Google amends its SerpApi lawsuit and puts licensed content at the centre

Google แก้คำฟ้อง SerpApi ใหม่ ชูประเด็นเนื้อหาที่ได้รับอนุญาต

เอสอีโอ (Search Engine Optimization)August 13, 2026
By Antonio Fernandez

Google ยื่นคำฟ้องฉบับแก้ไข หรือ Amended Complaint ต่อ SerpApi เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 หลังจากศาลสหรัฐยกฟ้องคดีเดิมที่ Google ฟ้องเครื่องมือสเครปหน้าผลการค้นหารายนี้ไปราวหนึ่งเดือนก่อนหน้า Search Engine Roundtable รายงานการยื่นฟ้องใหม่นี้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 และคำฟ้องฉบับใหม่เปลี่ยนแนวการต่อสู้ จากประเด็นเดิมที่ศาลยกฟ้อง มาเป็นการวางกรอบคดีรอบการปกป้องเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานซึ่งปรากฏอยู่ในหน้าผลการค้นหาของ Google เอง

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมา ตามรายงานของ MediaPost ที่ Search Engine Roundtable อ้างถึง คือ Reddit โดย Google กล่าวหาว่า Reddit ซึ่งให้สิทธิ์เนื้อหาแก่ Google ได้สั่งการกับ Google โดยเฉพาะว่าอย่าเปิดทางให้บุคคลที่สามดึงเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตออกไปแล้วนำไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยตัวเอง และ Google ยังระบุว่าพันธมิตรผู้ให้สิทธิ์เนื้อหาได้ร้องขออย่างชัดแจ้งให้ Google ป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อโต้แย้งของ Google คือตนมีพันธะตามสัญญาที่ต้องดูแลไม่ให้เนื้อหาของพันธมิตรที่ปรากฏในผลการค้นหาถูกสเครปออกไป

อะไรคือเรื่องใหม่ และอะไรคือเรื่องเก่า

Relevant Audience เคยรายงานเรื่องศาลสหรัฐยกฟ้องคดีที่ Google ฟ้อง SerpApi ตามกฎหมาย DMCA ไปแล้ว ส่วนนั้นเป็นข่าวเก่าและไม่ควรถูกเล่าซ้ำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสัปดาห์นี้ ศาลยกฟ้องคำฟ้องฉบับเดิมไปราวหนึ่งเดือนก่อนการยื่นฉบับแก้ไขครั้งนี้

สิ่งที่ใหม่จริงมีขอบเขตแคบและเฉพาะเจาะจง Google ไม่ได้อุทธรณ์ไปยังศาลอื่นและไม่ได้ถอนคดี แต่ยื่นคำฟ้องฉบับแก้ไขเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 โดยสร้างคำฟ้องฉบับใหม่บนทฤษฎีเรื่องเนื้อหาที่ได้รับอนุญาต และระบุชื่อ Reddit เป็นตัวอย่างของพันธมิตรผู้ให้สิทธิ์ที่ Google บอกว่าตนต้องทำตามคำสั่ง การเปลี่ยนทฤษฎีทางกฎหมายนี้คือตัวข่าว ไม่ใช่การที่คดีนี้มีอยู่

ข้อจำกัดของแหล่งข้อมูล ที่ต้องพูดให้ชัด

Barry Schwartz ระบุว่าคำฟ้องฉบับเต็มยังไม่ปรากฏบน CourtListener ในเวลาที่เขียนรายงาน ทุกอย่างที่คนภายนอกรู้เกี่ยวกับเนื้อหาของคำฟ้องฉบับแก้ไขจึงตั้งอยู่บนรายงานของ MediaPost เกี่ยวกับเอกสารที่ยื่น ซึ่ง Search Engine Roundtable นำมาอ้างและยกข้อความ ส่วน Search Engine Journal รายงานเรื่องการแก้คำฟ้องเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026

เรื่องนี้สำคัญต่อวิธีอ่านข้อความที่ถูกยกมา ถ้อยคำเรื่องการดึงเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ และเรื่องพันธมิตรผู้ให้สิทธิ์ที่ร้องขอให้ Google ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต มาถึงเราผ่านรายงานของ MediaPost ไม่ใช่จากเอกสารที่ผู้อ่านคนใดได้เห็นด้วยตนเอง ยังไม่มีใครนอกคู่ความยืนยันขอบเขตทั้งหมดของข้อกล่าวหาฉบับแก้ไข ฐานความผิดที่ยกขึ้นอ้าง หรือคำขอท้ายฟ้องของ Google จึงควรอ่านข้อความเหล่านั้นในฐานะสิ่งที่ถูกรายงาน ไม่ใช่ตัวบทที่ตรวจสอบแล้ว

ทำไมทฤษฎีเรื่องเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตจึงเป็นคนละเรื่องกับของเดิม

คดีเดิมพึ่งข้อโต้แย้งตามกฎหมาย DMCA ซึ่งศาลปฏิเสธไปแล้ว ส่วนทฤษฎีเรื่องเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตไม่ได้พึ่งเหตุผลชุดนั้นเลย แต่เดินข้อโต้แย้งผ่านสัญญาที่ Google ทำไว้กับผู้เผยแพร่และแพลตฟอร์มที่เนื้อหาของพวกเขาปรากฏอยู่ในผลการค้นหา ซึ่งเปลี่ยนไปว่า Google กำลังโต้แย้งในนามของใคร

ภายใต้กรอบแบบนี้ Google ไม่ได้อ้างสิทธิ์เหนือหน้าผลการค้นหาของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่กำลังอ้างพันธะที่มีต่อบุคคลที่สามซึ่งให้สิทธิ์เนื้อหาแก่ตน หากศาลรับกรอบนี้ พื้นที่ที่บังคับใช้ได้จะถูกกำหนดโดยสัญญาให้สิทธิ์ของ Google มากกว่าจะถูกกำหนดโดยกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ใช้กับหน้าผลการค้นหา และสัญญาให้สิทธิ์เหล่านั้นเป็นเอกสารส่วนตัว มีจำนวนมาก และบริษัทที่ถูกฟ้องมองไม่เห็น นี่จึงเป็นช่องทางที่กว้างกว่าและคาดเดายากกว่าสำหรับใครก็ตามที่สร้างผลิตภัณฑ์อยู่บนข้อมูลผลการค้นหาที่ได้มาจากการสเครป

ทั้งหมดนี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ยังไม่มีคำวินิจฉัยใดต่อคำฟ้องฉบับแก้ไข ยังไม่มีรายงานวันนัดพิจารณา และยังไม่มีการระบุชื่อพันธมิตรผู้ให้สิทธิ์รายอื่นนอกจาก Reddit ส่วนคำถามที่ว่าทฤษฎีนี้จะรอดจากคำร้องขอให้ยกฟ้องหรือไม่ คือสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้

สรุปข้อมูลการยื่นฟ้องในตารางเดียว

ตารางด้านล่างมีเฉพาะสิ่งที่ Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 และสิ่งที่รายงานนั้นอ้างอิงถึง MediaPost

สรุปข้อมูลการยื่นฟ้องในตารางเดียว
รายการรายละเอียดที่มาของข้อมูล
คดีเดิมคดีที่ Google ฟ้อง SerpApi ถูกยกฟ้องราวหนึ่งเดือนก่อนการยื่นฉบับแก้ไขรายงานโดย Search Engine Roundtable
Amended Complaintยื่นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026รายงานโดย Search Engine Roundtable
ทฤษฎีใหม่การปกป้องเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตซึ่งปรากฏอยู่ในผลการค้นหาของ Googleตามรายงานของ MediaPost เกี่ยวกับเอกสารที่ยื่น
พันธมิตรที่ถูกระบุชื่อReddit ซึ่งถูกอ้างว่าสั่งการกับ Google ไม่ให้เปิดทางให้บุคคลที่สามดึงเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตไปหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ตามรายงานของ MediaPost เกี่ยวกับเอกสารที่ยื่น
เอกสารต้นฉบับยังไม่ปรากฏบน CourtListener ในเวลาที่เขียนรายงานระบุโดย Barry Schwartz

ทำไมทีม SEO ต้องสนใจคดีเรื่องการสเครป

ตัวเลขเกือบทุกตัวในรายงาน SEO มาตรฐานที่ไม่ได้มาจาก Search Console ล้วนมาจากข้อมูลผลการค้นหาที่ได้จากการสเครปในบางจุดของห่วงโซ่ เครื่องมือติดตามอันดับใช้การสเครป เครื่องมือติดตามฟีเจอร์บนหน้าผลการค้นหาใช้การสเครป เครื่องมือวัดการมองเห็นของคู่แข่งก็ใช้การสเครป ส่วนเครื่องมือติดตามการมองเห็นบน AI รุ่นใหม่ที่บอกว่าแบรนด์ถูกอ้างอิงใน AI Overviews หรือในคำตอบของผู้ช่วย AI หรือไม่ ก็สร้างอยู่บนการเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน และหลายรายซื้อข้อมูลนั้นจากผู้ให้บริการต้นทางแทนที่จะเก็บเอง

ความเสี่ยงอยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรในคดีนี้แตะบัญชี Google อันดับ หรือทราฟฟิกของผู้ลงโฆษณาหรือผู้เผยแพร่รายใด สิ่งที่คดีนี้แตะคือห่วงโซ่อุปทานข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังเครื่องมือรายงานที่ทีมเหล่านั้นจ่ายเงินซื้อ ถ้าการบังคับใช้สิทธิ์กับผู้สเครปทำได้ง่ายขึ้นสำหรับ Google ผลกระทบจะโผล่ออกมาในรูปของราคาที่เปลี่ยนไป ความครอบคลุมของฟีเจอร์บางอย่างที่ลดลง ความถี่ในการอัปเดตข้อมูลที่ช้าลง หรือผู้ให้บริการที่ค่อย ๆ ลดขอบเขตสิ่งที่ตนเก็บลงเงียบ ๆ ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบเชิงพาณิชย์และเชิงปฏิบัติการต่อผู้ให้บริการ ไม่ใช่ผลกระทบเชิงอัลกอริทึมต่อเว็บไซต์

ควรพูดให้ตรงเรื่องมุม AI ด้วย เพราะจุดนี้มักเป็นจุดเริ่มของการคาดเดาเกินข้อมูล ข้อกล่าวหาที่ถูกรายงานเป็นเรื่องการสเครปเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตในผลการค้นหาของ Google ไม่ได้พูดถึงการจัดอันดับใน AI Overviews ไม่ได้พูดถึงวิธีที่เนื้อหาถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI และไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ผู้เผยแพร่ควรทำเพื่อให้ถูกรวมเข้าไป ใครก็ตามที่ขยายเรื่องนี้ไปเป็นคำแนะนำเรื่อง การมองเห็นในคำตอบของ AI กำลังพูดเกินสิ่งที่ถูกรายงาน ความเชื่อมโยงที่มีจริงคือเรื่องแหล่งข้อมูล ถ้าเครื่องมือวัดการมองเห็นบน AI พึ่งข้อมูล SERP ที่มาจากการสเครป ข้อมูลนำเข้าของเครื่องมือเหล่านั้นก็อยู่ในขอบเขต ส่วนพฤติกรรมการอ้างอิงของผู้ช่วย AI ไม่อยู่ในขอบเขต

สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้

  • ยังไม่มีคำวินิจฉัยใดต่อคำฟ้องฉบับแก้ไข
  • ยังไม่มีรายงานวันนัดพิจารณาคดี
  • ยังไม่มีการระบุชื่อพันธมิตรผู้ให้สิทธิ์รายอื่นนอกจาก Reddit
  • ข้อความเต็มของคำฟ้องฉบับแก้ไขยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะบน CourtListener ในเวลาที่มีรายงาน
  • ยังไม่มีรายงานคำชี้แจงจากฝั่ง SerpApi ต่อการแก้คำฟ้องครั้งนี้
  • ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อเครื่องมือติดตามอันดับหรือเครื่องมือ SEO รายใดเป็นการเฉพาะ

คำฟ้องฉบับแก้ไขย่อมมีคำให้การตอบ และจำเลยมักยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้องเป็นปกติ การยื่นฟ้องคือข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อยุติ ข้อมูลจริงชิ้นถัดไปคือท่าทีของศาลต่อคำฟ้องฉบับแก้ไข เมื่อใดก็ตามที่ออกมา

บทวิเคราะห์สำหรับนักการตลาดไทย

ส่วนต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Relevant Audience รายงานต้นทางไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยหรือธุรกิจไทยรายใดเลย

เอเจนซีไทยและทีมอินเฮาส์ใช้เครื่องมือติดตามอันดับ และเริ่มใช้เครื่องมือติดตามการมองเห็นบน AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วเครื่องมือเหล่านั้นซื้อข้อมูล SERP ที่มาจากการสเครปจากใครสักราย ความเสี่ยงจึงอยู่ที่ผู้ให้บริการเหล่านั้น ทั้งเรื่องราคา ความครอบคลุม และความสดของข้อมูล ไม่ได้อยู่ในบัญชี Google Ads พร็อพเพอร์ตี้ Search Console หรือเว็บไซต์ของใคร ถ้าลูกค้าถามว่าคดีนี้กระทบอันดับของเขาไหม คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือไม่ และคำตอบที่มีประโยชน์คือมันอาจกระทบต้นทุนและความสมบูรณ์ของชุดเครื่องมือรายงานที่ใช้อยู่

วิธีป้องกันความเสี่ยงที่สมเหตุสมผลนั้นน่าเบื่อและราคาถูก ให้ไล่ดูตัวชี้วัดทุกตัวในรายงานประจำเดือน แล้วทำเครื่องหมายว่าข้อมูลแต่ละตัวมาจากไหน ยอดการแสดงผล คลิก อันดับเฉลี่ย และข้อมูลคำค้นหา มาจาก Search Console ซึ่งเป็นข้อมูลจากแหล่งของเราเองและไม่ได้รับผลกระทบ ค่าใช้จ่าย คอนเวอร์ชัน และส่วนแบ่งการแสดงผล มาจาก Google Ads ซึ่งเป็นข้อมูลจากแหล่งของเราเองเช่นกัน ส่วนอันดับคำค้นหาที่ติดตามไว้ การปรากฏของฟีเจอร์บนหน้าผลการค้นหา คะแนนการมองเห็นของคู่แข่ง และส่วนแบ่งเสียงในคำตอบของ AI มาจากการเก็บข้อมูลของบุคคลที่สาม และนั่นคือบรรทัดที่จะขยับถ้าแหล่งข้อมูลของผู้ให้บริการแพงขึ้นหรือบางลง

การแมปแบบนี้มักทำให้เกิดคำถามสองข้อที่ควรตอบให้ได้ ข้อแรกคือรายงานพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงรายเดียวอยู่มากแค่ไหน ข้อที่สองคือมีตัวชี้วัดที่ส่งให้ลูกค้าตัวไหนบ้างที่ไม่มีข้อมูลจากแหล่งของเราเองมาทดแทนได้เลย ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงด้านการรายงานผลไม่ว่าคดีนี้จะจบอย่างไร การออกแบบรายงานให้ตัวเลขพาดหัวมาจากข้อมูลของเราเอง แล้วใช้ข้อมูลบุคคลที่สามเป็นบริบทเชิงการแข่งขัน เป็นแนวปฏิบัติที่ดีกว่าสำหรับใครก็ตามที่ทำงาน SEO อย่างจริงจัง แม้ว่าจะไม่มีศาลไหนตัดสินคดีนี้เลยก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย

เรื่องนี้กระทบอันดับเว็บไซต์ของเราไหม

ไม่กระทบ เพราะนี่คือข้อพิพาททางพาณิชย์ระหว่าง Google กับผู้ให้บริการเครื่องมือสเครป และไม่มีอะไรในรายงานที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดอันดับ การจัดทำดัชนี หรือการรวบรวมข้อมูลของเว็บไซต์ทั่วไป

เครื่องมือติดตามอันดับของเราจะใช้ไม่ได้หรือเปล่า

ยังไม่มีรายงานใดที่บอกเช่นนั้น ยังไม่มีคำวินิจฉัยต่อคำฟ้องฉบับแก้ไข ไม่มีรายงานคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และไม่มีการระบุชื่อเครื่องมือ SEO รายใดว่าได้รับผลกระทบ ผลกระทบใด ๆ จะมาจากการตัดสินใจของผู้ให้บริการ มากกว่าจะมาจากสิ่งที่เห็นได้ในบัญชีของคุณ

Google ชนะคดีแล้วหรือยัง

ยังไม่ชนะ คำฟ้องฉบับเดิมถูกยกฟ้องราวหนึ่งเดือนก่อนการยื่นครั้งนี้ และการแก้คำฟ้องคือความพยายามของ Google ที่จะยกทฤษฎีใหม่ขึ้นสู้ ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยฉบับแก้ไข และการยื่นฟ้องไม่ใช่คำตัดสิน

อ่านคำฟ้องตัวจริงได้ไหม

ยังไม่ได้ในเวลาที่มีรายงาน Barry Schwartz ระบุว่าคำฟ้องฉบับเต็มยังไม่ปรากฏบน CourtListener รายละเอียดที่หมุนเวียนอยู่จึงมาจากรายงานของ MediaPost เกี่ยวกับเอกสารที่ยื่น ไม่ได้มาจากตัวเอกสารเอง

เรื่องนี้เกี่ยวกับการมองเห็นบน AI search หรือไม่

เกี่ยวโดยอ้อมผ่านแหล่งข้อมูลเท่านั้น ข้อกล่าวหาที่ถูกรายงานเป็นเรื่องการสเครปเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตในผลการค้นหาของ Google และถ้าเครื่องมือติดตามการมองเห็นบน AI พึ่งข้อมูล SERP ที่มาจากการสเครป ข้อมูลนำเข้าของเครื่องมือเหล่านั้นก็อยู่ในขอบเขต แต่ไม่มีอะไรในรายงานที่พูดถึงวิธีที่คำตอบของ AI เลือกหรืออ้างอิงแหล่งข้อมูล

ก้าวต่อไปที่ควรทำ

สิ่งที่นำไปใช้ได้จริงคือการตรวจสอบรายงาน ไม่ใช่การตรวจสอบข้อกฎหมาย ให้รู้ว่าตัวเลขไหนที่คุณส่งให้ลูกค้าหรือผู้บริหารพึ่งพาการที่ใครสักคนไปสเครป Google และตัวเลขไหนมาจากพร็อพเพอร์ตี้ของคุณเองโดยตรง ถ้าอยากได้อีกสายตาช่วยดูว่าข้อมูลในรายงานของคุณมาจากไหนจริง ๆ และตัวชี้วัดไหนจะอยู่รอดถ้าแหล่งข้อมูลถูกบีบ เรายินดีนั่งดูไปด้วยกัน

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: