สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Derek Perkins จากบริษัทเครื่องมือติดตามอันดับ Nozzle ระบุเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่าการไล่ลิงก์ทั้งหมดของรายงานอันดับ 5 หน้าหนึ่งชุดต้องใช้คำขอ 500 ถึง 1,000 ครั้ง ตามรายงานของ PPC Land
- Perkins รายงานว่าลิงก์ google.com/goto ถูกปล่อยใช้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์บนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย หลังการทดสอบเป็นช่วง ๆ ราวสี่เดือน
- ลิงก์ถอดรหัสในเครื่องไม่ได้ และ Google บล็อกคำขอแบบ HEAD เครื่องมือจึงต้องเดินตามการรีไดเรกต์ด้วยคำขอแบบ GET ทำให้ rate limiting กลายเป็นข้อจำกัดจริงแทนแบนด์วิดท์
- แถลงการณ์ยืนยันของ Google พูดถึงรูปแบบการใช้งานในทางที่ผิด ไม่ได้ระบุเครื่องมือติดตามอันดับหรือไคลเอนต์อัตโนมัติประเภทใด และไม่มีทั้งกรอบเวลาและเอกสารประกอบ
- PPC Land เทียบเรื่องนี้กับการยกเลิกพารามิเตอร์ num=100 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งหลังจากนั้น Semrush ยืนยันว่าต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้นสิบเท่าภายในวันเดียว
การไล่ลิงก์ทั้งหมดในรายงานอันดับความยาว 5 หน้าเพียงชุดเดียว ตอนนี้ต้องใช้คำขอระหว่าง 500 ถึง 1,000 ครั้ง ตามที่ Derek Perkins ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเครื่องมือติดตามอันดับ Nozzle ระบุไว้ในรายงานของ PPC Land โดย Perkins เขียนไว้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ Google ยืนยันว่ากำลังทยอยปล่อยลิงก์ส่งผ่าน google.com/goto ในหน้าผลการค้นหา ว่าบริษัทของเขาเห็นการปล่อยใช้เกือบเต็มพื้นที่บนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย ส่วนตัวการยืนยันของ Google นั้นบล็อกนี้รายงานไปแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 สิ่งที่ใหม่ในรอบนี้คือใบเสร็จด้านการวัดผลที่ตามมา
อะไรคือของใหม่ และอะไรที่รายงานไปแล้ว
ข่าวชิ้นนี้คือผลกระทบต่อเครื่องมือวัดผล ไม่ใช่ตัวการยืนยัน การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันสำคัญ เพราะการยืนยันเป็นเหตุการณ์เชิงนโยบาย ส่วนเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เชิงวิศวกรรม
ส่วนที่รายงานไปแล้ว และบล็อกนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569
- Google ยืนยันเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่ากำลังทยอยปล่อยลิงก์ส่งผ่าน google.com/goto ในหน้าผลการค้นหา แทนที่อยู่เว็บปลายทางที่เครื่องมือวัดผลอ่านจากหน้าเพจได้ตรง ๆ มาหลายปี
- โฆษกของ Google ที่ Search Engine Roundtable อ้างถึง ระบุว่า "We have a long history of deploying technical measures against evolving forms of abuse, and we regularly take steps to protect our services and users."
ส่วนที่ใหม่ในรายงานของ PPC Land และทั้งหมดนี้เป็นคำของ Perkins แห่ง Nozzle ไม่ใช่ของ Google
- Nozzle บันทึกการเปลี่ยนแปลงนี้ที่ระดับครอบคลุมเกือบทั้งหมดบนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 หลังการทดสอบเป็นช่วง ๆ ราวสี่เดือน โดย Perkins เขียนว่า "It was widely reported the first week of August from the first major test, and as of this morning, we're seeing near 100% rollout across several residential ip providers."
- ลิงก์ goto ถอดรหัสในเครื่องตัวเองไม่ได้ ผู้ให้บริการจึงต้องเดินตามการรีไดเรกต์ แทนที่จะอ่านที่อยู่ปลายทางจากหน้าเพจ
- Google ไม่ปล่อยให้คำขอแบบ HEAD ผ่าน ซึ่งตัดวิธีที่ถูกที่สุดในการดึงปลายทางของการรีไดเรกต์ออกไป
- การไล่ลิงก์ทั้งหมดของรายงานอันดับความยาว 5 หน้าหนึ่งชุด ต้องใช้คำขอ 500 ถึง 1,000 ครั้ง ตามที่ Perkins ระบุ
- ที่ปริมาณระดับนั้น ตัวจำกัดที่แท้จริงคือ rate limiting ไม่ใช่แบนด์วิดท์หรือพื้นที่จัดเก็บ
ทำไมการถอดรหัสลิงก์เองจึงไม่ใช่ทางออก
ปัญหาเชิงวิศวกรรมอยู่ที่ตัวการเข้ารหัส ตามโพสต์ของ Alex Greenland เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ PPC Land อ้างถึง ลิงก์ที่ถูกเขียนใหม่มีรูปแบบคงที่ว่า "Result link URLs are now being rewritten to google.com/goto?url=[custom base64-like encoding of URL or Google ID]. Upon click, they redirect to their proper destination." Perkins ระบุว่าลิงก์เหล่านี้ถอดรหัสในเครื่องไม่ได้ ผู้ให้บริการจึงถูกบังคับให้เดินตามการรีไดเรกต์เพื่อจะรู้ว่าผลลัพธ์นั้นชี้ไปที่ใด และเขาเสริมว่า "While that works in small scale tests, Google seems likely to make that tough, since each SERP will have hundreds of links to decode."
มีทางออกสองแบบที่ถูกเสนอขึ้นทันทีในคอมเมนต์ใต้โพสต์ของเขา และทั้งสองแบบชนกำแพงเดียวกัน Glenn Gabe ถามว่าเครื่องมือยังดึงที่อยู่ปลายทางได้อยู่หรือไม่ ส่วน Mic King ถามว่าคำขอแบบ HEAD จะเพียงพอไหม เพราะคำขอแบบ HEAD ดึงเฉพาะส่วนหัวโดยไม่เอาเนื้อหา และจะคืนปลายทางของการรีไดเรกต์มาให้ในราคาถูก Perkins ตอบว่า Google ไม่ปล่อยให้คำขอแบบ HEAD ผ่าน ส่วนคำขอแบบ GET ที่หยุดที่การรีไดเรกต์นั้นใช้ได้และเลี่ยงการโหลดหน้าเต็ม แต่ตัวปริมาณคือสิ่งที่กัด
Dominic Woodman ตั้งคำถามเรื่องสเกลจากอีกมุมหนึ่ง ว่าการรีไดเรกต์คงที่ต่อหนึ่งหน้าเพจหรือไม่ ซึ่งถ้าคงที่ ผู้ให้บริการรายใหญ่ก็สร้างตารางเทียบค่าไว้ครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำได้ PPC Land รายงานว่าคำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบในเธรด คำตอบของคำถามนั้นคือเส้นแบ่งระหว่างต้นทุนวิศวกรรมที่จ่ายครั้งเดียวจบ กับภาษีถาวรที่ต้องจ่ายทุกคำค้น และตอนนี้ยังไม่มีใครมีคำตอบ
เลขคำขอที่ต้องใช้ และการเทียบกับของเดิม
Perkins เป็นคนหยิบการเทียบกับกรณี num=100 ขึ้นมาเอง และ PPC Land วางตัวเลขของทั้งสองเหตุการณ์ไว้ ตารางด้านล่างมีเฉพาะตัวเลขที่รายงานระบุไว้เท่านั้น
| การเปลี่ยนแปลง | วันที่ | มันคูณอะไร |
|---|---|---|
| ยกเลิกพารามิเตอร์ num=100 | 14 กันยายน 2568 | ต้องยิงสิบคำขอ จากเดิมที่คำขอเดียวคืนผลลัพธ์ร้อยรายการ โดย Semrush ยืนยันต้นทุนดำเนินงานเพิ่มสิบเท่าภายในวันเดียว |
| ยืนยันลิงก์ส่งผ่าน google.com/goto | 26 สิงหาคม 2569 | คำขอ 500 ถึง 1,000 ครั้งเพื่อไล่ลิงก์ทั้งหมดของรายงานอันดับความยาว 5 หน้าหนึ่งชุด ตามที่ Perkins แห่ง Nozzle ระบุ |
| คำขอแบบ HEAD ถูกบล็อก | รายงานเมื่อ 26 สิงหาคม 2569 | ตัดวิธีดึงเฉพาะส่วนหัวที่ราคาถูกออกไป เหลือคำขอแบบ GET ที่หยุดตรงการรีไดเรกต์ซึ่งยังใช้ได้ |
| ระดับการปล่อยใช้ | 26 สิงหาคม 2569 | เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์บนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย หลังทดสอบเป็นช่วง ๆ ราวสี่เดือน |
PPC Land สรุปความต่างเชิงโครงสร้างไว้ตรง ๆ การเปลี่ยนแปลงเรื่อง num=100 คูณจำนวนหน้าผลการค้นหาที่ผู้ให้บริการต้องดึง ส่วนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง goto คูณจำนวนคำขอที่ต้องใช้เพื่อตีความหน้าผลการค้นหาหนึ่งหน้าที่ดึงมาแล้ว นี่คือต้นทุนคนละชนิดกัน และชนิดหลังโตตามจำนวนลิงก์บนหน้าเพจ ไม่ใช่ตามจำนวนหน้าที่ติดตาม
รายงานยังทวนสิ่งที่วงการทำหลังการเปลี่ยนแปลงเรื่อง num=100 ซึ่งเป็นตัวเทียบที่ใกล้เคียงที่สุดที่มีอยู่ ตามรายงานของ PPC Land AccuRanker จำกัดการติดตามไว้ที่ยี่สิบอันดับแรก SISTRIX หยุดการอัปเดตผลการค้นหาฝั่งเดสก์ท็อป SerpApi สร้างทางเลี่ยงผ่าน Google Light Fast API ของตัวเองแล้ว Google จำกัดปลายทางนั้นเหลือผลออร์แกนิกสามรายการภายในไม่กี่สัปดาห์ และ Ahrefs กลับมาติดตามร้อยอันดับแรกได้อีกครั้งเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2568 โดยไม่เปิดเผยวิธีการ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับการเปลี่ยนแปลงครั้งก่อน ไม่ใช่การคาดการณ์เกี่ยวกับครั้งนี้
พฤติกรรมนี้ถูกจับสังเกตมาอย่างไรตลอดสี่เดือน
ลำดับเหตุการณ์ทอดจากปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2569 และช่องว่างระหว่างคนที่เห็นกับคนที่ยังไม่เห็นคือลักษณะเฉพาะของการปล่อยใช้แบบแบ่งกลุ่ม
| วันที่ | ใคร | สิ่งที่บันทึกไว้ |
|---|---|---|
| 23 มิถุนายน 2569 | Alex Greenland | การพบเห็นครั้งแรกในที่สาธารณะว่าลิงก์ผลการค้นหาถูกเขียนใหม่เป็น google.com/goto พร้อมปลายทางที่ถูกเข้ารหัส |
| 2 กรกฎาคม 2569 | Brodie Clark | พบพฤติกรรมเดียวกันทั้งในผลแบบเสียเงินและออร์แกนิก โดยวิ่งผ่านพารามิเตอร์ goto ที่ตอบกลับด้วยสถานะ 302 |
| 3 กรกฎาคม 2569 | Derek Perkins | ระบุว่า Nozzle เห็นพฤติกรรมนี้มาหลายเดือนแล้ว และเลือกทิ้งหน้าผลการค้นหาที่ได้รับผลกระทบแล้วดึงใหม่ |
| 8 กรกฎาคม 2569 | Barry Schwartz | เขียนว่าพบคนที่สังเกตเห็นพฤติกรรมนี้เพียงสามคน และตัวเขาเองยังทำซ้ำให้เห็นไม่ได้ |
| 26 สิงหาคม 2569 | Perkins แล้วตามด้วย Google | รายงานการครอบคลุมเกือบทั้งหมดบนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย และ Google ยืนยันการปล่อยใช้ผ่านแถลงการณ์ |
สถานะ 302 ที่ Clark บันทึกไว้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 มีความหมายในเชิงเทคนิค เพราะการรีไดเรกต์แบบชั่วคราวส่งสัญญาณให้ตัวรวบรวมข้อมูลรู้ว่าตัวห่อหุ้มลิงก์ไม่ได้มีไว้แทนที่อยู่ปลายทางในดัชนีใด ๆ นอกจากนี้คอมเมนต์สองอันใต้บทความของ Schwartz เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ชี้ว่าผลกระทบเริ่มไปถึงเครื่องมือเชิงพาณิชย์แล้ว Justin Mosebach รายงานว่ารายงานอันดับของ Places Scout เริ่มเห็นผลกระทบ ส่วน Aleksandr Sovgir จากเครื่องมือติดตามอันดับ Serpdino อธิบายอาการอีกแบบ คือหน้ายืนยันตัวตนกลับมาปรากฏบน URL ค้นหาปกติ พร้อมสถานะ 200 และชื่อหน้าที่ถูกต้อง แต่ไม่มีกล่องผลการค้นหา
Google พูดอะไร และไม่ได้พูดอะไร
คำยืนยันของ Google เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ยาวประโยคเดียวและพูดถึงการใช้งานในทางที่ผิด ตามแถลงการณ์ของโฆษกที่ Search Engine Roundtable อ้างถึงและ PPC Land รายงานต่อ Google ระบุว่าบริษัทมีประวัติยาวนานในการใช้มาตรการทางเทคนิครับมือกับรูปแบบการใช้งานในทางที่ผิดซึ่งเปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ และดำเนินการปกป้องบริการและผู้ใช้อยู่เป็นประจำ ส่วน Perkins อธิบายกลไกเบื้องหลังด้วยคำของเขาเองว่าเป็นงานต้านบอต โดยระบุว่า Google ทดสอบมาตรการต้านบอตที่ตัดลิงก์ฝั่งไคลเอนต์ทั้งหมดออก แล้วเปลี่ยนไปใช้การรีไดเรกต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ผ่าน google.com/goto แทน
ระยะห่างระหว่างสองคำอธิบายนี้คือโจทย์ทั้งหมดของการรายงานข่าวชิ้นนี้ Google ไม่ได้ระบุว่าเครื่องมือติดตามอันดับ บริษัทปัญญาประดิษฐ์ หรือไคลเอนต์อัตโนมัติประเภทใดคือเป้าหมาย ไม่ได้ให้กรอบเวลา ไม่ได้แจกแจงรายภูมิภาค และไม่ได้ออกเอกสารทางเทคนิคใด ๆ ตัวเลขเชิงปฏิบัติการทุกตัวในข่าวนี้ ทั้งคำขอ 500 ถึง 1,000 ครั้ง การบล็อกคำขอแบบ HEAD และการอ่านค่าการครอบคลุมเกือบทั้งหมด มาจาก Perkins แห่ง Nozzle ตามที่ PPC Land รายงาน และควรอ้างอิงแบบนั้น ไม่ใช่อ้างว่าเป็นตัวเลขของ Google
ปัญหาการวัดผลที่วิ่งสองทาง
การเดินตามการรีไดเรกต์ไม่ใช่การกระทำที่เป็นกลาง และ PPC Land บันทึกคำถามนี้ไว้ในเธรด Joe Manna ถามว่าการไล่ลิงก์ goto จะถูกนับเป็นคลิกหรือไม่ และรายงานคลิกจะเริ่มมีสัญญาณรบกวนที่เกิดจากเครื่องมือติดตามอันดับหรือเปล่า Perkins ตอบว่าน่าสนใจที่จะดูว่า Google จะนำเหตุการณ์เหล่านั้นไปเทียบกับข้อมูลวิเคราะห์ฝั่งไคลเอนต์หรือไม่
ทั้งสองคนไม่ได้ตอบคำถามนี้ และจุดยืนที่ซื่อตรงคือไม่มีใครนอก Google ตอบได้ สิ่งที่พูดได้คือรูปร่างของคำถาม ถ้าการไล่ลิงก์ถูกบันทึกฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ฝ่ายที่ทำการวัดผลก็กลายเป็นแหล่งกำเนิดของทราฟฟิกที่ตัวเองกำลังวัด และถ้า Google เอาเหตุการณ์เหล่านั้นไปเทียบกับสัญญาณฝั่งไคลเอนต์ ตัวห่อหุ้มลิงก์ก็ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ตรวจจับไคลเอนต์อัตโนมัติไปพร้อมกับการเป็นลิงก์ ทั้งสองการตีความยังเป็นการคาดเดาจนกว่าจะมีใครเผยแพร่หลักฐาน และบทความนี้ไม่ได้มีหลักฐานนั้น
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย
Google ไม่ได้เผยแพร่การแจกแจงรายภูมิภาค จึงไม่มีฐานให้บอกได้ว่าหน้าผลการค้นหาของไทยได้รับผลกระทบมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากับตลาดอื่น การอ่านค่าของ Nozzle ทำบนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย และ PPC Land ไม่ได้รายงานว่าผู้ให้บริการเหล่านั้นครอบคลุมประเทศใดบ้าง
ย่อหน้าต่อจากนี้เป็นการให้เหตุผล ไม่ใช่การรายงาน การติดตามอันดับคีย์เวิร์ดเป็นอินพุตของงาน SEO แบบรีเทนเนอร์แทบทุกงานในตลาดนี้ และมักเป็นตัวเลขแรกที่ลูกค้าเปิดดู ถ้าผู้ให้บริการต้องใช้คำขอ 500 ถึง 1,000 ครั้งเพื่อไล่ลิงก์เบื้องหลังรายงานความยาว 5 หน้าหนึ่งชุด ฝั่งเครื่องมือก็มีคันโยกอยู่สามแบบกว้าง ๆ คือรีเฟรชถี่น้อยลง ติดตามคีย์เวิร์ดหรือตำแหน่งผลลัพธ์น้อยลง หรือเปลี่ยนวิธีคำนวณตำแหน่ง ทางเลือกใดก็ตามจะปรากฏบนแดชบอร์ดของลูกค้าไทยเป็นข้อมูลที่ช้าลง บางลง สุ่มตัวอย่างต่างไป หรือครบถ้วนน้อยลง โดยที่แดชบอร์ดไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้ออกมาตรง ๆ นี่คือผลที่เป็นไปได้จากเลขในรายงาน ไม่ใช่สิ่งที่ PPC Land หรือ Google คาดการณ์ไว้
การรับมือที่ใช้ได้จริงนั้นไม่หวือหวา ให้ถามผู้ให้บริการเครื่องมือของคุณเองว่าอะไรเปลี่ยนไป แทนที่จะเดา และให้ถือว่าความไม่ต่อเนื่องแบบฉับพลันบนกราฟอันดับตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไปคือสิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อน ไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบายกับลูกค้าว่าเป็นการขยับของอันดับ ตำแหน่งที่เปลี่ยนเพราะวิธีเก็บข้อมูลเปลี่ยนไม่ใช่การเปลี่ยนของอันดับ และการสับสนระหว่างสองอย่างนี้คือความผิดพลาดที่แพงที่สุดในเรื่องนี้ ทีมที่ทำงาน SEO ที่วัดผลจากข้อมูลจริง ควบคู่ไปกับข้อมูลปฐมภูมิจาก Search Console และระบบวิเคราะห์ จะมีจุดอ้างอิงที่สองเสมอเมื่อตัวเลขจากเครื่องมือภายนอกแกว่ง
สิ่งที่ทีม SEO ทำได้ตอนนี้
รายการต่อไปนี้ไม่ใช่คำแนะนำจากแหล่งข่าว แต่เป็นเช็กลิสต์ที่ให้เหตุผลจากสิ่งที่รายงานระบุไว้
- ถามผู้ให้บริการเครื่องมือติดตามอันดับของคุณตรง ๆ ว่าลิงก์ส่งผ่าน goto กระทบวิธีเก็บข้อมูลของเขาหรือไม่ และเขาจะทำอย่างไรต่อ รายงานอธิบายเฉพาะข้อจำกัด ไม่ได้ระบุแผนของผู้ให้บริการรายใด
- จำวันที่ไว้ ถ้ากราฟหักตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ให้ตรวจวิธีเก็บข้อมูลก่อนตีความการเคลื่อนไหว
- เลิกใช้ตำแหน่งที่ติดตามได้เพียงตัวเดียวเป็นพาดหัวของรายงาน อิมเพรสชัน คลิก และตำแหน่งเฉลี่ยจาก Search Console มาจาก Google เอง จึงไม่ได้รับผลจากวิธีที่บุคคลที่สามอ่านหน้าผลการค้นหา
- ตรวจสคริปต์ภายในองค์กรที่อ่านลิงก์ผลการค้นหา สคริปต์ที่เขียนไว้ให้ดึงที่อยู่ปลายทางจากหน้าเพจคือกลุ่มที่พังก่อน และการทำ ออดิตเชิงเทคนิคและระบบรายงาน คือที่ที่จะเจอมัน
- ทบทวนว่ารายงานเชิงแข่งขันของคุณมีไว้เพื่ออะไรกันแน่ ถ้าตัวเลขส่วนแบ่งการมองเห็นเก็บยากขึ้น คำถามว่าคุณต้องใช้มันบ่อยแค่ไหนจริง ๆ ก็กลายเป็นคำถามเรื่องงบประมาณมากกว่าคำถามเชิงเทคนิค
คำถามที่พบบ่อย
แปลว่าเครื่องมือติดตามอันดับจะใช้ไม่ได้แล้วหรือไม่
ไม่ใช่ รายงานอธิบายว่าเป็นปัญหาเรื่องต้นทุนและ rate limiting ไม่ใช่การหยุดทำงาน เพราะคำขอแบบ GET ที่หยุดตรงการรีไดเรกต์ยังไล่ลิงก์ได้ และ Perkins แห่ง Nozzle ให้ตัวเลขปริมาณไว้ที่ 500 ถึง 1,000 คำขอต่อรายงานอันดับความยาว 5 หน้าหนึ่งชุด
Google บอกหรือไม่ว่ากำลังเล็งไปที่เครื่องมือติดตามอันดับ
ไม่ได้บอก แถลงการณ์ของ Google พูดถึงรูปแบบการใช้งานในทางที่ผิดที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ระบุเครื่องมือติดตามอันดับ บริษัทปัญญาประดิษฐ์ หรือไคลเอนต์อัตโนมัติประเภทใด และมาพร้อมกับการไม่มีกรอบเวลา ไม่มีการแจกแจงรายภูมิภาค และไม่มีเอกสารประกอบ
เรื่องนี้กระทบผลการค้นหาในประเทศไทยหรือไม่
รายงานไม่ได้บอกไว้ การอ่านค่าการครอบคลุมเกือบทั้งหมดของ Nozzle ทำบนผู้ให้บริการไอพีแบบเรสซิเดนเชียลหลายราย และทั้ง Google และ PPC Land ไม่ได้เผยแพร่การแจกแจงรายภูมิภาค
ต้องไปแก้อะไรในบัญชีของตัวเองหรือเปล่า
ไม่มีอะไรใน Google Ads หรือ Search Console ที่เปลี่ยนเพราะเรื่องนี้ ชั้นที่ได้รับผลกระทบคือการเก็บข้อมูลหน้าผลการค้นหาออร์แกนิกโดยบุคคลที่สาม สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการคุยกับผู้ให้บริการเครื่องมือ ไม่ใช่การไปปรับตั้งค่า
ทำไมเครื่องมือถึงถอดรหัสลิงก์ goto เองไม่ได้
Perkins ระบุว่าลิงก์เหล่านี้ถอดรหัสในเครื่องไม่ได้ ผู้ให้บริการจึงต้องเดินตามการรีไดเรกต์ และ Google ก็ไม่ปล่อยให้คำขอแบบ HEAD ผ่าน ซึ่งตัดวิธีอ่านปลายทางแบบดึงเฉพาะส่วนหัวที่ราคาถูกออกไป
เรื่องนี้ทิ้งอะไรไว้กับงานรายงานผล
การเปลี่ยนแปลงสองครั้งในรอบสิบสองเดือนต่างก็ทำให้ต้นทุนการเฝ้ามอง Google จากภายนอกสูงขึ้น และทั้งสองครั้งลงที่ชั้นเดียวกันของวงการ อ่านเธรดฉบับเต็ม รวมถึงกราฟของ Perkins และคอมเมนต์ที่อ้างถึงข้างต้นได้ที่ รายงานของ PPC Land
ถ้ารายงานรายเดือนของคุณพึ่งข้อมูลอันดับจากเครื่องมือภายนอก และคุณอยากได้มุมมองปฐมภูมิอีกชุดว่าหน้าเว็บของคุณทำงานอย่างไรจริง ๆ ทั้งในผลการค้นหาและใน พื้นที่คำตอบแบบเอไอ ทีมงานช่วยวางระบบรายงานนั้นร่วมกับคุณได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ควรมีตัวเลขมากกว่าหนึ่งชุดมากกว่าเวลาปกติ






