ทำไมแบรนด์ในไทยถึงขาด LINE OA ไปไม่ได้?

ทำไมแบรนด์ที่ทำการตลาดในไทยถึงขาด LINE OA ไปไม่ได้?

การตลาดดิจิตอลJune 17, 2026
By Antonio Fernandez

ถ้าแบรนด์คุณกำลังใช้ LINE OA ส่ง Broadcast ทุกๆ สัปดาห์โดยไม่แบ่งกลุ่มลูกค้า คุณอาจกำลังผลาญงบโฆษณาทีละนิดโดยไม่รู้ตัว และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ลูกค้าที่กดบล็อกไปแล้วแทบไม่มีวันหันกลับมาอีก

ปัจจุบัน LINE มีผู้ใช้งานในไทยกว่า 54 ล้านคน ผู้คนต่างเปิดแอป LINE ทุกวัน ทั้งคุยกับเพื่อน ติดต่องาน ซื้อของ รวมถึงติดตามแบรนด์ที่ชอบ LINE OA จึงไม่ใช่แค่ช่องทางส่งข้อความธรรมดา แต่เป็นระบบ CRM และช่องทางสร้างรายได้ที่ทรงพลังที่สุดในตลาดไทยตอนนี้ ดังนั้น วันนี้เราจะพาแบรนด์คุณออกจากการ Broadcast แบบหว่านแห่ไปสู่ Segmented Engagement ที่สร้าง Customer Lifetime Value ได้จริง ตั้งแต่การตั้งค่าพื้นฐาน การใช้ Automation ไปจนถึงการวัดผลที่เหมาะสม


LINE OA คืออะไร เชื่อมต่อกับ Ecosystem ของ LINE อย่างไร?

LINE OA หรือ LINE Official Account คือ ช่องทางที่แบรนด์สามารถพูดคุยกับผู้ใช้งานบนแอป LINE โดยตรง แต่สิ่งที่ทำให้ LINE OA ต่างจากเครื่องมือการตลาดทั่วไปคือ การที่เชื่อมต่อกับ Ecosystem ของ LINE ได้ทั้งหมดในที่เดียว

ลองนึกภาพ Customer Journey ว่า: ลูกค้าเห็นโฆษณาผ่าน LINE ADS แล้วกด Add Friend เข้ามาใน LINE OA จากนั้นเลือกดูสินค้าผ่าน LINE Shopping แล้วจ่ายเงินด้วย LINE Pay ทั้งหมดนี้อยู่ในแอปเดียว โดยที่ลูกค้าไม่ต้องออกไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเลยแม้แต่ขั้นตอนเดียว

แผนภาพแสดง Full Funnel Marketing ของ LINE Ecosystem ตั้งแต่ LINE ADS, LINE OA, LINE Shopping จนถึง LINE Payในการทำการตลาดบน LINE Official มีจุดแข็ง คือ ทุกๆ Touchpoint อยู่ในระบบเดียว ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าจึงไหลมาอยู่ในที่เดียว ทำให้การ Retargeting หรือส่ง Follow-up แม่นยำกว่าการใช้เครื่องมืออื่นๆ อย่างมาก

ในมุมของการตลาดออนไลน์โดยรวม LINE OA สามารถใช้งานได้ตลอด Funnel ทั้งในระดับ Awareness, Consideration และ Conversion ทำให้คุ้มค่าสำหรับแบรนด์ที่ต้องการ ROI ที่วัดผลได้จริง

Setup LINE OA พื้นฐาน: Premium ID, Blue Shield และ Profile ที่ดูเป็นมืออาชีพ

ก่อนที่แบรนด์คุณจะเริ่มกิจกรรมใดๆ บน LINE OA อันดับแรกต้อง Set up ให้ถูกก่อน เพราะสิ่งที่ลูกค้าเห็นครั้งแรกตอนกด Add Friend คือ ภาพที่พวกเขาใช้ตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือจะบล็อกทิ้งทันที

สิ่งที่ต้องทำให้ครบตั้งแต่วันแรกมีสามอย่างหลัก ได้แก่ Premium ID, Verified Blue Shield และ Profile ที่สมบูรณ์

  • Premium ID คือ การตั้งชื่อ ID ที่จำง่ายและเกี่ยวข้องกับแบรนด์ เช่น @yourbrandname แทนที่จะปล่อยให้ระบบสร้างรหัสสุ่มให้ ซึ่งแน่นอนว่า Premium ID นั้นมีค่าใช้จ่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกค้าค้นหาแบรนด์คุณง่ายขึ้น
  • Verified Blue Shield คือ เครื่องหมายยืนยันตัวตนที่ LINE มอบให้กับธุรกิจที่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งผู้บริโภคให้ความเชื่อถือกับ Blue Shield มาก เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่า Account นั้นๆ เป็นตัวจริง ไม่ใช่มิจฉาชีพ ซึ่งส่งผลให้ Add Friend Rate สูงขึ้นอีกด้วย
  • Profile ที่สมบูรณ์ อาจฟังดูง่าย แต่หลายๆ แบรนด์มักข้ามขั้นตอนนี้ไป โดยรูปโปรไฟล์ต้องชัดเจน คำอธิบายธุรกิจต้องมี และข้อมูลการติดต่อต้องครบถ้วน ทั้งสามอย่างนี้สร้างความน่าเชื่อถือตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้าเจอแบรนด์คุณบน LINE

สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งบน LINE OA ตั้งแต่วันแรกด้วย Lifecycle Marketing

ทุกครั้งที่มีคนกด Add Friend แบรนด์คุณมีเวลาประมาณ 72 ชั่วโมงแรกในการสร้างความประทับใจ ถ้าช่วงนั้นคุณส่งแค่ข้อความว่า “ขอบคุณที่ Add Friend ครับ” แล้วเงียบหายไป โอกาสที่เขาจะบล็อกในสัปดาห์แรกนั้นสูงมาก

Welcome Message ที่ดีต้องทำ 3 อย่างพร้อมกัน

  1. แนะนำแบรนด์ให้กระชับและมีคุณค่าในตัวเอง
  2. บอกให้ชัดว่าการ Follow แอคเคาท์นี้จะได้อะไรกลับไป เช่น โปรโมชันพิเศษ เนื้อหาเฉพาะสมาชิก หรือบริการหลังการขาย
  3. มี Call-to-Action ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกค้ากดดูสินค้าหรือตอบคำถามสั้นๆ เพื่อให้คุณรู้จักเขามากขึ้น
  4. Greeting Flow คือระบบ Automation ที่ส่งข้อความต่อเนื่องหลังจาก Welcome Message ตัวอย่างที่ใช้งานได้จริงคือ วันที่ 1 ส่ง Welcome พร้อมโปรโมชัน, วันที่ 3 ส่งเนื้อหาที่มีประโยชน์, วันที่ 7 ส่งข้อเสนอพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ การวางโครงสร้างแบบนี้ช่วยลด Block Rate ในช่วงแรกได้ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าการ Follow มีประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่รอรับสแปม

ภาพหน้าจอตัวอย่าง Welcome Message และ Greeting Flow ใน LINE OA ที่ออกแบบมาอย่างมีกลยุทธ์### ออกแบบ Rich Menu เป็น Navigation Hub

Rich Menu คือ ปุ่มเมนูที่อยู่ด้านล่างของหน้าแชทใน LINE OA และเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการทำการตลาดบน LINE OA เพราะหากแบรนด์ออกแบบเมนูได้ดี ก็จะทำหน้าที่แทนหน้าเว็บไซต์ได้เลย โดยให้ลูกค้ากดเข้าถึงสินค้า โปรโมชัน และการบริการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกจากแอป

Framework การจัดวาง LINE Rich Menu

ตำแหน่ง เนื้อหาที่แนะนำ เป้าหมาย
ซ้ายบน ดูสินค้าทั้งหมด / แคตตาล็อก Drive Traffic
ขวาบน โปรโมชันล่าสุด Increase Conversion
ซ้ายล่าง ติดต่อเจ้าหน้าที่ / แชท Customer Service
ขวาล่าง บัญชีสะสมแต้ม / Reward Retention
กลาง ลงทะเบียน / สมัครสมาชิก Lead Generation

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ Rich Menu ปรับให้แตกต่างตามกลุ่มลูกค้าได้ด้วย ถ้าใช้ Messaging API ลูกค้า VIP จะเห็นเมนูคนละชุดกับลูกค้าทั่วไป ทำให้ประสบการณ์ใช้งานตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากขึ้น


หยุด Broadcast แบบหว่านแห่ แล้วหันมาใช้ Segmentation และ Automation

หนึ่งในจุดที่แบรนด์ส่วนใหญ่มักทำพลาด คือการส่ง Broadcast แบบเดียวกันให้ “เพื่อน” ทุกคนในลิสต์ ทั้งๆ ที่ลูกค้าแต่ละคนมีความสนใจ พฤติกรรม และปัจจัยที่ส่งผลต่อการซื้อที่ต่างกัน ดังนั้น แบรนด์จึงควรอาศัย Chat Tags และ Friend Path เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าให้ละเอียดโดยไม่ต้องคาดเดาว่าใครชอบอะไรแบบไหน

Friend Path

บอกว่าลูกค้า Add Friend มาจากช่องทางไหน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา LINE ADS, QR Code หน้าร้าน หรือลิงก์ที่เพื่อนแชร์ให้ ซึ่งข้อมูลนี้สามารถบ่งบอก Context ของลูกค้าตั้งแต่ต้น เช่น คนที่มาจาก QR Code หน้าร้านน่าจะรู้จักแบรนด์อยู่แล้ว ในขณะที่คนที่มาจากโฆษณาอาจยังไม่รู้จักแบรนด์ดีพอ การส่งข้อความต้อนรับให้ทั้งสองกลุ่มนี้จึงควรต่างกันไปด้วยนั่นเอง

Chat Tags

คือระบบแท็กที่ติดให้กับลูกค้าแต่ละคนตาม Behavior หรือ Profile ของคนๆ นั้น เช่น แท็ก “สนใจสินค้า A” สำหรับคนที่คลิกดูสินค้า A หรือแท็ก “ลูกค้าเก่า” สำหรับคนที่เคยซื้อแล้ว และแท็ก “VIP” สำหรับคนที่ใช้จ่ายเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้

วิธีที่ได้ผลมากคือส่ง Survey สั้นๆ ให้ลูกค้าตอบหลัง Add Friend ไม่ต้องซับซ้อน แค่ 2-3 คำถามเพื่อให้เข้าใจความต้องการ แล้วนำคำตอบมาติด Chat Tag อัตโนมัติ วิธีนี้ถือเป็นการเก็บ Zero-Party Data ที่ลูกค้ายินดีให้เอง ทำให้ทุกๆ ข้อความ Broadcast ที่ส่งออกไปนั้นเกี่ยวข้องกับผู้รับสารจริงๆ ซึ่งผลที่ได้คือ Block Rate ลดลงและ Conversion สูงขึ้นไปพร้อมๆ กัน

Step Messages: สร้าง Automation Journey ที่พา Lead ไปสู่ Purchase โดยอัตโนมัติ

Step Messages เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ Automation ของ LINE OA ที่ให้ธุรกิจสร้างลำดับการส่งข้อความตามเวลาหรือพฤติกรรม โดยไม่ต้องมีคนกดส่งเอง ยกตัวอย่างสำหรับธุรกิจ E-commerce เช่น

  1. วันที่ 0 (ทันทีที่ Add Friend): Welcome Message พร้อม Coupon สำหรับการซื้อครั้งแรก
  2. วันที่ 1: แนะนำสินค้าที่ขายดีที่สุด 3 รายการ
  3. วันที่ 3: รีวิวจากลูกค้าจริงหรือ Testimonial
  4. วันที่ 7: ส่ง Reminder ว่า Coupon ใกล้หมดอายุแล้ว
  5. วันที่ 14 (ถ้ายังไม่ซื้อ): ข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติม หรือถามว่าต้องการความช่วยเหลืออะไร

อินโฟกราฟิกแสดง Step Messages Journey ใน LINE OA ตั้งแต่วันที่ 0 จนถึงวันที่ 14 พร้อมจุดแตกสาขาตามพฤติกรรมลูกค้าระบบนี้สามารถทำงานแทนทีมขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทีมขายจึงสามารถโฟกัสกับลูกค้าที่ตอบสนองและพร้อมซื้อแล้วเท่านั้น แทนที่จะเสียเวลา Follow-up ทุกคนแบบ Manual

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องออกแบบให้ดีคือทางแยกใน Journey เช่น หากลูกค้าซื้อสินค้า/บริการไปแล้วในวันที่ 3 ระบบต้องหยุดส่ง Journey สำหรับลูกค้าใหม่ทันที แล้วเปลี่ยนไปส่ง Journey สำหรับลูกค้าหลังการขายแทน เพราะหากไม่ทำแบบนี้ แบรนด์อาจส่งโปรโมชันชวนซื้อให้คนที่ซื้อไปแล้ว ซึ่งสร้างความรู้สึกแย่มากกว่าดี


การวัดผล KPI และการใช้ LINE Tag เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ

LINE Tag คือ JavaScript Code ที่แบรนด์สามารถนำไปติดตั้งบนเว็บไซต์ เมื่อลูกค้าที่เป็น Friend ของ LINE OA เข้ามาดูเว็บไซต์ LINE Tag จะบันทึกพฤติกรรมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าสินค้าที่ดู การหยิบใส่ตะกร้า หรือการซื้อที่เสร็จสิ้น ซึ่งข้อมูลจาก LINE Tag นำไปใช้ได้สองทาง

ทางแรก คือ สร้าง Custom Audience สำหรับ LINE ADS – คนที่เข้ามาดูสินค้าแต่ยังไม่ซื้อสามารถถูก Retarget ด้วยโฆษณาบน LINE ได้เลย เหมือนกับที่ Facebook Pixel ทำ แต่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้งานมากที่สุด

ทางที่สอง คือ วัดผล Conversion จาก LINE OA โดยตรง – แบรนด์จะรู้แน่ชัดว่าข้อความ Broadcast ที่ส่งออกไปสามารถสร้างยอดขายบนเว็บไซต์ได้เท่าไหร่ ไม่ต้องเดาเอาเองอีกต่อไป

KPI ที่ธุรกิจต้องติดตาม: Block Rate, Open Rate และ Customer Lifetime Value

หลายธุรกิจวัดผล LINE OA แค่จำนวน Friend กับ Broadcast Open Rate แต่ตัวเลขสองอย่างนั้นบอกเพียงส่วนเดียวของภาพทั้งหมด โดย ค่า KPI หลักที่ควรติดตามมี ดังนี้

KPI เป้าหมายที่ดี ทำไมต้องดู
Block Rate ต่ำกว่า 5% บ่งบอกคุณภาพของเนื้อหา
Open Rate สูงกว่า 35-40% วัด Engagement ของฐานลูกค้า
Click-Through Rate สูงกว่า 10% วัดความเกี่ยวข้องของ Offer
Conversion Rate ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม วัดผลโดยตรงต่อยอดขาย
Customer Lifetime Value (CLV) เพิ่มขึ้นทุกไตรมาส วัดสุขภาพระยะยาวของฐานลูกค้า

Block Rate คือ ตัวเลขที่ต้องจับตามองมากที่สุด ถ้าสูงเกิน 5% นั่นหมายความว่าลูกค้ารู้สึกว่าเนื้อหาที่คุณส่งไม่มีคุณค่า หรือรู้สึกถูกรบกวนบ่อยเกินไป การส่ง Broadcast แบบหว่านแห่ทุกสัปดาห์โดยไม่แบ่งกลุ่มเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขนี้พุ่งสูง

CLV บอกว่าลูกค้าแต่ละคนสร้างรายได้ให้ตลอดช่วงเวลาที่เขาเป็นลูกค้าได้เท่าไหร่ ถ้า CLV ไม่เพิ่มขึ้นแม้ Open Rate จะดูดี แปลว่าคุณสร้าง Engagement ได้แต่แปลงมันเป็นรายได้ไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

การดู KPI ทั้งสองตัวนี้ควบคู่กันให้ภาพที่ครบกว่าการดูแค่ตัวใดตัวหนึ่ง และอย่าลืมตั้ง Baseline ก่อนเริ่มปรับกลยุทธ์ใดๆ เพื่อให้รู้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างส่งผลดีหรือไม่ดีต่อตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก


ยกระดับสู่ Messaging API, CRM Integration และเมื่อไหรควรใช้เอเจนซี

สำหรับนักการตลาด LINE OA อาจมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งจำนวนข้อความที่ส่งได้ต่อเดือนที่มีเพดานจำกัด การ Segment ที่ทำได้ในระดับหนึ่ง และ Automation ที่มีรูปแบบค่อนข้างตายตัว เมื่อธุรกิจโตถึงระดับที่ต้องจัดการลูกค้าหลักหมื่นหรือหลักแสนคน และต้องการ Journey ที่ซับซ้อนขึ้น ก็ถึงเวลาพิจารณา Messaging API

Messaging API ช่วย LINE OA อย่างไร?

Messaging API เปิดประตูให้ทำสิ่งที่ LINE OA ปกติทำไม่ได้ เช่น เชื่อมต่อ LINE กับ CRM อย่าง HubSpot, Salesforce หรือ Zoho ทำให้ข้อมูลลูกค้าทุกจุด ทั้งอีเมล เว็บไซต์ และ LINE อยู่ในที่เดียวกัน นอกจากนี้ยังสร้าง Chatbot ที่ตอบคำถามได้อัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมงและส่งต่อให้ทีมขายเมื่อลูกค้าพร้อมซื้อได้ด้วย รวมถึงปรับ Rich Menu ให้ต่างกันตาม Segment หรือ Loyalty Tier ของลูกค้าแต่ละคน และสร้าง Omnichannel Journey ที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าลูกค้าจะทักมาจาก LINE, เว็บไซต์ หรืออีเมล ก็ได้รับประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน

ข้อดีของการเชื่อม LINE กับ CRM คือการหลีกเลี่ยง Data Silo ข้อมูลลูกค้าที่อยู่ใน LINE จะไม่ถูกแยกออกจากข้อมูลในระบบอื่น ทีมขายและทีมการตลาดจะเห็นภาพรวมลูกค้าได้ครบ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ Add Friend ไปจนถึงการซื้อครั้งล่าสุด

การที่ข้อมูลไม่ติดอยู่ใน Data Silo หมายความว่าแบรนด์สามารถสร้าง Audience ที่แม่นยำสำหรับช่องทาง Paid Media อื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย เพราะรู้ว่าลูกค้าแต่ละคนอยู่ที่ขั้นตอนไหนของ Journey จริงๆ ธุรกิจที่ใช้ Messaging API ร่วมกับ CRM ที่ดีมักบอกว่า Cost per Acquisition (CPA) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะโฟกัสงบโฆษณากับกลุ่มที่มีแนวโน้มซื้อสูงสุดได้แม่นยำกว่าเดิมนั่นเอง

ทำไมธุรกิจควรร่วมมือกับเอเจนซีการตลาดที่เชี่ยวชาญ LINE OA

การทำ LINE OA ให้ได้ผลจริงต้องใช้ความรู้หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการออกแบบ Segmentation การเขียน Copy และ Artwork ที่เหมาะสม ไปจนถึงการตั้ง Automation วิเคราะห์ข้อมูล และปรับกลยุทธ์ตามผลลัพธ์ที่ได้ ทีมงาน In-House ของธุรกิจที่ขาดประสบการณ์ด้านนี้โดยตรงอาจต้องใช้เวลานานในการลองผิดลองถูก และระหว่างนั้นก็เสีย Friend ไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว

หากแบรนด์พบว่า Block Rate สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าต้องแก้ตรงไหน ทีมงานไม่มีเวลาทำ Segmentation หรือวิเคราะห์ Data อย่างจริงจัง ระบบ Automation ที่ตั้งไว้ไม่สร้าง Conversion ตามที่คาด และธุรกิจกำลังขยายตัวและต้องการระบบที่ Scale ได้ แบรนด์ควรพิจารณาจับมือกับเอเจนซีที่มีความเชี่ยวชาญ

เริ่มต้นทำ LINE OA อย่างมีประสิทธิภาพ กับ Relevant Audience

พวกเรา Relevant Audience เป็นเอเจนซีการตลาด ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน LINE OA ทั้งยังเป็นพาร์ทเนอร์ของ LINE อย่างเป็นทางการ ทีมงานมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์ไทยในหลายอุตสาหกรรม และเข้าใจ LINE Ecosystem ในเชิงลึก เราสามารถช่วยให้ธุรกิจคุณข้ามผ่านช่วง Learning Curve และเริ่มเห็นผลได้เร็วกว่าการ เราเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่

  • การวางกลยุทธ์และสร้างโปรไฟล์ LINE OA ตั้งแต่ต้น
  • การออกแบบ Automation Flow ที่เหมาะกับธุรกิจ
  • การเชื่อมต่อกับ LINE ADS และ Paid Media
  • การรายงานผลและปรับกลยุทธ์รายเดือน

ติดต่อและปรึกษาวางแผนกลยุทธ์กับ Relevant Audience ได้แล้ววันนี้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

Related Articles

Articles related to the topics covered in this post.

18 สถิติบน YouTube ที่นักการตลาดต้องรู้ในปี 2023

YouTube เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้งานที่ชื่นชอบวิดีโอคอนเทนต์ ในปัจจุบันมีการอัปโหลดวิดีโอมากกว่า 500 ชั่วโมงภายใน 1 นาที บนแพลตฟอร์ม ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของแพลตฟอร์มได้เป็นอย่างดี ในบทความนี้เราได้รวบรวม 18 สถิติที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์ม YouTube มาฝากนักการตลาดหรือแบรนด์ที่กำลังวางแผนที่จะใช้ YouTube เป็นหนึ่งในช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม เทรนด์การค้นหาที่น่าสนใจ...

TikTok เปิดตัว Sounds for Business ให้นักการตลาดได้ใช้งาน

ใครที่เล่น TikTok เป็นประจำ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของแพลตฟอร์มหนีไม่พ้นลูกเล่นในคอนเทนต์อย่างเสียงซาวด์ประกอบและดนตรีที่มีความสนุกสนานในแพลตฟอร์ม สามารถสร้างโลกอีกใบให้กับผู้ใช้งานด้วยพลังแห่งเสียง เรียกได้ว่า “เสียง” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างโฆษณา โปรโมตแบรนด์หรือการสร้างคอนเทนต์ทั่วๆ ไป ที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ล่าสุด TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสุดฮิตได้ประกาศเปิดตัว Sound for Business ที่เป็นการร่วมมือกับ Elias Audio...

Google เปิดตัว 2 เครื่องมือใหม่ในงาน Search Ads Week

ในงาน Google’s Search Ads Week ที่ผ่านมา กูเกิลได้เปิดตัว 2 เครื่องมือใหม่เพื่อช่วยเหลือให้นักการตลาดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Machine Learning ด้วยการผสมผสานระบบ AI เข้าไปในเครื่องมือใหม่ รายละเอียดของเครื่องมือทั้งสองจะเป็นอย่างไร Relevant Audience จะมาสรุปให้ฟัง ถ้าพร้อมแล้ว...

Latest Updates

Our most recently updated articles across all topics.

SEO3 min read

วิธีปักหมุดร้าน Google Maps ตั้งค่าอย่างไร ให้ลูกค้าหาเจอ

วิธีปักหมุดร้าน Google Maps ในปี 2026 ทำอย่างไร พร้อมเคล็ดลับการดันอันดับ...

SEO3 min read

Content คืออะไร? เจาะลึกการทำ Content Marketing ที่มากกว่าแค่ “เนื้อหา”

Content คืออะไร ค้นพบความหมายที่แท้จริงและเจาะลึกกลยุทธ์ Content Marketing...

SEO3 min read

รวมขนาดภาพ Facebook 2026 อัปเดตล่าสุด ทุกรูปแบบ

อัปเดตล่าสุด รวมขนาดภาพ Facebook 2026 ทุกรูปแบบ...