Google no longer lists blocking internal search result pages in Search Essentials

Google ไม่ระบุกฎบล็อกหน้าผลค้นหาภายในเว็บใน Search Essentials อีกต่อไป

เอสอีโอ (Search Engine Optimization)August 3, 2026
By Antonio Fernandez

Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ว่า John Mueller จาก Google บอกกับ Martin Splitt ในพอดแคสต์ Search Off the Record ตอนล่าสุดว่า การบล็อก Google ไม่ให้เข้าถึงหน้าผลการค้นหาภายในเว็บไซต์ ไม่ได้ถูกระบุไว้ใน Google Search Essentials อีกต่อไป ซึ่งเป็นเอกสารที่เดิมเรียกว่า Webmaster Guidelines โดย Mueller ยังคงแนะนำให้บล็อกหน้าเหล่านี้ แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิค ไม่ใช่เพราะนโยบายบังคับ บทสนทนานี้อยู่ที่นาทีที่ 17:10 ของวิดีโอ

สิ่งที่ John Mueller พูดในพอดแคสต์ Search Off the Record

ในพอดแคสต์ที่ Search Engine Roundtable รายงานเมื่อ 31 กรกฎาคม 2026 Mueller ย้อนที่มาของกฎข้อนี้ให้ Martin Splitt ฟัง โดยเขาบอกว่า "back in the early days in our webmaster guidelines, when they existed as Webmaster Guidelines, I think we also listed search results pages as something that you have to block from Google" หรือก็คือในยุคแรก Google เคยระบุหน้าผลการค้นหาไว้เป็นสิ่งที่ต้องบล็อก

เหตุผลที่ Google ใช้ในตอนนั้น Mueller อธิบายว่า "And we listed it, I think, either as automatically generated content or something like these infinite spaces type things" นั่นคือมองว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างอัตโนมัติ และเป็นพื้นที่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด Google ใส่คำแนะนำนี้ลงในเอกสารตั้งแต่ปี 2007

Google ถอดข้อความออก แต่ไม่ได้ถอนคำแนะนำ

Mueller พูดชัดถึงสถานะปัจจุบันของเอกสารในพอดแคสต์ตอนเดียวกันว่า "Nowadays, we don't have that listed in the search policies, but it's still something that I think just purely for technical reasons makes sense" และย้ำว่า Google จะไม่บอกว่าเว็บของคุณเป็นสแปมเพียงเพราะปล่อยให้หน้าผลค้นหาถูกจัดทำดัชนี แต่ "you're being very inefficient" คือมันสิ้นเปลืองมาก

แปลว่าคำแนะนำในทางปฏิบัติไม่ได้เปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือเหตุผลเบื้องหลัง Google ยังแนะนำให้บล็อกหน้าเหล่านี้ด้วยเหตุผลอื่นที่มีบันทึกไว้ ทั้งการทำให้คุณภาพเว็บโดยรวมเจือจาง การสร้างหน้าคุณภาพต่ำ และการเกิด soft 404 อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำเรื่องการป้องกันสแปมบนเว็บไซต์ ใครที่อ่านข่าวนี้แล้วคิดว่าตอนนี้เปิดให้บอทเข้าหน้าค้นหาได้สบายใจ ถือว่าอ่านกลับด้าน

เปรียบเทียบคำแนะนำระหว่างปี 2007 กับปัจจุบัน

ตารางด้านล่างเทียบจุดยืนเดิมใน Webmaster Guidelines กับจุดยืนปัจจุบันใน Search Essentials ตามที่ Mueller อธิบายไว้ในพอดแคสต์

เปรียบเทียบคำแนะนำระหว่างปี 2007 กับปัจจุบัน
ประเด็นWebmaster Guidelines เดิมSearch Essentials ปัจจุบัน
ระบุไว้ในเอกสารระบุไว้ เพิ่มเข้ามาปี 2007ไม่ได้ระบุไว้ในนโยบายการค้นหา
ถูกจัดประเภทอย่างไรเนื้อหาที่สร้างอัตโนมัติ หรือพื้นที่ไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีการจัดประเภทในนโยบาย
ถือเป็นสแปมหรือไม่ระบุเป็นหน้าที่ต้องบล็อกMueller ระบุว่า Google จะไม่บอกว่าเว็บเป็นสแปม
คำแนะนำของ Googleบล็อกหน้าผลค้นหาภายในเว็บยังแนะนำให้บล็อก เพราะทำให้เว็บเจือจาง เกิดหน้าคุณภาพต่ำ และ soft 404

ความเสี่ยงที่หนึ่ง การไล่เก็บข้อมูลที่ทำให้ส่วนอื่นของเว็บช้าลง

ความเสี่ยงแรกที่ Mueller ระบุในพอดแคสต์ที่รายงานเมื่อ 31 กรกฎาคม 2026 คือความสิ้นเปลืองและภาระที่ตกกับเซิร์ฟเวอร์ และเขาบอกว่ามันอาจกระทบความเร็วที่ Google ไล่เก็บข้อมูลส่วนที่เหลือของเว็บด้วย จุดนี้คือหัวใจของเรื่อง ช่องค้นหาภายในเว็บสร้าง URL ได้ไม่จำกัดจำนวน และทุกครั้งที่ Googlebot เข้าไปเก็บหน้าเหล่านั้น คือครั้งที่มันไม่ได้ไปเก็บหน้าสินค้า หน้าบริการ หรือบทความใหม่

ความเสี่ยงที่สอง สถานะถูกแฮกใน Search Console

ความเสี่ยงที่สองที่ Mueller อธิบายคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนนอกใช้ช่องค้นหาของคุณเป็นเครื่องมือเผยแพร่เนื้อหา เขาพูดถึงกรณีที่ปล่อยให้คนค้นหาคำที่ไม่เกี่ยวกับเว็บเลย แล้วคำเหล่านั้นไปปรากฏบนหน้าผลค้นหาที่จัดทำดัชนีได้ พร้อมยกตัวอย่างว่า "you could imagine casinos, pharmaceuticals, any kind of restricted content, any adult-related content"

ผลที่ตามมาเขาระบุไว้ตรงตัวว่า Google อาจตีตราว่าเว็บนั้นถูกแฮกเมื่อพบรูปแบบดังกล่าว และในคำพูดของ Mueller คือ "So in Search Console, you might see that as something that is flagged as hacked" ส่วน Barry Schwartz ตั้งข้อสังเกตในบทความวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ว่าสถานะนี้อาจมาพร้อมอันดับที่ตกลงระหว่างที่ถูกตีตรา และ Mueller ย้ำว่ามันไม่ใช่การถูกแฮกจริง เพราะอย่างที่เขาบอกว่า "your website is doing that freely" คือเว็บทำแบบนั้นเอง

เรื่องนี้บอกอะไรกับนักการตลาดไทย

ทั้ง Google และ Search Engine Roundtable ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยในข่าวนี้ ดังนั้นย่อหน้านี้คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่การรายงาน ช่องค้นหาภายในเว็บเป็นของมาตรฐานบนเว็บอีคอมเมิร์ซไทย เว็บอสังหาริมทรัพย์ และเว็บประกาศซื้อขาย และเทมเพลตเหล่านั้นมักเปิด URL ผลการค้นหาที่ลิงก์ถึงได้ตรงๆ พร้อมคำค้นอยู่ในพาธ ช่องค้นหาภาษาไทยสร้างพื้นที่ไม่สิ้นสุดได้เท่ากับภาษาอังกฤษ และ URL ที่มีอักษรไทยก็ไม่ได้ยากขึ้นเลยสำหรับคนที่จะยัดคำพวกคาสิโนหรือยาเข้าไป

สิ่งที่ควรตรวจมีไม่มาก ดูว่าเทมเพลตหน้าผลค้นหาของคุณเปิดให้บอทเข้าถึงหรือไม่ URL เหล่านั้นโผล่ในรายงาน coverage ของ Search Console หรือเปล่า และคำค้นถูกสะท้อนกลับไปอยู่บนหน้าที่จัดทำดัชนีได้หรือไม่ งาน SEO audit เชิงเทคนิคมักเจอเรื่องนี้พร้อมกับ soft 404 และหน้าคุณภาพต่ำ เพราะมาจากเทมเพลตชุดเดียวกัน ถ้าเจอรูปแบบนี้ การแก้มักอยู่ฝั่งคนที่ดูแลเทมเพลต ซึ่งก็คือฝั่ง ออกแบบเว็บไซต์ และนักพัฒนา มากกว่าทีมคอนเทนต์

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้ปล่อยให้ Google เก็บหน้าผลค้นหาภายในเว็บได้แล้วหรือยัง

ปล่อยได้ แต่ Mueller ระบุในพอดแคสต์ที่รายงานเมื่อ 31 กรกฎาคม 2026 ว่าการทำแบบนั้นสิ้นเปลืองมาก และ Google ยังแนะนำให้บล็อกหน้าเหล่านี้อยู่ สิ่งที่หายไปคือข้อความในเอกสาร ไม่ใช่เหตุผลที่ควรบล็อก

นี่คือการอัปเดตอัลกอริทึมของ Google หรือไม่

ไม่ใช่ นี่คือการเปลี่ยนแปลงในเอกสาร ไม่ใช่การอัปเดตอัลกอริทึมและไม่ใช่บทลงโทษใหม่ Mueller ระบุว่า Google จะไม่บอกว่าเว็บเป็นสแปมเพราะปล่อยให้หน้าผลค้นหาถูกจัดทำดัชนี จึงไม่มีการประกาศอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดอันดับในเรื่องนี้

หน้าผลค้นหาที่ถูกจัดทำดัชนีทำให้เว็บถูกตีตราว่าถูกแฮกได้จริงหรือ

Mueller ระบุว่า Google อาจตีตราว่าเว็บถูกแฮก เมื่อมีคนค้นหาคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บ เช่น คาสิโน ยา หรือเนื้อหาที่ถูกจำกัดอื่นๆ แล้วคำเหล่านั้นไปอยู่บนหน้าผลค้นหาที่จัดทำดัชนีได้ Schwartz ตั้งข้อสังเกตว่าสถานะนี้อาจมาพร้อมอันดับที่ตกลงระหว่างถูกตีตรา และ Mueller ย้ำว่าเว็บไม่ได้ถูกแฮกจริง เพราะเว็บทำแบบนั้นด้วยตัวเอง

กฎนี้ใช้กับเว็บไซต์ในประเทศไทยต่างออกไปหรือเปล่า

แหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้ ทั้ง Mueller และรายงานของ Search Engine Roundtable ไม่ได้พูดถึงการปฏิบัติที่ต่างกันตามประเทศ และ Search Essentials เป็นเอกสารระดับสากล ไม่ใช่นโยบายรายตลาด

การที่ข้อความหนึ่งหายไปจากเอกสารของ Google ไม่ค่อยเปลี่ยนสิ่งที่เว็บควรทำจริงๆ และกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าอยากให้ตรวจเรื่องหน้าผลค้นหาที่บอทเข้าถึงได้บนเทมเพลตของคุณ พร้อมกับโครงสร้างเทคนิคส่วนอื่น ทีม SEO ของ Relevant Audience ช่วยดูให้ได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: