Google เผยแพร่เอกสารช่วยเหลือฉบับใหม่ชื่อ "About Local customer optimization within Performance Max campaign for store goals" และ Search Engine Roundtable รายงานการพบเอกสารนี้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ประเด็นที่สำคัญที่สุดในเอกสารไม่ใช่ตัวฟีเจอร์ แต่เป็นข้อจำกัด เพราะ Google ระบุตรง ๆ ว่า Local customer optimization ใช้ร่วมกับเป้าหมายแคมเปญแบบออนไลน์ไม่ได้ และใช้ร่วมกับแคมเปญ Performance Max ที่มีสินค้าจาก Merchant Center ไม่ได้เช่นกัน
ประโยคเดียวนี้กำหนดโครงสร้างบัญชีของธุรกิจที่มีหลายสาขาไปทั้งหมด แคมเปญ Performance Max แบบ store goals ที่เปิด Local customer optimization จะเป็นแคมเปญเดียวกับที่ดึงฟีดสินค้าไม่ได้ และจะตั้งเป้าหมายคอนเวอร์ชันออนไลน์ในแคมเปญเดียวกันไม่ได้ ใครที่ใช้เวลาสองปีที่ผ่านมารวมทุกอย่างไว้ในแคมเปญ Performance Max เดียว กำลังมองอยู่ที่การแยกโครงสร้างบัญชีครั้งใหญ่
Google เผยแพร่อะไรเมื่อ 12 สิงหาคม 2026
Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ว่า Google โพสต์หน้าช่วยเหลือใหม่ชื่อ "About Local customer optimization within Performance Max campaign for store goals" และหน้านั้นลิงก์ไปยังเอกสารคู่กันอีกฉบับชื่อ "About Performance Max for store goals" โดย Barry Schwartz อธิบายว่าทั้งสองหน้าคือการที่ Google เตรียมเอกสารรองรับการย้าย Local Services Ads เข้าสู่แพลตฟอร์ม Google Ads หลักตามที่เคยประกาศไว้ และตัวเลือก Performance Max ที่อธิบายในเอกสารนี้คือปลายทางที่แคมเปญ Local Services Ads จะย้ายไปอยู่
Google อธิบายฟีเจอร์นี้ด้วยถ้อยคำของตัวเองว่า Local customer optimization ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาจัดลำดับความสำคัญไปที่ลูกค้าที่อยู่ใกล้หรือสนใจพื้นที่ธุรกิจของคุณ และพร้อมลงมือทำทันที เช่น เข้ามาที่ร้านหรือติดต่อกลับ Google เสริมว่าฟีเจอร์นี้ตั้งใจเข้าถึงผู้คนในจังหวะที่สำคัญที่สุด คือช่วงที่กำลังเดินทาง วางแผนการเดินทาง หรือค้นหาสถานที่บน Google Maps, Waze หรือ Google Search สำหรับบริการในพื้นที่ที่สนใจ
ถ้าอ่านให้ละเอียด เจตนาของการกำหนดเป้าหมายแบบนี้แคบกว่าการตั้งค่าตำแหน่งที่ตั้งแบบเดิม Google ไม่ได้พูดถึงเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในรัศมีที่กำหนด แต่กำลังพูดถึงคนที่กำลังเคลื่อนที่ กำลังวางแผนเส้นทาง หรือกำลังเปิดหาสถานที่อยู่ ซึ่งเป็นสภาวะเชิงพฤติกรรมมากกว่าสภาวะเชิงภูมิศาสตร์ และ Google ไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดว่าระบบตัดสินสภาวะนั้นอย่างไร ทำงานร่วมกับการตั้งค่าตำแหน่งที่ตั้งเดิมอย่างไร หรือผู้ลงโฆษณาจะควบคุมอะไรได้บ้างนอกจากการเปิดหรือปิดฟีเจอร์
Performance Max for store goals ในคำอธิบายของ Google
เอกสารคู่กันระบุว่าแคมเปญ Performance Max สำหรับเป้าหมายร้านค้าออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจมอบข้อมูลที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ว่าจะไปที่ร้านเมื่อไรและไปอย่างไร Google ระบุว่าแคมเปญประเภทนี้โปรโมตร้านค้าผ่าน Google Search Network, Google Maps, Waze, YouTube, Gmail และ Google Display Network โดยวิธีทำงานยังเป็นรูปแบบเดิมของ Performance Max คือผู้ลงโฆษณาใส่ข้อความไม่กี่บรรทัด ใส่ชิ้นงานครีเอทีฟ และกำหนดงบประมาณ จากนั้นระบบจะจัดการส่วนที่เหลือเพื่อช่วยให้ลูกค้าหาธุรกิจเจอ
Google ระบุประโยชน์ของ Local customer optimization ไว้สองข้อ ข้อแรกคือการจับลูกค้าที่พร้อมลงมือทำ ซึ่งอธิบายว่าเป็นการเข้าถึงผู้ใช้ที่พร้อมทำบางอย่างทันที ขณะที่กำลังวางแผนเส้นทาง ค้นหาบริการ หรือเดินทางอยู่ใกล้ที่ตั้งธุรกิจ ข้อที่สองคือการเข้าถึงคนในพื้นที่แบบเจาะจง ซึ่งอธิบายว่าเป็นการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ใกล้พื้นที่ธุรกิจ โดยส่งงบประมาณแคมเปญไปยังโฆษณาที่ปรับให้เข้ากับพื้นที่บนช่องทางอย่าง Google Maps, Waze และรูปแบบโฆษณาท้องถิ่นบน Google Search
ข้อความทั้งสองข้อเป็นถ้อยคำการตลาดจากหน้าช่วยเหลือ ไม่มีตัวเลขผลลัพธ์ ไม่มีเกณฑ์เปรียบเทียบ ไม่มีผลการทดสอบ และไม่มีชื่อผู้ลงโฆษณาที่ใช้จริงประกอบ ควรอ่านในฐานะคำอธิบายเจตนาของฟีเจอร์ ไม่ใช่หลักฐานว่าผลลัพธ์จะดีขึ้น
ข้อจำกัดคือข่าวจริงของเรื่องนี้
Google ระบุในหน้าเดียวกันว่า Local customer optimization ใช้ร่วมกับเป้าหมายแคมเปญออนไลน์ไม่ได้ และใช้ร่วมกับแคมเปญ Performance Max ที่มีสินค้าจาก Merchant Center ไม่ได้ ข้อยกเว้นสองข้อนี้มีผลตามมาที่เอกสารไม่ได้อธิบายต่อ
ผลตามมาข้อแรกคืองบประมาณ สองแคมเปญหมายถึงสองงบประมาณที่ต้องตั้งและคุมการใช้จ่ายแยกกัน ในแคมเปญ Performance Max เดียว งบจะไหลไปยังส่วนที่ระบบมองว่าได้ผลโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อแยกเป็นสองแคมเปญ งบจะไม่ไหลข้ามให้ การแบ่งงบระหว่างการดึงคนเข้าร้านกับการขายออนไลน์จึงกลับมาเป็นการตัดสินใจของคนอีกครั้งทุกเดือน
ผลตามมาข้อที่สองคือการตั้งค่าคอนเวอร์ชัน แคมเปญ store goals ที่ปรับให้ได้การเข้าร้าน การโทร และการขอเส้นทาง กำลังถูกสั่งให้ให้คุณค่ากับผลลัพธ์คนละแบบกับแคมเปญที่ปรับให้ได้การซื้อออนไลน์หรือการกรอกฟอร์ม เมื่อสองอย่างนี้อยู่คนละแคมเปญ การตั้งค่าเป้าหมายคอนเวอร์ชันระดับแคมเปญต้องตั้งอย่างตั้งใจ ไม่ใช่รับค่ามาจากค่าเริ่มต้นของบัญชี บัญชีที่ไม่เคยเก็บกวาดเป้าหมายคอนเวอร์ชันจะเจอปัญหานี้ในจังหวะที่แย่ที่สุด
ผลตามมาข้อที่สามคือฟีดสินค้า ร้านค้าที่ใช้ฟีด Merchant Center ใน Performance Max มีแคมเปญที่พึ่งพารายได้อยู่แล้ว และตามคำระบุของ Google แคมเปญนั้นจะเปิด Local customer optimization ไม่ได้ ดังนั้นเครือร้านค้าที่ต้องการทั้งยอดขายออนไลน์จากฟีดและการเข้าร้านที่ปรับตามพื้นที่ จึงต้องมีสองแคมเปญโดยเงื่อนไขของระบบ ไม่ใช่โดยความชอบของทีม
ยังมีคำถามที่เอกสารไม่ได้ตอบอีกข้อ เมื่อแคมเปญ Performance Max สองแคมเปญในบัญชีเดียวกันสามารถแสดงผลให้ผู้ใช้คนเดียวกันบนช่องทางเดียวกันได้ ที่ผ่านมา Google จัดการเรื่องนี้ภายในด้วยอันดับโฆษณา และรายงานก็ไม่ได้ทำให้เห็นการทับซ้อนได้ง่าย ส่วนคำถามที่ว่าแคมเปญ store goals ที่เปิด Local customer optimization จะแข่งกับแคมเปญ Performance Max ที่มีฟีด Merchant Center ในบัญชีเดียวกันหรือถูกแยกออกจากกันโดยตั้งใจ ไม่มีคำตอบอยู่ในข้อความที่เผยแพร่ นี่เป็นคำถามที่ควรถามตัวแทน Google มากกว่าจะเดาคำตอบเอาเอง
สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก
เรื่องนี้คือการพบเอกสารช่วยเหลือ ไม่ใช่การประกาศเปิดตัว Google ไม่ได้ออกบล็อกโพสต์ ไม่ได้ออกบันทึกการอัปเดต และไม่ได้ออกคำแถลงเรื่องความพร้อมใช้งานควบคู่กัน สิ่งที่ไม่มีอยู่ในเอกสารมีดังนี้
- ไม่มีวันเปิดตัวและไม่มีกำหนดการทยอยปล่อยฟีเจอร์
- ไม่มีรายชื่อประเทศ จึงไม่มีพื้นฐานให้พูดได้ว่าใช้ได้ในประเทศไทยหรือที่ใดก็ตาม
- ไม่มีเงื่อนไขคุณสมบัติ เช่น จำนวนสาขาขั้นต่ำ สถานะโปรไฟล์ธุรกิจที่ต้องมี หรือข้อจำกัดตามประเภทธุรกิจ
- ไม่มีรายละเอียดการรายงานผล จึงไม่ทราบว่า Local customer optimization จะมีส่วนรายงานของตัวเอง มีคอลัมน์ของตัวเอง หรือไม่มีให้เห็นเลย
- ไม่มีกำหนดเวลาสำหรับการย้าย Local Services Ads ที่เอกสารชุดนี้เตรียมรองรับอยู่
- ไม่มีข้อมูลเรื่องการเสนอราคา ไม่มีประเภทเป้าหมายการเสนอราคา และไม่มีคำแนะนำเรื่องการกำหนดมูลค่าการเข้าร้าน
เอกสารช่วยเหลือบางครั้งปรากฏก่อนการปล่อยฟีเจอร์ไม่กี่วัน และบางครั้งปรากฏล่วงหน้าเป็นเดือน อีกทั้งยังถูกแก้ไขก่อนเปิดตัวได้ตลอด ข้อมูลชุดนี้จึงไม่ควรถูกอ่านว่าเป็นฟีเจอร์ที่เปิดใช้ได้ในวันนี้
สรุปเอกสารสองฉบับในตารางเดียว
ข้อมูลทั้งหมดด้านล่างมาจากหน้าช่วยเหลือสองหน้าของ Google ตามที่ Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดยไม่มีการเติมข้อมูลอื่น
| รายการ | สิ่งที่เอกสารของ Google ระบุ | สถานะตามที่เผยแพร่ |
|---|---|---|
| Local customer optimization | จัดลำดับความสำคัญไปที่ลูกค้าที่อยู่ใกล้หรือสนใจพื้นที่ธุรกิจ และพร้อมเข้าร้านหรือติดต่อทันที | มีเอกสาร แต่ไม่ระบุวันเปิดตัว |
| Performance Max for store goals | โปรโมตร้านค้าผ่าน Search, Maps, Waze, YouTube, Gmail และ Display Network จากข้อความ ชิ้นงาน และงบประมาณ | มีเอกสารคู่กันอีกฉบับ |
| ความเข้ากันได้ | ใช้ร่วมกับเป้าหมายแคมเปญออนไลน์ไม่ได้ และใช้ร่วมกับแคมเปญ Performance Max ที่มีสินค้าจาก Merchant Center ไม่ได้ | ระบุตรง ๆ ในเอกสารช่วยเหลือ |
| Local Services Ads | ถูกอธิบายว่ากำลังย้ายเข้าสู่แพลตฟอร์ม Google Ads หลัก โดยมีตัวเลือก Performance Max นี้เป็นปลายทาง | ไม่ระบุกำหนดเวลาในเอกสาร |
บทวิเคราะห์สำหรับนักการตลาดไทย
ส่วนต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience ไม่ใช่คำแถลงของ Google เพราะ Google ไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยไว้เลย
Waze และ Google Maps ครองสัดส่วนการนำทางในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพจำนวนมาก และการวางแผนเส้นทางในเมืองที่รถติดขนาดนี้เป็นนิสัยประจำวันมากกว่าเรื่องที่ทำเป็นครั้งคราว ฟีเจอร์ที่สร้างขึ้นรอบพฤติกรรมของคนที่กำลังเดินทาง กำลังวางแผนเส้นทาง หรือกำลังเปิดหาสถานที่ จึงเข้ากับพฤติกรรมผู้ใช้ไทยบนมือถืออย่างชัดเจน และนั่นคือเหตุผลที่ควรอ่านเงื่อนไขความเข้ากันได้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่หลังจากฟีเจอร์มาถึงบัญชีแล้ว
ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือธุรกิจที่มีหลายสาขาแต่มีแคมเปญเดียว เช่น เครือคลินิก โชว์รูมรถยนต์และศูนย์บริการ เครือร้านอาหาร ฟิตเนส และร้านค้าปลีกที่มีทั้งหน้าร้านและร้านออนไลน์ ในบัญชีไทยจำนวนมาก ทราฟฟิกทั้งหมดวิ่งผ่านแคมเปญ Performance Max เดียวเพราะเป็นวิธีที่ดูแลง่ายที่สุด ถ้า Local customer optimization มาถึงพร้อมเงื่อนไขความเข้ากันได้แบบเดิม โครงสร้างแบบนั้นต้องถูกแยกออก และจุดที่บัญชีมักพังคือตอนแยกนี่เอง งบถูกหั่นครึ่งโดยไม่มีแผน เป้าหมายคอนเวอร์ชันถูกรับค่ามาผิด และข้อมูลการเข้าร้านหยุดถูกนับไปเงียบ ๆ
อีกปัญหาหนึ่งคืองานพื้นฐาน แคมเปญแบบ store goals พึ่งพาชิ้นงานตำแหน่งที่ตั้งและโปรไฟล์ธุรกิจที่เชื่อมไว้ของทุกสาขา บัญชีไทยจำนวนมากยังมีที่อยู่สาขาเก่า มีสาขาที่ปิดไปแล้วแต่ไม่เคยลบออก มีชื่อไทยกับชื่ออังกฤษที่ไม่ตรงกัน และมีเวลาทำการที่อัปเดตล่าสุดตั้งแต่ก่อนรีโนเวต เรื่องพวกนี้แทบไม่กระทบแคมเปญออนไลน์ที่ขับด้วยฟีด แต่กระทบเต็ม ๆ กับแคมเปญที่มีหน้าที่พาคนไปยืนหน้าประตูร้านจริง ทีมที่ลงทุนกับงาน Local SEO อยู่แล้วจะพบว่างานโปรไฟล์ธุรกิจซ้อนทับกับงานฝั่งโฆษณาเกือบทั้งหมด
สิ่งที่ควรจัดให้เรียบร้อยก่อนฟีเจอร์มาถึงบัญชี
รายการต่อไปนี้ไม่ต้องรอให้ฟีเจอร์เปิดตัว ทุกข้อช่วยบัญชีที่เน้นการเข้าร้านได้ตั้งแต่วันนี้ และลดงานที่ต้องทำทีหลัง
- ตรวจโปรไฟล์ธุรกิจทุกแห่งที่คุณดูแล ทีละสาขา ทั้งที่อยู่ หมวดหมู่ เบอร์โทร เวลาทำการ และรูปแบบชื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมลบหรือขอสิทธิ์โปรไฟล์ที่ซ้ำกัน
- ตรวจว่าชิ้นงานตำแหน่งที่ตั้งเชื่อมไว้ในระดับบัญชีใน Google Ads แล้ว และกลุ่มตำแหน่งที่ตั้งมีสาขาที่คุณโฆษณาอยู่จริง กลุ่มตำแหน่งที่ว่างหรือเก่าเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้แคมเปญร้านค้าแสดงผลได้ไม่เต็มที่
- แยกคอนเวอร์ชันการเข้าร้านและการโทรออกจากคอนเวอร์ชันการซื้อออนไลน์หรือการกรอกฟอร์มในรายการ conversion actions และยืนยันว่าตัวไหนถูกตั้งเป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญใด ถ้าการแยกแคมเปญกำลังจะมา คุณควรมีเป้าหมายที่แยกออกจากกันได้ตั้งแต่ตอนนี้
- ทำรายการว่าแคมเปญ Performance Max ตัวไหนของคุณพึ่งฟีด Merchant Center อยู่ เพราะตามคำระบุของ Google แคมเปญเหล่านั้นจะเปิด Local customer optimization ไม่ได้เลย และนั่นคือเส้นแบ่งของการแยกโครงสร้าง
- ตัดสินใจล่วงหน้าว่างบสำหรับการดึงคนเข้าร้านมีค่าเท่าไรเมื่อเทียบกับงบขายออนไลน์ เพราะทันทีที่แคมเปญแยกกัน ตัวเลขนี้จะไม่ถูกจัดสรรอัตโนมัติอีกต่อไป
- แก้ระบบตั้งชื่อแคมเปญเสียตั้งแต่ตอนนี้ ให้แยกออกได้ทันทีในรายงานว่าแคมเปญไหนเป็น store goals และแคมเปญไหนเป็นออนไลน์ เรื่องนี้ฟังดูเล็กจนกระทั่งบัญชีมีสิบสี่แคมเปญและไม่มีใครบอกได้ว่าตัวไหนคือแคมเปญท้องถิ่น
ผู้ลงโฆษณาที่อยากคงโครงสร้างรวมแบบเดิมไว้ควรวางแผนฝั่งการรายงานผลด้วย ถ้าการเข้าร้านกับการขายออนไลน์ไม่ได้อยู่ในแคมเปญเดียวกันแล้ว ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันแบบรวมที่คุณรายงานผู้บริหารมาตลอดจะไม่ใช่ตัวเลขเดียวอีกต่อไป การตกลงกันเรื่องมูลค่าของการเข้าร้านก่อนที่จะแยกแคมเปญ ช่วยเลี่ยงบทสนทนาที่ลำบากในภายหลัง ทีมที่ดูแล Google Ads โดยมีทั้งสองเป้าหมายอยู่ในที่เดียวกันควรเริ่มคุยเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนี้
คำถามที่นักการตลาดกำลังถาม
Local customer optimization ใช้ได้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ Google เผยแพร่เอกสารช่วยเหลือที่ไม่มีรายชื่อประเทศ ไม่มีคำแถลงเรื่องความพร้อมใช้งาน และไม่มีวันเปิดตัว จึงไม่มีพื้นฐานให้อ้างว่าใช้ได้ในไทยหรือในตลาดใดก็ตาม ถ้าฟีเจอร์ปรากฏในบัญชีของคุณ นั่นคือหลักฐาน ส่วนหน้าช่วยเหลือไม่ใช่หลักฐาน
ต้องแก้อะไรในบัญชีวันนี้ไหม
ไม่ต้อง เพราะยังไม่มีอะไรเปิดตัวที่บังคับให้ต้องแก้บัญชี งานเตรียมที่คุ้มค่าคืองานที่ได้ประโยชน์อยู่แล้วไม่ว่าฟีเจอร์จะมาหรือไม่ ได้แก่ โปรไฟล์ธุรกิจที่ถูกต้อง ชิ้นงานตำแหน่งที่ตั้งที่ทำงานจริง และ conversion actions ที่แยกการเข้าร้านออกจากการขายออนไลน์
ยังรวมทุกอย่างไว้ในแคมเปญ Performance Max เดียวได้ไหม
ไม่ได้ ถ้าคุณต้องการใช้ Local customer optimization ตามเอกสารของ Google เอง Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้ใช้ร่วมกับเป้าหมายแคมเปญออนไลน์ไม่ได้ และใช้ร่วมกับแคมเปญ Performance Max ที่มีสินค้าจาก Merchant Center ไม่ได้ แปลว่าแคมเปญ store goals ที่ใช้ฟีเจอร์นี้ต้องแยกออกจากแคมเปญที่มีฟีดและเป้าหมายคอนเวอร์ชันออนไลน์
สิ่งนี้มาแทน Local Services Ads หรือไม่
Google เคยระบุว่า Local Services Ads กำลังย้ายเข้าสู่แพลตฟอร์ม Google Ads หลัก และ Search Engine Roundtable อธิบายว่าตัวเลือก Performance Max นี้คือปลายทางของการย้ายดังกล่าว แต่เอกสารไม่ได้เผยแพร่กำหนดเวลา กลไกการย้าย หรือคำแนะนำสำหรับผู้ลงโฆษณา จึงยังไม่ทราบว่างบและลีดของ Local Services Ads เดิมจะถูกโอนย้ายอย่างไร
ฟีด Merchant Center ของเราจะใช้ไม่ได้หรือเปล่า
ไม่มีข้อความใดในเอกสารที่บอกว่าฟีดจะใช้ไม่ได้ เอกสารบอกว่า Local customer optimization ใช้ร่วมกับแคมเปญ Performance Max ที่มีสินค้าจาก Merchant Center ไม่ได้ ซึ่งเป็นคำระบุเรื่องการรวมสองอย่างไว้ในแคมเปญเดียว ไม่ใช่การจำกัดการใช้ฟีด
ก่อนที่การแยกแคมเปญจะมาถึง
สิ่งที่ควรทำตอนนี้เป็นงานที่น่าเบื่อ คือจัดข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง conversion actions และระบบตั้งชื่อแคมเปญให้อยู่ในสภาพที่การแยกแคมเปญ Performance Max ใช้เวลาครึ่งวัน ไม่ใช่การรื้อสร้างใหม่ทั้งบัญชี ถ้าบัญชีของคุณมีหลายสาขาแต่มีแคมเปญเดียวทำทุกอย่าง นั่นคือสถานการณ์ที่เอกสารชุดนี้กระทบมากที่สุด เรายินดีช่วยดูว่าการแยกแคมเปญแบบ store goals จะทำงานอย่างไรในบัญชีของคุณ และการรันสองงบแทนหนึ่งงบจะมีต้นทุนเท่าไร







