Kroger, Giant Eagle และ DoorDash เลือกใช้ AI แบบเงียบและใช้งานได้จริง มากกว่าแชทบอทโชว์เทคนิค

Kroger, Giant Eagle และ DoorDash เลือกใช้ AI แบบเงียบและใช้งานได้จริง มากกว่าแชทบอทโชว์เทคนิค

อีคอมเมิร์ซOctober 1, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Kroger เปิดตัวผู้ช่วยช้อปปิ้ง AI เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่แปลงรูปถ่ายรายการเขียนมือหรือสูตรอาหารให้เป็นตะกร้าสินค้าพร้อมโฆษณา
  • Giant Eagle เพิ่มฟีเจอร์สแกนสูตรอาหารด้วย AI และรวมทีมอีคอมเมิร์ซกับทีมมาร์เก็ตติ้ง หลังพบว่าลูกค้า omnichannel มี lifetime value สูงกว่า 30%
  • DoorDash ข้ามอินเทอร์เฟซแชทบอท โดยสร้างฟีเจอร์สั่งซ้ำอัตโนมัติและสลับสินค้าหมดสต็อกแทน ตามรายงานของ Digiday วันที่ 30 กันยายน 2569

Kroger, Giant Eagle และ DoorDash ต่างสร้างฟีเจอร์ AI ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงทีละงาน แทนที่จะสร้างแชทบอทแบบเปิดกว้าง ตามรายงานของ Digiday ที่เผยแพร่วันที่ 30 กันยายน 2569 รูปแบบที่เหมือนกันในทั้งสามบริษัทคือ ฟีเจอร์ AI ที่แก้ปัญหาจุดเสียดทานหนึ่งจุดอย่างเงียบๆ กลับได้ผลดีกว่าหน้าต่างแชทที่ให้ลูกค้าพิมพ์สิ่งที่ต้องการแล้วรอคำตอบ

Kroger, Giant Eagle และ DoorDash สร้างอะไรขึ้นมาจริงๆ

ผู้ช่วยช้อปปิ้งของ Kroger ที่แปลงรูปถ่ายเป็นตะกร้าสินค้า

Kroger เปิดตัวผู้ช่วยช้อปปิ้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสร้างตะกร้าสินค้าได้โดยตรงจากรูปถ่าย ลูกค้าสามารถถ่ายรูปรายการที่เขียนด้วยมือ หรือถ่ายรูปสูตรอาหาร แล้วผู้ช่วยจะแปลงภาพนั้นเป็นรายการสินค้าและเพิ่มลงในตะกร้าให้ทันที พร้อมกับตะกร้าสินค้า ผู้ช่วยยังแสดงโฆษณา retail media ของสินค้า CPG และเนื้อหาสูตรอาหารที่เกี่ยวข้องด้วย นั่นหมายความว่าช่วงเวลาที่รายการของลูกค้ากลายเป็นตะกร้าสินค้า ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ Kroger แทรกสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำสูตรอาหารที่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วย Digiday ไม่ได้รายงานวันเปิดตัวที่ชัดเจน จำนวนผู้ใช้ หรือว่าตลาดใดได้ใช้ฟีเจอร์นี้ก่อน

เครื่องสแกนสูตรอาหารของ Giant Eagle และการรวมทีม

Giant Eagle เพิ่มฟีเจอร์สแกนสูตรอาหารด้วย AI เข้าไปในแอปหลักของตน ทำงานคล้ายกับฟีเจอร์ของ Kroger คือแปลงสูตรอาหารให้เป็นรายการวัตถุดิบที่ลูกค้าสามารถเพิ่มลงตะกร้าได้ สิ่งที่สำคัญกว่าในเชิงโครงสร้างตามรายงานของ Digiday คือ Giant Eagle ได้รวมทีมอีคอมเมิร์ซเข้ากับทีมมาร์เก็ตติ้งและทีมดูแลสินค้า (merchandising) เหตุผลที่บริษัทระบุคือตัวเลขภายในที่ชัดเจน ลูกค้าที่ใช้ทั้งช่องทางออนไลน์และช่องทางหน้าร้าน ซึ่งเรียกว่าลูกค้าแบบ omnichannel มี lifetime value สูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับลูกค้าที่ใช้ช่องทางเดียว ส่วนต่างนี้ดูเหมือนจะมากพอที่ทำให้ Giant Eagle ตัดสินใจว่าทีมที่รับผิดชอบช้อปปิ้งออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง และการดูแลสินค้า ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกันแทนที่จะแยกกันสามทีม

เหตุผลที่ DoorDash เลือกข้ามแชทบอทไปเลย

DoorDash เลือกแนวทางที่แตกต่างออกไป หลังพบว่าผู้ใช้เมินแชทบอทที่เด้งขึ้นมาแบบไม่ได้ขอ แทนที่จะสร้างหน้าต่างแชทสำหรับคำสั่งซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มของตน DoorDash กำลังสร้างฟีเจอร์ที่ฝังอยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อที่มีอยู่แล้ว เช่น การเด้งเตือนให้สั่งซ้ำสินค้าประจำโดยอัตโนมัติ ที่นำสินค้าที่ลูกค้าซื้อเป็นประจำกลับมาแสดงโดยไม่ต้องมีการสนทนาใดๆ และการสลับสินค้าโดยอัตโนมัติเมื่อสินค้าหมดสต็อก ที่เสนอสินค้าทดแทนให้โดยไม่ต้องให้ลูกค้าคุยกับบอทเรื่องนั้น ตรรกะที่ Digiday รายงานคือ ลูกค้าต้องการผลลัพธ์จากฟีเจอร์ AI ที่มีประโยชน์ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการสนทนาเพื่อไปถึงผลลัพธ์นั้น

รูปแบบเดียวกันในสามบริษัทที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

Kroger, Giant Eagle และ DoorDash ดำเนินธุรกิจในส่วนที่แตกต่างกันของธุรกิจค้าปลีกและบริการส่งสินค้า แต่รายงานของ Digiday แสดงให้เห็นว่าทั้งสามบริษัทมาบรรจบกันที่การตัดสินใจด้านการออกแบบแบบเดียวกันในปีนี้ คือการสร้างฟีเจอร์ที่เจาะจงสำหรับงานหนึ่งอย่างชัดเจน แทนที่จะสร้างผู้ช่วยอเนกประสงค์ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้วิธีพิมพ์คำสั่ง ฟีเจอร์แปลงรูปถ่ายเป็นตะกร้าสินค้า เครื่องสแกนสูตรอาหาร และการเด้งเตือนสั่งซ้ำอัตโนมัติ มีจุดร่วมเดียวกันคือ ลูกค้าไม่ต้องพิมพ์คำขอลงในกล่องข้อความแล้วรอคำตอบ AI ทำงานหนึ่งอย่างอยู่เบื้องหลัง และลูกค้าเห็นแค่ผลลัพธ์

นี่เป็นสัญญาณที่มีความหมาย เพราะแชทบอทเป็นรูปแบบอินเทอร์เฟซ AI หลักในธุรกิจค้าปลีกมาหลายปีแล้ว รายงานของ Digiday ชี้ว่าอย่างน้อยสามบริษัทค้าปลีกและบริการส่งสินค้ารายใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังตั้งคำถามกับอินเทอร์เฟซแชทบอทเอง ไม่ใช่แค่ AI ที่อยู่เบื้องหลังมันเท่านั้น เหตุผลของ DoorDash ชัดเจนที่สุด ข้อมูลของบริษัทเองแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้เมินแชทบอทที่เด้งขึ้นมาแบบไม่ได้ขอ ซึ่งผลักดันให้บริษัทเลือกฟีเจอร์แบบฝังตัวที่ไม่ต้องสนทนาแทน

ควรระบุให้ชัดเจนว่ารายงานของ Digiday ยืนยันอะไรและไม่ได้ยืนยันอะไร รายงานไม่ได้บอกว่าแชทบอทกำลังถูกถอดออกจากแอปของบริษัทเหล่านี้ ไม่ได้บอกว่า AI แบบสนทนาล้มเหลวในฐานะหมวดหมู่หนึ่ง และไม่ได้บอกว่า Kroger กับ Giant Eagle จะไม่เพิ่มเลเยอร์แชทขึ้นมาอีกในอนาคตบนฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่รายงานระบุนั้นแคบกว่านั้น คือในแต่ละกรณีทั้งสามนี้ งาน AI ที่ประกาศล่าสุดของบริษัทเป็นฟีเจอร์เฉพาะทางเพียงหนึ่งอย่าง ไม่ใช่ผู้ช่วยแชทแบบเปิดกว้าง Digiday ก็ไม่ได้รายงานตัวเลขการใช้งานหรือความพึงพอใจของทั้งสามฟีเจอร์ด้วย จึงยังไม่มีตัวเลขสาธารณะที่แสดงว่ามีลูกค้าใช้ผู้ช่วยแปลงรูปเป็นตะกร้าของ Kroger กี่คน เครื่องสแกนของ Giant Eagle ถูกเปิดใช้บ่อยแค่ไหน หรือการเด้งเตือนสั่งซ้ำของ DoorDash เปลี่ยนความถี่ในการสั่งซื้อไปมากน้อยเพียงใด

เปรียบเทียบ Kroger, Giant Eagle และ DoorDash

ตารางด้านล่างระบุเฉพาะรายละเอียดที่รายงานของ Digiday วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุไว้สำหรับแต่ละบริษัทเท่านั้น

เปรียบเทียบ Kroger, Giant Eagle และ DoorDash
บริษัทฟีเจอร์ AIรายละเอียดสำคัญที่รายงาน
Krogerผู้ช่วยช้อปปิ้ง AI (แปลงรูปรายการหรือสูตรอาหารเป็นตะกร้า)แสดงโฆษณา retail media ของ CPG และเนื้อหาสูตรอาหารคู่กับตะกร้าสินค้า
Giant Eagleเครื่องสแกนสูตรอาหาร AI ในแอปหลักรวมทีมอีคอมเมิร์ซกับทีมมาร์เก็ตติ้ง/merchandising ลูกค้า omnichannel มี lifetime value สูงกว่า 30%
DoorDashไม่มีแชทบอท มีการเด้งเตือนสั่งซ้ำและสลับสินค้าหมดสต็อกอัตโนมัติสร้างขึ้นหลังพบว่าผู้ใช้เมินแชทบอทที่เด้งขึ้นมาแบบไม่ได้ขอ

ความหมายต่อนักการตลาดไทย

รายงานของ Digiday ไม่ได้พูดถึงประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือตลาดใดนอกสหรัฐฯ เลย ดังนั้นข้อสรุปด้านล่างนี้ไม่ใช่การอ้างว่าแบรนด์ไทยกำลังทำอะไรอยู่ แต่เป็นแนวทางสำหรับทีมอีคอมเมิร์ซหรือมาร์เก็ตติ้งที่กำลังประเมินโครงการแชทบอทผู้ช่วยช้อปปิ้ง AI ของตัวเอง หลังอ่านรายงานของ Digiday

คำถามเชิงปฏิบัติที่เกิดจากกรณีศึกษาทั้งสามคือเรื่องลำดับความสำคัญ ก่อนจะวางสโคปแชทบอทที่ตอบคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับสินค้าได้ ควรลองสำรวจจุดสองหรือสามจุดในขั้นตอนการเช็กเอาต์หรือการเลือกซื้อที่มีอยู่แล้ว ที่ลูกค้ามักจะติดขัดหรือทิ้งตะกร้าสินค้า แล้วถามว่าฟีเจอร์ที่เจาะจงกว่าและแคบกว่าจะช่วยลดจุดเสียดทานนั้นได้หรือไม่ โดยไม่ต้องใช้การสนทนาเลย ฟีเจอร์ของ Kroger ได้ผลเพราะการแปลงรูปถ่ายเป็นตะกร้าสินค้าช่วยแทนที่งานที่น่าเบื่อที่ต้องทำด้วยมือ ไม่ใช่เพราะมันเป็นการสนทนา เครื่องสแกนของ Giant Eagle ก็ทำงานด้วยหลักการเดียวกัน ส่วนการเด้งเตือนสั่งซ้ำของ DoorDash ก็แทนที่การกระทำซ้ำๆ ที่ลูกค้าทำด้วยมืออยู่แล้ว

แนวทางที่สองเป็นเรื่องขององค์กรมากกว่าเรื่องเทคโนโลยี การที่ Giant Eagle ตัดสินใจรวมทีมอีคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตติ้ง และ merchandising เข้าด้วยกัน ชี้ว่าฟีเจอร์ AI ที่ครอบคลุมหลายช่องทางมักเจอปัญหาด้านการประสานงานก่อนที่จะเจอปัญหาด้านเทคโนโลยีเสียอีก ใครจะเป็นคนรับผิดชอบงบประมาณสำหรับพื้นที่โฆษณา retail media ในผู้ช่วย AI และตัวเลข lifetime value แบบ omnichannel จะเป็น KPI ของทีมไหน ทีมที่วางแผนโครงการคล้ายกันนี้ในตลาดไทย ที่ค้าปลีกแบบ omnichannel บริการส่งอาหาร/ของสดด่วน และการขายผ่านมาร์เก็ตเพลสทับซ้อนกันมาก อาจเจอคำถามด้านการประสานงานแบบเดียวกันนี้ก่อนที่จะเริ่มเขียนโค้ดสักบรรทัดด้วยซ้ำ

ธุรกิจที่กำลังพิจารณาลงทุนด้าน การตลาดอีคอมเมิร์ซ สำหรับปีข้างหน้า สามารถใช้รายงานนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบว่าความพยายามด้าน AI กำลังมุ่งไปทางไหน ไปที่เลเยอร์การสนทนาที่ดูหวือหวา หรือไปที่ฟีเจอร์เฉพาะทางสองสามอย่างที่จะลดจุดเสียดทานบนเส้นทางสู่การซื้อได้จริง

การตรวจสอบเชิงปฏิบัติแบบนี้ทำได้เป็นสามขั้นตอน โดยดึงมาจากสิ่งที่รายงานของ Digiday แสดงว่าได้ผลจริงโดยตรง ขั้นแรก ลองลิสต์งานที่ต้องทำด้วยมือซ้ำๆ ที่ลูกค้าทำอยู่แล้วทุกวันนี้ เช่น เขียนรายการด้วยมือ เพิ่มสินค้าเดิมสิบอย่างทุกสัปดาห์ หรือต้องหาสินค้าทดแทนเมื่อของหมด เพราะ Kroger, Giant Eagle และ DoorDash ต่างเจาะจงไปที่งานแบบนี้เพียงหนึ่งอย่าง ไม่ใช่คิดค้นงานใหม่ขึ้นมา ขั้นที่สอง ตรวจสอบว่าการตัดงานนั้นออกทำได้โดยไม่ต้องสนทนาเลยหรือไม่ แบบที่การอัปโหลดรูปหรือการเด้งเตือนอัตโนมัติทำได้ ก่อนจะสรุปว่าต้องมีอินเทอร์เฟซแชทเท่านั้น ขั้นที่สาม ควรมองคำถามด้านองค์กรที่การรวมทีมของ Giant Eagle สร้างขึ้นมาเป็นต้นทุนจริง ไม่ใช่แค่หมายเหตุท้ายกระดาษ การตัดสินใจว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่โฆษณา เนื้อหา และตัวเลข lifetime value ภายในฟีเจอร์ AI ต้องใช้เวลาประสานงานจริง ควรตั้งงบเวลานี้ไว้คู่กับงานด้านวิศวกรรม ไม่ใช่มาพบทีหลัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟีเจอร์ AI ของ Kroger, Giant Eagle และ DoorDash

ฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานในประเทศไทยหรือเกี่ยวข้องกับประเทศไทยหรือไม่

ไม่มีการระบุไว้ในรายงานต้นฉบับ รายงานของ Digiday ครอบคลุม Kroger, Giant Eagle และ DoorDash ซึ่งเป็นบริษัทสหรัฐฯ ทั้งหมด และไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทย ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใดๆ หรือแผนการขยายไปต่างประเทศเลย

Kroger เปิดตัวผู้ช่วยช้อปปิ้ง AI เมื่อไหร่กันแน่

ไม่มีการระบุไว้ในรายงานต้นฉบับ นอกจากวันที่เผยแพร่รายงานคือ 30 กันยายน 2569 Digiday ไม่ได้ให้วันเปิดตัวที่ชัดเจน กำหนดการขยายไปยังสาขาต่างๆ หรือจำนวนผู้ใช้ที่นำฟีเจอร์นี้ไปใช้

ทำไม Giant Eagle จึงรวมทีมอีคอมเมิร์ซกับทีมมาร์เก็ตติ้ง

Giant Eagle รวมทีมหลังพบว่าลูกค้าแบบ omnichannel ที่ใช้ทั้งช่องทางออนไลน์และหน้าร้าน มี lifetime value สูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับลูกค้าที่ใช้ช่องทางเดียว บริษัทดูเหมือนจะตัดสินว่าการประสานงานอีคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตติ้ง และ merchandising เป็นทีมเดียวจะช่วยเก็บมูลค่านั้นได้ดีกว่า แม้ Digiday จะไม่ได้รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่าทีมที่รวมกันแล้วมีโครงสร้างอย่างไร

ทำไม DoorDash จึงตัดสินใจไม่สร้างแชทบอท

DoorDash พบว่าผู้ใช้เมินแชทบอทที่เด้งขึ้นมาแบบไม่ได้ขอ จึงเลือกสร้างฟีเจอร์แบบฝังตัว เช่น การเด้งเตือนสั่งซ้ำสินค้าประจำโดยอัตโนมัติ และการสลับสินค้าโดยอัตโนมัติเมื่อสินค้าหมดสต็อก แทนที่จะสร้างหน้าต่างแชท Digiday ไม่ได้รายงานวิธีวิจัยที่เฉพาะเจาะจงที่อยู่เบื้องหลังข้อค้นพบนี้

ผู้ช่วยช้อปปิ้ง AI เชิง agentic จะมาแทนที่แอปเดิมของผู้ค้าปลีกหรือไม่

ไม่มีการระบุไว้ในรายงานต้นฉบับ Digiday อธิบายฟีเจอร์เหล่านี้ว่าเป็นส่วนเสริมที่อยู่ภายในแอปเดิมของ Kroger และ Giant Eagle และอยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อเดิมของ DoorDash ไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่แอปเหล่านั้นทั้งหมด

สำหรับธุรกิจไทยที่กำลังชั่งใจว่าจะทุ่มความพยายามด้าน AI ไปทางไหนก่อน การสำรวจจุดเสียดทานในขั้นตอนเช็กเอาต์และการเลือกซื้อที่มีอยู่แล้ว เทียบกับแผน กลยุทธ์การตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่เป็นไปได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผลก่อนทุ่มงบประมาณไปกับเลเยอร์ AI แบบสนทนา

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น