Google ประกาศว่า view-through conversion bidding ในแคมเปญ Demand Gen จะเปลี่ยนเป็นวิดีโอเท่านั้น ทำให้ image asset ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่การประมูลด้วยสัญญาณ view-through conversion อีกต่อไป พร้อมกันนั้น Google ยังระบุว่าการปรับให้เหมาะสมด้วย view-through conversion จะขยายออกจาก YouTube และฟีด Discover ไปยัง Google Display Network และโฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์จะเปลี่ยนวิธีคิดเงินจากแบบต่อคลิก (CPC) ไปเป็นแบบต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง (CPM) โดย Search Engine Land รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ทั้งนี้ Google ระบุกรอบเวลาไว้เพียงว่าจะทยอยปล่อยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และไม่ได้ประกาศวันที่แน่นอน
สามการเปลี่ยนแปลงที่ Google ประกาศสำหรับ Demand Gen
ประกาศครั้งนี้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงสามเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ว่าด้วยวิธีที่ Demand Gen จัดการกับ view-through conversion ซึ่งหมายถึงคอนเวอร์ชันที่ถูกให้เครดิตกับโฆษณาที่ผู้ใช้เห็น ไม่ใช่โฆษณาที่ผู้ใช้คลิก
- view-through conversion bidding เหลือเฉพาะวิดีโอ image asset จะไม่มีสิทธิ์เข้าสู่การประมูลด้วยสัญญาณนี้อีกต่อไป ถ้อยคำของ Google คือ image asset view-through conversions จะยังคงถูกรายงานเป็นคอนเวอร์ชันรอง (secondary conversions) ในแคมเปญที่มีอยู่ แต่จะไม่มีสิทธิ์สำหรับการประมูลแล้ว
- การปรับให้เหมาะสมด้วย view-through conversion ขยายไปยัง Google Display Network เดิมทีทำงานอยู่บน YouTube และฟีด Discover และตอนนี้เพิ่ม Display Network เข้าไปในรายการพื้นที่แสดงผล
- โฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์เปลี่ยนจาก CPC เป็น CPM การคิดค่าใช้จ่ายเปลี่ยนจากต่อคลิก ไปเป็นต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง
ในส่วนของค่าเริ่มต้น Google ระบุว่าการปรับให้เหมาะสมด้วย view-through conversion จะถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับแคมเปญ Demand Gen ที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ขณะที่แคมเปญที่มีอยู่เดิมจะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้และจะไม่ถูกเปิดใช้งานให้โดยอัตโนมัติ แปลเป็นภาษาปฏิบัติคือ ใครที่สร้างแคมเปญ Demand Gen ใหม่หลังจากการอัปเดตมาถึงบัญชี ต้องปิดการตั้งค่านี้เองถ้าไม่ต้องการใช้ ส่วนแคมเปญที่รันอยู่แล้วจะยังอยู่ตรงจุดที่เจ้าของบัญชีตั้งไว้
รายงานได้ แต่ประมูลไม่ได้ คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง Demand Gen ครั้งนี้
บรรทัดที่มีน้ำหนักที่สุดในประกาศของ Google เป็นบรรทัดที่แคบมาก image asset view-through conversions ไม่ได้หายไปไหน มันยังถูกรายงานเป็นคอนเวอร์ชันรองเหมือนเดิม สิ่งที่มันเสียไปคือสิทธิ์ในการเป็นสัญญาณสำหรับการประมูล ซึ่งแปลว่าระบบ Smart Bidding จะเลิกไล่ตามเหตุการณ์ประเภทนี้
ทั้งสองอย่างนี้เป็นคนละระบบที่ทำคนละหน้าที่ และควรแยกออกจากกันให้ชัด การรายงานคือบันทึกว่าบัญชีได้รับเครดิตอะไรบ้าง ส่วนการประมูลคือชุดคำสั่งที่กลไกการประมูลใช้เป็นเป้าในการปรับ ก่อนหน้านี้ใน Demand Gen การแสดงผลของภาพนิ่งที่เกิดขึ้นก่อนคอนเวอร์ชันสามารถป้อนเข้าทั้งสองระบบได้ หลังการเปลี่ยนแปลง มันจะป้อนเข้าเฉพาะระบบแรก
ช่องว่างตรงนี้เองคือจุดที่การอ่านผลงานเริ่มเพี้ยน และกลไกของมันก็ธรรมดามาก ผู้ดูแลบัญชีเปิดหน้าแคมเปญขึ้นมา เห็นคอลัมน์คอนเวอร์ชันที่ยังนับ image asset view-through conversions รวมอยู่ด้วย แล้วสรุปว่าแคมเปญยังทำงานได้ในอัตราเดิมเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะเดียวกันระบบประมูลซึ่งไม่นับเหตุการณ์เหล่านั้นแล้ว ได้ปรับน้ำหนักการใช้งบไปยังสิ่งที่มันยังได้เครดิตอยู่ ตัวเลขรวมที่รายงานยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ส่วนประกอบข้างใต้เปลี่ยนไป และไม่มีอะไรในหน้าจอที่จะบอกว่าตัวเลขสองชุดนี้เลิกอธิบายสิ่งเดียวกันแล้ว
ความเสี่ยงจะกระจุกอยู่ในบัญชีที่วัดผล Demand Gen จากยอดคอนเวอร์ชันรวมแบบผสม ซึ่งเป็นวิธีตั้งค่าที่พบได้บ่อยในแผนสื่อที่เน้นการสร้างการรับรู้ เพราะตัวเลขที่รายงานให้ผู้บริหารดูมักเป็นคอลัมน์เดียว ส่วนรายละเอียดอยู่ลึกลงไปอีกหนึ่งคลิก ถ้ายอดรวมเป็นตัวเลขเดียวที่ทุกคนดู การเปลี่ยนแปลงนี้จะมองไม่เห็นเลยตราบใดที่ยอดรวมยังทรงตัว และมันจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นทีหลัง มักจะตอนที่มีคนสังเกตว่าจำนวนคลิกหรือจำนวนลีด เคลื่อนไปคนละทางกับที่คอลัมน์คอนเวอร์ชันบอกไว้
ตารางสรุป สิ่งที่เปลี่ยนและความหมายต่อผู้ลงโฆษณา
ตารางด้านล่างวางสิ่งที่ Google ประกาศไว้คู่กับผลในทางปฏิบัติสำหรับคนที่รันแคมเปญ Demand Gen อยู่ คอลัมน์ซ้ายมาจากประกาศของ Google ตามที่ Search Engine Land รายงาน ส่วนคอลัมน์ขวาเป็นการวิเคราะห์ผลที่ตามมา ไม่ใช่คำพูดของ Google
| สิ่งที่ Google ประกาศ | ความหมายต่อผู้ลงโฆษณา |
|---|---|
| view-through conversion bidding เหลือเฉพาะวิดีโอ image asset ไม่มีสิทธิ์อีกต่อไป | Smart Bidding เลิกปรับเข้าหาเหตุการณ์ view-through ที่มาจากภาพนิ่ง สัดส่วนของสิ่งที่ระบบไล่ตามจึงเอียงไปทางวิดีโอ |
| image asset view-through conversions ยังถูกรายงานเป็นคอนเวอร์ชันรองต่อไป | ตัวเลขคอนเวอร์ชันที่รายงานอาจนิ่งอยู่ ทั้งที่สัญญาณสำหรับการประมูลข้างใต้แคบลงแล้ว ยอดรวมแบบผสมจึงไม่ใช่ตัวบอกอีกต่อไปว่าแคมเปญกำลังปรับเข้าหาอะไร |
| การปรับให้เหมาะสมด้วย view-through conversion ขยายไปยัง Google Display Network | การแสดงผล Demand Gen บนดิสเพลย์จะมีการปรับด้วยสัญญาณนี้ด้วย ขอบเขตที่คอนเวอร์ชันประเภทนี้เกิดขึ้นได้จึงกว้างขึ้น |
| โฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์เปลี่ยนจาก CPC เป็น CPM | หน่วยของต้นทุนเปลี่ยนจากการกระทำเป็นการแสดงผล ต้นทุนต่อผลลัพธ์จึงขึ้นกับอัตราการเปลี่ยนจากการเห็นไปสู่การกระทำ แทนที่จะถูกล็อกไว้ที่คลิก |
| แคมเปญ Demand Gen ใหม่เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น แคมเปญเดิมคงการตั้งค่าไว้ | แคมเปญที่สร้างหลังการอัปเดตต้องปิดเองถ้าไม่ต้องการ ส่วนแคมเปญที่รันอยู่จะไม่ถูกเปลี่ยนให้ |
การเปลี่ยนจาก CPC เป็น CPM ส่งผลอย่างไรต่อโครงสร้างต้นทุนของ Demand Gen
ภายใต้การคิดเงินแบบต่อคลิก ผู้ลงโฆษณาจ่ายเมื่อมีคนลงมือทำอะไรบางอย่าง การแสดงผลไม่มีค่าใช้จ่าย และต้นทุนของการถูกเห็นแบบเปล่าประโยชน์เท่ากับศูนย์ ภายใต้การคิดเงินแบบต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง ผู้ลงโฆษณาจ่ายค่าการส่งโฆษณาออกไป และคลิกกลายเป็นผลพลอยได้ที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มจากการแสดงผลที่จ่ายไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของ Google ย้ายโฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์ใน Demand Gen จากโมเดลแรกไปสู่โมเดลที่สอง
คณิตศาสตร์ของมันตามมาจากตรงนั้น และไม่ต้องใช้ข้อมูลใหม่เลย บนโมเดล CPC ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งรายเท่ากับต้นทุนต่อคลิกหารด้วยอัตราการเปลี่ยนจากคลิกเป็นคอนเวอร์ชัน บนโมเดล CPM ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งรายเท่ากับต้นทุนต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง หารด้วยจำนวนคอนเวอร์ชันที่การแสดงผลหนึ่งพันครั้งนั้นสร้างได้ ซึ่งรวมทั้งอัตราจากการเห็นไปสู่คลิก และอัตราจากคลิกไปสู่คอนเวอร์ชัน เข้าไว้ในสายเดียวกัน จำนวนตัวแปรในสมการต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นหนึ่งตัว และตัวที่เคยคงที่ คือราคาของการกระทำหนึ่งครั้ง กลายเป็นตัวแปร
ผลจริงจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับคุณภาพของครีเอทีฟและตำแหน่งโฆษณาล้วน ๆ และ Google ไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขใดเลยว่าผลกระทบจะใหญ่แค่ไหน วิดีโอที่ดีพอจะดึงความสนใจได้จะมีต้นทุนถูกลงภายใต้ CPM เพราะผู้ลงโฆษณาจ่ายเท่ากันต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้งไม่ว่าชิ้นงานจะทำงานได้หรือไม่ ส่วนครีเอทีฟที่อ่อนจะแพงขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกันเป๊ะ การคิดเงินแบบ CPC เคยช่วยซับต้นทุนของชิ้นงานที่ไม่ดีไว้บางส่วน แต่ CPM ไม่ช่วย
ประเด็นถัดมาคือเรื่องจังหวะการใช้งบ ตำแหน่งโฆษณาที่คิดเงินแบบ CPM จะใช้งบไปกับการส่งโฆษณาออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบหาได้ง่ายกว่าคลิก แคมเปญที่เคยถูกจำกัดด้วยจำนวนคลิกอาจกลายเป็นถูกจำกัดด้วยปริมาณการแสดงผลแทน อาการที่เห็นได้บ่อยคืองบหมดเร็วขึ้นในช่วงต้นวัน นี่เป็นสิ่งที่ควรจับตาหลังการอัปเดตมาถึงบัญชี และวัดได้จากกราฟการใช้จ่ายรายวันของแคมเปญเอง โดยไม่ต้องรอให้ Google ยืนยันอะไรเพิ่ม ใครที่อยากได้การอ่านค่าชุดที่สองซึ่งเป็นอิสระจากแพลตฟอร์มโฆษณา สามารถเทียบรูปแบบที่เห็นกับข้อมูลเซสชันและอีเวนต์ในระบบวิเคราะห์ข้อมูลของตัวเองได้
แคมเปญ Demand Gen แบบไหนได้รับผล และแบบไหนไม่ได้รับผล
Google ขีดเส้นแบ่งไว้ที่วันที่สร้างแคมเปญ ไม่ใช่ที่ระดับบัญชีหรือประเภทธุรกิจ แคมเปญ Demand Gen ที่สร้างใหม่จะเปิดการปรับให้เหมาะสมด้วย view-through conversion เป็นค่าเริ่มต้น ส่วนแคมเปญ Demand Gen ที่มีอยู่แล้วจะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้และจะไม่ถูกเปิดใช้งานให้โดยอัตโนมัติ
ค่าเริ่มต้นนี้แคบกว่าที่ฟังครั้งแรก และควรพูดให้ตรง ถ้าวันนี้แคมเปญของคุณรันอยู่โดยปิดการปรับด้วย view-through อยู่แล้ว Google บอกว่ามันจะยังปิดอยู่ ถ้ารันอยู่โดยเปิดไว้ มันก็จะยังเปิดอยู่ ค่าเริ่มต้นที่ว่านี้ใช้กับแคมเปญที่ยังไม่มีตัวตนเท่านั้น
ส่วนเรื่องสิทธิ์การประมูลของ image asset เป็นคนละเรื่อง ถ้อยคำของ Google พูดถึง image asset view-through conversions ที่จะยังถูกรายงานเป็นคอนเวอร์ชันรองในแคมเปญที่มีอยู่ ซึ่งบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนสิทธิ์การประมูลนั้นแตะแคมเปญเดิมด้วย บัญชีหนึ่งจึงอยู่ในสภาพที่ไม่มีการตั้งค่าใดถูกเปลี่ยนเลย ทั้งที่ความหมายของตัวเลขในบัญชีเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งสองข้อความนี้เป็นจริงพร้อมกัน และการเอาสองเรื่องนี้มาปนกันคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นง่ายที่สุดเวลาอ่านประกาศฉบับนี้
สิ่งที่ควรตรวจในแคมเปญ Demand Gen ของคุณเอง
ยังไม่มีอะไรที่ต้องรีบทำก่อนการอัปเดตจะมาถึง เพราะ Google ไม่ได้ให้วันที่ไว้ แต่การรู้ว่าบัญชีของตัวเองยืนอยู่ตรงไหนตอนนี้ จะทำให้จับสัญญาณได้ทันเมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง
- ดูว่าคอนเวอร์ชันแอ็กชันตัวไหนเป็นหลัก และตัวไหนเป็นรอง ใน Google Ads เมนูนี้อยู่ที่ Goals แล้วไปที่ Conversions และ Summary ซึ่งคอนเวอร์ชันแต่ละตัวจะมีสถานะกำกับว่าเป็น primary หรือ secondary มีเฉพาะตัวที่เป็น primary เท่านั้นที่ป้อนเข้าสู่การประมูล ถ้า view-through conversion นั่งอยู่ในกลุ่ม primary มาตลอด การเปลี่ยนสิทธิ์ของ image asset ก็จะมีน้ำหนักกับบัญชีนั้นมากกว่าบัญชีที่ตั้งเป็น secondary อยู่แล้ว
- แยกคอลัมน์ที่ใช้รายงาน ออกจากคอลัมน์ที่ใช้ปรับการประมูล ยอดรวมแบบผสมที่นับทั้งคอนเวอร์ชันจากการคลิกและจากการเห็น จะไม่แสดงความเปลี่ยนแปลงนี้ออกมา แต่การแบ่งดูตามคอนเวอร์ชันแอ็กชัน หรือการรายงานคอลัมน์เฉพาะ primary ควบคู่ไปกับคอลัมน์ all conversions จะแสดงให้เห็น
- บันทึกค่าตั้งต้นของแคมเปญที่พึ่งพาภาพนิ่งเป็นหลัก ต้นทุนต่อคลิก ปริมาณคลิก และส่วนผสมของคอนเวอร์ชัน ในช่วงเวลาที่ตัวเลขนิ่งพอสมควร จะให้จุดเปรียบเทียบไว้ใช้ทีหลัง ถ้าไม่มีจุดนี้ การเคลื่อนไหวใด ๆ หลังการอัปเดตจะเถียงกันได้ทั้งสองทาง
- ดูสัดส่วนชิ้นงานภาพนิ่งเทียบกับวิดีโอในแต่ละแคมเปญ แคมเปญที่พิงภาพนิ่งจะรับแรงจากการเปลี่ยนสิทธิ์การประมูลมากกว่าแคมเปญที่นำด้วยวิดีโอ ซึ่งเป็นผลตรงไปตรงมาจากกติกาเรื่องสิทธิ์ ไม่ใช่การคาดเดา
- เช็กจังหวะการใช้งบรายวันของแคมเปญที่มีโฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์ การขยับไปคิดเงินตามการแสดงผลอาจเปลี่ยนความเร็วในการใช้งบภายในวัน
บัญชีที่ใช้ Demand Gen เป็นตัวเสริมกิจกรรมฝั่งเสิร์ช ควรดูด้วยว่าอ่านตัวเลขสองฝั่งนี้ร่วมกันอย่างไร เพราะการที่ความหมายของคอลัมน์หนึ่งเปลี่ยนไป มักโผล่ออกมาครั้งแรกในรูปของช่องว่างที่อธิบายไม่ได้ระหว่างสองแพลตฟอร์ม ทีมที่กำลังทบทวนการตั้งค่า Google Adsในภาพรวมอยู่แล้ว สามารถรวมเรื่องนี้เข้าไปในรอบเดียวกันได้ ส่วนใครที่รัน Demand Gen โดยนำด้วยวิดีโอ ก็มีจุดทับซ้อนชัดเจนกับการวางแผนโฆษณาบน YouTube เพราะวิดีโอคือชิ้นงานประเภทที่ยังรักษาสิทธิ์การประมูลด้วย view-through ไว้ได้
สิ่งที่ Google ไม่ได้พูดถึงในการอัปเดต Demand Gen ครั้งนี้
การพูดให้ชัดว่าอะไรคือช่องว่างในประกาศ เป็นส่วนหนึ่งของการอ่านข่าวแบบนี้
- ไม่มีวันที่ Google บอกว่าการเปลี่ยนแปลงจะทยอยปล่อยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ในประกาศไม่มีวันเริ่ม ไม่มีวันจบ และไม่มีตารางการปล่อยเป็นเฟส
- ไม่มีตัวเลขขนาดผลกระทบ Google ไม่ได้ให้ตัวเลขว่าคอนเวอร์ชันที่รายงาน ต้นทุนต่อคลิก หรือต้นทุนต่อการได้ลูกค้า จะขยับไปเท่าไร ตัวเลขใดก็ตามที่ถูกผูกกับเรื่องนี้ในตอนนี้ คือการประมาณของใครบางคน
- ไม่มีคำพูดเรื่องการย้ายแคมเปญเดิมในอนาคต Google บอกว่าแคมเปญที่มีอยู่จะไม่ถูกเปิดใช้งานให้โดยอัตโนมัติ แต่ไม่ได้บอกว่าแคมเปญเดิมจะถูกย้ายในภายหลังหรือไม่ และการที่ไม่มีคำมั่นในทางใดทางหนึ่ง ก็ไม่ใช่หลักฐานของผลลัพธ์ทางใดทางหนึ่ง
- ไม่มีรายละเอียดกลไกฝั่ง Display Network ประกาศบอกว่าการปรับด้วย view-through conversion จะขยายไปยัง Google Display Network แต่ไม่ได้อธิบายเรื่องการควบคุมตำแหน่งโฆษณา การยกเว้นตำแหน่ง หรือการแยกรายงานสำหรับพื้นที่นั้น
- ไม่มีรายละเอียดรายภูมิภาค รายงานไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างตลาด จึงไม่มีฐานให้พูดว่าลำดับการปล่อยจะต่างกันไปตามประเทศ
ขีดจำกัดที่ซื่อตรงที่สุดของสิ่งที่สรุปได้วันนี้คือ ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ส่วนกรอบเวลายังไม่ชัด และขนาดของผลต่อแต่ละบัญชีขึ้นอยู่กับส่วนผสมของชิ้นงานและการตั้งค่าคอนเวอร์ชันของบัญชีนั้น มากกว่าจะขึ้นอยู่กับอะไรที่เผยแพร่ออกมาแล้ว
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย
Demand Gen กลายเป็นบ้านหลังหลักของงบสร้างการรับรู้ที่เคยอยู่ในแคมเปญ Discovery และในไทยรูปแบบนี้เห็นได้ชัดเจน เพราะงบสร้างการรับรู้กินสัดส่วนใหญ่ในแผนสื่อของหลายแบรนด์ การเปลี่ยนวิธีประมูลและวิธีคิดเงินของ Demand Gen จึงลงมาบนส่วนแบ่งงบที่ใหญ่กว่าในตลาดที่ถ่วงน้ำหนักไปทางเสิร์ช
ส่วนที่มีคมกับตลาดไทยมากที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดเงิน ไทยเป็นตลาดที่ต้นทุนต่อคลิกถูกมาโดยตลอด และคลิกราคาถูกคือด้านที่ได้เปรียบของผู้ลงโฆษณาที่ซื้อความสนใจในตลาดนี้ การย้ายโฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์ไปคิดเงินแบบต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง ทำให้ข้อได้เปรียบนั้นหายไปจากตำแหน่งโฆษณาที่ได้รับผล เพราะราคาถูกกำหนดโดยปริมาณการส่งโฆษณาออกไป แทนที่จะถูกกำหนดโดยการกระทำที่บังเอิญมีราคาถูกในประเทศนี้ ส่วนต้นทุนต่อผลลัพธ์สุทธิจะขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับอัตราการเปลี่ยนจากการเห็นไปสู่การกระทำ ซึ่งต่างกันไปตามครีเอทีฟและกลุ่มเป้าหมาย และไม่ใช่สิ่งที่ประกาศฉบับนี้พูดถึง
ทั้ง Google และ Search Engine Land ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยเป็นการเฉพาะ และไม่ควรอ่านเนื้อหาส่วนนี้ว่าเป็นคำแถลงระดับประเทศจากฝ่ายใด การให้เหตุผลข้างต้นว่าด้วยการที่การเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ระดับโลกมาเจอกับโครงสร้างต้นทุนในตลาดหนึ่ง และผู้ลงโฆษณาไทยอยู่ในจุดที่ทดสอบสมมติฐานนี้กับตัวเลขของตัวเองได้ทันทีที่การอัปเดตมาถึงบัญชี
คำถามที่พบบ่อยเรื่องการเปลี่ยนแปลง view-through conversion ใน Demand Gen
ตอนนี้ต้องทำอะไรหรือยัง
ยังไม่ต้อง Google ไม่ได้ให้วันที่ และแคมเปญที่มีอยู่เดิมยังคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้ จึงไม่มีเส้นตายให้ต้องวิ่งตาม สิ่งที่ควรเตรียมคือรู้ว่าคอนเวอร์ชันแอ็กชันตัวไหนของคุณเป็น primary ตัวไหนเป็น secondary และแคมเปญ Demand Gen ของคุณพิงภาพนิ่งมากแค่ไหน เพื่อให้การเคลื่อนไหวหลังการอัปเดตวัดเทียบได้กับค่าตั้งต้นที่บันทึกไว้ก่อน
การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร
Google ไม่ได้บอก ประกาศระบุเพียงว่าจะทยอยปล่อยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยไม่มีวันเริ่มและไม่มีวันจบที่ประกาศไว้ ใครที่อ้างวันที่แน่นอนสำหรับเรื่องนี้ ไม่ได้กำลังอ้างคำพูดของ Google
แคมเปญ Demand Gen ที่รันอยู่แล้วจะเปลี่ยนไปไหม
การตั้งค่าของคุณจะไม่เปลี่ยน แต่ความหมายของตัวเลขตัวหนึ่งจะเปลี่ยน Google ระบุว่าแคมเปญที่มีอยู่จะคงการตั้งค่าปัจจุบันไว้และจะไม่ถูกเปิดใช้ view-through conversion optimisation ให้โดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกัน image asset view-through conversions จะเสียสิทธิ์ในการเป็นสัญญาณประมูล ทั้งที่ยังถูกรายงานเป็นคอนเวอร์ชันรองอยู่ แคมเปญเดิมจึงอยู่ในสภาพที่การตั้งค่าเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่สัญญาณสำหรับการประมูลแคบลง
คอนเวอร์ชันที่รายงานจะลดลงไหม
จะไม่ลดเพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ ตามสิ่งที่ Google อธิบายไว้ image asset view-through conversions ยังถูกรายงานเป็นคอนเวอร์ชันรองต่อไป ตัวเลขจึงยังอยู่ในรายงาน สิ่งที่เปลี่ยนคือมันไม่มีอิทธิพลต่อการประมูลแล้ว ซึ่งทำให้ผลงานจริงข้างใต้ขยับได้โดยที่ยอดรวมที่รายงานไม่ขยับ
การเปลี่ยนไปเป็น CPM แปลว่าโฆษณาวิดีโอบนดิสเพลย์จะแพงขึ้นหรือเปล่า
Google ไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขใด คำตอบที่ซื่อตรงคือขึ้นอยู่กับครีเอทีฟ การคิดเงินแบบต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้งเก็บเงินค่าการส่งโฆษณาออกไปแทนค่าคลิก ซึ่งลดต้นทุนต่อผลลัพธ์ของชิ้นงานที่เปลี่ยนความสนใจเป็นการกระทำได้ดี และเพิ่มต้นทุนของชิ้นงานที่ทำไม่ได้ ทิศทางของแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งรู้ได้จากอัตราการเปลี่ยนจากการเห็นไปสู่การกระทำของแคมเปญนั้นเท่านั้น
ถ้าอยากให้มีคนช่วยดูอีกสายตาหนึ่งว่าแคมเปญ Demand Gen ของคุณตั้งค่าไว้อย่างไรก่อนการอัปเดตจะมาถึง โดยเฉพาะเรื่องคอนเวอร์ชันแอ็กชันตัวไหนกำลังป้อนเข้าสู่การประมูล และตัวไหนป้อนเข้าแค่รายงาน Relevant Audience ตรวจสอบส่วนนี้ให้ได้







