สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- การมองเห็นใน AI Overviews แยกเป็นสามสถานะ คือการมี AI Overview ปรากฏ การถูกอ้างอิงแบบมีลิงก์ และการถูกเอ่ยถึงชื่อโดยไม่มีลิงก์ ซึ่งการถูกเอ่ยถึงไม่สร้างข้อมูลในรายงานใดของ Google เลย
- รายงานประสิทธิภาพหลักของ Search Console รวมคลิกจาก AI Overview ไว้ในยอด Web โดยไม่มีตัวกรอง ส่วนรายงาน generative AI ที่แยกออกมาแสดงอิมเพรสชันและหน้าเว็บแต่ไม่มีคลิกและไม่มีคำค้น และตำแหน่งของหน้าที่ถูกอ้างอิงสะท้อนตำแหน่งของบล็อก AI Overview ไม่ใช่ลำดับของคุณในบล็อก
- ให้ติดตามแผงคำค้นที่ตายตัว 30 ถึง 50 คำ ล็อกไว้หนึ่งไตรมาส บันทึกการปรากฏ สถานะของคุณ ทุกโดเมนที่ถูกอ้างอิง วันที่ และตำแหน่งที่ตรวจ
- ส่วนแบ่งเสียงของคู่แข่งไม่ต้องใช้ข้อมูลวิเคราะห์ของคู่แข่ง แค่นับโดเมนที่ถูกอ้างอิงบนแผงคำค้นชุดเดิมตลอดไตรมาส
- ให้รายงานรายเดือน ไม่ใช่รายสัปดาห์ เพราะการอัปเดตโมเดลขยับตัวเลขได้เอง จึงควรลงมือจากแนวโน้มอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส
การติดตามการมองเห็นใน AI Overviews ต้องมีสามอย่างที่แยกจากกัน คือชุดคำค้นที่ตายตัวซึ่งคุณตรวจตามรอบเวลา บันทึกว่าแบรนด์ของคุณถูกอ้างอิง ถูกเอ่ยถึง หรือไม่ปรากฏเลยในคำตอบแต่ละครั้ง และข้อมูลจาก Search Console ที่บอกว่าการมองเห็นนั้นส่งผลอะไรกับคลิก ไม่มีเครื่องมือเดียวที่ให้ครบทั้งสามอย่าง และการรายงานเรื่อง generative AI ของ Search Console เองก็ไม่ได้แยก AI Overviews ออกจากผลการค้นหาปกติอย่างที่หลายคนเข้าใจ บทความนี้สรุปว่าอะไรวัดได้จริง อะไรวัดไม่ได้ และรอบการทำงานแบบไหนที่อยู่รอดเมื่อเจอกับการทำรายงานจริง
การมองเห็นใน AI Overviews หมายถึงอะไรกันแน่
คำนี้ครอบคลุมสถานะสามแบบที่ต่างกัน และการเอามารวมกันคือสิ่งแรกที่ทำให้โครงการติดตามผลพัง
| สถานะ | ความหมาย |
|---|---|
| การปรากฏ | มี AI Overview ขึ้นสำหรับคำค้นนั้นหรือไม่ โดยไม่สนว่าใครอยู่ในนั้น |
| การถูกอ้างอิง | โดเมนของคุณปรากฏเป็นแหล่งที่มาแบบมีลิงก์ใต้หรือในคำตอบ |
| การถูกเอ่ยถึง | ชื่อแบรนด์ของคุณปรากฏในข้อความคำตอบโดยไม่มีลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ |
การปรากฏเป็นคุณสมบัติของคำค้น ไม่ใช่ของคุณ การถูกอ้างอิงคือลิงก์ที่วัดได้ทางอ้อมใน Search Console ส่วนการถูกเอ่ยถึงไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เพราะมันไม่สร้างคลิก ไม่สร้างอิมเพรสชันที่นับกลับมาที่เว็บไซต์ของคุณ และไม่ปรากฏในรายงานใดของ Google เลย ถ้าแบรนด์ของคุณถูกเอ่ยชื่อในคำตอบขณะที่คู่แข่งถูกอ้างอิง คุณจะไม่เห็นอะไรเลยในข้อมูลของตัวเอง ช่องว่างนั้นคือส่วนที่ยากที่สุดของปัญหาการวัดผลนี้ และเป็นเหตุผลที่การตรวจคำตอบด้วยตัวเองหรือด้วยเครื่องมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น
Search Console แสดงอะไร และไม่แสดงอะไร
Search Console ให้สองอย่าง และไม่มีอย่างไหนเป็นตัวกรองแบบที่คนคาดหวัง ในรายงานประสิทธิภาพหลัก คลิกและอิมเพรสชันจากลิงก์ใน AI Overview ถูกรวมเข้าไปในยอดของ Web search type เดียวกับผลการค้นหาแบบลิงก์สีน้ำเงินทั่วไป โดยไม่มีมิติข้อมูลใดบอกได้ว่าแถวนี้คือ AI Overview ส่วนอีกอย่างคือรายงานประสิทธิภาพ generative AI ซึ่งเป็นแท็บที่กางออกได้ใต้รายงานประสิทธิภาพ รายงานนี้นับอิมเพรสชันของ URL ของคุณในฟีเจอร์ generative AI บน Search และ Discover แยกตามหน้าเว็บ ประเทศ อุปกรณ์เฉพาะฝั่ง Search และวันที่ละเอียดถึงระดับชั่วโมง แต่ไม่มีข้อมูลคลิก ไม่มีข้อมูลคำค้น ไม่แยก AI Overviews ออกจาก AI Mode หรือฟีเจอร์ AI ของ Discover และจะปรากฏก็ต่อเมื่อเว็บไซต์มีอิมเพรสชันถึงเกณฑ์ที่ Google ไม่ได้เผยแพร่ ดังนั้นมันบอกได้ว่าหน้าไหนถูกพื้นผิว AI ของ Google ดึงไปใช้และบ่อยแค่ไหน แต่บอกไม่ได้ว่าคนถามอะไรหรือมีใครคลิกหรือไม่
การรายงานตำแหน่งเพิ่มความซับซ้อนอีกชั้น เมื่อหน้าเว็บของคุณถูกลิงก์จาก AI Overview ตำแหน่งที่บันทึกไว้จะสะท้อนตำแหน่งของบล็อก AI Overview เอง ไม่ใช่ลำดับของลิงก์คุณภายในบล็อกนั้น หน้าที่ถูกอ้างอิงเป็นลำดับที่สามใน AI Overview ซึ่งอยู่บนสุดของหน้า จึงรายงานตำแหน่งเฉลี่ยที่ดูดีได้ ทั้งที่ได้คลิกน้อยมาก ซึ่งดูเหมือนปัญหาอัตราคลิกผ่าน แต่จริง ๆ เป็นผลข้างเคียงของวิธีรายงาน
สิ่งที่ Search Console มีประโยชน์จริงคือสัญญาณลำดับที่สอง ถ้ากลุ่มคำค้นหนึ่งรักษาอิมเพรสชันและตำแหน่งเฉลี่ยไว้ได้ในขณะที่คลิกลดลงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รูปแบบนั้นสอดคล้องกับการที่ AI Overview ดูดคำตอบไป มันไม่ใช่หลักฐาน เพราะฤดูกาล การเปลี่ยนเลย์เอาต์ หรือหน้าใหม่ของคู่แข่งก็ให้รูปแบบคล้ายกัน แต่มันบอกได้ว่ากลุ่มคำค้นไหนควรถูกตรวจด้วยมือ
สร้างชุดคำค้นที่คุ้มค่าจะติดตาม
สัญชาตญาณคืออยากติดตามทุกอย่าง ซึ่งให้ตัวเลขที่ไม่มีใครเชื่อถือ เพราะชุดคำค้นเลื่อนไปเรื่อย ๆ ให้สร้างแผงคำค้นที่ตายตัวแทน
- เริ่มจาก Search Console ส่งออกคำค้นที่มีอิมเพรสชันมีนัยสำคัญและหน้าเว็บของคุณติดหน้าแรกอยู่แล้ว เพราะนั่นคือคำค้นที่การเสียคลิกทำให้คุณเสียหายจริง
- เพิ่มคำถามที่ทีมขายถูกถามบ่อย เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้ซื้อพิมพ์ลงไปในเครื่องมือตอบคำถามด้วย AI และมักไม่มีอยู่ในเครื่องมือคีย์เวิร์ดเลย
- เก็บให้เล็กพอที่จะตรวจได้จริง คำค้นสามสิบถึงห้าสิบคำที่ตรวจสม่ำเสมอดีกว่าห้าร้อยคำที่ตรวจครั้งเดียว
- ล็อกชุดคำค้นไว้หนึ่งไตรมาส เพราะการเพิ่มหรือลบทุกครั้งทำให้เทียบกับเดือนก่อนไม่ได้ ให้รวบการเปลี่ยนแปลงไว้ทบทวนรายไตรมาส
- บันทึกคำค้นในภาษาที่ลูกค้าใช้จริง สำหรับธุรกิจไทยมักแปลว่าต้องทำสองแผง ทั้งไทยและอังกฤษ เพราะคำตอบต่างกันและแหล่งที่ถูกอ้างอิงก็ต่างกัน
ต้องบันทึกอะไรในการตรวจแต่ละครั้ง
ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความซับซ้อน ห้าช่องต่อหนึ่งคำค้นต่อหนึ่งการตรวจก็เพียงพอ
| ช่องข้อมูล | ทำไมต้องมี |
|---|---|
| มี AI Overview หรือไม่ | อัตราการปรากฏในหมวดของคุณคือตัวหารของทุกอย่างที่เหลือ |
| สถานะของคุณ ถูกอ้างอิง ถูกเอ่ยถึง หรือไม่ปรากฏ | สามสถานะข้างต้น บันทึกแยกกัน ห้ามรวม |
| โดเมนใดบ้างที่ถูกอ้างอิง | ส่วนแบ่งเสียงของคู่แข่งมาจากการนับข้อมูลนี้สะสมตามเวลา |
| วันที่และตำแหน่งที่ตรวจ | คำตอบต่างกันตามพื้นที่และเปลี่ยนโดยไม่แจ้ง การอ่านค่าที่ไม่มีวันที่กำกับจึงไร้ค่า |
| สำเนาข้อความคำตอบ | เป็นทางเดียวที่จะย้อนดูภายหลังว่าอะไรเปลี่ยน และเป็นเกราะเดียวเมื่อมีคนโต้แย้งข้อสรุป |
ส่วนแบ่งเสียงจะออกมาจากช่องการถูกอ้างอิงเอง คือในคำค้นที่มี AI Overview ปรากฏ กี่เปอร์เซ็นต์ที่อ้างอิงคุณ และกี่เปอร์เซ็นต์ที่อ้างอิงคู่แข่งแต่ละราย นั่นเป็นตัวเลขที่ปกป้องได้เพราะคุณแสดงวิธีคำนวณได้ ซึ่งสำคัญเมื่อมีคนถามว่าคิดมาอย่างไร
ตรวจด้วยมือกับใช้เครื่องมือ
การตรวจด้วยมือไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ข้อความคำตอบจริง และให้คุณเห็นชุดคู่แข่งทั้งหมด แต่ก็ช้า และทำซ้ำให้เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะคนสองคนที่ตรวจคำค้นเดียวกันห่างกันไม่กี่นาทีอาจได้คำตอบต่างกัน เนื่องจากโมเดลไม่ได้ให้ผลตายตัวและผลลัพธ์ถูกปรับตามบุคคลและตามพื้นที่
เครื่องมือช่วยจัดการปริมาณและให้เส้นแนวโน้ม ซึ่งเป็นสิ่งที่รายงานรายเดือนต้องการ ข้อจำกัดของมันควรพูดให้ชัด เครื่องมือใช้การสุ่มตัวอย่าง อัตราการปรากฏที่ได้จึงเป็นค่าประมาณ มันตรวจจากพื้นที่และโปรไฟล์ของตัวเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับลูกค้าของคุณ เครื่องมือต่างยี่ห้อให้ผลไม่ตรงกันในคำค้นเดียวกัน เพราะวัดสิ่งที่ต่างกันเล็กน้อย และการอัปเกรดโมเดลสามารถขยับตัวเลขทุกตัวข้ามคืนได้โดยที่เว็บไซต์ของคุณไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย
คำตอบที่ใช้ได้จริงคือใช้ทั้งสองอย่าง คือใช้เครื่องมือดูแนวโน้มของทั้งแผง และตรวจด้วยมือแบบสุ่มสิบคำค้นต่อเดือน เพื่อคุมเครื่องมือให้ตรงและเพื่ออ่านว่าคำตอบพูดถึงแบรนด์ของคุณว่าอย่างไรจริง ๆ
การวัดคู่แข่ง
ส่วนแบ่งเสียงของคู่แข่งใน AI Overviews วัดง่ายกว่าผลกระทบต่อคลิกของตัวเอง เพราะไม่ต้องเข้าถึงข้อมูลวิเคราะห์ของใครเลย คุณแค่อ่านคำตอบสาธารณะแล้วนับการอ้างอิง
ให้รันแผงคำค้นชุดเดิม บันทึกทุกโดเมนที่ถูกอ้างอิงแทนที่จะบันทึกแค่ของตัวเอง แล้วนับสะสมตลอดไตรมาส มักจะเห็นสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือโดเมนไม่กี่แห่งที่ไม่ใช่คู่แข่ง โดยทั่วไปคือเว็บอ้างอิง มาร์เก็ตเพลส และเว็บบอร์ด กินส่วนแบ่งการอ้างอิงไปมากในเกือบทุกหมวด รูปแบบที่สองคือชุดคู่แข่งในคำตอบของ AI มักไม่ใช่ชุดคู่แข่งจากอันดับ organic เพราะเครื่องมือตอบคำถามประกอบคำตอบจากแหล่งข้อมูล ไม่ได้จัดอันดับหน้าเว็บ
ทั้งสองข้อค้นพบเปลี่ยนสิ่งที่คุณต้องทำต่อมากกว่าอัตราการถูกอ้างอิงของตัวเองเสียอีก ถ้าหน้าสินค้าบนมาร์เก็ตเพลสถูกอ้างอิงในขณะที่หน้าสินค้าของคุณไม่ถูกอ้าง งานที่ต้องทำอยู่ที่หน้าบนมาร์เก็ตเพลสนั้น
เชื่อมการมองเห็นเข้ากับทราฟฟิกและลีด
คำถามที่ทุกรายงานไปถึงในที่สุดคือทั้งหมดนี้สร้างรายได้หรือไม่ และคำตอบที่ซื่อสัตย์คือห่วงโซ่การระบุที่มาขาดตั้งแต่โดยโครงสร้าง คนที่อ่านคำตอบ ไม่คลิก แล้วกลับมาอีกสองวันให้หลังผ่านการค้นหาชื่อแบรนด์ คือคนที่มองไม่เห็นในจุดสัมผัสแรก
มีตัวแทนวัดผลสามตัวที่ควรติดตามไปด้วยกัน โดยไม่มีตัวไหนสรุปได้ด้วยตัวเอง ตัวแรกคือปริมาณการค้นหาชื่อแบรนด์ใน Search Console การเพิ่มขึ้นโดยไม่มีแคมเปญรองรับสอดคล้องกับการที่ผู้คนไปรู้จักชื่อคุณจากที่ที่ไม่ส่งคลิกกลับมา ตัวที่สองคือทราฟฟิกแบบ direct และ organic ที่ลงหน้าเว็บเฉพาะหน้าที่กำลังถูกอ้างอิง ตัวที่สามคือคำถามที่ทีมขายหรือทีมรับเรื่องถามได้ตรง ๆ ว่าผู้ติดต่อรู้จักคุณจากที่ไหน ในประเทศไทยที่การติดต่อส่วนใหญ่เข้ามาทาง LINE Official Account มากกว่าฟอร์ม ตัวสุดท้ายนี้มักเชื่อถือได้ที่สุดในสามตัว เพราะมีคนอยู่ในบทสนทนาอยู่แล้ว
รอบการรายงานที่ใช้ได้จริง
| ความถี่ | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|
| รายสัปดาห์ | ไม่ต้องทำอะไร คำตอบแกว่งมากพอที่การอ่านค่ารายสัปดาห์จะวัดแต่ความแปรปรวน |
| รายเดือน | รันแผงคำค้นทั้งชุดผ่านเครื่องมือ สุ่มตรวจด้วยมือสิบคำค้น บันทึกการอ้างอิงและคู่แข่ง |
| รายเดือน | ดึงกลุ่มคำค้นชุดเดียวกันใน Search Console แล้ววางอิมเพรสชัน คลิก และตำแหน่งเทียบกัน |
| รายไตรมาส | ทบทวนตัวแผงคำค้นเอง เพิ่มและลบคำค้นในครั้งเดียว แล้วตั้งค่าฐานใหม่ |
ให้รายงานสามสถานะแยกกันเสมอ แสดงตัวหารเสมอ และใส่วันที่กำกับทุกตัวเลข รายงานที่บอกว่าส่วนแบ่งการถูกอ้างอิงเพิ่มจาก 12% เป็น 18% โดยไม่บอกว่าจากคำค้นกี่คำ ตรวจจากที่ไหน และวันที่เท่าไร ไม่ใช่การวัดผล
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและต้นทุนของมัน
- คิดว่าการมี AI Overview ขึ้นคือความสูญเสีย ทั้งที่การปรากฏเป็นคุณสมบัติของคำค้น ถ้าหน้าเว็บของคุณคือแหล่งที่ถูกอ้างอิง AI Overview อาจเป็นการได้การมองเห็นเพิ่ม
- เทียบเดือนต่อเดือนด้วยแผงคำค้นคนละชุด ซึ่งทำให้อ่านการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย
- อ่านตำแหน่งใน Search Console เป็นลำดับของคุณภายใน AI Overview ทั้งที่มันสะท้อนตำแหน่งของบล็อก
- นับการถูกเอ่ยถึงกับการถูกอ้างอิงรวมเป็นตัวเลขเดียว ซึ่งบังไม่ให้เห็นว่าการถูกเอ่ยถึงไม่สร้างทราฟฟิกเลย
- ตรวจจากตำแหน่งที่ผิด สำหรับธุรกิจในกรุงเทพ การอ่านค่าจากศูนย์ข้อมูลในสหรัฐคือการวัดคำตอบของคนอื่น
- ตอบสนองต่อผลเดือนเดียว เพราะการอัปเดตโมเดลขยับตัวเลขได้ด้วยตัวเอง ให้ลงมือจากแนวโน้มอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับธุรกิจไทย
คำตอบภาษาไทยมีพฤติกรรมต่างจากภาษาอังกฤษและต้องติดตามแยกกัน คลังแหล่งข้อมูลสำหรับคำค้นภาษาไทยเล็กกว่า ซึ่งส่งผลสองทาง คือหน้าเว็บภาษาไทยที่มีโครงสร้างดีมีโอกาสกลายเป็นแหล่งที่ถูกอ้างอิงง่ายกว่า และแหล่งเดียวที่ครองตลาดก็กินส่วนแบ่งการอ้างอิงได้มากทั้งหมวด การรันแผงคำค้นภาษาอังกฤษอย่างเดียวให้ธุรกิจไทยคือการวัดตลาดผิดตัว
การตั้งค่าตำแหน่งสำคัญที่นี่มากกว่าในตลาดใหญ่ คำตอบของคำค้นเกี่ยวกับบริการในกรุงเทพต่างจากคำค้นเดียวกันที่ตรวจโดยไม่ระบุตำแหน่ง และสำหรับธุรกิจหลายสาขา ความต่างระหว่างกรุงเทพกับเมืองในต่างจังหวัดมักมากกว่าความต่างระหว่างคู่แข่งสองราย
งานที่เปลี่ยนตัวเลขจริงอยู่ที่โครงสร้างเนื้อหาและความพร้อมถูกอ้างอิง ไม่ใช่ที่การติดตามผล การวัดผลจึงควรถูกวางเป็นข้อมูลนำเข้าของงานนั้น ทีม GEO ของเราดูแลฝั่งความพร้อมถูกอ้างอิง ส่วนรากฐานเชิงเทคนิคมาจาก การตรวจสอบ SEO และการวัดทราฟฟิกกับคอนเวอร์ชันเบื้องหลังทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตั้งค่า GA4 ที่สะอาด แบรนด์ที่แผนงาน organic หลักได้รับผลด้วยควรอ่านสองเรื่องนี้คู่กับแผน AI SEO ของตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
ดูข้อมูล AI Overviews ใน Search Console ได้ไหม
ดูได้บางส่วน รายงานประสิทธิภาพหลักรวมคลิกและอิมเพรสชันจาก AI Overview ไว้ในยอด Web โดยไม่มีตัวกรองแยก ส่วนรายงานประสิทธิภาพ generative AI ซึ่งเป็นแท็บที่กางออกได้ใต้รายงานประสิทธิภาพ แสดงอิมเพรสชันและหน้าเว็บที่เกี่ยวข้อง แยกตามประเทศ อุปกรณ์ และวันที่ แต่ไม่มีข้อมูลคลิก ไม่มีข้อมูลคำค้น และไม่แยก AI Overviews ออกจาก AI Mode หรือ Discover สำหรับผลต่อทราฟฟิก สัญญาณที่ใช้ได้ยังเป็นทางอ้อม คือรูปแบบที่อิมเพรสชันและตำแหน่งนิ่งแต่คลิกลดลงในกลุ่มคำค้นหนึ่ง ซึ่งควรเข้าไปตรวจต่อ
ทำไมตำแหน่งดูดีแต่คลิกน้อย
เมื่อหน้าเว็บถูกลิงก์จาก AI Overview ตำแหน่งที่บันทึกไว้สะท้อนตำแหน่งของบล็อก AI Overview ไม่ใช่ลำดับของลิงก์คุณภายในบล็อก หน้าที่ถูกอ้างอิงอยู่ใน AI Overview ด้านบนสุดของหน้าจึงรายงานตำแหน่งเฉลี่ยที่ดูดีได้ ทั้งที่ได้คลิกน้อย
ควรติดตามกี่คำค้น
สามสิบถึงห้าสิบคำที่ตรวจสม่ำเสมอมีประโยชน์กว่าหลายร้อยคำที่ตรวจครั้งเดียว ให้เลือกคำค้นที่มีอิมเพรสชันมีนัยสำคัญและคุณติดหน้าแรกอยู่แล้ว เพิ่มคำถามที่ทีมขายได้รับจริง แล้วล็อกแผงคำค้นไว้หนึ่งไตรมาสเพื่อให้การเทียบเดือนต่อเดือนใช้ได้
ต้องใช้เครื่องมือแบบเสียเงินไหม
ไม่จำเป็น แต่เครื่องมือทำให้การสร้างเส้นแนวโน้มมีต้นทุนที่รับได้ การตรวจด้วยมือให้ข้อความคำตอบจริงและเห็นชุดคู่แข่งทั้งหมด โดยแลกกับเวลาและความสามารถในการทำซ้ำ ส่วนผสมที่ใช้งานได้คือเครื่องมือสำหรับทั้งแผงคำค้น บวกการสุ่มตรวจด้วยมือราวสิบคำค้นต่อเดือน
วัดการมองเห็นของคู่แข่งใน AI Overviews อย่างไร
ให้บันทึกทุกโดเมนที่ถูกอ้างอิง ไม่ใช่เฉพาะของตัวเอง บนแผงคำค้นชุดเดิม แล้วนับการอ้างอิงรายโดเมนสะสมตลอดไตรมาส วิธีนี้ไม่ต้องเข้าถึงข้อมูลวิเคราะห์ของคู่แข่งเพราะคุณอ่านคำตอบสาธารณะ และมักแสดงให้เห็นว่าเว็บอ้างอิงและมาร์เก็ตเพลสถือส่วนแบ่งการอ้างอิงมากกว่าคู่แข่งโดยตรง
เริ่มต้นสัปดาห์นี้อย่างไร
เลือกคำค้นสามสิบคำจาก Search Console ที่คุณติดหน้าแรกและอิมเพรสชันมีค่าพอจะรักษาไว้ ตรวจทีละคำด้วยมือจากตำแหน่งที่ลูกค้าของคุณอยู่ แล้วบันทึกการปรากฏ สถานะของคุณ และโดเมนที่ถูกอ้างอิงลงในชีตที่มีวันที่กำกับ ชีตแผ่นเดียวนั้นคือค่าฐาน และค่าฐานคือสิ่งที่โครงการวัดการมองเห็นใน AI ส่วนใหญ่ไม่เคยสร้างขึ้นมาจริง ทุกอย่างหลังจากนั้นคือการทำซ้ำ







