What Is Google Merchant Center? A Beginner's Guide

Google Merchant Center คือ อะไร คู่มือฉบับเริ่มต้นสำหรับร้านออนไลน์

อีคอมเมิร์ซAugust 14, 2026
By Antonio Fernandez

Google Merchant Center คือ ระบบที่ใช้ส่งข้อมูลสินค้าของร้านคุณเข้าไปเก็บไว้กับ Google เพื่อให้สินค้าไปแสดงเป็นการ์ดรูปพร้อมราคาในผลการค้นหา แท็บ Shopping และช่องทางอื่นของ Google พูดง่าย ๆ คือมันเป็นคลังข้อมูลสินค้า ไม่ใช่เครื่องมือซื้อโฆษณา ตัวที่ใช้จ่ายเงินซื้อโฆษณาคือ Google Ads ส่วน Merchant Center ทำหน้าที่บอก Google ว่าสินค้าแต่ละชิ้นชื่ออะไร ราคาเท่าไหร่ ยังมีของอยู่ไหม และรูปหน้าตาเป็นยังไง

บทความนี้เขียนสำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม อธิบายตั้งแต่ความต่างระหว่างสองระบบ ขั้นตอนสมัครและยืนยันเว็บไซต์ ฟิลด์ที่ฟีดสินค้าต้องมี วิธีแก้เมื่อสินค้าโดนปฏิเสธ และคำถามที่คนขายของออนไลน์ในไทยถามบ่อยที่สุดคือถ้าขายบน Shopee หรือ Lazada อยู่แล้วยังต้องใช้ตัวนี้ไหม

Merchant Center คืออะไร ต่างจาก Google Ads ยังไง

สองระบบนี้ทำงานคนละหน้าที่และต้องเชื่อมเข้าหากันถึงจะยิงโฆษณาสินค้าได้ Merchant Center เก็บข้อมูลสินค้า ตรวจว่าข้อมูลถูกต้องตามนโยบายหรือไม่ และเก็บการตั้งค่าระดับร้าน เช่น ค่าจัดส่งและนโยบายคืนสินค้า ส่วน Google Ads เป็นที่ที่คุณตั้งงบ ตั้งกลยุทธ์การเสนอราคา เลือกพื้นที่ที่จะแสดงโฆษณา และดูรายงานว่าคลิกกับยอดขายมาจากสินค้าตัวไหน

ถ้าข้อมูลสินค้าใน Merchant Center ผิดหรือถูกปฏิเสธ ต่อให้ตั้งงบใน Google Ads ไว้สูงแค่ไหน สินค้าตัวนั้นก็ไม่แสดง นี่คือจุดที่คนเพิ่งเริ่มมักงงที่สุด เพราะแคมเปญขึ้นสถานะทำงานปกติแต่ไม่มีการแสดงผลเลย ต้นตอเกือบทุกครั้งอยู่ที่ฝั่งข้อมูลสินค้า ไม่ใช่ฝั่งโฆษณา

Merchant Center คืออะไร ต่างจาก Google Ads ยังไง
งานที่ต้องทำทำที่ Merchant Centerทำที่ Google Ads
ส่งชื่อสินค้า ราคา รูป และสต๊อกใช่ไม่
ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ใช่ไม่
ตั้งค่าจัดส่งและนโยบายคืนสินค้าใช่ไม่
ตั้งงบและกลยุทธ์การเสนอราคาไม่ใช่
ดูรายงานคลิก ยอดขาย และ ROASดูได้บางส่วนใช่

สมัคร Merchant Center และยืนยันเว็บไซต์ยังไง

ขั้นตอนสมัครใช้บัญชี Google ธรรมดาเปิดได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปิดบัญชี สิ่งที่ต้องเตรียมคือเว็บไซต์ที่ขายของได้จริงและมีข้อมูลครบตามที่ Google กำหนด ได้แก่ หน้ารายละเอียดสินค้าที่มีราคาชัดเจน ขั้นตอนชำระเงินที่ทำได้จนจบ ข้อมูลติดต่อร้าน นโยบายคืนสินค้าและคืนเงิน และข้อมูลค่าจัดส่ง เว็บที่ยังไม่มีหน้าเหล่านี้มักติดตั้งแต่ขั้นตรวจครั้งแรก

เมื่อกรอกข้อมูลธุรกิจแล้ว งานถัดไปคือการยืนยันและอ้างสิทธิ์เว็บไซต์ ซึ่งเป็นคนละอย่างกัน การยืนยันคือการพิสูจน์ว่าคุณเข้าถึงเว็บนั้นได้ ส่วนการอ้างสิทธิ์คือการผูกโดเมนนั้นเข้ากับบัญชี Merchant Center ของคุณ วิธียืนยันที่ใช้ได้มีหลายทาง เลือกทางที่สะดวกที่สุดทางเดียวก็พอ

  • เชื่อมกับบัญชี Google Search Console ที่ยืนยันโดเมนไว้แล้ว วิธีนี้เร็วที่สุดถ้าเคยทำ SEO มาก่อน
  • วางแท็ก HTML ไว้ในส่วนหัวของหน้าแรก
  • อัปโหลดไฟล์ HTML ที่ Google ให้มาไว้ที่รากของโดเมน
  • ยืนยันผ่าน Google Tag Manager หรือผ่านการเพิ่มระเบียนที่ผู้ให้บริการโดเมน

ข้อควรระวังสำหรับร้านไทยคือเรื่องโดเมนต้องตรงกัน ถ้าเว็บจริงคือแบบมี www แต่กรอกในบัญชีเป็นแบบไม่มี www การอ้างสิทธิ์อาจไม่ผ่าน และถ้าเว็บยังไม่ได้ติดตั้งใบรับรองความปลอดภัยแบบ https โดยเฉพาะหน้าที่รับข้อมูลการชำระเงิน สินค้าจะถูกปฏิเสธทั้งบัญชี ตรวจสองเรื่องนี้ก่อนเสียเวลาทำฟีด

ฟีดสินค้าต้องมีฟิลด์อะไรบ้าง

ฟีดสินค้าคือไฟล์หรือการเชื่อมต่อที่ส่งรายการสินค้าทั้งหมดเข้า Merchant Center หนึ่งแถวคือสินค้าหนึ่งชิ้น หนึ่งคอลัมน์คือคุณสมบัติหนึ่งอย่าง ฟิลด์ที่ Google กำหนดให้ต้องมีสำหรับสินค้าทั่วไปมีดังนี้

  • id รหัสสินค้าที่ไม่ซ้ำกันและต้องไม่เปลี่ยนไปมา เพราะประวัติผลลัพธ์ผูกกับรหัสนี้
  • title ชื่อสินค้า ควรใส่แบรนด์ รุ่น และคุณสมบัติหลักไว้ช่วงต้นของชื่อ
  • description คำอธิบายสินค้า ให้ตรงกับข้อมูลบนหน้าเว็บ ไม่ใส่ข้อความโปรโมชันเกินจริง
  • link ลิงก์ไปยังหน้ารายละเอียดสินค้าโดยตรง ไม่ใช่หน้าหมวดหมู่
  • image_link ลิงก์รูปหลัก ต้องเป็นรูปสินค้าจริง ไม่มีข้อความหรือกรอบโปรโมชันทับ
  • availability สถานะสต๊อก เช่น มีของ หมด หรือสั่งจอง
  • price ราคาพร้อมสกุลเงิน และต้องตรงกับราคาบนหน้าเว็บทุกบาททุกสตางค์
  • brand แบรนด์สินค้า จำเป็นสำหรับสินค้าที่มีแบรนด์
  • gtin หรือ mpn รหัสสินค้าสากลหรือรหัสผู้ผลิต จำเป็นสำหรับสินค้าที่ผู้ผลิตกำหนดรหัสไว้
  • condition สภาพสินค้า ใหม่ ปรับสภาพ หรือมือสอง

นอกจากฟิลด์บังคับแล้ว ยังมีฟิลด์เสริมที่ส่งผลกับยอดขายจริงมาก เช่น sale_price สำหรับราคาลด product_type สำหรับหมวดหมู่ตามโครงสร้างร้านของคุณเอง google_product_category สำหรับหมวดหมู่มาตรฐานของ Google และ custom_label สำหรับติดป้ายเองเพื่อแยกกลุ่มสินค้าตอนตั้งค่าโฆษณา เช่น แยกสินค้ากำไรสูงกับสินค้าระบายสต๊อกออกจากกัน

วิธีส่งฟีดสินค้า Merchant Center มีให้เลือกหลายทาง อัปโหลดไฟล์เอง ตั้งเวลาให้ Google มาดึงไฟล์จาก URL ที่ระบุ ใช้ Google Sheets เชื่อมโดยตรง หรือเชื่อมผ่าน API สำหรับร้านที่มีสินค้าจำนวนมากและราคาเปลี่ยนบ่อย สิ่งที่สำคัญกว่าวิธีไหนคือความถี่ ร้านที่สต๊อกหมดเร็วควรให้ข้อมูลอัปเดตอย่างน้อยวันละครั้ง ไม่งั้นจะเสียเงินค่าคลิกไปกับสินค้าที่ขายไปแล้ว

Google Shopping Ads คืออะไร แสดงตรงไหน

Google Shopping Ads คือโฆษณาที่แสดงเป็นการ์ดสินค้าพร้อมรูป ราคา และชื่อร้าน แทนที่จะเป็นข้อความสามบรรทัดแบบโฆษณาค้นหาทั่วไป ตำแหน่งที่พบบ่อยคือแถวบนสุดของหน้าผลการค้นหา ในแท็บ Shopping และในบางกรณีจะไปแสดงบนเครือข่ายพันธมิตรของ Google ด้วย

ความต่างที่สำคัญที่สุดจากโฆษณาค้นหาคือ คุณไม่ได้เลือกคีย์เวิร์ด Google จับคู่คำค้นกับสินค้าของคุณเองโดยอ่านจากข้อมูลในฟีด นั่นแปลว่าคุณภาพของชื่อสินค้าและคำอธิบายทำหน้าที่แทนคีย์เวิร์ด ชื่อสินค้าที่เขียนว่า เสื้อยืด รุ่น A01 จะจับคู่ได้แย่กว่าชื่อที่เขียนว่า เสื้อยืดคอกลม ผ้าฝ้าย สีดำ ไซซ์ L แบรนด์ ABC รุ่น A01 เพราะคำที่ลูกค้าพิมพ์จริงอยู่ในชื่อหลัง

สิ่งที่ควบคุมได้จากฝั่งโฆษณาคือการเสนอราคา การแบ่งกลุ่มสินค้า และการเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบเพื่อกันคำค้นที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่วนสินค้ารายการไหนจะไปโผล่ในคำค้นไหน ตัดสินจากข้อมูลในฟีดเป็นหลัก รายละเอียดของการวางแคมเปญดูได้ที่หน้าบริการ Google Shopping

อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ Merchant Center ไม่ได้ใช้กับโฆษณาแบบเสียเงินอย่างเดียว สินค้าที่ผ่านการตรวจแล้วมีสิทธิ์แสดงในรายการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายบนแท็บ Shopping ได้ด้วย ร้านที่ยังไม่พร้อมซื้อโฆษณาจึงยังมีเหตุผลที่จะทำฟีดให้สะอาดตั้งแต่ต้น

แก้ปัญหาสินค้าถูก disapproved ยังไง

เมื่อ สินค้าถูก disapproved หมายความว่าข้อมูลสินค้ารายการนั้นไม่ผ่านการตรวจ และจะไม่แสดงจนกว่าจะแก้ ให้เข้าไปที่เมนูสินค้าในบัญชีแล้วดูรายการที่ต้องแก้ ระบบจะระบุเหตุผลไว้ให้เป็นรายการ พร้อมจำนวนสินค้าที่ติดปัญหาเดียวกัน เหตุผลที่พบบ่อยมีไม่กี่กลุ่ม

  • ราคาหรือสถานะสต๊อกในฟีดไม่ตรงกับหน้าเว็บ กลุ่มนี้พบบ่อยที่สุด มักเกิดตอนจัดโปรโมชันแล้วเว็บเปลี่ยนราคาก่อนฟีดจะอัปเดตตาม
  • รูปสินค้ามีข้อความ ลายน้ำ หรือกรอบโปรโมชันทับ รวมถึงรูปที่เป็นภาพตัวอย่างหรือรูปที่โหลดไม่ขึ้น
  • ไม่มี gtin หรือ mpn ในสินค้าที่ผู้ผลิตกำหนดรหัสไว้
  • หน้าเว็บปลายทางเข้าไม่ได้ ขึ้นข้อผิดพลาด หรือถูกบล็อกไว้ในไฟล์ robots.txt ทำให้ระบบตรวจเข้าไปอ่านไม่ได้
  • สินค้าอยู่ในหมวดที่มีข้อจำกัดหรือห้ามโฆษณา ซึ่งบางหมวดต้องยื่นเอกสารเพิ่มก่อน
  • ข้อมูลร้านไม่ครบ เช่น ไม่มีนโยบายคืนสินค้าหรือช่องทางติดต่อบนเว็บ

ลำดับการแก้ที่ทำให้เสียเวลาน้อยที่สุดคือ เริ่มจากปัญหาที่กระทบสินค้าจำนวนมากที่สุดก่อน เพราะปัญหาระดับบัญชีหรือระดับเทมเพลตมักแก้ครั้งเดียวได้ผลหลายร้อยรายการ จากนั้นแก้ที่ต้นทาง คือแก้ในระบบร้านค้าหรือไฟล์ฟีด ไม่ใช่แก้ในหน้าจอ Merchant Center อย่างเดียว เพราะการอัปเดตฟีดรอบถัดไปจะทับค่าที่แก้ด้วยมือทิ้ง เมื่อแก้เสร็จให้ส่งฟีดใหม่แล้วขอให้ตรวจซ้ำ ระบบจะตรวจอีกรอบตามคิว ระหว่างรอห้ามลบแล้วสร้างสินค้าใหม่ด้วย id ใหม่ เพราะประวัติของสินค้าจะเริ่มนับหนึ่งใหม่

วิธีป้องกันที่ได้ผลคือทำให้ราคาและสต๊อกอัปเดตอัตโนมัติ ตั้งการดึงฟีดให้ถี่พอกับความเร็วที่สินค้าหมด และใส่ข้อมูลสินค้าแบบมีโครงสร้างไว้บนหน้าเว็บ เพื่อให้ระบบตรวจเทียบราคาบนหน้าเว็บกับในฟีดได้ตรงกัน

ต้องมี Merchant Center ไหมถ้าขายบน Shopee หรือ Lazada

ถ้าคุณขายอยู่บนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียวและไม่มีเว็บไซต์ของตัวเอง คำตอบคือใช้ไม่ได้ เพราะ Merchant Center ต้องการเว็บไซต์ที่คุณเป็นเจ้าของและยืนยันความเป็นเจ้าของได้ ลิงก์สินค้าที่ชี้ไปหน้าร้านบนมาร์เก็ตเพลสของคนอื่นไม่ผ่านเงื่อนไขการอ้างสิทธิ์โดเมน และคุณก็ไม่มีสิทธิ์ควบคุมข้อมูลบนหน้าเหล่านั้น

ในทางปฏิบัติ ร้านไทยจำนวนมากขายสองทางพร้อมกัน คือมีหน้าร้านบนมาร์เก็ตเพลสไว้รับลูกค้าที่เคยชินกับระบบชำระเงินและโปรโมชันของแพลตฟอร์ม และมีเว็บของตัวเองไว้เก็บกำไรที่ไม่ต้องหักค่าธรรมเนียมและเก็บข้อมูลลูกค้าเอง โครงสร้างแบบนี้ทำให้ใช้ Merchant Center กับเว็บตัวเองได้ ขณะที่ยังยิงโฆษณาในระบบของแต่ละแพลตฟอร์มควบคู่กันไป การวางแผนว่าสินค้าตัวไหนควรดันทางไหน อ่านเพิ่มได้ที่หน้าการตลาดอีคอมเมิร์ซ รวมถึงบริการโฆษณาบนShopee และLazada

ข้อควรระวังคืออย่าส่งสินค้าชุดเดียวกันโดยตั้งราคาบนเว็บสูงกว่าราคาบนมาร์เก็ตเพลสมาก ลูกค้าที่เห็นการ์ดสินค้าแล้วไปเทียบราคาต่อจะไม่ซื้อ และคุณจ่ายค่าคลิกไปแล้ว ถ้าจำเป็นต้องตั้งราคาต่างกัน ให้แยกกลุ่มสินค้าที่ยิงโฆษณาออกมาเฉพาะตัวที่ราคาแข่งได้

เชื่อม Shopify หรือ WooCommerce เข้า Merchant Center

สำหรับร้านบน Shopify ช่องทางที่ตรงที่สุดคือติดตั้งแอปช่องทางขายของ Google จากคลังแอป แล้วเชื่อมบัญชี Merchant Center และ Google Ads เข้าด้วยกัน ระบบจะส่งข้อมูลสินค้าจากแคตตาล็อกให้อัตโนมัติ สิ่งที่ต้องตรวจเองคือการจับคู่ฟิลด์ ว่าฟิลด์ในร้านตัวไหนถูกส่งเป็น brand เป็น gtin และเป็น google_product_category เพราะค่าเริ่มต้นมักไม่ตรงกับโครงสร้างข้อมูลที่ร้านคุณใช้จริง

สำหรับ WooCommerce มีปลั๊กอินหลายตัวที่สร้างไฟล์ฟีดเป็น URL ให้ Google มาดึงตามเวลาที่ตั้งไว้ ขั้นตอนคือสร้างฟีด จับคู่ฟิลด์ของสินค้ากับชื่อฟิลด์ที่ Google กำหนด แล้วเอา URL ไปใส่ใน Merchant Center พร้อมตั้งเวลาดึง ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในร้าน WooCommerce คือสินค้าที่มีตัวเลือกย่อยอย่างสีหรือไซซ์ ถ้าตั้งค่าไม่ถูกจะถูกส่งเป็นสินค้าตัวเดียวโดยไม่มีตัวเลือกย่อย ทำให้ลิงก์พาลูกค้าไปหน้าที่ต้องเลือกใหม่และราคาไม่ตรงกับที่โฆษณา

ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มไหน หลังเชื่อมเสร็จให้เข้าไปสุ่มตรวจสินค้าสิบรายการด้วยตัวเอง เทียบราคาในฟีดกับหน้าเว็บ กดลิงก์ดูว่าไปถึงหน้ารายละเอียดสินค้าจริง และดูรูปหลักว่าไม่มีข้อความทับ การตรวจสิบรายการใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่ช่วยจับปัญหาระดับเทมเพลตที่จะกระทบสินค้าทั้งร้านได้

สิ่งที่ร้านค้าไทยควรตั้งค่าเพิ่ม

เรื่องแรกคือประเทศที่ขายและสกุลเงิน ให้ตั้งประเทศเป็นไทยและราคาเป็นบาทให้ตรงกับหน้าเว็บ ถ้าเว็บแสดงหลายสกุลเงินตาม IP ต้องแน่ใจว่าเวอร์ชันที่ระบบตรวจเห็นคือเวอร์ชันภาษาไทยราคาบาท ไม่งั้นจะติดปัญหาราคาไม่ตรงทั้งบัญชี

เรื่องที่สองคือภาษาในชื่อสินค้า คนไทยพิมพ์ค้นหาปนกันระหว่างไทยกับอังกฤษ ชื่อสินค้าที่ดีจึงควรมีทั้งชื่อไทยที่คนเรียกกันจริงและชื่อรุ่นภาษาอังกฤษอยู่ในชื่อเดียวกัน โดยเรียงคำที่คนน่าจะพิมพ์ไว้ก่อน ไม่ต้องยัดคำซ้ำ ๆ เพราะชื่อที่อ่านไม่รู้เรื่องจะทำให้อัตราการคลิกลดลงและอาจผิดนโยบายด้วย

เรื่องที่สามคือค่าจัดส่ง ให้ตั้งตารางค่าส่งใน Merchant Center ให้ตรงกับที่คิดจริงหน้าเช็คเอาต์ ถ้าตัวเลขไม่ตรง ลูกค้าจะเจอราคารวมที่ต่างจากที่เห็นบนการ์ดสินค้า และเป็นสาเหตุการทิ้งตะกร้าที่แก้ได้ง่ายที่สุดข้อหนึ่ง เรื่องสุดท้ายคือหน้าสินค้าบนเว็บควรมีข้อมูลแบบมีโครงสร้างที่ระบุชื่อ ราคา และสถานะสต๊อก ซึ่งช่วยทั้งฝั่งฟีดและฝั่งผลการค้นหาแบบไม่เสียเงิน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Merchant Center

Google Merchant Center มีค่าใช้จ่ายไหม

การเปิดบัญชีและอัปโหลดสินค้าไม่มีค่าใช้จ่าย คุณจ่ายเงินเมื่อยิงโฆษณา Shopping ผ่าน Google Ads เท่านั้น และสินค้าที่ผ่านการตรวจยังมีสิทธิ์แสดงในรายการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายบนแท็บ Shopping ได้ด้วย

ต้องมี Google Ads ก่อนถึงจะใช้ Merchant Center ได้ไหม

ไม่จำเป็น คุณเปิด Merchant Center และอัปโหลดฟีดได้ก่อนโดยยังไม่ต้องมีบัญชีโฆษณา แต่ถ้าต้องการให้สินค้าแสดงเป็นโฆษณา Shopping ต้องเชื่อมบัญชี Google Ads เข้ามาและสร้างแคมเปญที่นั่น

ทำไมอัปโหลดฟีดแล้วสินค้ายังไม่แสดง

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือสินค้ายังอยู่ระหว่างการตรวจ หรือถูกปฏิเสธเพราะข้อมูลราคาหรือสต๊อกไม่ตรงกับหน้าเว็บ ให้เปิดรายการสินค้าที่ต้องแก้ในบัญชีเพื่อดูเหตุผลรายข้อ แล้วแก้ที่ต้นทางในระบบร้านค้าก่อนส่งฟีดใหม่

ชื่อสินค้าในฟีดควรเขียนยังไงให้จับคู่คำค้นได้ดี

ใส่คำที่ลูกค้าพิมพ์จริงไว้ช่วงต้นของชื่อ โดยเรียงเป็นแบรนด์ ประเภทสินค้า คุณสมบัติเด่น แล้วตามด้วยรุ่นหรือขนาด และให้ชื่อในฟีดตรงกับชื่อบนหน้าเว็บ หลีกเลี่ยงคำโปรโมชันอย่างคำว่าลดราคาหรือส่งฟรีในชื่อสินค้า เพราะผิดนโยบาย

สินค้ามือสองหรือสินค้าแฮนด์เมดลงได้ไหม

ลงได้ โดยต้องระบุฟิลด์ condition ให้ตรงกับสภาพจริง ส่วนสินค้าแฮนด์เมดที่ผู้ผลิตไม่ได้กำหนดรหัสสากล สามารถใช้ mpn ร่วมกับ brand แทน gtin ได้ ตราบใดที่ข้อมูลบนหน้าเว็บสอดคล้องกัน

สรุป

Merchant Center คือฝั่งข้อมูลสินค้า Google Ads คือฝั่งเงินและการเสนอราคา ร้านที่เริ่มต้นได้ดีคือร้านที่ทำสามอย่างให้เรียบร้อยก่อนเปิดแคมเปญ ยืนยันและอ้างสิทธิ์เว็บไซต์ให้ผ่าน ส่งฟีดที่มีฟิลด์บังคับครบและราคาตรงกับหน้าเว็บ และตั้งรอบอัปเดตให้ทันกับความเร็วที่สต๊อกเปลี่ยน เมื่อพื้นฐานสามอย่างนี้นิ่ง งานที่เหลือคือการปรับชื่อสินค้าและการแบ่งกลุ่มเสนอราคา ซึ่งเป็นงานที่วัดผลได้เป็นตัวเลข

ถ้าต้องการให้ทีมช่วยตรวจฟีด แก้รายการที่ถูกปฏิเสธ และวางโครงสร้างแคมเปญให้ตรงกับกำไรของสินค้าแต่ละกลุ่ม ดูรายละเอียดบริการ Google Ads ของ Relevant Audience ได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: