A translucent arrow deflected through a glass prism onto a second path, illustrating Google routing search result links through a google.com/goto redirect instead of straight to the destination.

Google ยืนยันใช้ลิงก์ goto ผ่านทางในผลการค้นหา

เอสอีโอ (Search Engine Optimization)August 27, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google ยืนยันกับ Search Engine Roundtable เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่ากำลังเปิดใช้ลิงก์ google.com/goto ในหน้าผลการค้นหา แทนที่ลิงก์ตรงด้วยการรีไดเรกต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์
  • Barry Schwartz รายงานว่าพฤติกรรมนี้เริ่มจากการทดสอบในเดือนกรกฎาคม 2569 ส่วน Derek Perkins จาก Nozzle บอกว่าเห็นการเปิดใช้งานเกือบ 100% ผ่านผู้ให้บริการไอพีแบบ residential หลายราย
  • คำแถลงเดียวของ Google เป็นคำพูดกว้าง ๆ เรื่องประวัติการใช้มาตรการทางเทคนิครับมือการใช้งานในทางที่ผิด โดยไม่ได้เอ่ยถึงระบบสแครป เครื่องมือติดตามอันดับ หรือบริษัท AI
  • Perkins ระบุว่าลิงก์ goto ถอดรหัสไม่ได้ เครื่องมือจึงต้องตามรีไดเรกต์ทีละลิงก์ ซึ่งมีต้นทุนสูงเมื่อหน้าผลการค้นหาหนึ่งหน้ามีลิงก์เป็นร้อยรายการ
  • ผู้ค้นหาทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบและยังไปถึงหน้าเดิม ส่วนแหล่งข่าวไม่ได้พูดถึงข้อมูล referrer การระบุแหล่งที่มาในระบบวิเคราะห์ หรือวันที่การเปิดใช้งานจะเสร็จ

Google ยืนยันแล้วว่ากำลังทยอยเปิดใช้ลิงก์ google.com/goto ในหน้าผลการค้นหา ซึ่งหมายความว่าลิงก์ที่อยู่หลังผลการค้นหาแต่ละรายการชี้ไปที่การรีไดเรกต์ของ Google แทนที่จะชี้ตรงไปยังหน้าเว็บปลายทาง Search Engine Roundtable รายงานคำยืนยันนี้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดย Barry Schwartz เขียนว่าพฤติกรรมนี้เริ่มต้นจากการทดสอบในเดือนกรกฎาคม 2569 สำหรับคนที่อ่านหน้าผลการค้นหาด้วยตาตัวเอง ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่สำหรับระบบใดก็ตามที่อ่านผลการค้นหาในปริมาณมาก ที่อยู่ปลายทางที่ระบบต้องการไม่ได้อยู่ในหน้าเว็บอีกต่อไป

อะไรเปลี่ยนไปในหน้าผลการค้นหา

เดิมทีผลการค้นหาแต่ละรายการจะมีที่อยู่ปลายทางอยู่ในตัวลิงก์เลย เมื่อเอาเมาส์ไปวางบนหัวข้อ แถบสถานะของเบราว์เซอร์จะแสดง URL ของเว็บไซต์นั้น เพราะ URL นั้นคือสิ่งที่ลิงก์ชี้ไป Schwartz รายงานว่าตอนนี้เมื่อเอาเมาส์ไปวางบนผลการค้นหา สิ่งที่เห็นกลับเป็น URL แบบ google.com/goto และเมื่อคลิก เบราว์เซอร์จะไปที่ Google ก่อน แล้ว Google จึงรีไดเรกต์ต่อไปยังปลายทาง

การรีไดเรกต์นี้เป็นการรีไดเรกต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ก่อให้เกิดผลตามมาทั้งหมด ลิงก์ฝั่งไคลเอนต์จะเปิดเผยที่อยู่ปลายทางไว้ใน HTML ของหน้า โปรแกรมใดก็ตามที่ดึงหน้านั้นมาจึงอ่านปลายทางได้ครบทุกรายการโดยไม่ต้องเข้าไปที่ปลายทางเลยสักอัน แต่การรีไดเรกต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ไม่เป็นแบบนั้น Derek Perkins จาก Nozzle บอกกับ Schwartz บน X ว่าลิงก์ goto ไม่สามารถถอดรหัสได้ ผู้ให้บริการจึงต้องตามลิงก์รีไดเรกต์ไปเองเพื่อจะรู้ว่าปลายทางคืออะไร เขาเสริมว่าการตามรีไดเรกต์ใช้ได้ในการทดสอบขนาดเล็ก และดูเหมือนว่า Google น่าจะทำให้เรื่องนี้ยากขึ้นเมื่อทำในปริมาณมาก เพราะหน้าผลการค้นหาแต่ละหน้ามีลิงก์เป็นร้อยรายการที่ต้องถอด

เลขคณิตข้อนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งหมดในมุมของเครื่องมือ เดิมการยิงคำขอหนึ่งครั้งได้ปลายทางกลับมาทั้งหน้า ตอนนี้คำขอหนึ่งครั้งได้ลิงก์รีไดเรกต์ที่อ่านไม่ออกกลับมาทั้งหน้า และการจะรู้ว่าลิงก์เหล่านั้นชี้ไปไหนหมายถึงต้องยิงคำขอเพิ่มอีกหนึ่งครั้งต่อหนึ่งลิงก์ ต้นทุนของการอ่านหน้าผลการค้นหาหนึ่งหน้าจึงเปลี่ยนจากการดึงหนึ่งครั้ง เป็นการดึงจำนวนมากได้

Google พูดว่าอะไร และไม่ได้พูดว่าอะไร

โฆษกของ Google ยืนยันการเปิดใช้งานกับ Search Engine Roundtable ด้วยข้อความเพียงประโยคเดียวว่า "We have a long history of deploying technical measures against evolving forms of abuse, and we regularly take steps to protect our services and users." ซึ่งแปลได้ว่าบริษัทมีประวัติยาวนานในการใช้มาตรการทางเทคนิครับมือกับรูปแบบการใช้งานในทางที่ผิดที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และดำเนินการปกป้องบริการและผู้ใช้อยู่เป็นประจำ

ต้องอ่านประโยคนี้อย่างระมัดระวัง เพราะช่องว่างระหว่างสิ่งที่ Google พูดกับการตีความรอบ ๆ นั้นกว้างมาก Google ยืนยันว่ากำลังเปิดใช้งานการเปลี่ยนแปลงนี้ และให้จุดยืนกว้าง ๆ เรื่องมาตรการรับมือการใช้งานในทางที่ผิด แต่ Google ไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายที่การสแครปข้อมูล ไม่ได้เอ่ยถึงเครื่องมือติดตามอันดับ ไม่ได้เอ่ยถึงบริษัท AI ไม่ได้นิยามว่าการใช้งานในทางที่ผิดในบริบทนี้หมายถึงอะไร และไม่ได้พูดถึงว่าลิงก์ผ่านทางนี้บันทึกอะไรไว้บ้างหรือไม่

การตีความว่าเรื่องนี้พุ่งเป้าไปที่การสแครปข้อมูลเป็นของ Schwartz และ Perkins ไม่ใช่ของ Google Schwartz เขียนว่าดูเหมือนเป็นวิธีที่ Google ใช้ป้องกันการสแครปผลการค้นหาโดยเครื่องมือของบุคคลที่สามและบริษัท AI ส่วน Perkins อธิบายว่าเป็นมาตรการต้านบอตที่กำจัดลิงก์ฝั่งไคลเอนต์ทิ้งไปแล้วใช้การรีไดเรกต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์แทน ทั้งสองคนเป็นคนที่ทำงานกับผลการค้นหาทุกวันและการตีความของพวกเขามีน้ำหนัก แต่ก็ไม่ใช่คำแถลงเจตนาจาก Google และความต่างตรงนี้สำคัญมากเวลาคุณต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง

ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ควรระวังเรื่องการใช้คำ พาดหัวของ Search Engine Roundtable เรียกสิ่งนี้ว่าพารามิเตอร์สำหรับติดตาม ขณะที่เนื้อข่าวอธิบายว่าเป็น URL ผ่านทางและการรีไดเรกต์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ รายงานไม่ได้บอกว่ามีการติดตามอะไร หรือมีการบันทึกอะไรเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่

การเปิดใช้งานไปถึงไหนแล้ว

ขนาดของการเปิดใช้งานมาจากการวัดผล ไม่ได้มาจาก Google นี่คือสิ่งที่แต่ละฝ่ายพูดจริง ๆ และใครเป็นคนพูด

การเปิดใช้งานไปถึงไหนแล้ว
สิ่งที่ถูกระบุใครเป็นคนพูด
URL ผ่านทางแบบ goto เริ่มจากการทดสอบในเดือนกรกฎาคม 2569Barry Schwartz, Search Engine Roundtable
ยืนยันว่ากำลังเปิดใช้งาน พร้อมคำแถลงกว้าง ๆ เรื่องมาตรการรับมือการใช้งานในทางที่ผิดโฆษกของ Google
พบว่าเปิดใช้เกือบ 100% ผ่านผู้ให้บริการไอพีแบบ residential หลายรายDerek Perkins, Nozzle
ลิงก์ goto ถอดรหัสไม่ได้ ผู้ให้บริการจึงต้องตามรีไดเรกต์ไปเองDerek Perkins, Nozzle
หน้าผลการค้นหาหนึ่งหน้ามีลิงก์เป็นร้อยรายการที่ต้องถอด การตามรีไดเรกต์จึงยากเมื่อทำปริมาณมากDerek Perkins, Nozzle

Perkins แชร์กราฟแสดงสัดส่วนของหน้าผลการค้นหาที่มีเฉพาะลิงก์ goto ซึ่ง Nozzle ดึงมาตลอดช่วงราวสี่เดือนของการทดสอบ ขณะที่ Schwartz ระบุว่าการทดสอบเริ่มในเดือนกรกฎาคม 2569 ช่วงเวลาของกราฟกับวันเริ่มทดสอบจึงไม่ตรงกันพอดีในรายงาน และแหล่งข่าวก็ไม่ได้อธิบายความต่างนี้ Schwartz ยังเขียนด้วยว่าเขาเห็นการรีไดเรกต์นี้ในเบราว์เซอร์หลายตัวที่เขาทดสอบอยู่

ใครได้รับผลกระทบ และใครไม่ได้รับ

ผู้ค้นหาทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบในแบบที่จะสังเกตเห็น การคลิกยังพาไปที่หน้าเดิมเหมือนเดิม เพียงแต่ผ่าน HTTP เพิ่มอีกหนึ่งจังหวะ ไม่มีหน้าคั่นใหม่ ไม่มีหน้าจอเตือน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงว่าผลการค้นหารายการไหนจะปรากฏ

ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบคือฝ่ายที่อ่านหน้าผลการค้นหาด้วยโปรแกรม ได้แก่ แพลตฟอร์มติดตามอันดับ ระบบสแครป SERP API เครื่องมือวิเคราะห์คู่แข่ง และสคริปต์ภายในองค์กรใดก็ตามที่แยกข้อมูลผลการค้นหาเพื่อดึง URL ออกมา สำหรับทุกฝ่ายที่ว่ามา หน้าที่เคยเต็มไปด้วยปลายทางกลายเป็นหน้าที่เต็มไปด้วยรีไดเรกต์ และงานในการแกะรีไดเรกต์เหล่านั้นก็ไปทับซ้อนกับการวัดผลที่พวกเขาทำอยู่แล้วทุกครั้ง

ถ้าทีมของคุณซื้อข้อมูลอันดับจากผู้ให้บริการ ผลกระทบจะมาถึงคุณทางอ้อมและมาช้ากว่า ต้นทุนที่เกิดกับผู้ให้บริการทั้งจำนวนคำขอ ความหน่วง และทราฟฟิกที่ถูกบล็อก สุดท้ายจะปรากฏออกมาเป็นการอัปเดตข้อมูลที่ช้าลง ความครอบคลุมของคีย์เวิร์ดที่บางลง ราคาที่สูงขึ้น หรือทั้งสามอย่างผสมกัน เรื่องนี้ไม่ได้ถูกระบุไว้ในแหล่งข่าว แต่เป็นผลตามปกติเมื่อไปป์ไลน์ข้อมูลมีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น และเป็นเรื่องที่ควรวางแผนรับมือไว้ก่อนมากกว่าจะรอตั้งรับ

ทีม SEO ควรทำอะไรจริง ๆ

เร่งด่วนแทบไม่มีอะไรต้องทำ แต่มีเรื่องเชิงโครงสร้างอยู่หนึ่งข้อ เว็บไซต์ของคุณไม่ต้องแก้อะไรเลย เพราะนี่คือการเปลี่ยนวิธีที่ Google ลิงก์ออกจากหน้าผลการค้นหาของตัวเอง ไม่ใช่การเปลี่ยนการรวบรวมข้อมูล การจัดทำดัชนี การจัดอันดับ หรือสัญญาณใด ๆ ที่หน้าเว็บของคุณส่งออกไป

ประเด็นเชิงโครงสร้างคือเรื่องที่ว่าคุณยึดตัวเลขชุดไหนเป็นหลักฐาน ข้อมูลอันดับจากบุคคลที่สามคือภาพจำลองของผลการค้นหาที่ได้มาจากการไปดึงหน้ามาอ่าน และตอนนี้การดึงมาอ่านนั้นยากขึ้น ส่วน Search Console คือรายงานข้อมูลของคุณเองทั้งการแสดงผล คลิก และอันดับเฉลี่ย ที่ส่งตรงมาจาก Google และไม่มีอะไรในรายงานนี้ที่บ่งชี้ว่ามันได้รับผลกระทบ ทีมที่ทำงาน SEO ในประเทศไทย อย่างจริงจังและที่อื่น ๆ ขยับมาใช้ข้อมูลจากแหล่งตรงเป็นหลักฐานหลักมาหลายปีแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นแรงผลักอีกครั้งในทิศทางเดิม มากกว่าจะเป็นเหตุผลใหม่

ในทางปฏิบัติหมายถึงนิสัยสามอย่างที่ควรมีไว้ก่อนที่ผู้ให้บริการรายใดจะสะดุด อย่างแรกคือรู้ว่ารายงานชิ้นไหนของคุณพึ่งพาเครื่องมือติดตามอันดับของบุคคลที่สาม อย่างที่สองคือเก็บประวัติข้อมูลนั้นแบบส่งออกไว้ เพื่อที่ช่วงข้อมูลขาดหายจะไม่ลบเทรนด์ทิ้งไปด้วย และอย่างที่สามคือทำให้ฝั่ง Search Console และฝั่งวิเคราะห์ข้อมูลของรายงานเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเองถ้าข้อมูลอันดับบางลงไประยะหนึ่ง ทีมที่กำลังทบทวนระบบวัดผลของตัวเองอยู่ รวมถึง การตั้งค่า GA4 อยู่ในจังหวะที่ดีที่จะตรวจสอบการพึ่งพานี้ตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าไปตรวจตอนเกิดเหตุ

คำถามที่แหล่งข่าวยังไม่ได้ตอบ

มีอยู่หลายข้อ และการระบุออกมาตรง ๆ ดีกว่าการเดา Search Engine Roundtable ไม่ได้ให้วันที่การเปิดใช้งานจะเสร็จสมบูรณ์ และไม่ได้บอกว่าครอบคลุมทุกประเทศ ทุกภาษา หรือทุกหน้าจอการค้นหาหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าลิงก์ผ่านทางนี้ใช้กับผลการค้นหาทุกประเภทหรือเฉพาะบางประเภท และไม่ได้บอกว่า Google ตั้งใจให้เป็นมาตรการต้านการสแครปโดยเฉพาะหรือไม่ เพราะ Google ไม่ได้พูดเช่นนั้น

คำถามที่คนจะถามเป็นข้อแรกคือเรื่องนี้กระทบข้อมูล referrer การระบุแหล่งที่มาในระบบวิเคราะห์ หรือรายงานทราฟฟิกจากการค้นหาแบบธรรมชาติหรือไม่ แหล่งข่าวไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย สิ่งที่รายงานคือการรีไดเรกต์ผ่านทางในหน้าผลการค้นหาและคำยืนยันว่ากำลังเปิดใช้งาน โดยไม่ได้พูดถึง referrer header หรือสิ่งที่เว็บไซต์ปลายทางเห็นเมื่อมีผู้เข้าชมเข้ามาเลย ให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นคำถามที่ยังเปิดอยู่ ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ควรประกาศ และให้ไปหาคำตอบจากข้อมูลวิเคราะห์ของคุณเองเมื่อมีอะไรให้สังเกตจริง

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย

ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ของ Relevant Audience ไม่ใช่ข้อมูลจากแหล่งข่าว Search Engine Roundtable ไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยและไม่ได้ระบุตลาดใดเลย การวัดผลของ Perkins ถูกอธิบายว่าครอบคลุมผู้ให้บริการไอพีแบบ residential หลายราย โดยไม่ได้บอกว่าเป็นรายไหนหรืออยู่ที่ใด จึงไม่มีข้อมูลในรายงานที่จะบอกได้ว่าหน้าผลการค้นหาในไทยได้รับผลกระทบในอัตราเดียวกับตลาดอื่นหรือไม่

สิ่งที่พอพูดได้คือทีมกลุ่มไหนในไทยจะรู้สึกถึงผลกระทบก่อน เอเจนซีและทีมภายในองค์กรในไทยที่รายงานความเคลื่อนไหวของอันดับรายสัปดาห์จากเครื่องมือของบุคคลที่สาม รวมถึงใครก็ตามที่ติดตามชุดคีย์เวิร์ดภาษาไทยซึ่งความครอบคลุมบางกว่าภาษาอังกฤษอยู่แล้ว คือกลุ่มที่คุณภาพข้อมูลขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการจะรับต้นทุนนี้ไหวแค่ไหน ถ้าความถี่ในการอัปเดตช้าลงหรือความครอบคลุมของคีย์เวิร์ดภาษาไทยแคบลง การเปลี่ยนแปลงที่อธิบายในข่าวนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรเอาไปถามผู้ให้บริการ และการยืนยันต้องมาจากการถามผู้ให้บริการ ไม่ใช่จากการอนุมานเอาจากรายงานที่ไม่เคยเอ่ยถึงตลาดนี้เลย

คำถามที่พบบ่อยเรื่องลิงก์ google.com/goto ของ Google

เรื่องนี้กระทบทราฟฟิกหรืออันดับของเว็บไซต์เราไหม

ไม่กระทบ ไม่มีอะไรในรายงานที่บ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการรวบรวมข้อมูล การจัดทำดัชนี หรือการจัดอันดับ สิ่งที่เปลี่ยนคือลิงก์ที่ Google ใส่ไว้ในหน้าผลการค้นหาของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ชี้ไปที่การรีไดเรกต์แบบ google.com/goto ก่อนจะส่งผู้เข้าชมไปยังปลายทางเดิม

Google บอกไหมว่าเรื่องนี้พุ่งเป้าไปที่ระบบสแครปและบริษัท AI

ไม่ Google ไม่ได้พูดเช่นนั้น โฆษกของ Google ยืนยันแค่ว่ากำลังเปิดใช้งานและให้คำแถลงกว้าง ๆ เรื่องการใช้มาตรการทางเทคนิครับมือการใช้งานในทางที่ผิดที่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ ส่วนการตีความเรื่องการสแครปมาจาก Barry Schwartz และ Derek Perkins จาก Nozzle ไม่ได้มาจาก Google

เครื่องมือติดตามอันดับของเราจะใช้ไม่ได้หรือเปล่า

แหล่งข่าวยังไม่มีการระบุ และไม่มีรายงานว่าผู้ให้บริการรายใดหยุดทำงาน ประเด็นของ Perkins คือลิงก์ goto ถอดรหัสไม่ได้ เครื่องมือจึงต้องตามรีไดเรกต์ทีละลิงก์ และเรื่องนี้จะยากเมื่อทำปริมาณมาก เพราะหน้าผลการค้นหาหน้าเดียวมีลิงก์เป็นร้อยรายการ ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องต้นทุนของผู้ให้บริการ ไม่ใช่ความล้มเหลวที่มีการระบุไว้

เรื่องนี้เปลี่ยนข้อมูล referrer หรือรายงานใน Google Analytics ไหม

แหล่งข่าวไม่ได้ตอบคำถามนี้ Search Engine Roundtable รายงานถึงการรีไดเรกต์ผ่านทางและคำยืนยันจาก Google แต่ไม่ได้พูดถึง referrer header การระบุแหล่งที่มาในระบบวิเคราะห์ หรือรายงานทราฟฟิกจากการค้นหาแบบธรรมชาติเลย จึงยังสรุปอะไรจากรายงานนี้ไม่ได้ทั้งสองทาง

เริ่มเมื่อไร และเปิดใช้งานครบแล้วหรือยัง

Schwartz รายงานว่าเริ่มจากการทดสอบในเดือนกรกฎาคม 2569 และ Google ยืนยันการเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยไม่มีการระบุวันที่จะเสร็จสมบูรณ์ ส่วน Derek Perkins จาก Nozzle บอกว่าเขาเห็นการเปิดใช้งานเกือบ 100% ผ่านผู้ให้บริการไอพีแบบ residential หลายราย

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: