Google Ads ราคา ไม่ได้เป็นแพ็กเกจตายตัวแบบซื้อครั้งเดียวจบ แต่เป็นระบบประมูลที่คิดเงินตามคลิกที่เกิดขึ้นจริง คุณเป็นคนกำหนดงบต่อวันเอง จะตั้ง 100 บาทหรือ 10,000 บาทก็ได้ และจ่ายเฉพาะตอนที่มีคนคลิกโฆษณา ไม่ใช่ตอนที่โฆษณาแสดง ราคาต่อคลิกจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ Google ตั้งไว้ล่วงหน้า แต่เกิดจากการแข่งขันในคีย์เวิร์ดที่คุณเลือก คุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บปลายทาง
บทความนี้อธิบายว่าเงินก้อนหนึ่งที่จ่ายให้ Google หายไปไหนบ้าง งบเริ่มต้นควรตั้งเท่าไหร่ ค่าเอเจนซี่คิดกันแบบไหน และจะรู้ได้ยังไงว่าที่จ่ายไปคุ้มหรือไม่คุ้ม
Google Ads ราคา คิดเงินยังไง ระบบประมูลทำงานแบบไหน
ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์คำค้นบน Google ระบบจะจัดการประมูลขึ้นมาใหม่ในเสี้ยววินาที ผู้ลงโฆษณาที่มีคีย์เวิร์ดตรงกับคำค้นนั้นจะถูกนำมาจัดอันดับด้วยค่าที่เรียกว่า Ad Rank ซึ่งไม่ได้ดูแค่ว่าใครเสนอราคาสูงกว่า องค์ประกอบที่เข้ามาคำนวณมีทั้งราคาที่คุณเสนอ คุณภาพของโฆษณาในเวลาที่ประมูล เกณฑ์ขั้นต่ำของตำแหน่งโฆษณา บริบทของการค้นหาอย่างอุปกรณ์ ตำแหน่งที่ตั้ง เวลา และผลกระทบที่คาดว่าจะได้จากส่วนขยายโฆษณา
ผลลัพธ์ที่สำคัญคือ คุณไม่ได้จ่ายเท่ากับราคาที่เสนอไว้ แต่จ่ายเท่าที่จำเป็นเพื่อเอาชนะคู่แข่งที่อยู่อันดับถัดลงไป หารด้วยคะแนนคุณภาพของคุณ นั่นแปลว่าเว็บที่ทำหน้า Landing Page ได้ตรงกับคีย์เวิร์ด และเขียนโฆษณาให้คนอยากคลิก มีโอกาสจ่ายถูกกว่าคู่แข่งที่เสนอราคาสูงกว่าด้วยซ้ำ
คะแนนคุณภาพหรือ Quality Score ใน Google Ads มีค่าตั้งแต่ 1 ถึง 10 ประกอบด้วยสามส่วน คือ อัตราการคลิกที่คาดการณ์ ความเกี่ยวข้องของโฆษณากับคีย์เวิร์ด และประสบการณ์บนหน้าเว็บปลายทาง แต่ละส่วนจะถูกจัดเป็นสามระดับ คือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ย ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้จุดที่ควรแก้ ไม่ใช่คะแนนสอบที่ต้องไล่ให้ถึงสิบ
อีกกลไกที่คนมักเข้าใจผิดคือเรื่องงบต่อวัน Google อนุญาตให้ใช้งบเกินที่ตั้งไว้ในบางวันได้สูงสุดสองเท่า เพื่อชดเชยวันที่ทราฟฟิกน้อย แต่ยอดรวมทั้งเดือนจะไม่เกินงบต่อวันคูณด้วยจำนวนวันเฉลี่ยต่อเดือนคือ 30.4 วัน ดังนั้นถ้าตั้งงบวันละ 500 บาท เพดานรายเดือนของแคมเปญนั้นคือประมาณ 15,200 บาท ไม่ว่าจะมีวันไหนที่ใช้เกินไปบ้างก็ตาม
ยิงแอด Google Ads เริ่มต้นงบเท่าไหร่
Google ไม่ได้กำหนดยอดขั้นต่ำ ไม่มีสัญญาผูกมัด และไม่มีค่าเปิดบัญชี ในทางเทคนิคคุณเริ่มด้วยงบวันละไม่กี่สิบบาทก็ได้ แต่คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่างบต่ำสุดที่ระบบยอมรับคือเท่าไหร่ คำถามที่ควรถามคืองบเท่าไหร่ถึงจะซื้อคลิกได้มากพอให้เห็นว่าอะไรใช้ได้และอะไรใช้ไม่ได้
วิธีคิดที่ตรงไปตรงมาคือไล่ย้อนจากตัวเลขของธุรกิจตัวเอง เริ่มจากช่วงราคาคลิกของคีย์เวิร์ดที่คุณจะใช้ คูณด้วยจำนวนคลิกที่ต้องได้ต่อวันเพื่อให้เกิดการติดต่อหรือคำสั่งซื้อ แล้วคูณด้วยจำนวนวันในเดือน ถ้าตัวเลขที่ได้สูงเกินกว่าที่รับไหว ทางออกไม่ใช่การลดงบจนได้คลิกวันละคลิกสองคลิก แต่คือการตัดคีย์เวิร์ดให้แคบลง เจาะเฉพาะคำที่คนพร้อมซื้อ และจำกัดพื้นที่โฆษณาให้แคบลงด้วย
บัญชีที่ตั้งงบน้อยเกินไปจะเจอปัญหาเดียวกันเสมอ คือข้อมูลบางจนตัดสินใจอะไรไม่ได้ ระบบเสนอราคาอัตโนมัติอย่าง Maximize Conversions หรือ Target CPA ต้องการคอนเวอร์ชันสะสมจำนวนหนึ่งก่อนถึงจะเรียนรู้ได้ ถ้างบเล็กมากจนเดือนหนึ่งมีคอนเวอร์ชันไม่กี่ครั้ง การใช้กลยุทธ์อัตโนมัติจะยิ่งทำให้ผลแกว่ง ช่วงเริ่มต้นที่งบจำกัด การคุมราคาคลิกด้วยมือหรือใช้ Maximize Clicks พร้อมเพดานราคาคลิก มักคุมค่าใช้จ่ายได้ตรงกว่า
CPC เฉลี่ยในไทยของแต่ละอุตสาหกรรมราคาเท่าไหร่
ตอบตามตรงคือ ไม่มีตัวเลขทางการ Google ไม่ได้เผยแพร่ค่าเฉลี่ยราคาต่อคลิกรายอุตสาหกรรมสำหรับประเทศไทย ตารางที่หมุนเวียนกันตามเว็บไซต์และสไลด์ขายงานเกือบทั้งหมดเป็นค่าที่บริษัทเครื่องมือหรือเอเจนซี่รวบรวมจากบัญชีในมือของตัวเอง ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างหนึ่ง ไม่ใช่มาตรฐานของตลาด ถ้าเอาตัวเลขพวกนั้นไปตั้งงบตรง ๆ โดยไม่เช็กกับคีย์เวิร์ดจริงของตัวเอง โอกาสพลาดสูงมาก
ทำไมตัวเลขกลางถึงใช้ไม่ได้
ราคาต่อคลิกในบัญชีสองบัญชีที่ทำธุรกิจเดียวกันต่างกันได้หลายเท่า เพราะตัวแปรที่กำหนดราคาไม่เหมือนกันเลย ชุดคีย์เวิร์ดคนละชุด ประเภทการจับคู่คนละแบบ คำว่า ราคา หรือ รับทำ ในคีย์เวิร์ดดึงคนละกลุ่มคนกับคำถามทั่วไป คะแนนคุณภาพต่างกัน พื้นที่ที่ยิงต่างกัน ช่วงเวลาต่างกัน และจำนวนคู่แข่งที่ประมูลคำเดียวกันในเดือนนั้นก็ต่างกัน ค่าเฉลี่ยที่รวมทุกอย่างเข้าด้วยกันจึงกลบความต่างที่สำคัญที่สุดทิ้งไปหมด
วิธีหาช่วงราคาคลิกของธุรกิจคุณเอง
เครื่องมือที่ให้คำตอบใกล้เคียงที่สุดโดยไม่ต้องเสียเงินก่อนคือ Keyword Planner ซึ่งอยู่ในเมนู Tools ของ Google Ads ขั้นตอนคือเปิด Discover new keywords ใส่คำที่ลูกค้าน่าจะพิมพ์ ตั้งพื้นที่เป็นประเทศไทยและภาษาเป็นภาษาไทย จากนั้นดูสองคอลัมน์ที่ชื่อ Top of page bid low range และ Top of page bid high range สองค่านี้คือช่วงราคาที่ผู้ลงโฆษณารายอื่นจ่ายจริงเพื่อให้ได้ตำแหน่งบนสุดของหน้าผลการค้นหาสำหรับคำนั้น
ช่วงราคานี้ยังไม่ใช่ google ads ค่าใช้จ่ายต่อคลิก ที่คุณจะจ่ายจริง เพราะยังไม่รวมคะแนนคุณภาพของบัญชีคุณ แต่มันคือกรอบที่ใช้วางแผนได้ ให้เอาค่ากลางระหว่างช่วงล่างกับช่วงบนมาเป็นตัวตั้ง แล้วเผื่อความคลาดเคลื่อนไว้ทั้งสองทาง หลังจากยิงจริงไปสองถึงสามสัปดาห์ ให้เปลี่ยนไปดูตัวเลขจากรายงานคีย์เวิร์ดในบัญชีตัวเองแทน เพราะนั่นคือราคาจริงของคุณ ไม่ใช่ของตลาด
ตัวอย่างการคำนวณด้วยตัวเลขสมมติ
ตัวเลขในย่อหน้านี้เป็นตัวเลขกลม ๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาดไทย สมมติว่า CPC 20 บาท และอัตราคอนเวอร์ชันบนหน้าเว็บ 2 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าต้องซื้อคลิกประมาณ 50 คลิกจึงจะได้ผู้ติดต่อหนึ่งราย ต้นทุนต่อผู้ติดต่อหนึ่งรายจึงเท่ากับ 1,000 บาท ถ้าธุรกิจปิดการขายได้หนึ่งในห้าของผู้ติดต่อ ต้นทุนต่อลูกค้าใหม่หนึ่งคนคือ 5,000 บาท ตัวเลขสุดท้ายนี้แหละที่ต้องเอาไปเทียบกับกำไรต่อลูกค้าหนึ่งคน ไม่ใช่เอาราคาต่อคลิกไปเทียบตรง ๆ
ลองเปลี่ยนสมมติฐานดูจะเห็นทันทีว่าตัวแปรไหนสำคัญที่สุด ถ้าอัตราคอนเวอร์ชันขยับจาก 2 เปอร์เซ็นต์เป็น 4 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนต่อผู้ติดต่อลดลงครึ่งหนึ่งทันทีโดยที่ราคาต่อคลิกไม่ต้องลดเลย นี่คือเหตุผลที่การแก้หน้าเว็บมักให้ผลเร็วกว่าการนั่งไล่ลดราคาประมูล
ค่าบริการเอเจนซี่คิดยังไง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือเหมาจ่าย
ค่าบริการดูแลบัญชีเป็นคนละก้อนกับค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Google เสมอ เงินค่าโฆษณาไหลเข้าบัญชี Google โดยตรง ส่วนค่าบริการคือค่าคนที่วางโครงสร้างแคมเปญ เขียนโฆษณา ดูรายงาน และแก้ของที่พัง โมเดลที่ใช้กันในตลาดมีอยู่ไม่กี่แบบ
- คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบโฆษณา ค่าบริการขยับตามงบที่ใช้ เหมาะกับบัญชีที่งบเปลี่ยนบ่อยตามฤดูกาล ข้อควรระวังคือแรงจูงใจในการเชียร์ให้เพิ่มงบ
- เหมาจ่ายรายเดือน ค่าบริการคงที่ไม่ว่างบจะเท่าไหร่ คาดการณ์ต้นทุนได้ง่าย แต่ต้องตกลงขอบเขตงานให้ชัดว่าครอบคลุมกี่แคมเปญ ทำโฆษณาใหม่เดือนละกี่ชุด
- แบบผสม เก็บค่าเหมาจ่ายขั้นต่ำแล้วบวกเปอร์เซ็นต์เมื่องบเกินระดับที่ตกลงไว้
- อิงผลลัพธ์ ค่าบริการผูกกับจำนวนคอนเวอร์ชันหรือยอดขาย โมเดลนี้ต้องมีระบบวัดผลที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือได้ก่อน ไม่งั้นจะเถียงกันเรื่องตัวเลขทุกเดือน
สิ่งที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญาสำคัญกว่าตัวเลขค่าบริการ ข้อแรกคือบัญชี Google Ads เป็นชื่อใคร ถ้าเอเจนซี่เปิดบัญชีในนามตัวเองแล้ววันหนึ่งเลิกจ้าง ประวัติข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ฝึกระบบเสนอราคาจะหายไปด้วย ข้อสองคือค่าตั้งค่าเริ่มต้นแยกจากค่ารายเดือนหรือไม่ ข้อสามคือรายงานที่ได้เป็นตัวเลขจากบัญชีจริงที่คุณเข้าไปดูเองได้ตลอดเวลาหรือเป็นสไลด์สรุป งานบริการดูแลโฆษณาดิจิทัลของ Relevant Audience เปิดให้ลูกค้าเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้เต็มรูปแบบ เพราะข้อมูลในบัญชีคือทรัพย์สินของเจ้าของธุรกิจ
งบขั้นต่ำต่อเดือนที่ควรเริ่ม
แทนที่จะหาตัวเลขกลางมาตอบ ให้คำนวณ งบขั้นต่ำ Google Ads ของธุรกิจตัวเองจากสามค่านี้ ค่าแรกคือช่วงราคาคลิกจาก Keyword Planner ค่าที่สองคืออัตราคอนเวอร์ชันบนหน้าเว็บที่คุณคาดไว้ ค่าที่สามคือจำนวนผู้ติดต่อต่อเดือนที่ทีมขายรับไหวและคุ้มกับการเปิดแคมเปญ
เอาสามค่านี้คูณกัน จำนวนผู้ติดต่อที่ต้องการ หารด้วยอัตราคอนเวอร์ชัน จะได้จำนวนคลิกที่ต้องซื้อ คูณด้วยราคาต่อคลิก จะได้งบต่อเดือน แล้วบวกส่วนเผื่อไว้ราวหนึ่งในสี่สำหรับช่วงทดสอบเดือนแรก เพราะเดือนแรกจะมีเงินส่วนหนึ่งหมดไปกับคำค้นที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนที่คุณจะเก็บเป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบได้ครบ
ถ้าคำนวณแล้วได้ตัวเลขที่จ่ายไม่ไหว มีทางออกที่ใช้ได้จริงอยู่สามทาง ทางแรกคือลดขอบเขตพื้นที่ ยิงเฉพาะจังหวัดหรือรัศมีรอบร้านแทนที่จะยิงทั้งประเทศ ทางที่สองคือตัดคีย์เวิร์ดกว้างออก เก็บเฉพาะคำที่มีเจตนาซื้อชัดเจน เช่น คำที่มีคำว่า ราคา รับทำ ใกล้ฉัน หรือชื่อรุ่นสินค้า ทางที่สามคือเริ่มจากคีย์เวิร์ดแบรนด์ตัวเองซึ่งราคาต่อคลิกมักถูกที่สุด แล้วค่อยขยายออกไปเมื่อมีข้อมูลคอนเวอร์ชันพอ
Search Display Shopping ราคาต่างกันยังไง
โฆษณาแต่ละประเภทใน Google ไม่ได้ต่างกันแค่หน้าตา แต่ต่างกันที่โมเดลการคิดเงินและสิ่งที่ทำให้ราคาขยับ ตารางด้านล่างสรุปกลไกที่ต่างกัน โดยไม่ใส่ตัวเลขราคา เพราะราคาจริงขึ้นกับคีย์เวิร์ดและสินค้าของแต่ละบัญชี
| ประเภทแคมเปญ | คิดเงินจากอะไร | อะไรทำให้ราคาขยับ |
|---|---|---|
| Search | ต่อคลิกบนผลการค้นหา | จำนวนคู่แข่งที่ประมูลคีย์เวิร์ดเดียวกัน เจตนาของคำค้น และคะแนนคุณภาพ |
| Display | ต่อคลิกหรือต่อการแสดงผลพันครั้ง | กลุ่มเป้าหมายที่เลือก ตำแหน่งเว็บที่ไปแสดง และรูปแบบชิ้นงาน |
| Shopping | ต่อคลิกบนการ์ดสินค้า | ราคาสินค้าเทียบคู่แข่งในหน้าเดียวกัน คุณภาพฟีดสินค้า และหมวดหมู่สินค้า |
| Video บน YouTube | ต่อการรับชมหรือต่อการแสดงผลพันครั้ง | รูปแบบโฆษณา ความยาว และกลุ่มเป้าหมายที่แข่งกันสูง |
ในทางปฏิบัติ Search มักมีราคาต่อคลิกสูงกว่า Display เพราะคนที่กำลังพิมพ์ค้นหาแสดงเจตนาชัดกว่าคนที่กำลังอ่านบทความอยู่ แต่ราคาต่อคลิกที่ถูกกว่าไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่า ต้องเทียบที่ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันเสมอ รายละเอียดของแต่ละรูปแบบดูได้ที่หน้าบริการโฆษณา Google Display และหน้าบริการ Google Shopping
จ่ายเงินให้ Google ยังไง มี VAT ไหม
Google Ads มีรูปแบบการชำระเงินหลักสามแบบ แบบอัตโนมัติคือผูกบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตไว้ ระบบจะตัดเงินเมื่อยอดค่าใช้จ่ายสะสมถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ หรือเมื่อครบรอบบิลรายเดือน แล้วแต่ว่าอย่างไหนถึงก่อน แบบชำระล่วงหน้าคือเติมเงินเข้าบัญชีก่อนแล้วโฆษณาจะวิ่งจนกว่าเงินจะหมด และแบบวางบิลรายเดือนซึ่งเป็นวงเงินเชื่อที่ต้องมีคุณสมบัติตามที่ Google กำหนดและต้องยื่นขอ
สองอย่างที่ต้องตั้งให้ถูกตั้งแต่วันเปิดบัญชีเพราะแก้ทีหลังไม่ได้ คือสกุลเงินและเขตเวลา ถ้าธุรกิจอยู่ไทยและออกบิลเป็นบาท ให้เลือกสกุลเงินบาทและเขตเวลากรุงเทพ ไม่งั้นรายงานทุกใบจะเหลื่อมวันกับระบบบัญชีของคุณ และการกระทบยอดกับใบเสร็จจะยุ่งไปตลอดอายุบัญชี
เรื่องภาษี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยคือ 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบิลของคุณจะถูกบวก VAT หรือไม่ ขึ้นกับว่านิติบุคคลผู้ขายที่ออกบิลให้บัญชีของคุณคือหน่วยงานไหน และคุณได้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไว้ในหน้าข้อมูลการชำระเงินหรือเปล่า วิธีตรวจที่แน่นอนที่สุดคือเข้าเมนู Billing แล้วเปิด Documents ดูใบแจ้งหนี้ฉบับล่าสุดว่ามีบรรทัด VAT หรือไม่ นอกจากนี้ค่าโฆษณาที่จ่ายจากนิติบุคคลไทยยังเกี่ยวข้องกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วย ซึ่งวิธีปฏิบัติขึ้นกับผู้รับเงินและรูปแบบสัญญา ให้ยืนยันกับผู้ทำบัญชีของบริษัทก่อนบันทึกรายการ อย่าอนุมานจากบทความในอินเทอร์เน็ต
วัดคุ้มไม่คุ้มด้วย ROAS ยังไง
ROAS คือมูลค่าคอนเวอร์ชันหารด้วยค่าโฆษณา ถ้าใช้ไป 10,000 บาทแล้วเกิดยอดขาย 40,000 บาท ROAS เท่ากับ 4 หรือคิดเป็น 400 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ตอบว่าเงินโฆษณาหนึ่งบาทสร้างยอดขายกี่บาท แต่ยังไม่ได้ตอบว่ากำไรหรือขาดทุน
ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนคือ ROAS จุดคุ้มทุน ซึ่งเท่ากับหนึ่งหารด้วยอัตรากำไรขั้นต้น สมมติว่ากำไรขั้นต้น 40 เปอร์เซ็นต์ ROAS จุดคุ้มทุนคือ 2.5 แปลว่าถ้า ROAS ต่ำกว่า 2.5 ยิ่งยิงยิ่งเสียเงิน ถ้าสูงกว่านั้นถึงจะเริ่มมีกำไร ตัวเลขทั้งหมดในย่อหน้านี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตสูตร ให้แทนอัตรากำไรจริงของสินค้าตัวเองลงไป
สำหรับธุรกิจที่ไม่ได้ขายของบนเว็บโดยตรง เช่น บริการหรืองานโครงการ ให้ใช้ต้นทุนต่อผู้ติดต่อคูณกับอัตราปิดการขาย แล้วเทียบกับกำไรต่อดีลแทน สิ่งที่ต้องมีก่อนคือระบบวัดผลที่นับได้จริง ทั้งการกดโทร การกดปุ่ม LINE การส่งฟอร์ม และควรนำเข้าคอนเวอร์ชันออฟไลน์กลับเข้าไปในบัญชีเมื่อดีลปิดจริง ไม่งั้นระบบเสนอราคาอัตโนมัติจะเรียนรู้จากสัญญาณที่ผิด และไล่ไปหาผู้ติดต่อราคาถูกที่ไม่เคยกลายเป็นลูกค้า
คนที่เคยเข้าเว็บแล้วยังไม่ซื้อเป็นกลุ่มที่ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชันมักถูกที่สุด การทำแคมเปญรีมาร์เก็ตติ้ง จึงมักถูกจัดไว้ในงบก้อนเดียวกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ของที่ค่อยทำทีหลัง
Google Ads ราคา ในบริบทของตลาดไทย
มีสามเรื่องที่ทำให้การวางงบในไทยต่างจากตำราภาษาอังกฤษ เรื่องแรกคือคำค้นภาษาไทยไม่มีการเว้นวรรคระหว่างคำ และคนไทยจำนวนมากพิมพ์คำอังกฤษปนไทยในประโยคเดียว เช่น พิมพ์ชื่อรุ่นสินค้าเป็นอังกฤษแล้วต่อด้วยคำว่า ราคา เป็นไทย ชุดคีย์เวิร์ดที่ครอบคลุมจึงต้องมีทั้งสองแบบ และต้องตรวจรายงานคำค้นถี่กว่าปกติในเดือนแรก เพราะการจับคู่แบบกว้างในภาษาไทยดึงคำที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาได้ง่าย
เรื่องที่สองคือช่องทางปิดการขาย ผู้ซื้อจำนวนมากคลิกโฆษณาแล้วไม่กรอกฟอร์ม แต่กดไปคุยต่อในแชท ถ้าไม่ได้ตั้งค่าให้การกดปุ่มแชทหรือปุ่มโทรนับเป็นคอนเวอร์ชัน รายงานจะแสดงว่าแคมเปญไม่ได้ผลทั้งที่มีคนติดต่อเข้ามาจริง และงบจะถูกดึงไปหาแคมเปญที่วัดผลได้ง่ายกว่าแต่คุณภาพต่ำกว่า
เรื่องที่สามคือฤดูกาล ทั้งเทศกาลไทย วันเลขซ้ำของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และช่วงปิดงบประมาณของลูกค้าองค์กร ทำให้จำนวนคู่แข่งในการประมูลขยับเป็นช่วง ๆ งบที่ตั้งคงที่ทั้งปีจึงมักได้คลิกน้อยลงในเดือนที่แข่งกันหนัก การวางแผนงบรายเดือนแบบยืดหยุ่นและดูรายงานส่วนแบ่งการแสดงผลที่เสียไปเพราะงบ ช่วยให้เห็นว่าเดือนไหนควรเติมเงินเพิ่ม
คำถามที่พบบ่อยเรื่องราคา Google Ads
Google Ads มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำไหม
ไม่มี Google ไม่ได้กำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำและไม่มีสัญญาผูกมัด คุณตั้งงบต่อวันได้เองและหยุดหรือแก้ไขเมื่อไหร่ก็ได้ ข้อจำกัดที่แท้จริงคือปริมาณข้อมูล ถ้างบน้อยจนได้คลิกวันละไม่กี่ครั้ง จะใช้เวลานานมากกว่าจะรู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนทำงานได้
จ่ายแพงขึ้นแล้วจะได้อันดับหนึ่งเสมอไหม
ไม่เสมอไป เพราะอันดับโฆษณาคำนวณจากราคาที่เสนอร่วมกับคุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บปลายทาง รวมถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละตำแหน่ง ผู้ลงโฆษณาที่มีคะแนนคุณภาพสูงกว่าจึงขึ้นเหนือคู่แข่งที่เสนอราคาสูงกว่าได้ และมักจ่ายต่อคลิกถูกกว่าด้วย
ค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Google กับค่าบริการเอเจนซี่เป็นก้อนเดียวกันไหม
เป็นคนละก้อน ค่าโฆษณาเข้าบัญชี Google โดยตรงตามคลิกที่เกิดขึ้น ส่วนค่าบริการคือค่าดูแลบัญชีที่จ่ายให้ผู้ให้บริการ ก่อนเซ็นสัญญาควรระบุให้ชัดว่าค่าบริการคิดแบบเปอร์เซ็นต์ เหมาจ่าย หรือแบบผสม และค่าตั้งค่าเริ่มต้นรวมอยู่ด้วยหรือแยกต่างหาก
ทำไมราคาต่อคลิกของฉันเดือนนี้แพงกว่าเดือนที่แล้ว
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือจำนวนคู่แข่งที่ประมูลคีย์เวิร์ดเดียวกันเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น รองลงมาคือคะแนนคุณภาพลดลงหลังแก้หน้าเว็บหรือเปลี่ยนข้อความโฆษณา และการที่คำค้นใหม่ ๆ ที่ราคาสูงกว่าเริ่มจับคู่กับคีย์เวิร์ดแบบกว้างของคุณ ให้เปิดรายงานคำค้นและรายงานข้อมูลการประมูลเทียบสองเดือนก่อนสรุปสาเหตุ
ควรเริ่มที่ Search หรือ Shopping ก่อนถ้ามีงบจำกัด
ถ้าขายสินค้าที่มีหน้ารายละเอียดสินค้าและมีระบบชำระเงินบนเว็บ Shopping มักให้ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อที่ดีกว่าเพราะคนเห็นรูปและราคาก่อนคลิก ถ้าขายบริการหรือสินค้าที่ต้องคุยก่อนเสนอราคา ให้เริ่มที่ Search กับคีย์เวิร์ดที่มีเจตนาซื้อชัดเจน แล้วค่อยขยาย
สรุป
ราคาของ Google Ads ไม่ใช่ตัวเลขที่ถามใครแล้วได้คำตอบเดียวกัน มันคือผลลัพธ์ของคีย์เวิร์ดที่คุณเลือก คุณภาพของโฆษณาและหน้าเว็บ ระดับการแข่งขันในช่วงเวลานั้น และความสามารถในการวัดผลของคุณ วิธีที่ถูกต้องคือดึงช่วงราคาจาก Keyword Planner มาตั้งต้น คำนวณย้อนจากจำนวนผู้ติดต่อที่ต้องการ แล้ววัดด้วย ROAS หรือต้นทุนต่อดีลจริง ไม่ใช่ตัดสินจากราคาต่อคลิกอย่างเดียว
ถ้าอยากได้ตัวเลขที่อ้างอิงจากคีย์เวิร์ดของธุรกิจคุณเองแทนค่าเฉลี่ยลอย ๆ ทีมงานที่ดูแลบริการ Google Ads ในกรุงเทพ ของ Relevant Audience ช่วยประเมินช่วงราคาคลิก โครงสร้างแคมเปญ และงบที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณได้







