สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google ประกาศเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ถึงปุ่ม Preferred Sources แบบฝังที่ผู้เผยแพร่วางบนหน้าเว็บตัวเองได้ เมื่อผู้อ่านคลิก เว็บไซต์จะถูกตั้งเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบของผู้อ่านคนนั้น แล้วส่งผู้อ่านกลับไปยังจุดเดิม
- Google ระบุว่ามีการเลือกไปแล้วมากกว่า 600,000 แหล่งข่าวที่ไม่ซ้ำกัน และเว็บไซต์ที่ถูกตั้งค่าไว้จะปรากฏได้ง่ายขึ้นใน Top Stories, AI Overviews และ AI Mode โดยโค้ดของปุ่มอยู่ในเอกสาร Google Search Central
- ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผู้ใช้แอป Google จะแตะเมนูสามจุดบนการ์ด Discover แล้วพิมพ์บอกด้วยคำพูดของตัวเองว่าอยากเห็นหัวข้อหรือลิงก์แบบไหนมากขึ้นหรือน้อยลง ฟีดจะปรับทันทีและจดจำคำขอไว้
- สรุปข่าวเสียงประจำวันในแอป Google News บน Android จัดตามหัวข้อได้แล้ว พร้อมระบุแหล่งที่มาและลิงก์ไปบทความฉบับเต็ม โดยดึงจากผู้เผยแพร่ในโครงการนำร่องด้าน AI ข่าวของ Google
- Google ไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลว่าแหล่งข่าวที่ถูกตั้งค่าได้การมองเห็นเพิ่มเท่าไร ไม่มีรายชื่อตลาด และไม่ได้ระบุว่าปุ่มนี้ใช้ได้นอกสหรัฐอเมริกาหรือไม่
Google ประกาศเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ว่าผู้เผยแพร่เนื้อหาสามารถฝังปุ่ม Preferred Sources ลงบนหน้าเว็บของตัวเองได้โดยตรง เมื่อผู้อ่านคลิกปุ่มนี้ เว็บไซต์นั้นจะถูกเพิ่มเป็น Preferred Source บน Google และผู้อ่านจะถูกส่งกลับมายังจุดเดิมที่ค้างไว้บนหน้าเว็บของผู้เผยแพร่ แทนที่จะถูกพาเข้าไปยังเครื่องมือตั้งค่าแหล่งข่าวของ Google โดย Google ระบุว่าผู้คนได้เลือกไปแล้วมากกว่า 600,000 แหล่งข่าวที่ไม่ซ้ำกัน และเว็บไซต์ที่ถูกตั้งเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบจะปรากฏได้ง่ายขึ้นใน Top Stories, AI Overviews และ AI Mode ส่วนโค้ดของปุ่มนี้เผยแพร่อยู่ในเอกสาร Google Search Central
ปุ่ม Preferred Sources ทำอะไรได้จริงบ้าง
Preferred Sources เป็นการตั้งค่าฝั่งผู้อ่านบน Google ก่อนการประกาศของ Google เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 คนที่อยากตั้งเว็บไซต์หนึ่งเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบต้องออกจากบทความที่อ่านอยู่ ไปหาเครื่องมือตั้งค่าแหล่งข่าวของ Google ค้นหาชื่อเว็บไซต์ แล้วติ๊กเลือก ซึ่งแทบไม่มีใครทำเองโดยไม่มีใครบอก สิ่งที่ Google เปลี่ยนคือการย้ายการกระทำนี้มาไว้บนหน้าเว็บของผู้เผยแพร่เอง ผู้เผยแพร่นำสคริปต์จากเอกสาร Google Search Central ไปวางในเทมเพลต ผู้อ่านคลิกปุ่มที่แสดงผลออกมา และการตั้งค่าก็ถูกบันทึกทันที
รายละเอียดที่ควรอ่านซ้ำคือพฤติกรรมการส่งผู้อ่านกลับ Google ระบุว่าผู้อ่านจะถูกส่งกลับไปยังจุดที่ค้างไว้บนหน้าเว็บของผู้เผยแพร่ ไม่ใช่ถูกโยนเข้าไปในหน้าตั้งค่า นี่คือสิ่งที่ทำให้ปุ่มนี้ใช้งานได้จริงในฐานะองค์ประกอบบนหน้าเว็บ ปุ่มที่พาผู้อ่านหลุดไปหน้าตั้งค่าของ Google กลางบทความคือปุ่มที่บรรณาธิการแทบไม่มีทางวางไว้ด้านบนของหน้า แต่ปุ่มที่บันทึกค่าแล้วส่งผู้อ่านกลับมายังย่อหน้าเดิมคือสิ่งที่วางไว้ในแถบข้าง ท้ายบทความ หรือส่วนท้ายจดหมายข่าวได้โดยไม่เสียเซสชันการอ่าน
Google ยังย้ำผลลัพธ์ที่ผูกกับการตั้งค่านี้ด้วยว่า เว็บไซต์ที่ถูกตั้งเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบจะปรากฏได้ง่ายขึ้นใน Top Stories, AI Overviews และ AI Mode ประโยคนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกับคนที่ทำงานด้าน การมองเห็นแบรนด์ในคำตอบของ AI เพราะเป็นการที่ Google เชื่อมการตั้งค่าที่ผู้อ่านควบคุมเองเข้ากับตำแหน่งบนพื้นผิวแบบ generative ไม่ใช่แค่กับคาร์รูเซลข่าวแบบลิงก์ธรรมดา
สิ่งที่ปุ่มนี้ไม่ได้ทำ พูดให้ตรงตามที่ประกาศ
นี่คือการตั้งค่ารายบุคคลของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับที่มีผลกับทุกคน ไม่มีข้อความใดในประกาศของ Google วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่บอกว่าการเก็บยอดคลิกปุ่มนี้จะดันโดเมนขึ้นในผลค้นหาทั่วไป หรือบอกว่าเว็บไซต์ที่มีคนเลือกเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบจำนวนมากจะอยู่เหนือเว็บไซต์ที่มีคนเลือกน้อย สำหรับผู้ค้นหาที่ไม่ได้เลือกทั้งคู่ ผลที่ Google อธิบายไว้ทำงานกับบุคคลที่กดเลือกเท่านั้น บนพื้นผิว Google ของคนคนนั้น
ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะตัวเลขที่ Google เผยแพร่ชวนให้ตีความผิด Google บอกว่ามีการเลือกไปแล้วมากกว่า 600,000 แหล่งข่าวที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งเป็นการนับจำนวนแหล่งข่าวที่แตกต่างกันที่คนเลือก โดย Google ไม่ได้แจกแจงว่าแต่ละแหล่งมีผู้อ่านเลือกกี่คน แหล่งข่าวที่ถูกตั้งค่าไว้ปรากฏขึ้นบ่อยแค่ไหน หรือการตั้งค่านี้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของทราฟฟิกจาก Google ที่ผู้เผยแพร่ได้รับ การมองปุ่มนี้เป็นเครื่องมือ SEO ที่ผลลัพธ์เพิ่มตามจำนวนคลิกจึงเป็นการอนุมานที่ตัวประกาศไม่ได้รองรับ
กรอบที่ตรงไปตรงมากว่านั้นแคบกว่าแต่ยังมีประโยชน์ นี่คือคันโยกแรกที่เกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของ Google ซึ่งผู้เผยแพร่ยื่นให้ผู้อ่านได้จากหน้าเว็บของตัวเอง ทุกอย่างที่ผู้เผยแพร่ทำเพื่อมีอิทธิพลต่อการมองเห็นบน Google ล้วนเกิดขึ้นฝั่งผู้เผยแพร่ ทั้งในมาร์กอัป ลิงก์ เนื้อหา และสุขภาพเชิงเทคนิค แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นในบัญชีของผู้อ่าน และหน้าที่เดียวของผู้เผยแพร่คือการร้องขอ
สามสิ่งที่ Google ประกาศเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569
ประกาศฉบับนี้รวมสามเรื่องไว้ด้วยกัน และแต่ละเรื่องอยู่ในสถานะความพร้อมใช้งานที่ต่างกัน การแยกออกจากกันช่วยให้เห็นชัดว่าอะไรพร้อมใช้แล้วและอะไรที่ Google บอกว่ากำลังจะมา
| สิ่งที่ประกาศวันที่ 20 สิงหาคม 2569 | ทำอะไร | สถานะตามที่ Google ระบุ |
|---|---|---|
| ปุ่ม Preferred Sources แบบฝังบนหน้าเว็บ | เพิ่มเว็บไซต์ของผู้เผยแพร่เป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบของผู้อ่านคนนั้นบน Google และส่งผู้อ่านกลับไปยังจุดที่ค้างไว้บนหน้าเว็บ | โค้ดของปุ่มเผยแพร่อยู่ในเอกสาร Google Search Central |
| การควบคุมฟีด Discover ด้วยภาษาธรรมชาติ | ผู้ใช้แอป Google แตะเมนูสามจุดบนการ์ด แล้วพิมพ์อธิบายด้วยคำพูดของตัวเองว่าอยากเห็นหัวข้อหรือลิงก์แบบไหนมากขึ้นหรือน้อยลง ฟีดจะปรับทันทีและจดจำคำขอนั้นไว้ | Google ระบุว่าจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า |
| สรุปข่าวเสียงประจำวันที่จัดตามหัวข้อ | สรุปข่าวเสียงสามารถจัดตามหัวข้อได้ พร้อมระบุแหล่งที่มาและลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม | แอป Google News บน Android โดยดึงจากผู้เผยแพร่ในโครงการนำร่องด้าน AI ข่าวของ Google |
Google เผยแพร่ประกาศนี้บน The Keyword ซึ่งเป็นบล็อกของบริษัท และอ่านฉบับเต็มได้ที่นั่น
ใครได้ประโยชน์จริง และใครไม่ได้
ปุ่มนี้แปลงความภักดีที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นสัญญาณ มันไม่ได้สร้างความภักดีขึ้นมาใหม่ เว็บไซต์ที่ผู้อ่านเข้ามาครั้งเดียวจากผลค้นหา อ่านคำตอบหนึ่งแล้วไม่กลับมาอีก ก็ไม่มีใครให้ร้องขอ การคลิกต้องมาจากคนที่รู้จักแบรนด์ดีพออยู่แล้วจนอยากได้เนื้อหาแบบนี้เพิ่ม ซึ่งแปลว่ากลุ่มที่แปลงได้คือฐานผู้อ่านที่กลับมาซ้ำ บวกกับผู้ติดตามทางจดหมายข่าว แอป และแชต
เมื่อมองแบบนั้น ผู้เผยแพร่และแบรนด์ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มที่มีผู้อ่านกลับมาซ้ำแต่มีโปรไฟล์ความน่าเชื่อถือของโดเมนระดับกลาง เช่น สื่อเฉพาะทางในอุตสาหกรรม เว็บไซต์เนื้อหาเฉพาะกลุ่ม สื่อท้องถิ่น และบล็อกแบรนด์ที่มีฐานสมาชิก เว็บไซต์เหล่านี้คือกลุ่มที่แพ้โดเมนขนาดใหญ่ในสนามการจัดอันดับแบบเปิด และตอนนี้เลี่ยงการแข่งขันส่วนหนึ่งได้สำหรับผู้อ่านของตัวเอง
ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์น้อยที่สุดคือเว็บไซต์ที่ทราฟฟิกเกือบทั้งหมดเป็นผู้เข้าชมครั้งเดียว เช่น เว็บผลิตเนื้อหาจำนวนมากแบบอัตโนมัติ หน้าแอฟฟิลิเอตบาง ๆ และเว็บไซต์ที่โปรแกรมคอนเทนต์ถูกออกแบบมาเพื่อจับทราฟฟิกครั้งเดียวมากกว่าสร้างผู้อ่านประจำ สำหรับพวกเขา ปุ่มนี้คือวิดเจ็ตที่ไม่มีใครกด และปัญหาตั้งต้นก็ยังอยู่เหมือนเดิม
ควรวางปุ่มไว้ตรงไหนของหน้า
Google ไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องตำแหน่งการวางไว้ในประกาศวันที่ 20 สิงหาคม นอกเหนือจากการเผยแพร่โค้ดไว้ในเอกสาร Search Central ดังนั้นสิ่งที่ตามมาต่อจากนี้เป็นการให้เหตุผลจากกลไก ไม่ใช่คำแนะนำของ Google ปุ่มนี้ขอความผูกพันจากผู้อ่าน จึงควรอยู่ตรงจุดที่ความผูกพันสูงที่สุด นั่นคือท้ายบทความที่ผู้อ่านอ่านจบแล้ว ไม่ใช่ด้านบนของบทความที่ยังไม่ได้เริ่มอ่าน และควรอยู่บนหน้าที่ผู้อ่านประจำเข้ามาจริง ซึ่งสำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่คือหน้าแรก หน้าหมวดหมู่ และหน้าเนื้อหาหลักสองสามหน้าที่เป็นตัวแทนของแบรนด์
ตำแหน่งที่มักให้ผลแย่สำหรับการควบคุมลักษณะนี้คือป๊อปอัปหรือหน้าคั่นตอนเข้าชมครั้งแรก เพราะผู้อ่านยังไม่มีข้อมูลพอจะตัดสินใจตั้งค่า และคำขอนั้นถูกอ่านเป็นการรบกวน ตรรกะเดียวกับการเก็บอีเมลสมาชิกใช้ได้ที่นี่ ขอหลังจากส่งมอบคุณค่าแล้ว ไม่ใช่ก่อน
เรื่องการวัดผลก็ต้องระวังเช่นกัน ปุ่มนี้ไม่ได้รายงานคอนเวอร์ชันกลับมาแบบที่ฟอร์มทำ สิ่งที่ผู้เผยแพร่วัดได้คือการคลิก และวัดได้ต่อเมื่อมาร์กอัปรอบ ๆ ถูกติดตั้งการติดตามไว้ ใครที่จะทำเรื่องนี้ในสเกลใหญ่ควรตัดสินใจล่วงหน้าว่าอีเวนต์ไหนจะยิงและจะลงที่ไหนในระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพราะการย้อนกลับไปติดตั้งทีหลังทั่วทั้งชุดเทมเพลตคือเวอร์ชันที่แพงกว่ามาก
การควบคุม Discover ด้วยภาษาธรรมชาติ และความหมายต่อคนที่ทำ Discover
ในประกาศฉบับเดียวกันวันที่ 20 สิงหาคม 2569 Google ระบุว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผู้ใช้แอป Google จะสามารถแตะเมนูสามจุดบนการ์ด Discover ใดก็ได้ แล้วอธิบายด้วยคำพูดของตัวเองว่าต้องการหัวข้อหรือลิงก์แบบไหนมากขึ้นหรือน้อยลง โดยฟีดจะปรับทันทีและจดจำคำขอนั้นไว้ นี่คือการเปลี่ยนจากสัญญาณแบบกดชอบหรือไม่ชอบ ไปเป็นการระบุความต้องการเป็นข้อความอิสระ
ทราฟฟิกจาก Discover เป็นกล่องดำมาโดยตลอด และให้รางวัลกับพาดหัวที่กระตุ้นความอยากรู้และการเลือกใช้ภาพ ผู้อ่านที่ตอนนี้พิมพ์บอกได้ว่าไม่ต้องการอะไร ทำให้โปรไฟล์ความเสี่ยงของแนวทางนั้นเปลี่ยนไป รูปแบบพาดหัวที่ปรับมาเพื่อให้คนกดมากกว่าให้คนอ่านจบ กำลังยื่นทางลัดให้ผู้อ่านบอกว่าขอแบบนี้น้อยลง และ Google ระบุว่าฟีดจะจดจำคำขอนั้นไว้ ต้นทุนของการกดที่ผิดหวังจึงสูงขึ้น และเป็นต้นทุนรายบุคคลที่ตัวเลขภาพรวมจะไม่แสดงให้เห็นชัด
Google ไม่ได้เผยแพร่ว่าข้อความภาษาธรรมชาติถูกตีความอย่างไร คำขอมีผลในระดับผู้เผยแพร่หรือระดับหัวข้อ และคำขอที่จดจำไว้อยู่นานเท่าใด ใครที่จะรื้อกลยุทธ์ Discover ใหม่บนพื้นฐานนี้ควรรู้ว่าสามคำถามนี้คือสิ่งที่ชี้ขาดคำตอบ และไม่มีข้อไหนได้รับคำตอบเลย
สรุปข่าวเสียงและเงื่อนไขโครงการนำร่อง
Google ยังระบุด้วยว่าสรุปข่าวเสียงประจำวันในแอป Google News บน Android สามารถจัดตามหัวข้อได้แล้ว พร้อมระบุแหล่งที่มาและลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม โดยดึงจากผู้เผยแพร่ในโครงการนำร่องด้าน AI ข่าวของ Google ประโยคนั้นมีเงื่อนไขสองข้อ และทั้งสองข้อจำกัดขอบเขตการใช้งาน พื้นผิวคือแอป Google News บน Android และกลุ่มผู้เผยแพร่คือรายที่อยู่ในโครงการนำร่องอยู่แล้ว Google ไม่ได้อธิบายเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการนั้นในประกาศฉบับนี้ และไม่ได้บอกว่าจะขยายกลุ่มเมื่อใดหรือจะขยายหรือไม่
ประเด็นเรื่องการระบุแหล่งที่มาคือสาระสำคัญ Google ระบุว่าสรุปข่าวเสียงมีการระบุแหล่งที่มาและลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม ซึ่งเป็นท่าทีที่ต่างจากบทสรุปแบบ generative ที่ตอบคำถามโดยไม่ส่งผู้อ่านไปที่ไหน สำหรับผู้เผยแพร่ พื้นผิวเสียงที่ระบุชื่อแหล่งข่าวและลิงก์ออกเป็นเรื่องที่ควรจับตา แต่ยังไม่มีอะไรให้ลงมือทำ หากยังไม่ได้อยู่ในโครงการนำร่อง
สิ่งที่ Google ไม่ได้พูด
ช่องว่างในประกาศสำคัญพอ ๆ กับตัวประกาศ Google ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าแหล่งข่าวที่ถูกตั้งเป็นแหล่งที่ชื่นชอบได้การมองเห็นเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน ไม่ว่าใน Top Stories, AI Overviews หรือ AI Mode ไม่ได้ให้รายชื่อตลาด และไม่ได้บอกว่าปุ่มแบบฝังนี้ใช้ได้นอกสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าตัวเลข 600,000 กำลังเติบโตหรือไม่ สะสมมาในช่วงเวลาเท่าใด หรือการเลือกกระจายตัวข้ามแหล่งข่าวอย่างไร ไม่ได้อธิบายเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการนำร่องด้าน AI ข่าว และไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องตำแหน่งการวางปุ่ม
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ประกาศนี้จริงน้อยลง แต่ทำให้การประเมินขนาดผลลัพธ์จากภายนอกเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรพูดตรง ๆ ก่อนที่ใครจะสร้างการคาดการณ์บนพื้นฐานนี้
ความหมายสำหรับนักการตลาดไทย
ผู้เผยแพร่และบล็อกแบรนด์ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างพิเศษในเรื่องนี้ ผู้อ่านที่กลับมาซ้ำจำนวนมากเข้ามาผ่าน LINE และ Facebook มากกว่าผ่าน Google ซึ่งแปลว่าผู้อ่านที่ภักดีมีอยู่จริง แต่ปัจจุบันไม่ได้แปลงเป็นสัญญาณใด ๆ ฝั่ง Google เลย ปุ่ม Preferred Sources คือกลไกที่แปลงความภักดีนั้นให้เป็นการมองเห็นบน Google สำหรับผู้อ่านกลุ่มเดียวกัน โดยไม่ต้องแข่งขันตรง ๆ กับสัญญาณความน่าเชื่อถือในภาษาอังกฤษที่เป็นตัวชี้ขาดการจัดอันดับแบบเปิด
เรื่องนี้ควรพูดให้ชัด เพราะมันพลิกข้อจำกัดที่คุ้นเคย เว็บไซต์ภาษาไทยที่กำลังสร้างการมองเห็นบนผลค้นหาไทยเพื่อสู้กับโดเมนระดับสากล กำลังสู้ในสนามความน่าเชื่อถือที่ตัวเองไม่ได้เลือก แต่ผู้อ่านที่ติดตามแบรนด์ผ่าน LINE มาแล้วสองปีและกดปุ่มนี้ ไม่ได้อยู่ในสนามนั้นเลย ผู้อ่านที่แบรนด์ไทยมีอยู่แล้วกลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้น
ข้อควรระวังคือสิ่งที่ Google เปิดค้างไว้ ไม่มีข้อความใดในประกาศวันที่ 20 สิงหาคมที่บอกว่าปุ่มนี้ใช้ได้ในประเทศไทยหรือใช้ได้กับภาษาไทย และไม่มีการเผยแพร่รายชื่อตลาด ผู้เผยแพร่ไทยจึงควรมองการติดตั้งเป็นการทดสอบที่ต้องเฝ้าดูผล ไม่ใช่การโรลเอาต์ที่รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า ตรวจสอบก่อนว่าโค้ดจาก Search Central แสดงผลกับผู้อ่านที่ตั้งค่าภาษาไทยหรือไม่ ก่อนจะไปสัญญาอะไรกับทีมภายใน
คำถามที่พบบ่อย
ปุ่ม Preferred Sources ใช้งานได้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง
Google ไม่ได้บอก ประกาศวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เผยแพร่รายชื่อตลาด และไม่ได้ระบุว่าปุ่มแบบฝังนี้ใช้ได้นอกสหรัฐอเมริกาหรือไม่ โค้ดอยู่ในเอกสาร Search Central ผู้เผยแพร่จึงทดสอบได้ว่าแสดงผลกับผู้อ่านของตัวเองหรือเปล่า แต่ไม่มีคำแถลงของ Google ที่ครอบคลุมประเทศไทยไม่ว่าทางใด
ถ้าให้ผู้อ่านกดปุ่มนี้เยอะ ๆ เว็บไซต์จะติดอันดับสูงขึ้นสำหรับทุกคนไหม
ไม่ นี่คือการตั้งค่ารายบุคคลของผู้อ่าน ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับที่มีผลกับผู้ค้นหาทุกคน Google ระบุว่าเว็บไซต์ที่ถูกตั้งเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบจะปรากฏได้ง่ายขึ้นใน Top Stories, AI Overviews และ AI Mode และผลนั้นทำงานกับคนที่กดเลือกเท่านั้น ไม่มีที่ใดในประกาศที่ระบุว่ายอดคลิกจำนวนมากจะดันโดเมนขึ้นสำหรับผู้อ่านที่ไม่ได้กด
ต้องทำอะไรไหม ถ้าไม่ทำจะเสียหายหรือเปล่า
ไม่ต้องทำก็ได้ เรื่องนี้เป็นทางเลือก และไม่มีการระบุบทลงโทษใด ๆ สำหรับการไม่ทำ ปุ่มนี้คือโค้ดที่ผู้เผยแพร่เลือกจะฝังเอง เว็บไซต์ที่ไม่มีฐานผู้อ่านกลับมาซ้ำที่มีนัยสำคัญแทบไม่ได้อะไรจากการติดตั้ง และไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหากไม่ติดตั้ง
แหล่งข่าวที่ถูกตั้งค่าไว้จะได้ทราฟฟิกเพิ่มขึ้นเท่าไร
Google ไม่ได้เผยแพร่ตัวเลข ประกาศระบุเพียงว่าเว็บไซต์ที่ถูกตั้งเป็นแหล่งข่าวที่ชื่นชอบจะปรากฏได้ง่ายขึ้นใน Top Stories, AI Overviews และ AI Mode และมีการเลือกไปแล้วมากกว่า 600,000 แหล่งข่าวที่ไม่ซ้ำกัน แต่ไม่มีข้อมูลใดที่เชื่อมการเลือกเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้ของอิมเพรสชันหรือคลิกของผู้เผยแพร่
โครงการนำร่องด้าน AI ข่าวที่อยู่เบื้องหลังสรุปข่าวเสียงคืออะไร
Google ระบุว่าสรุปข่าวเสียงประจำวันในแอป Google News บน Android ดึงจากผู้เผยแพร่ในโครงการนำร่องด้าน AI ข่าวของบริษัท และไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ในประกาศฉบับนี้ ไม่มีการเผยแพร่เกณฑ์การเข้าร่วม รายชื่อผู้เข้าร่วม หรือกรอบเวลาการขยายกลุ่ม
สรุปสั้น ๆ
Google ยื่นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของอินเทอร์เฟซตัวเองให้ผู้เผยแพร่ แล้วบอกให้เอาไปวางบนหน้าเว็บ ปุ่ม Preferred Sources จะไม่ให้อะไรเลยกับเว็บไซต์ที่ไม่มีผู้อ่านกลับมาซ้ำ และจะให้อะไรบางอย่างที่จับต้องได้กับเว็บไซต์ที่มีผู้อ่านประจำจำนวนมาก ส่วนขนาดของสิ่งนั้นคือตัวเลขที่ Google เลือกจะไม่เผยแพร่ ทดสอบในจุดที่ผู้อ่านประจำเข้ามาจริง ติดตั้งการวัดคลิกก่อนขยายผล และรักษาคำอธิบายภายในให้ตรงความจริงว่า นี่คือการตั้งค่ารายบุคคล ไม่ใช่การดันอันดับ
ถ้ากำลังหาคำตอบว่าความภักดีของผู้อ่าน Google Discover และพื้นผิวคำตอบของ AI มาบรรจบกันตรงไหนสำหรับแบรนด์ของคุณในไทย นั่นคือโจทย์ที่ทีม Relevant Audience ทำงานร่วมกับลูกค้าอยู่ทุกสัปดาห์







