The 25-step Shopify SEO checklist in order: technical work in steps 1 to 5, on-page basics 6 to 9, product pages 10 to 13, collection pages 14 to 17, content 18 to 20, structured data 21 to 22, and speed 23 to 25.

Shopify SEO เช็กลิสต์ 25 ข้อ ทำตามลำดับที่ถูกต้อง

อีคอมเมิร์ซAugust 29, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • ลำดับการทำงานสำคัญกว่ารายชื่อเครื่องมือ ตั้งฐานการวัดผลใน Search Console และวางวินัยรีไดเรกต์ก่อนเริ่มเขียนอะไรใหม่
  • เช็กลิสต์ 25 ข้อใน 7 กลุ่ม คืองานเทคนิค งานหน้าเว็บพื้นฐาน หน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ คอนเทนต์ ข้อมูลโครงสร้าง และความเร็ว
  • ร้านไทยมีสี่เรื่องที่ต้องตัดสินใจเพิ่ม คือ handle ภาษาไทยหรืออักษรโรมัน การทำคำค้นในภาษาที่ไม่เว้นวรรค hreflang สำหรับร้านสองภาษา และแคตตาล็อกเดียวที่ป้อนทั้งหน้าเว็บและฟีดโฆษณา
  • ราคาของ Shopify SEO ไม่มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับจำนวนสินค้า การแก้ธีม การเป็นร้านสองภาษา ปริมาณเนื้อหาที่ต้องเขียน และการเป็นงานครั้งเดียวหรือรายเดือน
  • การจ้างเหมาะกับร้านที่มีสินค้าเกินราวหนึ่งร้อย SKU อยู่ในหมวดที่แข่งขันสูง มีกรอบเวลาจำกัด ต้องแก้ระดับธีม หรือเป็นร้านสองภาษา

ร้าน Shopify เปิดแล้ว สินค้าขึ้นครบทุก SKU แต่ทราฟฟิกจากการค้นหาแทบไม่ขยับ และยอดขายยังนิ่งอยู่ที่เดิม คำถามแรกของเจ้าของร้านมักเป็น "ต้องลงแอปตัวไหน" ทั้งที่คำถามที่ถูกคือ "ต้องทำอะไรก่อน แล้วค่อยทำอะไร" เพราะงาน shopify seo ที่เสียเปล่าส่วนใหญ่ ไม่ได้เสียเพราะทำผิดวิธี แต่เสียเพราะทำถูกวิธีในลำดับที่ผิด แก้ชื่อสินค้าทั้งร้านก่อนตั้งค่ารีไดเรกต์ แล้วลิงก์เก่าตายทั้งหมด เขียนคำอธิบายสินค้าใหม่หมดก่อนดูว่าหน้าไหนถูกจัดทำดัชนีอยู่บ้าง แล้วงานเขียนครึ่งหนึ่งไปตกอยู่บนหน้าที่ Google ไม่เคยเก็บ

บทความนี้เป็นแผนลงมือทำ ไม่ใช่บทอธิบายพื้นฐาน ถ้าคุณยังต้องการคำอธิบายว่า Shopify จัดการโครงสร้าง URL หน้าสินค้าที่เข้าถึงได้จากหลายเส้นทาง และเรื่องหน้าซ้ำอย่างไร เนื้อหาส่วนนั้นมีอธิบายแยกไว้ต่างหากแล้ว ที่นี่จะเริ่มจากลำดับงานตรง ๆ เป็นเช็กลิสต์ 25 ข้อที่เรียงตามลำดับการทำจริง ตามด้วยประเด็นเฉพาะของร้านไทย และการตัดสินใจว่าจะทำเองหรือจ้าง

เช็กลิสต์ Shopify SEO 25 ข้อเรียงตามลำดับ งานเทคนิคข้อ 1 ถึง 5 งานหน้าเว็บข้อ 6 ถึง 9 หน้าสินค้าข้อ 10 ถึง 13 หน้าหมวดหมู่ข้อ 14 ถึง 17 คอนเทนต์ข้อ 18 ถึง 20 ข้อมูลโครงสร้างข้อ 21 ถึง 22 และความเร็วข้อ 23 ถึง 25

งานเทคนิค: ข้อ 1 ถึง 5

ห้าข้อแรกคือฐานการวัดผลและกันความเสียหาย ถ้าข้ามส่วนนี้ไป งานเขียนและงานหน้าเว็บทั้งหมดที่ทำต่อจากนี้จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าได้ผลหรือไม่ และการแก้ไขบางอย่างจะทำลายลิงก์เดิมโดยไม่มีใครรู้จนกว่ายอดจะตก

  1. ยืนยันสิทธิ์ร้านใน Google Search Console แล้วส่งแผนผังเว็บไซต์ Shopify สร้าง sitemap.xml ให้อัตโนมัติและอัปเดตเองเมื่อคุณเพิ่มหรือลบสินค้า สิ่งที่ต้องทำคือส่งไฟล์นั้นเข้า Search Console แล้วเปิดรายงานการจัดทำดัชนีเพื่อดูว่าหน้าไหน "ถูกจัดทำดัชนี" และหน้าไหน "ถูกค้นพบแต่ยังไม่จัดทำดัชนี" ตัวเลขสองชุดนี้คือเส้นฐานของคุณ ถ้าไม่มีเส้นฐาน ทุกงานที่ทำต่อจากนี้จะเถียงกันไม่จบว่าดีขึ้นเพราะอะไร
  2. ตรวจว่าร้านเปิดให้เข้าถึงได้จริง และเวอร์ชันทดสอบไม่หลุดออกไป ร้านที่ยังตั้งรหัสผ่านหน้าร้านไว้จะไม่ถูกเก็บข้อมูล ตรวจต่อว่าธีมที่กำลังพัฒนา ลิงก์พรีวิว และโดเมนสำรองที่ผูกไว้ ไม่ได้เปิดให้เข้าถึงคู่ขนานกับโดเมนหลัก Shopify มีไฟล์ robots.txt.liquid ที่ตั้งค่าเริ่มต้นมาให้พอสมควรอยู่แล้ว ให้ดูก่อนว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ก่อนจะไปเพิ่มกฎใหม่ทับ
  3. ตัดสินใจเรื่องการจัดทำดัชนีของหน้าที่เกิดจากตัวกรอง แท็ก และการเรียงลำดับ ร้านที่มีสินค้าหลายร้อยชิ้นจะสร้าง URL แบบ /collections/ชื่อหมวด/แท็ก และ URL ที่มีพารามิเตอร์เรียงลำดับต่อท้ายขึ้นมาเองเป็นจำนวนมาก ให้เลือกชุดตัวกรองที่มีคนค้นหาจริงไว้ไม่กี่ชุด เช่น สี ขนาด หรือแบรนด์ที่คนพิมพ์ค้นบ่อย แล้วปล่อยให้ชุดนั้นถูกจัดทำดัชนี ส่วนที่เหลือให้กันออก การปล่อยทั้งหมดคือการให้บอตไล่เก็บหน้าที่ไม่มีวันติดอันดับแทนหน้าที่ขายได้
  4. ตรวจแท็ก canonical บนหน้าสินค้าที่เข้าถึงจากเส้นทางหมวดหมู่ โดยค่าเริ่มต้น Shopify จะชี้ canonical ของสินค้าที่เข้าถึงผ่านหมวดหมู่กลับไปที่ URL หลักของสินค้านั้น ปัญหาเกิดตอนที่ธีมถูกแก้เอง หรือมีเทมเพลตสินค้าที่สร้างขึ้นมาใหม่แล้วโค้ดส่วนนี้หายไป ให้เปิดซอร์สโค้ดของหน้าสินค้าจริงสักสามหน้าจากคนละเทมเพลต แล้วดูด้วยตาว่า canonical ชี้ไปที่ไหน อย่าเชื่อว่ามันถูกเพียงเพราะเป็นค่าเริ่มต้น
  5. วางวินัยเรื่องรีไดเรกต์ก่อนแตะอะไรก็ตามที่เป็นชื่อ URL การเปลี่ยนชื่อ handle ของสินค้าหรือหมวดหมู่คือการเปลี่ยน URL และลิงก์เดิมจะกลายเป็นหน้า 404 ทันที Shopify มีเครื่องมือ URL Redirects ในส่วนของช่องทางการขายออนไลน์ ให้ตั้งกฎไว้ว่า ทุกครั้งที่มีการลบสินค้า รวมสินค้าสองชิ้นเข้าด้วยกัน หรือเปลี่ยน handle ต้องสร้างรีไดเรกต์ 301 ไปยังหน้าที่ใกล้เคียงที่สุดในขั้นตอนเดียวกัน ไม่ใช่ตามเก็บทีหลัง

งานหน้าเว็บพื้นฐาน: ข้อ 6 ถึง 9

ส่วนนี้คือชื่อหน้าและคำอธิบายที่แสดงในผลการค้นหา จุดสำคัญของร้านที่มีสินค้าเยอะคือ ห้ามเขียนทีละหน้าตั้งแต่ต้น ให้วางรูปแบบที่ขยายได้ก่อน แล้วค่อยเขียนมือเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุด

  1. ออกแบบรูปแบบของ title tag แยกตามชนิดเทมเพลต หน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ หน้าบทความ และหน้าทั่วไป ควรมีสูตรของตัวเอง เช่น หน้าสินค้าใช้ ชื่อสินค้า + คุณสมบัติที่คนค้นหา + ชื่อร้าน ส่วนหน้าหมวดหมู่ใช้ ชื่อหมวด + คำขยายเชิงซื้อ + ชื่อร้าน ตัดสินใจครั้งเดียวว่าจะวางชื่อแบรนด์ไว้หน้าหรือหลัง แล้วใช้แบบเดียวกันทั้งร้าน เพราะการสลับไปมาทำให้ผลการค้นหาของคุณดูไม่เป็นร้านเดียวกัน
  2. กวาดหาชื่อหน้าที่ซ้ำกันและที่ยาวเกินจนถูกตัด ส่งออกรายการสินค้าเป็นไฟล์ แล้วเรียงคอลัมน์ชื่อหน้าเพื่อหาค่าซ้ำ สินค้าที่ต่างกันแค่สีหรือขนาดมักลงเอยด้วยชื่อหน้าเดียวกันเป๊ะ ซึ่งทำให้ Google ต้องเดาเองว่าจะแสดงหน้าไหน ให้เติมตัวแยกที่คนค้นหาจริงเข้าไป ไม่ใช่เติมรหัสภายในของร้าน
  3. เขียนคำอธิบายเมตาแบบรูปแบบ แล้วเขียนมือเฉพาะหน้าที่ทำเงิน คำอธิบายเมตาไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่มันคือข้อความที่ตัดสินว่าคนจะคลิกหรือไม่ ให้ใช้สูตรกลางกับสินค้าทั้งร้าน แล้วเลือกหน้าที่สร้างรายได้สูงสุดราวยี่สิบถึงสามสิบหน้ามาเขียนเองทีละหน้า โดยใส่สิ่งที่ตัดสินใจซื้อ เช่น ขนาดที่มี เงื่อนไขการส่ง หรือการรับประกัน
  4. ตรวจโครงสร้างหัวข้อในแต่ละเทมเพลต หน้าหนึ่งควรมีหัวข้อระดับบนสุดเดียว และในหน้าสินค้ามันควรเป็นชื่อสินค้า ธีมจำนวนหนึ่งเผลอครอบโลโก้ร้านหรือข้อความโปรโมชันไว้ในหัวข้อระดับบนสุดของทุกหน้า ซึ่งทำให้ทุกหน้าในร้านประกาศหัวข้อเดียวกัน ให้เปิดดูโครงสร้างหัวข้อของหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ และหน้าแรก อย่างละหนึ่งหน้า

หน้าสินค้า: ข้อ 10 ถึง 13

หน้าสินค้าคือหน้าที่มีจำนวนมากที่สุดและถูกละเลยมากที่สุด เพราะมันเยอะเกินกว่าจะทำมือทั้งหมด ทางออกไม่ใช่การทำให้ครบทุกหน้า แต่คือการเรียงลำดับว่าหน้าไหนได้งานมือก่อน

  1. เขียนคำอธิบายสินค้าใหม่ โดยเริ่มจากสินค้าที่ขายดีที่สุด คำอธิบายที่ซัพพลายเออร์ส่งมาให้เป็นข้อความชุดเดียวกับที่ร้านอื่นอีกหลายสิบร้านใช้อยู่ หน้าที่มีข้อความเหมือนกันทั้งอินเทอร์เน็ตไม่มีเหตุผลอะไรให้ถูกเลือกขึ้นมาแสดง ให้ไล่ทำจากรายการสินค้าที่เรียงตามยอดขาย ไม่ใช่เรียงตามตัวอักษร แล้วหยุดเมื่อถึงจุดที่แรงงานไม่คุ้มกับยอดของสินค้าตัวนั้น
  2. ใส่ข้อมูลจำเพาะที่คนค้นหาจริง ในรูปแบบรายการ ขนาด วัสดุ ความเข้ากันได้กับรุ่นอื่น วิธีดูแล น้ำหนัก และเงื่อนไขการรับประกัน คือสิ่งที่คนพิมพ์ค้นต่อท้ายชื่อสินค้า การเขียนเป็นย่อหน้ายาวทำให้ทั้งคนและเครื่องหาไม่เจอ ให้ทำเป็นรายการหัวข้อย่อยที่อ่านจบได้ในสายตาเดียว
  3. ตั้งชื่อไฟล์รูปและใส่ข้อความแทนรูปก่อนอัปโหลด Shopify เก็บชื่อไฟล์ที่คุณอัปโหลดไว้ใน URL ของรูปบน CDN ดังนั้นการเปลี่ยนชื่อไฟล์ทีหลังหมายถึงการอัปโหลดใหม่ทั้งหมด ให้เปลี่ยนชื่อไฟล์ในเครื่องก่อน จากชุดตัวเลขของกล้องเป็นชื่อที่บอกว่ารูปนั้นคืออะไร แล้วจึงอัปโหลด ส่วนข้อความแทนรูปให้บรรยายสิ่งที่อยู่ในรูปตามจริง ไม่ใช่ยัดคำค้นซ้ำ ๆ
  4. จัดการ URL ระดับตัวเลือกสินค้า เมื่อผู้ใช้เลือกสีหรือขนาด Shopify จะเติมพารามิเตอร์ตัวเลือกต่อท้าย URL ให้ตรวจว่าหน้าเหล่านั้นไม่ได้ถูกนับเป็นหน้าแยกในรายงานการจัดทำดัชนี และตรวจว่าตัวเลือกที่แสดงเป็นค่าเริ่มต้นคือตัวเลือกที่คุณอยากให้ปรากฏในผลการค้นหา เพราะนั่นคือราคาและรูปที่คนจะเห็นเป็นอย่างแรก

หน้าหมวดหมู่: ข้อ 14 ถึง 17

หน้าหมวดหมู่คือหน้าที่รับคำค้นเชิงซื้อได้ดีที่สุดในร้านค้าออนไลน์ เพราะคนที่พิมพ์ค้นชื่อประเภทสินค้าต้องการเห็นตัวเลือกหลายชิ้น ไม่ใช่สินค้าชิ้นเดียว แต่หน้าหมวดหมู่ในร้าน Shopify ส่วนใหญ่แทบไม่มีข้อความอะไรเลยนอกจากตารางรูปสินค้า

  1. ตั้งชื่อหมวดหมู่ตามคำที่คนใช้ค้นหา ไม่ใช่คำที่ใช้ภายในร้าน ชื่อหมวดอย่าง "คอลเลกชันใหม่" หรือ "ซีรีส์ B" ไม่มีคนค้นหา ให้ตั้งชื่อจากประเภทสินค้าตรง ๆ และตั้งค่า handle ของหมวดอย่างตั้งใจในครั้งแรก เพราะการแก้ทีหลังต้องพ่วงรีไดเรกต์ตามข้อ 5 เสมอ
  2. เขียนข้อความแนะนำหมวดที่ตอบคำถามก่อนซื้อ วางข้อความสั้นไว้เหนือตารางสินค้าเพื่อบอกว่าหมวดนี้ครอบคลุมอะไร และวางข้อความยาวกว่านั้นไว้ใต้ตาราง เพื่อไม่ให้ผู้ซื้อต้องเลื่อนผ่านย่อหน้ายาวกว่าจะเห็นสินค้า สิ่งที่ควรตอบคือ เลือกอย่างไร ต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใคร
  3. สร้างลิงก์ภายในจากหมวดหมู่ไปยังหมวดย่อยและสินค้าเรือธง เมนูของ Shopify ให้ลิงก์แบบเดียวกันทุกหน้า ซึ่งแทบไม่บอกอะไรเรื่องความสำคัญ ให้เพิ่มลิงก์ในเนื้อความของหน้าหมวด ชี้ไปยังหมวดย่อยที่เกี่ยวข้องและสินค้าไม่กี่ชิ้นที่คุณอยากผลักดัน โดยใช้ข้อความลิงก์ที่บอกปลายทางจริง
  4. เก็บกวาดหมวดที่ว่างหรือเกือบว่าง หมวดที่มีสินค้าชิ้นเดียวหรือไม่มีเลยคือหน้าเปล่าที่รอให้บอตมาเก็บ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเติมสินค้าเข้าไปให้เป็นหมวดจริง หรือกันไม่ให้ถูกจัดทำดัชนีแล้วเอาออกจากเมนู การปล่อยทิ้งไว้คือการเจือจางร้านของคุณเอง

คอนเทนต์: ข้อ 18 ถึง 20

คอนเทนต์ในร้านค้าออนไลน์ไม่ได้แปลว่าบล็อกเสมอไป งานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดคือการจับคู่คำค้นกับชนิดหน้าให้ถูก ก่อนจะลงมือเขียนอะไรใหม่

  1. จับคู่คำค้นกับชนิดหน้าก่อนเขียน คำค้นที่เป็นชื่อประเภทสินค้าควรไปหน้าหมวดหมู่ คำค้นที่เจาะรุ่นควรไปหน้าสินค้า ส่วนคำค้นที่เป็นคำถามหรือวิธีใช้จึงค่อยไปบทความ ร้านจำนวนมากเขียนบทความเพื่อไล่ล่าคำค้นที่ผลการค้นหาแสดงแต่หน้าหมวดหมู่ล้วน ๆ ซึ่งเป็นงานที่แพ้ตั้งแต่ก่อนเริ่ม ให้เปิดดูผลการค้นหาของคำนั้นจริง ๆ แล้วดูว่าหน้าประเภทไหนครองอยู่
  2. ให้บทความส่งลิงก์กลับเข้าหมวดและสินค้า บทความที่ไม่มีลิงก์ออกไปยังหน้าที่ขายของคือทราฟฟิกที่จบลงตรงนั้น ให้ใส่ลิงก์ในเนื้อความด้วยข้อความที่บอกว่าปลายทางคืออะไร และวางไว้ตรงจุดที่ผู้อ่านเพิ่งได้คำตอบพอดี ไม่ใช่กองรวมไว้ท้ายบทความ
  3. รวมหรือลบบทความบางเบาที่เนื้อหาทับกัน ถ้ามีบทความสี่ชิ้นที่ตอบคำถามเดียวกันด้วยคำต่างกันเล็กน้อย มันแย่งกันเองและไม่มีชิ้นไหนแข็งพอ ให้รวมเป็นชิ้นเดียวที่ดีที่สุด แล้วรีไดเรกต์ที่เหลือมาที่ชิ้นนั้น

ข้อมูลโครงสร้าง: ข้อ 21 ถึง 22

ข้อมูลโครงสร้างคือสิ่งที่ทำให้ราคา สถานะสินค้า และเส้นทางนำทาง มีโอกาสแสดงในผลการค้นหา แต่ก่อนติดตั้งแอปเพิ่ม ให้ดูก่อนว่าธีมของคุณใส่มาให้แล้วแค่ไหน

  1. ตรวจข้อมูลโครงสร้างของสินค้าที่ธีมสร้างอยู่แล้ว ก่อนติดตั้งแอป ธีมรุ่นใหม่จำนวนมากใส่ข้อมูลโครงสร้างของสินค้าไว้ให้แล้ว การติดตั้งแอปทับโดยไม่ตรวจก่อน ทำให้หน้าเดียวมีข้อมูลชุดเดียวกันสองชุดซึ่งอาจขัดกันเอง ให้เอา URL ของหน้าสินค้าไปทดสอบด้วยเครื่องมือทดสอบผลการค้นหาที่มีรูปแบบพิเศษของ Google แล้วดูว่ามีอะไรออกมาบ้าง ค่อยตัดสินใจว่าต้องเพิ่มอะไร
  2. ใส่เส้นทางนำทางทั้งแบบที่คนเห็นและแบบข้อมูลโครงสร้าง เส้นทางนำทางช่วยทั้งผู้ใช้ที่เข้ามาจากผลการค้นหาโดยตรง และช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจลำดับชั้นของร้าน ให้เพิ่มทั้งแถบที่มองเห็นได้บนหน้าสินค้าและหน้าหมวดหมู่ และข้อมูลโครงสร้างที่ตรงกับแถบนั้น สองอย่างต้องสอดคล้องกัน ไม่ใช่คนละเรื่อง

ความเร็ว: ข้อ 23 ถึง 25

ปัญหาความเร็วของร้าน Shopify ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวแพลตฟอร์ม เพราะโฮสติ้งถูกจัดการให้แล้ว มันมาจากสิ่งที่ถูกใส่เข้าไปทีหลัง คือแอปและโค้ดในธีม

  1. ไล่ตรวจแอปที่ติดตั้งอยู่ และเศษโค้ดของแอปที่ถอนไปแล้ว แอปหลายตัวฝังสคริปต์ไว้ในไฟล์ธีมตอนติดตั้ง และการถอนแอปออกไม่ได้เอาสคริปต์นั้นออกเสมอ ให้เปิดไฟล์ theme.liquid แล้วไล่ดูสคริปต์ที่โหลดจากภายนอกทีละบรรทัด ถ้าจำไม่ได้ว่ามันมาจากแอปไหน นั่นคือตัวเลือกแรกที่ควรเอาออก โดยสำรองธีมไว้ก่อนเสมอ
  2. อัปโหลดรูปในขนาดที่ใช้แสดงจริง รูปหน้าสินค้าที่อัปโหลดมาจากกล้องโดยตรงมักใหญ่กว่าพื้นที่แสดงผลหลายเท่า ให้ย่อก่อนอัปโหลด และในธีมให้ระบุความกว้างที่ต้องการผ่านฟิลเตอร์รูปของ Shopify เพื่อให้ระบบส่งไฟล์ขนาดที่พอดีมาให้ พร้อมเปิดการโหลดแบบเลื่อนถึงค่อยโหลดสำหรับรูปที่อยู่ต่ำกว่าจอแรก
  3. วัดผลบนมือถือด้วยข้อมูลผู้ใช้จริง แล้ววัดซ้ำทุกครั้งที่ลงแอปใหม่ ตัวเลขจากการทดสอบในห้องแล็บบนเครื่องเดสก์ท็อปที่ต่อเน็ตบ้านเร็ว ๆ ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับผู้ซื้อที่เปิดร้านของคุณบนมือถือระหว่างเดินทาง ให้ดูข้อมูลผู้ใช้จริงที่รายงานมาในเครื่องมือของ Google และตั้งกติกาว่าทุกครั้งที่ติดตั้งแอปใหม่ ต้องวัดซ้ำภายในสัปดาห์เดียวกัน

ประเด็นเฉพาะของร้านค้าไทย

สี่เรื่องต่อไปนี้คือสิ่งที่เช็กลิสต์แปลจากต่างประเทศไม่พูดถึง แต่มันเปลี่ยนวิธีทำงานจริงของร้านในไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ควรตั้ง handle เป็นภาษาไทยหรืออักษรโรมัน

Shopify รองรับตัวอักษรไทยใน handle ของสินค้าและหมวดหมู่ และเบราว์เซอร์กับเครื่องมือค้นหาจัดการ URL ที่เข้ารหัสได้ตามปกติ ข้อดีของ handle ภาษาไทยคือคนอ่านแล้วรู้ทันทีว่าหน้านั้นคืออะไร ข้อเสียคือเวลาถูกคัดลอกไปวางในแชตหรืออีเมล มันจะกลายเป็นสตริงยาวเต็มไปด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูไม่น่าคลิกและตัดคำผิดได้ง่าย ทางที่ปลอดภัยกว่าสำหรับร้านที่แชร์ลิงก์ผ่านแชตเป็นหลัก คือใช้อักษรโรมันแบบถอดเสียงหรือคำอังกฤษที่ตรงความหมาย แล้วใส่คำไทยไว้ในชื่อหน้าและเนื้อหาแทน สิ่งที่แย่ที่สุดคือการสลับไปมาในร้านเดียวกัน ให้เลือกแบบใดแบบหนึ่งแล้วยึดไว้ทั้งร้าน เพราะการเปลี่ยนใจภายหลังหมายถึงรีไดเรกต์ทุกหน้า

ภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ และมันเปลี่ยนวิธีทำคำค้น

ภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ ระบบค้นหาจึงต้องตัดคำเอง ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติมีสองข้อ ข้อแรก การยัดคำค้นแบบต่อ ๆ กันในชื่อหน้าอ่านแล้วสะดุดกว่าภาษาอังกฤษมาก เพราะไม่มีช่องว่างมาช่วยแยกให้สายตา ชื่อหน้าไทยที่ดีจึงควรเป็นวลีที่คนพูดจริง ไม่ใช่กองคำค้นเรียงกัน ข้อสอง เครื่องมือทำคำค้นที่นับปริมาณการค้นหาจะแยกวลีไทยออกเป็นชุดที่ไม่ตรงกับที่คนพิมพ์จริงอยู่บ่อยครั้ง ให้ใช้ตัวเลขจากเครื่องมือเป็นเพียงทิศทาง แล้วยืนยันด้วยข้อมูลคำค้นจริงจาก Search Console ของร้านคุณเอง กับคำที่ลูกค้าพิมพ์เข้ามาในช่องค้นหาภายในร้าน สองแหล่งนี้คือข้อมูลของร้านคุณ ไม่ใช่ค่าประมาณจากภายนอก

ร้านสองภาษา ต้องไม่แข่งกันเอง

ร้านไทยจำนวนมากขายทั้งลูกค้าไทยและลูกค้าต่างชาติ ปัญหาเกิดเมื่อหน้าภาษาไทยและหน้าภาษาอังกฤษของสินค้าเดียวกันแข่งกันในผลการค้นหาเดียวกัน สิ่งที่ต้องมีคือการประกาศความสัมพันธ์ระหว่างสองเวอร์ชันด้วยแท็ก hreflang ให้ชัดเจน ทุกหน้าต้องชี้ไปหาเวอร์ชันภาษาอื่นของตัวเอง และชี้กลับมาหาตัวเองด้วย ถ้าใช้ระบบหลายภาษาในตัวของ Shopify ให้ตรวจว่าธีมที่คุณใช้แสดงแท็กเหล่านั้นออกมาจริง โดยเปิดซอร์สโค้ดของหน้าสินค้าในทั้งสองภาษาแล้วเทียบดู อย่าตั้งสมมติฐานว่ามันทำงานเพราะสวิตช์เปลี่ยนภาษาบนหน้าจอทำงานได้ สองเรื่องนี้คนละชั้นกัน และถ้าคุณกำลังจะสร้างร้านสองภาษาใหม่ตั้งแต่ต้น เรื่องนี้ควรถูกตัดสินตอนวาง โครงสร้างเว็บไซต์ Shopify ไม่ใช่มาแก้ทีหลัง

ฟีดสินค้าและข้อมูลออร์แกนิกมาจากแคตตาล็อกเดียวกัน

ถ้าร้านของคุณยิงโฆษณาชอปปิงด้วย ฟีดสินค้าที่ส่งเข้า Merchant Center ดึงชื่อสินค้า คำอธิบาย รูป ราคา และสถานะสต็อก มาจากแคตตาล็อกชุดเดียวกับที่หน้าเว็บของคุณใช้ ผลคือชื่อสินค้าที่เขียนไว้แย่จะเสียเงินสองต่อ คือทั้งไม่ติดในผลการค้นหาแบบธรรมชาติ และทั้งจับคู่คำค้นในโฆษณาได้ไม่ดี ในทางกลับกัน การจัดชื่อสินค้าให้มีคำที่คนใช้ค้นจริงจะได้ผลทั้งสองทางพร้อมกัน จุดที่ต้องระวังคือความไม่ตรงกัน เช่น ราคาบนหน้าเว็บกับในฟีดคนละตัวเลข หรือสถานะสต็อกไม่อัปเดต ซึ่งทำให้สินค้าถูกปฏิเสธในฝั่งโฆษณาและทำให้ข้อมูลโครงสร้างบนหน้าเว็บผิดไปพร้อมกัน ถ้าคุณทำ โฆษณา Google Shopping อยู่แล้ว ให้จัดการแคตตาล็อกเป็นแหล่งข้อมูลกลางแหล่งเดียว แทนที่จะแก้แยกกันสองที่

ทำเองหรือจ้างเอเจนซี เปรียบเทียบตามความจริง

ตารางข้างล่างเทียบสองทางเลือกในสี่แกนที่ตัดสินใจกันจริง คือเวลา ต้นทุนที่แท้จริง ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ และความเสี่ยง ไม่มีตัวเลขราคาในตารางนี้ เพราะราคาขึ้นกับขอบเขตงานของแต่ละร้าน ซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป

ทำเองหรือจ้างเอเจนซี เปรียบเทียบตามความจริง
แกนเปรียบเทียบทำเองจ้างเอเจนซี
เวลาเริ่มได้ทันทีในวันเดียวกัน แต่งานเดินตามเวลาว่างที่เหลือจากการขาย ทำให้เช็กลิสต์ยี่สิบห้าข้อมักยืดออกไปหลายเดือนมีขั้นตอนตั้งต้นเรื่องการเข้าถึงระบบและการทำความเข้าใจสินค้า แต่หลังจากนั้นงานเดินตามแผนที่มีคนรับผิดชอบเต็มเวลา
ต้นทุนที่แท้จริงไม่มีค่าบริการ แต่จ่ายด้วยเวลาของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ใช้ดูแลสินค้าและลูกค้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เห็นชัดเป็นก้อน แลกกับเวลาของเจ้าของร้านที่ได้คืนมา และความเร็วในการลงมือ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้งานพื้นฐานทั้งหมดทำเองได้จริง โดยเฉพาะข้อ 1 ถึง 9 ส่วนงานที่ต้องทำซ้ำเป็นร้อยหน้ามักค้างอยู่ครึ่งทางทำได้ทั้งงานที่ต้องทำซ้ำจำนวนมากและงานระดับธีม รวมถึงงานที่ต้องใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลทั้งร้าน
ความเสี่ยงความเสี่ยงหลักคือแก้ URL โดยไม่ตั้งรีไดเรกต์ และแก้โค้ดธีมโดยไม่สำรอง ซึ่งเป็นความเสียหายที่ตามแก้ยากความเสี่ยงหลักคือได้รายงานที่อ่านสวยแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจริงบนหน้าเว็บ และการพึ่งพาจนไม่มีใครในร้านเข้าใจสิ่งที่ถูกแก้
ความเหมาะสมเหมาะกับร้านที่สินค้ายังไม่มาก หมวดหมู่ไม่ซับซ้อน และเจ้าของมีเวลาสม่ำเสมอทุกสัปดาห์เหมาะกับร้านที่แคตตาล็อกโตเร็ว แข่งในหมวดที่มีคู่แข่งจริงจัง หรือมีร้านสองภาษา

เมื่อไหร่ที่ควรจ้าง

เกณฑ์ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไข ไม่ใช่คำเชิญชวน ถ้าไม่มีข้อไหนตรงกับร้านของคุณ การทำเองตามลำดับข้างบนคือคำตอบที่ประหยัดที่สุด

  • แคตตาล็อกเกินราวหนึ่งร้อย SKU จุดที่งานรายหน้าหยุดเป็นไปได้ด้วยมือคือจุดที่คุณต้องเริ่มทำงานด้วยไฟล์ส่งออก การตั้งกฎแบบเทมเพลต และเครื่องมือเก็บข้อมูลทั้งร้าน ซึ่งเป็นคนละทักษะกับการแก้ทีละหน้าในหน้าจอผู้ดูแลระบบ
  • หมวดสินค้าที่มีคู่แข่งลงทุนจริง ถ้าผลการค้นหาของคำหลักที่คุณต้องการเต็มไปด้วยร้านใหญ่และมาร์เก็ตเพลส งานพื้นฐานอย่างเดียวจะไม่พอ และคุณจะต้องการคนที่อ่านผลการค้นหาเป็นแล้วบอกได้ว่าคำไหนควรทิ้ง
  • ต้องขยายเร็วในกรอบเวลาที่กำหนดไว้แล้ว เช่น มีแผนเปิดตัวหมวดใหม่หรือมีฤดูขายที่ชัดเจน งานยี่สิบห้าข้อที่กระจายไปหลายเดือนจะไม่ทันรอบนั้น
  • มีงานระดับธีมที่คุณไม่อยากเสี่ยงแก้เอง เช่น การแก้โครงสร้างหัวข้อ การเพิ่มเส้นทางนำทาง หรือการถอนสคริปต์ค้างจากแอปเก่า ทั้งหมดนี้แตะไฟล์ที่ถ้าพลาดแล้วหน้าร้านพัง
  • ร้านสองภาษาหรือขายข้ามประเทศ การวาง hreflang การแยกโครงสร้างภาษา และการดูแลไม่ให้สองเวอร์ชันแข่งกัน เป็นงานที่ผิดแล้วเห็นผลช้าและตรวจเจอยาก

วิธีเลือกเอเจนซี Shopify SEO

คำถามที่ควรถามไม่ใช่ "เคยทำร้านแบบเราไหม" แต่เป็นคำถามที่คำตอบตรวจสอบได้ ข้างล่างนี้คือสิ่งที่ควรขอ และคำตอบที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร

  • ขอให้อธิบายลำดับงานสามสิบวันแรก คำตอบที่ดีจะเริ่มจากการตรวจสถานะปัจจุบันและการตั้งฐานการวัดผล ไม่ใช่เริ่มจากการเขียนคอนเทนต์ ถ้าข้อเสนอเริ่มด้วยจำนวนบทความต่อเดือนโดยยังไม่รู้ว่าหน้าไหนถูกจัดทำดัชนีอยู่บ้าง แปลว่าเขาขายกำลังการผลิต ไม่ได้ขายการวินิจฉัย
  • ขอตัวอย่างงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงบนหน้าเว็บจริง ไม่ใช่ภาพกราฟ ให้ขอดูว่าเคยแก้อะไรบ้างในระดับหน้าและระดับธีม และให้เขาอธิบายว่าทำไมต้องแก้สิ่งนั้นก่อนสิ่งอื่น หลักฐานที่ควรขอคือรายการการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจย้อนได้ และการวัดผลที่มาจากบัญชี Search Console กับ GA4 ของร้านคุณเอง
  • ยืนยันว่าบัญชีทั้งหมดเป็นชื่อคุณ Search Console, GA4, Merchant Center และบัญชีผู้ดูแลร้าน Shopify ต้องเป็นของร้านคุณ โดยให้สิทธิ์เอเจนซีเข้ามาทำงาน ไม่ใช่เอเจนซีเป็นเจ้าของบัญชีแล้วให้คุณดูผ่านรายงานของเขา ถ้าเลิกจ้างแล้วข้อมูลย้อนหลังหายไปด้วย นั่นคือสัญญาณที่ควรปฏิเสธตั้งแต่ต้น
  • ถามว่าจะแก้ธีมอย่างไร คำตอบที่ดีคือมีการทำสำเนาธีมไว้ก่อน ทดสอบบนธีมที่ยังไม่เผยแพร่ แล้วค่อยเผยแพร่ พร้อมบันทึกว่าแก้อะไรไว้บ้าง คำตอบที่ควรระวังคือการแก้ตรงบนธีมที่ใช้งานจริงโดยไม่มีสำเนา
  • ระวังการรับประกันอันดับ ไม่มีใครควบคุมผลการค้นหาของ Google ได้ การรับประกันอันดับที่หนึ่งภายในกี่วันจึงเป็นคำสัญญาที่คนสัญญาไม่มีอำนาจทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่รับประกันได้จริงคือขอบเขตงาน จำนวนหน้าที่จะแก้ และรอบการรายงาน
  • ระวังงานที่อธิบายไม่ได้ ถ้าถามว่าทำไมต้องแก้สิ่งนี้แล้วได้คำตอบเป็นศัพท์เทคนิคที่ไม่ผูกกับหน้าไหนในร้านของคุณ ให้ถามซ้ำจนกว่าจะได้คำตอบที่ระบุหน้าและเหตุผลได้

เรื่องราคา ควรถามอย่างไร

คำถามว่า shopify seo ราคา เท่าไหร่ ไม่มีคำตอบเป็นตัวเลขเดียว เพราะสิ่งที่กำหนดราคาคือขอบเขตงาน ไม่ใช่ชื่อบริการ ตัวแปรที่ทำให้ราคาต่างกันมากที่สุดมีห้าข้อ หนึ่งคือจำนวนสินค้าและหมวดหมู่ เพราะงานรายหน้าคูณตรงกับจำนวนหน้า สองคือต้องแตะธีมหรือไม่ เพราะงานเขียนโค้ดคิดต่างจากงานแก้ในหน้าจอผู้ดูแลระบบ สามคือร้านเป็นสองภาษาหรือไม่ ซึ่งเพิ่มงานเกือบเท่าตัวในส่วนของเนื้อหา สี่คือต้องเขียนเนื้อหาใหม่มากแค่ไหน คำอธิบายสินค้าที่ต้องเขียนใหม่ทั้งร้านต่างจากการปรับของเดิมมาก และห้าคือเป็นงานตรวจครั้งเดียวหรือเป็นงานต่อเนื่องรายเดือน เวลาขอใบเสนอราคา ให้ขอแยกเป็นรายการงานพร้อมจำนวนหน้าและจำนวนชั่วโมงต่อเดือน ไม่ใช่ก้อนเดียวที่เขียนว่าบริการ SEO และให้ถามด้วยว่าอะไรที่ไม่รวมอยู่ในราคานั้น การเริ่มด้วย การตรวจสอบเว็บไซต์ ก่อนตัดสินใจทำสัญญายาว เป็นวิธีที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ขอบเขตจริงก่อนตกลงราคา

คำถามที่พบบ่อย

Shopify SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

ไม่มีกรอบเวลามาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกร้าน และใครก็ตามที่ให้ตัวเลขแน่นอนกำลังเดา สิ่งที่พอบอกได้คือลำดับของสัญญาณ งานเทคนิคอย่างการแก้การจัดทำดัชนีและรีไดเรกต์จะเห็นผลในรายงานของ Search Console ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมันวัดจากสิ่งที่บอตเก็บได้ ส่วนงานเนื้อหาและงานหมวดหมู่ใช้เวลานานกว่าเพราะต้องรอให้หน้าถูกเก็บใหม่และถูกจัดอันดับใหม่ วิธีที่ใช้ได้จริงคือดูตัวชี้วัดกลางทาง เช่น จำนวนหน้าที่ถูกจัดทำดัชนี จำนวนคำค้นที่หน้าใดหน้าหนึ่งปรากฏ และตำแหน่งเฉลี่ยของกลุ่มคำที่คุณตั้งใจไล่ แทนที่จะรอดูยอดขายอย่างเดียว

ติดตั้งแอป SEO อย่างเดียวพอไหม

ไม่พอ เพราะแอปทำงานที่เป็นระบบซ้ำ ๆ ได้ดี แต่ตัดสินใจแทนคุณไม่ได้ สิ่งที่แอปช่วยได้จริงคือการใส่รูปแบบชื่อหน้าทั้งร้าน การหาลิงก์เสีย และการเติมข้อมูลโครงสร้างที่ธีมไม่ได้ใส่มา สิ่งที่แอปทำแทนไม่ได้คือการเลือกว่าหมวดไหนควรมีอยู่ การเขียนคำอธิบายสินค้าที่ต่างจากของซัพพลายเออร์ และการตัดสินใจว่าหน้าตัวกรองชุดไหนควรถูกจัดทำดัชนี นอกจากนี้แอปที่ใส่โค้ดเข้าไปในธีมยังมีต้นทุนแฝงเรื่องความเร็ว ให้ถือว่าแอปเป็นเครื่องมือของแผน ไม่ใช่ตัวแผนเอง

ต้องย้ายออกจาก Shopify ไหมถ้าอยากทำ SEO ให้ได้ผล

ไม่ต้องในกรณีส่วนใหญ่ ข้อจำกัดของ Shopify ที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดคือรูปแบบ URL ที่แก้ไม่ได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่มีอยู่จริง แต่แทบไม่เคยเป็นสาเหตุที่ทำให้ร้านหนึ่งแพ้อีกร้านหนึ่ง สาเหตุที่พบบ่อยกว่ามากคือหน้าหมวดหมู่ที่ไม่มีเนื้อหา คำอธิบายสินค้าที่คัดลอกมา และร้านที่ช้าเพราะแอปสะสม การย้ายแพลตฟอร์มเป็นงานใหญ่ที่มีความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียทราฟฟิกระหว่างทาง จึงควรพิจารณาจากเหตุผลทางธุรกิจอื่น เช่น ความต้องการด้านระบบหลังบ้าน มากกว่าจากเหตุผลด้าน SEO เพียงอย่างเดียว

ค่าใช้จ่ายในการทำ shopify seo ขึ้นอยู่กับอะไร

ขึ้นอยู่กับขอบเขตงานห้าอย่าง คือจำนวนสินค้าและหมวดหมู่ ความจำเป็นในการแก้ธีม การเป็นร้านสองภาษาหรือไม่ ปริมาณเนื้อหาที่ต้องเขียนใหม่ และการเป็นงานตรวจครั้งเดียวหรืองานต่อเนื่อง ร้านที่มีสินค้าไม่กี่สิบชิ้น ใช้ธีมมาตรฐาน และขายภาษาเดียว จะอยู่คนละระดับกับร้านที่มีสินค้าหลายพันชิ้นและมีสองภาษา วิธีเทียบใบเสนอราคาที่ยุติธรรมคือขอให้แต่ละเจ้าแจกแจงเป็นรายการงานเดียวกัน คือจำนวนหน้าที่จะแก้ จำนวนชิ้นเนื้อหาที่จะเขียน ชั่วโมงงานเทคนิคต่อเดือน และรอบการรายงาน แล้วเทียบกันบนรายการนั้น ไม่ใช่เทียบตัวเลขสุดท้ายอย่างเดียว

ร้านไทยควรเขียนหน้าสินค้าเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ

เขียนภาษาที่ลูกค้าของร้านใช้ค้นหา ซึ่งสำหรับร้านที่ขายในประเทศเป็นหลักคือภาษาไทย ข้อยกเว้นที่พบบ่อยคือชื่อรุ่น ชื่อแบรนด์ และศัพท์เทคนิคที่คนไทยพิมพ์เป็นอักษรโรมันอยู่แล้ว คำเหล่านั้นควรคงไว้ตามที่คนพิมพ์จริง ถ้าคุณขายให้ทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ ทางที่ถูกคือทำสองเวอร์ชันที่ประกาศความสัมพันธ์กันด้วย hreflang ไม่ใช่การผสมสองภาษาไว้ในหน้าเดียว เพราะหน้าที่ผสมภาษาจะไม่ชัดสำหรับทั้งคนอ่านและเครื่องมือค้นหา วิธีตรวจว่าเดาถูกหรือไม่คือดูรายงานคำค้นจริงใน Search Console ว่าคนเข้ามาด้วยคำภาษาอะไร

เริ่มจากข้อไหนก่อน

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มตรงไหน ให้ทำข้อ 1 ถึง 5 ให้จบก่อนภายในสัปดาห์แรก เพราะมันคือส่วนที่ทำให้ทุกอย่างหลังจากนี้วัดผลได้และไม่ทำลายของเดิม จากนั้นค่อยไล่ตามลำดับ โดยหยุดทบทวนทุกครั้งที่จบหนึ่งกลุ่ม ร้านที่ทำครบยี่สิบห้าข้ออย่างช้า ๆ ได้ผลดีกว่าร้านที่ทำสิบข้อแรกซ้ำ ๆ ทุกไตรมาส

ถ้าถึงจุดที่งานรายหน้าเริ่มไม่ไหวด้วยกำลังของทีมในร้าน หรือคุณอยากให้มีคนตรวจสิ่งที่ทำไปแล้วก่อนลงแรงต่อ ลองดูรายละเอียดบริการ Shopify SEO ว่าขอบเขตงานแบบไหนตรงกับร้านของคุณ และถ้าคุณขายในหลายช่องทางพร้อมกัน การมองภาพรวมของ SEO สำหรับร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่ต้นจะช่วยไม่ให้ต้องรื้อโครงสร้างซ้ำในภายหลัง

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น