A frosted glass badge hovering above layered abstract panels, representing disclosure labels applied to advertising creative.

Google Ads บังคับติดป้ายกำกับชิ้นงานโฆษณาที่สร้างด้วย AI

Google AdsJuly 16, 2026
By Antonio Fernandez

Google Ads เริ่มบังคับติดป้ายกำกับ (disclosure label) บอกว่าชิ้นงานโฆษณาถูกสร้างหรือแก้ไขด้วย generative AI หรือไม่ ถ้าชิ้นงานทำจากเครื่องมือ generative AI ของ Google เอง ระบบจะติดป้ายให้อัตโนมัติ แต่ถ้าใช้เครื่องมือ AI ของเจ้าอื่น ผู้ลงโฆษณาต้องเป็นคนแจ้งเองผ่านตัวควบคุมตัวใหม่ Search Engine Journal รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026

ป้ายนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง

ครอบคลุมเกือบทั้งระบบโฆษณาของ Google ได้แก่ Search, YouTube, Discover, Display & Video 360, Campaign Manager 360, Merchant Center และ Ads Editor โดยจะทยอยปล่อยตลอดเดือนกรกฎาคม 2026

ฝั่งผู้ใช้ทั่วไปจะเห็นรายละเอียดได้ใน My Ad Center ผ่านแผงที่ชื่อว่า "How this ad was made"

ของ Google ติดให้เอง ของเจ้าอื่นต้องแจ้งเอง

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องในเชิงปฏิบัติ

Google รู้อยู่แล้วว่าเครื่องมือ AI ของตัวเองไปแตะชิ้นงานไหนบ้าง จึงติดป้ายให้เองโดยไม่ต้องมีใครบอก แต่ Google ไม่มีทางรู้เลยว่าดีไซเนอร์ไปเจนพื้นหลังมาจากเครื่องมือเจ้าอื่น หรือขยายภาพให้พอดีกับ placement หรือใช้ generative fill ลบของที่ไม่ต้องการออกจากภาพสินค้า การแจ้งเรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของผู้ลงโฆษณา ผ่านตัวควบคุมตัวใหม่

แปลว่าความถูกต้องของป้ายขึ้นอยู่กับว่า คนที่กดอัปโหลดโฆษณารู้หรือไม่ว่าไฟล์นั้นผ่านมืออะไรมาบ้างก่อนถึงมือเขา ซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยมีใครจดไว้

ป้ายจะโชว์ที่ไหน

ป้ายจะแสดงให้ผู้ใช้เห็นในเขตอำนาจศาลที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องแสดง Google ระบุชื่อไว้สามแห่งคือ สหภาพยุโรป อินเดีย และรัฐนิวยอร์ก แต่ประกาศใช้คำว่า "including" แปลว่านั่นไม่จำเป็นต้องเป็นรายชื่อทั้งหมด และ Google ก็ไม่ได้เปิดรายชื่อเต็มออกมา ในประกาศไม่มีการพูดถึงประเทศไทยทั้งในแง่ว่าเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ฉะนั้นให้ถือว่าสามแห่งที่ระบุคือขั้นต่ำ ไม่ใช่เพดาน

ส่วนที่ตกมาอยู่กับเอเจนซี

ตัวควบคุมของ Google ให้สวิตช์มาให้ แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่ควรเปิดสวิตช์

การตัดสินว่าชิ้นงานหนึ่งนับเป็น AI-created หรือ AI-edited หรือไม่ และการตัดสินว่ามันเข้าเงื่อนไขต้องแจ้งในตลาดไหนบ้าง เป็นเรื่องที่ตกอยู่กับผู้ลงโฆษณาและคนที่ดูแลบัญชีให้ ภาพสินค้าที่ใช้ generative fill ลบปลั๊กไฟออก ภาพ hero ที่ผ่านการ upscale พื้นหลังที่เปลี่ยนด้วยเครื่องมือเจ้าอื่น ทั้งหมดนี้ต้องมีคนตัดสินทีละชิ้น และคนนั้นไม่ใช่ Google

ก่อนจะเป็นปัญหากฎหมาย มันเป็นปัญหาเอกสารก่อน เพราะไม่มีใครแจ้งสิ่งที่ไม่มีใครบันทึกไว้ได้

นักการตลาดไทยต้องดูอะไร

แยกเป็นสองสถานการณ์ ความเร่งด่วนต่างกัน

ถ้าแคมเปญของคุณยิงในไทยอย่างเดียวตลอด ป้ายอาจไม่เคยแสดงให้กลุ่มเป้าหมายของคุณเห็นเลย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะข้ามการแจ้ง เพราะคุณคุมไม่ได้ว่ารายชื่อของ Google จะขยับไปทางไหนต่อ และชิ้นงานที่ทำไว้สำหรับตลาดหนึ่งก็ถูกหยิบไปใช้ต่ออีกตลาดบ่อยกว่าที่มีเดียแพลนไหนยอมรับ

ส่วนถ้าคุณยิงโฆษณาที่ไปถึงสหภาพยุโรป อินเดีย หรือรัฐนิวยอร์ก ซึ่งผู้ลงโฆษณาไทยจำนวนไม่น้อยก็ยิงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ส่งออก โรงแรมที่ขายนักท่องเที่ยวยุโรป หรือใครก็ตามที่มีแผนสื่อระดับสากล การแจ้งไม่ใช่ทางเลือก และป้ายจะขึ้นบนโฆษณาของคุณแน่นอน

เคสที่น่าปวดหัวที่สุดคือเคสตรงกลาง คือแบรนด์ไทยที่เอเจนซี ฟรีแลนซ์ และโปรดักชันเฮาส์ ใช้เครื่องมือ AI กันแบบไม่ได้จดอะไรไว้ แล้วแคมเปญนั้นดันถูกขยายไปต่างประเทศในไตรมาสถัดไป ช่องว่างเรื่องเอกสารจะมาเจ็บตรงนี้

สิ่งที่ต้องปรับในเวิร์กโฟลว์

  • ถามเรื่อง AI ตั้งแต่ตอนทำบรีฟ ไม่ใช่ตอนอัปโหลด เพราะพอชิ้นงานมาถึง Ads Editor แล้ว คนที่กดอัปโหลดมักไม่รู้แล้วว่าภาพนั้นเกิดขึ้นมาอย่างไร
  • บันทึกเป็นรายชิ้นงาน ไม่ใช่รายแคมเปญ ภาพเดียวใน 12 ภาพที่ใช้ AI ขยายพื้นหลัง ก็ยังนับเป็นชิ้นงานที่แก้ด้วย AI อยู่ดี
  • ขอเป็นลายลักษณ์อักษรจากฟรีแลนซ์และโปรดักชัน คำว่า "แค่รีทัชนิดหน่อย" ทางโทรศัพท์ ใช้เป็นหลักฐานอะไรไม่ได้
  • อย่าลืม Merchant Center และ Ads Editor เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอ Google Ads และภาพสินค้าคือจุดที่การแก้ด้วย AI แอบเข้ามาเงียบที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าใช้เครื่องมือ AI ของ Google เอง ต้องแจ้งไหม

ไม่ต้อง ระบบติดป้ายให้อัตโนมัติ ตัวควบคุมแบบแจ้งเองมีไว้สำหรับเครื่องมือของเจ้าอื่น

ถ้าแค่แก้ภาพด้วย AI นิดเดียวล่ะ

ถ้อยคำของ Google ครอบคลุมชิ้นงานที่ generative AI ถูกใช้เพื่อ "สร้างหรือแก้ไข" และประกาศไม่ได้ยกเว้นการแก้เล็กน้อยเอาไว้ จึงไม่ควรตีความให้แคบกว่าที่ Google เขียน

ถ้าไม่แจ้งจะเป็นอะไรไหม

Google ไม่ได้ประกาศบทลงโทษไว้ในรอบนี้ ความเสี่ยงอยู่ฝั่งกฎหมายมากกว่าฝั่งแพลตฟอร์ม เพราะเขตอำนาจศาลที่ระบุชื่อไว้เป็นฝ่ายกำหนดข้อบังคับ และคนที่ต้องตัดสินใจคือผู้ลงโฆษณา

สรุปสั้น ๆ

เรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำโฆษณามากนัก แต่เปลี่ยนว่า "ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับที่มาของชิ้นงาน และใครเป็นคนรู้" ก่อนกดยิง บัญชีที่ตามที่มาของชิ้นงานอยู่แล้วแทบไม่รู้สึกอะไร ส่วนบัญชีที่มีหลักฐานแค่ว่า "ดีไซเนอร์ทำมา" ต้องรื้อกระบวนการกันหน่อย ถ้าอยากให้ช่วยตรวจขั้นตอนอนุมัติชิ้นงาน Google Ads ของคุณก่อนการปล่อยฟีเจอร์จะเสร็จ ทีม Google Ads ของ Relevant Audience ช่วยไล่เวิร์กโฟลว์และชี้จุดที่การแจ้ง AI จะหลุดได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: