกรณีที่ธุรกิจปิดการขายผ่านแชท ถ้าเลือก Engagement แบบเน้นการเริ่มบทสนทนา ระบบจะไปหาคนที่ชอบทักข้อความ ซึ่งรวมคนที่ทักมาถามแล้วหายไปด้วย ถ้าเลือก Leads โดยกำหนดจุดหมายเป็นแชทและส่งสัญญาณกลับเมื่อบทสนทนากลายเป็นลีดจริง ระบบจะมีข้อมูลที่ต่างออกไปให้เรียนรู้
การวัดผล facebook ads อย่างมืออาชีพ
ก่อนอื่นต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง ตัวเลขใน Ads Manager ไม่ใช่ความจริงแท้ แต่เป็นภาพที่ถูกวาดขึ้นจากกติกาการให้เครดิตชุดหนึ่ง เปลี่ยนกติกา ตัวเลขก็เปลี่ยน ทั้งที่ยอดขายจริงเท่าเดิม คนที่วัดผลเป็นคือคนที่รู้ว่ากติกาชุดนั้นคืออะไรและตรึงมันไว้ให้เหมือนกันทุกครั้งที่เปรียบเทียบ
หน้าต่างการระบุแหล่งที่มา (Attribution setting)
ค่านี้ตั้งอยู่ที่ระดับชุดโฆษณา และกำหนดว่าถ้าคนคลิกหรือเห็นโฆษณาแล้วไปทำคอนเวอร์ชันภายในกี่วัน Meta จะนับให้โฆษณาชิ้นนั้น มีทั้งหน้าต่างที่นับจากการคลิกและหน้าต่างที่นับจากการเห็นโดยไม่ได้คลิก ประเด็นคือถ้าคุณเปลี่ยนจากหน้าต่างสั้นเป็นหน้าต่างยาว จำนวนคอนเวอร์ชันในรายงานจะเพิ่มขึ้นทันทีโดยที่ธุรกิจไม่ได้ขายได้มากขึ้นเลย ดังนั้นเวลาจะเทียบเดือนนี้กับเดือนก่อน ต้องเช็กก่อนว่าสองชุดข้อมูลใช้หน้าต่างเดียวกัน
คอนเวอร์ชันที่ถูกประมาณค่า
หลังจาก iOS เพิ่มการขออนุญาตติดตามข้ามแอปและเบราว์เซอร์เข้มงวดกับคุกกี้ของบุคคลที่สามมากขึ้น คอนเวอร์ชันจำนวนหนึ่งไม่ได้ถูกสังเกตเห็นตรง ๆ แต่ถูกประมาณค่าจากรูปแบบข้อมูลที่มีอยู่ นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขในรายงานอาจไม่ตรงกับจำนวนออเดอร์ในระบบหลังบ้าน ใครก็ตามที่บอกเป็นตัวเลขเป๊ะว่าหายไปกี่เปอร์เซ็นต์คือการเดา สิ่งที่ทำได้คือรู้ว่ากลไกนี้มีอยู่ และอย่าตกใจเมื่อสองระบบไม่ตรงกัน
ทำไม Ads Manager กับเครื่องมือวิเคราะห์เว็บถึงไม่ตรงกัน
ทั้งสองระบบให้เครดิตคนละแบบตั้งแต่ต้น Meta ให้เครดิตกับการที่คนเคยคลิกหรือเห็นโฆษณาภายในหน้าต่างที่ตั้งไว้ และมักรายงานคอนเวอร์ชันย้อนไปที่วันที่คนคลิกโฆษณา ส่วนเครื่องมือวิเคราะห์เว็บมักให้เครดิตกับแหล่งที่มาของเซสชันที่เกิดการซื้อ และบันทึกที่วันที่ซื้อจริง ถ้าคนเห็นโฆษณาวันจันทร์แล้วกลับมาซื้อวันพฤหัสบดีผ่านการพิมพ์ชื่อแบรนด์ในเสิร์ช สองระบบจะบันทึกคนละที่คนละวัน ความไม่ตรงกันแบบนี้ไม่ใช่บั๊ก แต่เป็นผลจากนิยามที่ต่างกัน สิ่งที่ควรทำคือเลือกระบบหนึ่งเป็นตัวตัดสินใจหลัก แล้วใช้อีกระบบเป็นตัวตรวจทานทิศทาง
Meta Pixel และ Conversions API ทำหน้าที่อะไร
Meta Pixel คือโค้ดที่ฝังในเว็บไซต์และส่งอีเวนต์จากเบราว์เซอร์ของผู้ใช้กลับไปให้ Meta เช่น เปิดหน้าสินค้า หยิบใส่ตะกร้า เริ่มชำระเงิน หรือซื้อสำเร็จ ส่วน Conversions API คือการส่งอีเวนต์เดียวกันจากเซิร์ฟเวอร์ของคุณหรือจากระบบร้านค้ากลับไปโดยตรง ไม่ต้องผ่านเบราว์เซอร์ ประโยชน์คือเมื่อเบราว์เซอร์บล็อกหรือผู้ใช้ปฏิเสธการติดตาม เส้นทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ยังส่งข้อมูลได้อยู่ เวลาติดตั้งทั้งสองทางพร้อมกันจะต้องส่งรหัสอีเวนต์ที่ตรงกันไปด้วย เพื่อให้ Meta รวมอีเวนต์เดียวกันที่มาสองทางเป็นรายการเดียว ไม่นับซ้ำ
สร้างค่าฐานของบัญชีตัวเอง แทนการไปหาค่ามาตรฐานจากที่อื่น
คำถามที่ตอบไม่ได้อย่างซื่อสัตย์ที่สุดคือ CTR เท่าไรถึงเรียกว่าดี หรือ CPM ในไทยควรอยู่ที่เท่าไร ไม่มีตัวเลขสาธารณะที่เชื่อถือได้สำหรับเรื่องนี้ เพราะราคาต่อการแสดงผลขึ้นกับการประมูลในกลุ่มเป้าหมายของคุณ ฤดูกาล คู่แข่งที่ประมูลชนกัน ตำแหน่งโฆษณา และคุณภาพครีเอทีฟ ตัวเลขของธุรกิจอื่นจึงใช้ตัดสินบัญชีของคุณไม่ได้ ทางที่ใช้ได้จริงคือสร้างค่าฐานจากบัญชีตัวเอง
- เปิด Ads Manager แล้วปรับคอลัมน์ด้วยเมนู Columns เลือก Customise columns ให้เห็นอย่างน้อย Amount spent, Impressions, Reach, Frequency, CPM, Link clicks, CTR แบบลิงก์, Results และ Cost per result ถ้าขายของออนไลน์ให้เพิ่มมูลค่าคอนเวอร์ชันและ ROAS
- บันทึกชุดคอลัมน์นี้ไว้เป็นพรีเซ็ต จะได้เปิดดูด้วยมุมเดียวกันทุกครั้ง ไม่ใช่สลับมุมมองไปมาแล้วเทียบตัวเลขคนละชุด
- เลือกช่วงเวลาที่ยาวพอจะมีผลลัพธ์สะสมหลายสิบรายการ แล้วจดค่าที่ได้เป็นค่าฐานตั้งต้นของบัญชีคุณเอง แยกตามวัตถุประสงค์ เพราะแคมเปญคนละวัตถุประสงค์เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
- เวลาจะเทียบ ให้เทียบช่วงที่ยาวเท่ากัน หน้าต่างการระบุแหล่งที่มาเดียวกัน และเงื่อนไขคล้ายกัน เช่น ไม่เอาสัปดาห์ที่มีโปรลดราคาไปเทียบกับสัปดาห์ปกติ
- ใช้เมนู Breakdown ดูแยกตามตำแหน่งโฆษณา แพลตฟอร์ม อายุ และเพศ เพื่อดูว่าความต่างที่เห็นมาจากส่วนไหน ไม่ใช่ดูแค่ค่าเฉลี่ยรวม
เกณฑ์ง่าย ๆ สำหรับแยกสัญญาณออกจากความบังเอิญคือ ถ้าจำนวนผลลัพธ์ในช่วงที่เทียบยังนับได้ด้วยนิ้วมือ อย่าเพิ่งสรุป และถ้าความต่างระหว่างสองชุดยังพลิกกลับได้ด้วยคอนเวอร์ชันเพียงหนึ่งหรือสองรายการ นั่นยังไม่ใช่ข้อสรุป ปล่อยให้เก็บข้อมูลต่อ หรือเพิ่มงบเฉพาะตัวที่กำลังทดสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลเร็วขึ้น
ตั้งชื่อและติดพารามิเตอร์ให้ตรวจสอบย้อนหลังได้
ตั้งชื่อแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาด้วยรูปแบบเดียวกันทั้งบัญชี เช่น ระบุวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และเวอร์ชันครีเอทีฟไว้ในชื่อ แล้วติดพารามิเตอร์ UTM ที่ลิงก์ปลายทางให้ตรงกับชื่อนั้น เมื่อถึงเวลาที่ตัวเลขสองระบบไม่ตรงกัน คุณจะไล่ย้อนได้ว่าทราฟฟิกก้อนไหนมาจากโฆษณาชิ้นไหน แทนที่จะเถียงกันด้วยความรู้สึก
ยิงแอด Facebook ในตลาดไทยต่างจากที่อื่นตรงไหน
ความต่างที่กระทบการตั้งแคมเปญมากที่สุดคือ ลูกค้าไทยจำนวนมากปิดการขายในแชท ไม่ใช่ในหน้าตะกร้าสินค้า เส้นทางที่พบบ่อยคือเห็นโฆษณา ทักเข้ามาถามราคาหรือขอสต๊อก แล้วคุยจนจบดีลในห้องแชท ซึ่งแปลว่าคอนเวอร์ชันจริงเกิดนอกเว็บไซต์ และ Pixel มองไม่เห็น
ผลที่ตามมามีสามอย่างที่ต้องจัดการ อย่างแรก ต้องนิยามให้ชัดว่าอะไรคือลีดที่นับ การทักเข้ามาหนึ่งข้อความยังไม่ใช่ลีด ถ้านับทุกข้อความเป็นผลลัพธ์ ต้นทุนต่อลีดจะดูสวยแต่ทีมขายจะบอกว่าคุยไม่ได้เรื่อง อย่างที่สอง ถ้าคุณเก็บผลของบทสนทนาไว้ในระบบจัดการแชทหรือ CRM อยู่แล้ว การส่งเหตุการณ์ที่กลายเป็นลูกค้าจริงกลับเข้าไปผ่าน Conversions API จะทำให้ระบบเรียนรู้จากคุณภาพ ไม่ใช่จากปริมาณข้อความ อย่างที่สาม ครีเอทีฟและข้อความในโฆษณาต้องเขียนเป็นภาษาไทยที่คนอ่านแล้วรู้ทันทีว่าต้องทำอะไรต่อ การแปลตรงตัวจากแคมเปญภาษาอังกฤษมักได้ประโยคที่อ่านแล้วสะดุดและกดต่อน้อยลง
อีกเรื่องที่ต่างคือจังหวะเวลา ช่วงแคมเปญเลขซ้ำของมาร์เก็ตเพลสและช่วงเทศกาลยาว จะมีผู้ลงโฆษณาเข้ามาประมูลชนกันเยอะขึ้น ต้นทุนต่อการแสดงผลในกลุ่มเป้าหมายเดียวกันจึงขยับขึ้นได้โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด นี่เป็นอีกเหตุผลที่ต้องเทียบกับค่าฐานของตัวเองแบบช่วงต่อช่วง แทนการเทียบกับตัวเลขลอย ๆ ที่อ่านมาจากที่อื่น
รับยิงแอด Facebook ควรเลือกจากอะไร
ถ้าตัดสินใจจ้างทีมมาดูแล สิ่งที่ควรถามไม่ใช่ว่าเคยทำยอดให้ใครได้เท่าไร แต่เป็นเรื่องกระบวนการที่ตรวจสอบได้ ลองใช้รายการนี้เป็นคำถามตั้งต้น
- เขาจะเลือกวัตถุประสงค์ไหนให้แคมเปญของคุณ และอธิบายได้ไหมว่าทำไมไม่เลือกอีกตัว
- ระบบส่งสัญญาณคอนเวอร์ชันจะติดตั้งอย่างไร ใช้ Pixel อย่างเดียวหรือมี Conversions API ด้วย และอีเวนต์ไหนบ้างที่จะถูกส่ง
- หน้าต่างการระบุแหล่งที่มาที่จะใช้รายงานคืออะไร และรายงานจะเทียบช่วงเวลาแบบไหน
- ใครเป็นคนผลิตครีเอทีฟ รอบการเปลี่ยนครีเอทีฟถี่แค่ไหน และใช้สัญญาณอะไรตัดสินว่าถึงเวลาเปลี่ยน
- บัญชีโฆษณา เพจ Pixel และชุดข้อมูลอยู่ในความเป็นเจ้าของของคุณหรือของเอเจนซี เพราะถ้าเลิกจ้างแล้วข้อมูลย้อนหลังไม่ได้อยู่กับคุณ คุณจะเริ่มนับหนึ่งใหม่
ทีมที่ทำงานเป็นระบบจะวางแคมเปญ Facebook ให้ต่อกับส่วนอื่นของแผนด้วย เช่น เอาคนที่เข้าเว็บมาแล้วไปทำ Remarketing ต่อ ขยายไปยังโฆษณาบน Instagram ในแคมเปญเดียวกัน และดูภาพรวมของโซเชียลทั้งหมดในที่เดียว แทนที่จะดูแค่ตัวเลขในบัญชีเดียว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยิงแอด Facebook
เลือก objective ไหนดีถ้าอยากได้ยอดขาย
เลือก Sales และกำหนดอีเวนต์คอนเวอร์ชันเป็นการซื้อสำเร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าเว็บไซต์ต้องส่งอีเวนต์นั้นกลับเข้าระบบได้จริงผ่าน Pixel หรือ Conversions API ถ้ายังไม่มีสัญญาณคอนเวอร์ชันส่งกลับ ระบบจะไม่มีข้อมูลให้เรียนรู้ว่าใครคือคนซื้อ กรณีนั้นให้ไปติดตั้งการวัดผลให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเปิดแคมเปญแบบ Sales
ทำไมยอดขายใน Ads Manager ไม่เท่ากับออเดอร์ในระบบหลังบ้าน
เพราะสองระบบให้เครดิตคนละกติกาและบันทึกคนละวัน Meta นับคอนเวอร์ชันที่เกิดภายในหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาที่คุณตั้งไว้และมักรายงานย้อนไปที่วันที่คนคลิกโฆษณา ส่วนระบบหลังบ้านบันทึกที่วันที่เกิดคำสั่งซื้อ นอกจากนี้คอนเวอร์ชันบางส่วนถูกประมาณค่าเพราะข้อจำกัดการติดตามบนอุปกรณ์และเบราว์เซอร์ ให้เลือกระบบหนึ่งเป็นตัวตัดสินใจหลักและใช้อีกระบบตรวจทานทิศทาง
ควรใช้งบเท่าไรต่อวันถึงจะพอ
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะงบที่พอคืองบที่ทำให้ชุดโฆษณาสะสมผลลัพธ์ได้เร็วพอที่ระบบจะเรียนรู้ ซึ่งขึ้นกับต้นทุนต่อผลลัพธ์ของคุณเอง วิธีประมาณคือดูต้นทุนต่อผลลัพธ์ที่บัญชีคุณทำได้จริงในช่วงที่ผ่านมา แล้วตั้งงบต่อวันให้ได้ผลลัพธ์หลายรายการต่อวันต่อหนึ่งชุดโฆษณา ถ้าทำไม่ได้ ให้ลดจำนวนชุดโฆษณาลงแทนการเกลี่ยงบบาง ๆ ให้ทุกชุด
ยิงแอดแล้วได้แต่คนทักมาถามราคาแล้วหาย แก้อย่างไร
เริ่มจากนิยามใหม่ว่าอะไรคือผลลัพธ์ที่นับ แล้วส่งสัญญาณนั้นกลับเข้าระบบ ถ้าคุณสั่งให้ระบบไปหาคนที่ชอบทักข้อความ มันก็จะหาคนที่ชอบทักข้อความมาให้ ทางแก้คือนับเฉพาะบทสนทนาที่ผ่านเกณฑ์ เช่น มีการขอใบเสนอราคาหรือกรอกข้อมูลครบ แล้วส่งเหตุการณ์นั้นกลับผ่าน Conversions API พร้อมกับเขียนโฆษณาให้คัดกรองตั้งแต่ต้น เช่น ระบุช่วงราคาและเงื่อนไขไว้ในตัวโฆษณา
ต้องแยกแคมเปญ Facebook กับ Instagram ไหม
ไม่จำเป็นต้องแยกตั้งแต่แรก แคมเปญเดียวส่งโฆษณาไปได้ทั้งสองแพลตฟอร์มและระบบจะกระจายงบไปยังตำแหน่งที่ให้ผลดีกว่า วิธีที่ดีกว่าคือปล่อยให้รวมกันก่อน แล้วใช้เมนู Breakdown ดูแยกตามแพลตฟอร์มและตำแหน่งโฆษณา ถ้าเห็นว่าตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งให้ผลต่างกันชัดเจนและมีข้อมูลมากพอ ค่อยแยกออกมาเป็นชุดโฆษณาของตัวเองพร้อมครีเอทีฟที่ทำมาเพื่อตำแหน่งนั้น
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพบว่าบัญชีของคุณติดอยู่ที่การเลือกวัตถุประสงค์หรือการวัดผลที่ยังไม่ตรง ทีมของ Relevant Audience ดูแลงานส่วนนี้อยู่ทั้งการวางโครงสร้างแคมเปญและการติดตั้งการวัดผล อ่านรายละเอียด บริการโฆษณาบน Facebook หรือคุยกับทีมเรื่องภาพรวมโฆษณาโซเชียลทั้งหมดได้ที่ Relevant Social Ads







