What is Shopify SEO, and is Shopify good for SEO?

Shopify SEO คืออะไร และ Shopify ดีต่อ SEO หรือไม่

อีคอมเมิร์ซAugust 20, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Shopify ล็อกคำนำหน้าใน URL ไว้ตายตัว สินค้าอยู่ใต้ /products/ คอลเลกชันอยู่ใต้ /collections/ หน้าเว็บอยู่ใต้ /pages/ และบทความอยู่ใต้ /blogs/ ตามด้วยชื่อบล็อก ไม่มีการตั้งค่าหรือแอปใดเปลี่ยนได้
  • สินค้าชิ้นเดียวเข้าถึงได้ทั้งที่ /products/ชื่อสินค้า และที่ /collections/ชื่อคอลเลกชัน/products/ชื่อสินค้า ธีมมาตรฐานพิมพ์แท็ก canonical จากเส้นทางคอลเลกชันกลับไปที่หน้าสินค้า จึงไม่ใช่เนื้อหาซ้ำ เว้นแต่การแก้ธีมทำให้แท็กหายไป
  • Shopify สร้างไฟล์ sitemap.xml ให้อัตโนมัติและแก้ด้วยมือไม่ได้ สิ่งที่ควบคุมได้คือสถานะการเผยแพร่ของแต่ละหน้า ส่วนไฟล์ robots.txt แก้ได้ตั้งแต่ปี 2564 ผ่านไฟล์ robots.txt.liquid ในธีม
  • เทียบจำนวนหน้าใน sitemap กับจำนวนหน้าที่ถูกค้นพบใน Google Search Console ถ้าค้นพบมากกว่ามาก ปัญหาคือพารามิเตอร์ตัวกรองและการเรียงลำดับ ถ้าถูกเก็บดัชนีน้อยกว่ามาก ปัญหาคือเนื้อหาและลิงก์ภายใน ไม่ใช่แพลตฟอร์ม
  • ร้าน Shopify ที่ช้าส่วนใหญ่ช้าเพราะแอปที่สะสมมาฉีดสคริปต์ลงทุกหน้า ไม่ใช่เพราะธีม ตรวจได้ด้วยการนับคำขอไปยังโดเมนภายนอกในแท็บ Network ของเบราว์เซอร์

Shopify SEO คือการทำให้ร้านค้าที่สร้างบน Shopify ถูกค้นเจอบน Google ภายใต้กติกาทางเทคนิคที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ล่วงหน้าและคุณแก้ไม่ได้ทั้งหมด เช่น รูปแบบ URL ที่ถูกล็อกไว้ ไฟล์ sitemap ที่ระบบสร้างให้เอง และโค้ดส่วนหัวของหน้าที่แก้ได้เฉพาะผ่านไฟล์ธีมเท่านั้น ส่วนคำตอบตรง ๆ ของคำถามที่ว่า Shopify ดีต่อ SEO หรือไม่ คือ ดีในเรื่องพื้นฐานทางเทคนิคที่ร้านค้าทั่วไปมักทำพลาด และจำกัดในเรื่องโครงสร้าง URL กับการควบคุมระดับเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นสองเรื่องที่คุณต้องยอมรับแล้วออกแบบงานรอบ ๆ มัน

บทความนี้เป็นการวินิจฉัย ไม่ใช่เช็กลิสต์ลงมือทำ เป้าหมายคือให้คุณแยกออกว่าปัญหา SEO ที่ร้านของคุณเจออยู่ อันไหนเป็นข้อจำกัดของ Shopify เอง และอันไหนเป็นปัญหา SEO ธรรมดาที่เกิดกับเว็บไซต์ทุกแพลตฟอร์ม เพราะการแยกสองอย่างนี้ไม่ออก คือสาเหตุที่เจ้าของร้านจำนวนมากเสียเวลาไปกับการพยายามแก้สิ่งที่แก้ไม่ได้ แล้วปล่อยสิ่งที่แก้ได้ทิ้งไว้เฉย ๆ

Shopify SEO คืออะไร

Shopify เป็นระบบร้านค้าออนไลน์แบบโฮสต์ให้ทั้งหมด คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ระบบ และไม่มี .htaccess หรือ log ของเซิร์ฟเวอร์ให้ดู งาน SEO บน Shopify จึงต่างจากงาน SEO บนเว็บไซต์ที่คุณคุมเซิร์ฟเวอร์เอง ตรงที่มันไม่ใช่คำถามว่า "จะทำอย่างไร" แต่เป็นคำถามว่า "แพลตฟอร์มยอมให้ทำแค่ไหน" งานจริงจึงเกิดขึ้นในสามชั้น ได้แก่ ชั้นของข้อมูลรายหน้าที่กรอกในหลังบ้าน ชั้นของไฟล์ธีมที่เขียนด้วยภาษา Liquid และชั้นของไฟล์ที่แพลตฟอร์มเปิดให้แก้ได้เป็นกรณีพิเศษ

Shopify เรนเดอร์ไฟล์ Liquid ที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ แปลว่าเนื้อหาหลักของหน้าสินค้า ชื่อสินค้า ราคา คำอธิบาย และลิงก์ภายใน อยู่ใน HTML ตั้งแต่ตอนที่เซิร์ฟเวอร์ส่งหน้ากลับมา ไม่ได้ถูกเติมทีหลังด้วย JavaScript นี่เป็นข้อดีที่คนมองข้าม เพราะแปลว่า Googlebot อ่านสินค้าของคุณได้โดยไม่ต้องรอการเรนเดอร์รอบสอง ปัญหาการเรนเดอร์บน Shopify มักไม่ได้มาจากตัวแพลตฟอร์ม แต่มาจากแอปของบุคคลที่สามที่ฉีดเนื้อหาเข้ามาทีหลังผ่าน JavaScript เช่น บล็อกรีวิว ตัวกรองสินค้า หรือส่วนแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาที่ถูกฉีดเข้ามาแบบนั้นคือเนื้อหาที่ต้องพิสูจน์ว่าถูกเก็บดัชนีจริง ไม่ใช่เนื้อหาที่สันนิษฐานได้ว่าปลอดภัย

สิ่งที่ Shopify SEO ไม่ใช่ ก็สำคัญพอกัน มันไม่ใช่การติดตั้งแอปแล้วจบ ไม่ใช่การไล่แก้คะแนนในหน้ารายงานของแอปให้เป็นสีเขียวทั้งหมด และไม่ใช่การพยายามลบคำว่า collections หรือ products ออกจาก URL ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้บนแพลตฟอร์มนี้ การเข้าใจว่าอะไรอยู่นอกอำนาจของคุณตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดงบและเวลาได้มากกว่าเทคนิคใด ๆ

Shopify ดีต่อ SEO หรือไม่

คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ Shopify จัดการเรื่องพื้นฐานทางเทคนิคให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรกได้ดีกว่าเว็บไซต์ที่ประกอบเองส่วนใหญ่ แต่แลกมาด้วยการที่คุณเสียสิทธิ์ควบคุมบางอย่างไปถาวร นี่คือการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่คำตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ร้านที่ขายสินค้าไม่กี่ร้อยรายการและแข่งด้วยเนื้อหากับแบรนด์ จะแทบไม่รู้สึกถึงข้อจำกัดเลย ส่วนร้านที่มีสินค้าหลายหมื่นรายการ มีตัวกรองซับซ้อน และต้องการควบคุมการเก็บดัชนีอย่างละเอียด จะชนเพดานเร็วกว่ามาก

สิ่งที่ Shopify จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

ทุกร้านบน Shopify ได้ใบรับรอง HTTPS มาตั้งแต่เปิดร้าน โดยที่คุณไม่ต้องตั้งค่าอะไร ธีมที่ Shopify แจกมาเป็นแบบตอบสนองหน้าจอมือถือมาตั้งแต่ต้น ระบบสร้างไฟล์ sitemap.xml ให้อัตโนมัติที่รากของโดเมน พร้อมไฟล์ย่อยสำหรับสินค้า คอลเลกชัน หน้าเว็บ และบทความในบล็อก และธีมมาตรฐานจะพิมพ์แท็ก canonical ออกมาในส่วนหัวของทุกหน้าให้เอง สี่อย่างนี้คือสี่เรื่องที่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างเองมักทำผิดหรือลืมทำ การที่แพลตฟอร์มบังคับให้ถูกตั้งแต่แรกจึงมีค่าจริง

Shopify ยังมีเครื่องมือทำ 301 redirect อยู่ในหลังบ้าน ซึ่งใช้ได้ทั้งแบบทีละรายการและแบบอัปโหลดไฟล์เป็นชุด และเมื่อคุณเปลี่ยน handle ของสินค้าหรือหน้าเว็บผ่านหลังบ้าน ระบบจะเสนอให้สร้าง redirect จาก URL เดิมให้ด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องกดยืนยัน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองเสมอ ดังนั้นถ้าใครในทีมเปลี่ยนชื่อสินค้าแล้วไม่ได้กดยืนยัน URL เดิมจะกลายเป็นหน้า 404 ทันที

จุดที่ Shopify บังคับคุณไว้

ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดคือคำนำหน้าใน URL คุณเปลี่ยนมันไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยการตั้งค่าใด ๆ ในหลังบ้านหรือการแก้ธีม สินค้าจะอยู่ใต้ /products/ คอลเลกชันอยู่ใต้ /collections/ หน้าเนื้อหาอยู่ใต้ /pages/ และบทความอยู่ใต้ /blogs/ ตามด้วยชื่อบล็อกอีกชั้นหนึ่ง แปลว่าถ้าคุณอยากได้ URL แบบ example.com/รองเท้าวิ่ง คุณจะไม่ได้มันบน Shopify คุณจะได้ example.com/collections/รองเท้าวิ่ง แทน

ข้อจำกัดที่สองคือการควบคุมระดับเซิร์ฟเวอร์ คุณตั้งค่า HTTP header เองไม่ได้ ดู log ของเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้ และเขียนกฎ redirect แบบมีเงื่อนไขซับซ้อนไม่ได้ คุณทำได้แค่จับคู่ URL ต้นทางกับปลายทางเป็นรายบรรทัด ข้อจำกัดที่สามคือไฟล์ sitemap.xml คุณแก้ด้วยมือไม่ได้ ระบบใส่ทุกอย่างที่เผยแพร่แล้วลงไปให้เอง ถ้าคุณอยากเอาหน้าใดหน้าหนึ่งออกจาก sitemap คุณต้องเลิกเผยแพร่มัน ไม่ใช่ไปลบบรรทัดในไฟล์

โครงสร้าง URL ของ Shopify ที่คุณเปลี่ยนไม่ได้

ส่วนของ URL ที่คุณตั้งเองได้คือ handle ซึ่งเป็นข้อความท้ายสุดหลังคำนำหน้า ส่วนคำนำหน้าเป็นของแพลตฟอร์ม เวลาวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ ให้คิดเสียว่าคุณกำลังออกแบบชื่อ handle และการเชื่อมโยงลิงก์ภายใน ไม่ใช่กำลังออกแบบลำดับชั้นของโฟลเดอร์ เพราะ Shopify ไม่มีลำดับชั้นของโฟลเดอร์ให้ออกแบบ คอลเลกชันไม่สามารถซ้อนอยู่ใต้คอลเลกชันอื่นใน URL ได้ ต่อให้คุณจัดเมนูให้ดูเหมือนซ้อนกันก็ตาม

ทำไมสินค้าชิ้นเดียวถึงมีได้มากกว่าหนึ่ง URL

นี่คือลักษณะเฉพาะของ Shopify ที่ทำให้เจ้าของร้านมือใหม่ตกใจที่สุดตอนเห็นรายงานการรวบรวมข้อมูล สินค้าหนึ่งชิ้นเข้าถึงได้จากอย่างน้อยสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือ /products/ชื่อสินค้า ซึ่งเป็นเส้นทางหลัก เส้นทางที่สองคือ /collections/ชื่อคอลเลกชัน/products/ชื่อสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้คลิกจากหน้าคอลเลกชันเข้าไปที่สินค้า ถ้าสินค้าชิ้นนั้นอยู่ในห้าคอลเลกชัน มันก็มีได้ถึงหกเส้นทางที่ให้เนื้อหาเดียวกัน

Shopify รู้เรื่องนี้ดี ธีมมาตรฐานจึงพิมพ์แท็ก canonical ในหน้าเวอร์ชัน /collections/ ให้ชี้กลับไปที่ /products/ชื่อสินค้า เสมอ นั่นคือกลไกที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเนื้อหาซ้ำในสายตาของ Google สิ่งที่คุณต้องทำจึงไม่ใช่การไล่ปิดเส้นทางเหล่านั้น แต่คือการตรวจว่าแท็ก canonical ยังทำงานอยู่จริงหลังจากทีมออกแบบแก้ธีม เพราะธีมที่ถูกแก้มือหนัก ๆ หรือถูกคัดลอกโค้ดส่วนหัวมาวางทับ เป็นจุดที่แท็กนี้หายไปได้

สิ่งที่คุณควบคุมได้จริงในเรื่องนี้คือลิงก์ภายใน เวลาคุณลิงก์ไปหาสินค้าจากบทความในบล็อก จากหน้าเนื้อหา หรือจากเมนู ให้ลิงก์ไปที่ /products/ชื่อสินค้า โดยตรงเสมอ อย่าลิงก์ผ่านเส้นทางที่มีคอลเลกชันคั่นอยู่ เพราะแม้ canonical จะแก้ปัญหาการเก็บดัชนีให้ แต่ลิงก์ภายในที่ชี้ไปยัง URL ที่ไม่ใช่ตัวหลัก ทำให้ Googlebot ต้องเสียรอบการรวบรวมข้อมูลไปกับหน้าที่จะถูกยุบรวมอยู่ดี

พารามิเตอร์จากการแบ่งหน้า การกรอง และการเรียงลำดับ

หน้าคอลเลกชันบน Shopify สร้าง URL เพิ่มขึ้นมาอีกชุดหนึ่งโดยที่คุณไม่ได้สั่ง การแบ่งหน้าทำให้เกิด URL ที่ลงท้ายด้วยพารามิเตอร์หมายเลขหน้า การเรียงลำดับทำให้เกิดพารามิเตอร์การจัดเรียง และตัวกรองสินค้าทำให้เกิดพารามิเตอร์ของตัวกรองซึ่งจับคู่กันได้เป็นจำนวนมาก ร้านที่มีตัวกรองห้าชนิด ชนิดละสี่ตัวเลือก สร้างชุดค่าผสมได้มากกว่าจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงหลายเท่า

ไฟล์ robots.txt มาตรฐานของ Shopify บล็อกบางส่วนของกลุ่มนี้ให้อยู่แล้ว เช่น หน้าผลการค้นหาภายในร้านและตะกร้าสินค้า แต่ไม่ได้บล็อกทุกอย่าง วิธีตรวจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของร้านคุณหรือยัง ให้ดูรายงานความครอบคลุมของดัชนีใน Google Search Console แล้วเทียบจำนวน URL ที่ถูกค้นพบ กับจำนวนสินค้าบวกคอลเลกชันบวกหน้าเว็บบวกบทความที่คุณมีจริง ถ้าตัวเลขแรกมากกว่าตัวเลขหลังหลายเท่า แปลว่า Googlebot กำลังใช้เวลาไปกับชุดค่าผสมของตัวกรอง

Shopify SEO สำหรับมือใหม่ วิธีวินิจฉัยข้อจำกัดของร้านคุณทีละขั้น

ขั้นตอนด้านล่างไม่ใช่แผนลงมือแก้ แต่เป็นลำดับการตรวจเพื่อให้คุณรู้ว่าร้านของคุณติดอยู่ตรงไหนจริง ๆ ก่อนจะจ่ายเงินให้ใครแก้อะไร ทำตามลำดับ เพราะแต่ละขั้นตัดสาเหตุที่เป็นไปได้ออกไปหนึ่งกลุ่ม

  1. เปิดไฟล์ sitemap.xml ที่รากของโดเมนคุณ แล้วไล่ดูไฟล์ย่อยแต่ละไฟล์ นับว่ามีสินค้า คอลเลกชัน หน้าเว็บ และบทความอยู่กี่รายการ ตัวเลขนี้คือจำนวนหน้าที่คุณตั้งใจให้มีอยู่จริง เก็บไว้เป็นตัวตั้ง
  2. เทียบตัวเลขนั้นกับ Google Search Console ในรายงานที่แสดงหน้าที่ถูกเก็บดัชนีและหน้าที่ไม่ถูกเก็บดัชนี ถ้าจำนวนหน้าที่ถูกค้นพบสูงกว่าตัวตั้งมาก ปัญหาของคุณคือ URL ส่วนเกินจากตัวกรองและการเรียงลำดับ ถ้าจำนวนหน้าที่ถูกเก็บดัชนีต่ำกว่าตัวตั้งมาก ปัญหาของคุณคือคุณภาพเนื้อหาหรือลิงก์ภายใน ไม่ใช่ตัวแพลตฟอร์ม
  3. เปิดหน้าสินค้าหนึ่งหน้าแล้วดูซอร์สโค้ด ค้นหาคำว่า canonical ในซอร์ส ตรวจว่าค่าที่ได้ชี้ไปที่ /products/ชื่อสินค้า จริง จากนั้นเปิดหน้าเดิมผ่านเส้นทาง /collections/ แล้วตรวจซ้ำ ถ้าทั้งสองหน้าชี้ไปที่ปลายทางเดียวกัน กลไกของแพลตฟอร์มยังทำงานปกติ
  4. ปิด JavaScript ในเบราว์เซอร์แล้วโหลดหน้าสินค้าเดิมอีกครั้ง สิ่งที่ยังเห็นอยู่คือสิ่งที่ Shopify เรนเดอร์มาจากเซิร์ฟเวอร์ สิ่งที่หายไปคือสิ่งที่แอปฉีดเข้ามา ถ้าคำอธิบายสินค้า รีวิว หรือข้อความสำคัญหายไปตอนปิด JavaScript นั่นคือความเสี่ยงที่ต้องจัดการ และมันไม่ใช่ข้อจำกัดของ Shopify แต่เป็นผลจากแอปที่คุณติดตั้ง
  5. นับจำนวนคำขอและขนาดไฟล์ที่หน้าหนึ่งต้องโหลด ผ่านแท็บ Network ของเครื่องมือนักพัฒนาในเบราว์เซอร์ แล้วดูว่าไฟล์ที่หนักที่สุดมาจากโดเมนของ Shopify เองหรือมาจากที่อื่น ถ้ามาจากที่อื่นเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาความเร็วของคุณคือแอป ไม่ใช่ธีม

เมื่อครบห้าขั้นนี้ คุณจะตอบได้แล้วว่าปัญหาของร้านคุณอยู่ในกลุ่มไหน ข้อจำกัดของแพลตฟอร์มที่ต้องออกแบบงานรอบ ๆ มัน หรือปัญหา SEO ธรรมดาอย่างเนื้อหาบาง ลิงก์ภายในไม่พอ และไม่มีใครลิงก์มาหาคุณ ซึ่งเป็นปัญหาชุดเดียวกับที่เว็บไซต์บนแพลตฟอร์มอื่นเจอ และเป็นสิ่งที่การทำ ตรวจสอบ SEO อย่างเป็นระบบ จะระบุออกมาให้เห็นเป็นรายการได้

วิธีปรับปรุง SEO บน Shopify สิ่งที่คุณควบคุมได้จริง

เมื่อรู้แล้วว่าอะไรแก้ไม่ได้ ที่เหลือคือรายการของสิ่งที่แก้ได้ ซึ่งแบ่งตามชั้นที่คุณต้องเข้าไปทำงาน

ชั้นที่หนึ่ง ข้อมูลรายหน้าในหลังบ้าน

ทุกสินค้า คอลเลกชัน หน้าเว็บ และบทความในบล็อก มีส่วนแก้ไขข้อมูลที่แสดงบนหน้าผลการค้นหาอยู่ที่ท้ายหน้าแก้ไขในหลังบ้าน ตรงนั้นคุณตั้งชื่อหน้า คำอธิบาย และ handle ได้เอง สิ่งที่ควรตรวจคือ handle ที่ระบบสร้างให้อัตโนมัติจากชื่อสินค้า เพราะเมื่อชื่อสินค้ายาวหรือมีอักขระพิเศษ handle ที่ได้จะยาวตามและอ่านไม่รู้เรื่อง การแก้ handle หลังจากหน้านั้นมีอันดับแล้วมีต้นทุน คุณต้องสร้าง redirect ตามทุกครั้ง ดังนั้นให้แก้ตอนที่หน้ายังใหม่

ข้อความแทนรูปภาพก็ตั้งได้จากหลังบ้านเช่นกัน สำหรับร้านค้า ข้อความแทนรูปควรบอกว่าในรูปคืออะไรในแบบที่คนตาบอดเข้าใจได้ ไม่ใช่การยัดคำค้นหา รูปสินค้ามุมต่างกันควรมีข้อความต่างกัน ไม่ใช่ทั้งหมดเขียนว่าชื่อสินค้าเหมือนกันหมด

ชั้นที่สอง ไฟล์ธีม

ส่วนหัวของทุกหน้าถูกประกอบขึ้นในไฟล์ theme.liquid ซึ่งเป็นที่อยู่ของแท็กชื่อหน้า แท็ก canonical และมักเป็นที่ที่ข้อมูลโครงสร้างแบบ JSON-LD ถูกใส่ไว้ ธีมสมัยใหม่ที่ Shopify ทำเองมักมีข้อมูลโครงสร้างของสินค้ามาให้ระดับหนึ่ง แต่ธีมที่ซื้อมาหรือธีมที่ถูกแก้หนักไม่มีมาตรฐานเดียวกัน คุณต้องเปิดดูเองว่ามีอะไรอยู่บ้าง วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือเปิดซอร์สของหน้าสินค้าแล้วค้นคำว่า application/ld+json

รูปแบบของแท็กชื่อหน้าเป็นสิ่งที่ตั้งได้ที่ชั้นนี้ ร้านจำนวนมากปล่อยให้ธีมต่อชื่อร้านท้ายชื่อหน้าทุกหน้า ซึ่งกินความยาวที่มีจำกัดไปโดยไม่ได้อะไรกลับมาในหน้าที่ชื่อสินค้ายาวอยู่แล้ว การตัดสินใจเรื่องนี้เป็นการแก้ที่ธีม ไม่ใช่การแก้ทีละหน้า สำหรับร้านที่กำลังจะทำธีมใหม่อยู่แล้ว การวางเรื่องนี้ไปพร้อมกับงาน ออกแบบเว็บไซต์ Shopify ถูกกว่าการมาแก้ทีหลังมาก

ชั้นที่สาม ไฟล์ที่แพลตฟอร์มเปิดให้แก้

ตั้งแต่ปี 2564 Shopify เปิดให้แก้ไฟล์ robots.txt ผ่านไฟล์เทมเพลตชื่อ robots.txt.liquid ที่เพิ่มเข้าไปในธีมได้ นี่คือช่องทางเดียวที่คุณจะเพิ่มหรือลบกฎในไฟล์ robots.txt ของร้าน ค่ามาตรฐานที่ Shopify ให้มานั้นตั้งไว้สมเหตุสมผลสำหรับร้านทั่วไปแล้ว การแก้ไฟล์นี้จึงควรทำเมื่อคุณตอบได้ว่าจะแก้เพราะอะไร และมีหลักฐานจากขั้นที่สองของการวินิจฉัยรองรับ การบล็อกผิดที่ในไฟล์นี้ทำให้หน้าที่ทำเงินหายจากผลการค้นหาได้ในรอบการรวบรวมข้อมูลถัดไป

ไฟล์ sitemap.xml ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ คุณแก้มันไม่ได้ และไม่ควรพยายามหาวิธีอ้อม สิ่งที่ควบคุมเนื้อหาใน sitemap คือสถานะการเผยแพร่ของแต่ละหน้า ไม่ใช่ตัวไฟล์

Shopify SEO plugin ช่วยอะไรได้ และมีต้นทุนอะไรที่ไม่ได้เขียนไว้บนหน้าราคา

แอปในหมวด SEO บน Shopify แบ่งตามงานที่มันทำได้เป็นห้ากลุ่มใหญ่ และแต่ละกลุ่มมีคำถามเดียวกันให้ถามก่อนติดตั้ง คือ งานนี้ทำมือได้ในเวลาเท่าไร กลุ่มแรกคือแอปแก้ชื่อหน้าและคำอธิบายแบบเป็นชุด ซึ่งคุ้มเมื่อคุณมีสินค้าหลายร้อยรายการขึ้นไป แต่ถ้ามีสินค้าห้าสิบรายการ การนั่งแก้มือครั้งเดียวจบเร็วกว่าและไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน กลุ่มที่สองคือแอปจัดการ redirect ซึ่งทับซ้อนกับเครื่องมือที่ Shopify มีให้อยู่แล้วในหลังบ้าน ส่วนที่แอปทำเพิ่มคือการตรวจหา 404 อัตโนมัติ

กลุ่มที่สามคือแอปฉีดข้อมูลโครงสร้าง JSON-LD กลุ่มนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าธีมของคุณมีข้อมูลโครงสร้างอยู่แล้ว การติดตั้งแอปเพิ่มทำให้หน้าเดียวมีข้อมูลโครงสร้างของสินค้าสองชุดที่อาจขัดกันเอง ตรวจซอร์สก่อนติดตั้งเสมอ กลุ่มที่สี่คือแอปบีบอัดรูปภาพ ซึ่งทำงานได้จริงและวัดผลได้ตรงไปตรงมา กลุ่มที่ห้าคือแอปไล่ตรวจลิงก์เสีย ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทั่วไปและมักซ้ำกับสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วในเครื่องมืออื่น

ต้นทุนที่ไม่ได้เขียนไว้คือน้ำหนักของหน้าเว็บ แอปเกือบทุกตัวฉีดสคริปต์ของตัวเองเข้าไปในธีม และสคริปต์เหล่านั้นโหลดในทุกหน้า ไม่ใช่เฉพาะหน้าที่ใช้งานมัน ร้าน Shopify ที่ช้าส่วนใหญ่ไม่ได้ช้าเพราะธีม แต่ช้าเพราะสะสมแอปมาสิบกว่าตัวตลอดสองปี และแอปที่ถอนออกแล้วบางตัวยังทิ้งโค้ดค้างไว้ในธีม การตรวจส่วนนี้ทำได้ด้วยการเปิดแท็บ Network แล้วดูว่ามีคำขอไปยังโดเมนภายนอกกี่รายการ ตัวเลขนี้คือหนี้ที่แอปทิ้งไว้ให้คุณ

สรุปหลักการเลือกคือ ติดตั้งแอปเมื่องานนั้นทำมือแล้วไม่คุ้มค่าแรง ไม่ใช่ติดตั้งเพราะแอปสัญญาว่าจะทำ SEO ให้ ไม่มีแอปตัวไหนสร้างเนื้อหาที่มีคนอยากอ่าน หรือทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มาหาคุณได้ และสองอย่างนั้นคือสิ่งที่ตัดสินอันดับในคำค้นหาที่มีการแข่งขัน

Shopify SEO tips ที่ทำงานได้ภายใต้ข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม

เมื่อคำนำหน้า URL เปลี่ยนไม่ได้ น้ำหนักจึงตกไปอยู่ที่หน้าคอลเลกชัน หน้าคอลเลกชันบน Shopify คือหน้าที่มีโอกาสติดอันดับคำค้นหาประเภทหมวดหมู่สินค้ามากที่สุด แต่ธีมมาตรฐานแสดงคอลเลกชันเป็นแค่ตารางรูปสินค้าโดยไม่มีข้อความอะไรเลย การเพิ่มคำอธิบายคอลเลกชันที่บอกว่าใครควรซื้ออะไรในหมวดนี้ และมีอะไรให้เลือกบ้าง เป็นการใช้พื้นที่ที่แพลตฟอร์มให้มาเต็มที่ที่สุด

เรื่องที่สองคือบล็อก Shopify บังคับให้บทความอยู่ใต้ /blogs/ชื่อบล็อก/ชื่อบทความ ซึ่งแปลว่าชื่อบล็อกกลายเป็นส่วนหนึ่งของ URL ถาวร ร้านจำนวนมากปล่อยไว้เป็นชื่อมาตรฐานที่ระบบตั้งให้ แล้วมารู้ตัวทีหลังว่าทุก URL ของเนื้อหามีคำนั้นติดอยู่ ตัดสินใจเรื่องชื่อบล็อกก่อนเขียนบทความแรก ไม่ใช่หลังจากมีบทความห้าสิบชิ้น

เรื่องที่สามคือสินค้าที่เลิกขาย ร้านค้าออนไลน์สะสมสินค้าหมดอายุตลอดเวลา และการลบสินค้าทิ้งทำให้เกิดหน้า 404 ที่เคยมีลิงก์ชี้เข้ามา ทางเลือกที่มีคือปล่อยหน้าไว้แล้วบอกว่าสินค้าไม่มีจำหน่ายพร้อมเสนอทางเลือกอื่น หรือ redirect ไปที่คอลเลกชันที่ใกล้เคียงที่สุด สิ่งที่ไม่ควรทำคือ redirect ทุกอย่างไปหน้าแรก เพราะ Google มักถือว่า redirect ที่ไม่เกี่ยวข้องเป็นหน้าที่หาไม่พบอยู่ดี

เรื่องที่สี่คือสินค้าที่มีตัวเลือกย่อยจำนวนมาก เช่น สีและขนาด Shopify ให้แต่ละตัวเลือกมีพารามิเตอร์ของตัวเองใน URL ถ้าตัวเลือกของคุณต่างกันแค่สี ปล่อยให้มันรวมอยู่ในหน้าเดียวคือคำตอบที่ถูก แต่ถ้าคนค้นหาสินค้าแยกตามรุ่นจริง ๆ การแยกเป็นสินค้าคนละรายการให้คนละหน้าจะได้พื้นที่เขียนเนื้อหาที่ต่างกันจริง หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับร้านอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์ม และเป็นส่วนหนึ่งของงาน SEO สำหรับ e-commerce ที่ไม่เกี่ยวกับ Shopify โดยเฉพาะ

ตารางแยกว่าอะไรเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์ม อะไรเป็นหน้าที่ของคุณ

ตารางด้านล่างสรุปว่าองค์ประกอบทางเทคนิคแต่ละอย่างของร้าน Shopify ใครเป็นคนจัดการ ใช้มันเป็นตัวตัดสินว่าเรื่องไหนควรอยู่ในแผนงานของคุณ และเรื่องไหนไม่ต้องเสียเวลาคิด

ตารางแยกว่าอะไรเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์ม อะไรเป็นหน้าที่ของคุณ
องค์ประกอบShopify จัดการให้สิ่งที่คุณต้องทำเอง
ไฟล์ sitemap.xmlสร้างและอัปเดตอัตโนมัติที่รากของโดเมนควบคุมเนื้อหาในไฟล์ผ่านสถานะการเผยแพร่ของแต่ละหน้า
แท็ก canonicalธีมมาตรฐานพิมพ์ให้ทุกหน้า และชี้เวอร์ชัน /collections/ กลับไปที่ /products/ตรวจว่าแท็กยังอยู่หลังแก้ธีม และลิงก์ภายในชี้ไปที่ /products/ โดยตรง
คำนำหน้าใน URLล็อกไว้ตายตัว เปลี่ยนไม่ได้ตั้ง handle ให้อ่านรู้เรื่องตั้งแต่ก่อนหน้าจะมีอันดับ
ไฟล์ robots.txtให้ค่ามาตรฐานที่บล็อกหน้าค้นหาภายในและตะกร้าแก้ผ่าน robots.txt.liquid เฉพาะเมื่อมีหลักฐานว่าต้องแก้
ความเร็วหน้าเว็บโฮสต์และเครือข่ายกระจายเนื้อหาให้จำกัดจำนวนแอปที่ฉีดสคริปต์ และเก็บกวาดโค้ดที่แอปเก่าทิ้งไว้
ภาพเปรียบเทียบสองคอลัมน์ แสดงสิ่งที่ Shopify จัดการให้อัตโนมัติ ได้แก่ ไฟล์ sitemap แท็ก canonical ที่ชี้กลับหน้า products และ HTTPS เทียบกับสิ่งที่เจ้าของร้านต้องจัดการเอง ได้แก่ คำนำหน้า URL ที่เปลี่ยนไม่ได้ การกดยืนยัน 301 redirect และน้ำหนักหน้าเว็บที่มาจากแอปที่ติดตั้ง

ร้าน Shopify ในตลาดไทยต่างจากนี้อย่างไร

เรื่องแรกคือชื่อสินค้าและ handle ภาษาไทย เมื่อคุณตั้งชื่อสินค้าเป็นภาษาไทย ระบบจะสร้าง handle ให้อัตโนมัติ สิ่งที่ควรทำคือเปิดดูผลลัพธ์กับสินค้าตัวอย่างหนึ่งชิ้นก่อนที่จะสร้างสินค้าทั้งร้าน แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นจริงว่าจะใช้ handle ภาษาไทยหรือจะเขียนเป็นอักษรโรมัน ทั้งสองแบบใช้งานได้ URL ภาษาไทยจะถูกเข้ารหัสเป็นข้อความยาวเมื่อคัดลอกไปวางที่อื่น ส่วน handle แบบอักษรโรมันอ่านง่ายกว่าเวลาส่งต่อในแชท แต่ก็ทำให้เสียคำค้นหาที่ตรงตัวใน URL ไป ประเด็นนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกร้าน สิ่งที่ผิดชัดเจนคือการเปลี่ยนใจหลังจากสร้างสินค้าไปแล้วห้าร้อยรายการ

เรื่องที่สองคือการมีสองภาษา ถ้าคุณขายทั้งลูกค้าไทยและลูกค้าต่างชาติ คุณเลือกได้ระหว่างใช้ระบบหลายภาษาของ Shopify เองในร้านเดียว หรือแยกเป็นสองร้าน แบบแรกทำให้แพลตฟอร์มจัดการเรื่องการประกาศหน้าเวอร์ชันภาษาอื่นให้ในระดับหนึ่ง แบบที่สองให้คุณควบคุมได้มากกว่าแต่ต้องดูแลการเชื่อมโยงระหว่างสองร้านเอง และต้องดูแลสินค้าคงคลังสองชุด ก่อนตัดสินใจ ให้ตรวจว่าลูกค้าต่างชาติของคุณมีสัดส่วนเท่าไรจากข้อมูลคำสั่งซื้อจริงของคุณเอง ไม่ใช่จากสมมติฐาน

เรื่องที่สามเปลี่ยนวิธีคิดมากที่สุด ผู้ซื้อในไทยจำนวนมากเข้าถึงร้านค้าจากลิงก์ในโซเชียลมีเดียและจากมาร์เก็ตเพลส ไม่ได้มาจากการค้นหาบน Google เป็นหลักเสมอไป สัดส่วนที่แท้จริงต่างกันไปตามประเภทสินค้าและไม่มีตัวเลขกลางที่เชื่อถือได้พอจะยกมาอ้าง วิธีเดียวที่ตอบได้คือเปิดรายงานช่องทางการเข้าชมของร้านคุณเอง แล้วดูว่าการค้นหาแบบไม่เสียเงินคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของทั้งหมด ถ้าตัวเลขนั้นต่ำมาก งบก้อนถัดไปอาจควรไปที่ความเร็วหน้าเว็บกับอัตราการปิดการขายก่อน เพราะทราฟฟิกจากโซเชียลเข้ามาที่หน้าเดียวกันนี้อยู่แล้ว

เรื่องที่สี่คือหน้าที่คนไทยมองหาก่อนกดซื้อ ได้แก่ วิธีชำระเงิน ค่าจัดส่ง ระยะเวลาส่ง และเงื่อนไขการคืนสินค้า หน้าเหล่านี้อยู่ใต้ /pages/ และมักถูกเขียนแบบขอไปที ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ถูกเปิดอ่านบ่อยที่สุดรองจากหน้าสินค้า การเขียนให้ครบและตรงไปตรงมาช่วยทั้งคนที่กำลังตัดสินใจซื้อและช่วยให้ร้านมีเนื้อหาที่ตอบคำถามจริง ซึ่งเชื่อมกับงาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ ในภาพรวมมากกว่าจะเป็นงาน SEO ล้วน ๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shopify SEO

Shopify ดีต่อ SEO จริงหรือไม่

ดีในเรื่องพื้นฐานทางเทคนิค และจำกัดในเรื่องโครงสร้าง URL แพลตฟอร์มให้ HTTPS ธีมที่รองรับมือถือ ไฟล์ sitemap อัตโนมัติ และแท็ก canonical มาตั้งแต่วันแรก แต่ไม่ยอมให้คุณเปลี่ยนคำนำหน้าใน URL ตั้งค่า HTTP header เอง หรือแก้ไฟล์ sitemap ด้วยมือ ร้านส่วนใหญ่แพ้คู่แข่งเพราะเนื้อหาและลิงก์ ไม่ใช่เพราะข้อจำกัดสองข้อนี้

ต้องลบคำว่า collections ออกจาก URL ไหม

ลบไม่ได้ และไม่ต้องพยายาม คำนำหน้าใน URL ของ Shopify ถูกล็อกไว้ที่ระดับแพลตฟอร์ม ไม่มีการตั้งค่าหรือแอปตัวใดเปลี่ยนมันได้จริง คู่แข่งของคุณที่ใช้ Shopify ก็อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน สิ่งที่ต่างกันจึงเป็นเนื้อหาในหน้าคอลเลกชันและลิงก์ที่ชี้เข้ามา

สินค้าเดียวกันอยู่ได้หลาย URL จะเป็นเนื้อหาซ้ำหรือไม่

โดยปกติไม่เป็น เพราะธีมมาตรฐานของ Shopify พิมพ์แท็ก canonical ให้หน้าเวอร์ชัน /collections/ ชี้กลับไปที่ /products/ อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องตรวจคือแท็กนั้นยังอยู่หลังจากธีมถูกแก้ และลิงก์ภายในของคุณชี้ไปที่ /products/ โดยตรง ไม่ใช่ชี้ผ่านเส้นทางที่มีคอลเลกชันคั่น

ควรติดตั้งแอป SEO กี่ตัว

เท่าที่จำเป็นกับงานที่ทำมือแล้วไม่คุ้มค่าแรงเท่านั้น แอปแต่ละตัวฉีดสคริปต์เข้าไปในธีมและโหลดในทุกหน้า ซึ่งเพิ่มน้ำหนักหน้าเว็บ ร้านที่มีสินค้าไม่กี่สิบรายการมักไม่ต้องใช้แอปแก้ข้อมูลแบบเป็นชุดเลย ก่อนติดตั้งแอปข้อมูลโครงสร้าง ให้ตรวจซอร์สหน้าสินค้าก่อนว่าธีมใส่มาให้อยู่แล้วหรือไม่

เริ่มต้นตรงไหนถ้าเพิ่งเปิดร้าน

เริ่มที่การวินิจฉัยห้าขั้นในบทความนี้ เพื่อรู้ว่าปัญหาของคุณเป็นข้อจำกัดของแพลตฟอร์มหรือเป็นปัญหา SEO ธรรมดา จากนั้นจึงค่อยลงมือ เพราะการลงมือก่อนรู้ว่าอะไรพังทำให้เสียงบไปกับสิ่งที่ไม่ใช่คอขวด

สรุป

Shopify ให้พื้นฐานทางเทคนิคที่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก และล็อกโครงสร้าง URL กับการควบคุมระดับเซิร์ฟเวอร์ไว้ไม่ให้คุณแตะ งานของคุณคือรู้ว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน แล้วทุ่มเวลาไปกับฝั่งที่คุณควบคุมได้ ได้แก่ handle ที่อ่านรู้เรื่อง คำอธิบายคอลเลกชันที่มีเนื้อหาจริง ลิงก์ภายในที่ชี้ตรงไปที่หน้าสินค้าหลัก และจำนวนแอปที่ไม่บานปลาย

บทความนี้ตั้งใจให้จบที่การวินิจฉัย ส่วนเช็กลิสต์การลงมือทำแบบเรียงลำดับสำหรับร้านภาษาไทย ตั้งแต่การตั้ง handle ภาษาไทย การประกาศหน้าเวอร์ชันภาษาอื่น ไปจนถึงการส่งฟีดสินค้าเข้าระบบของ Google เป็นงานคนละชิ้นที่ต้องวางแผนแยกต่างหาก เพราะแต่ละข้อในเช็กลิสต์นั้นขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยที่คุณเพิ่งทำ ถ้าอยากให้มีคนช่วยดูว่าร้านของคุณติดอยู่ตรงไหนและควรลงมือเรื่องใดก่อน ลองดูรายละเอียด บริการ SEO สำหรับ Shopify แล้วเริ่มจากการคุยกันว่าตัวเลขในรายงานของร้านคุณตอนนี้บอกอะไรอยู่

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: