Google documents two EEA-only search units: aggregator and supplier

Google เปิดเอกสารผลการค้นหาสองรูปแบบเฉพาะ EEA: aggregator unit และ supplier unit

เอสอีโอ (Search Engine Optimization)September 9, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google Search Central เผยแพร่เอกสารของผลการค้นหาสองรูปแบบที่จำกัดเฉพาะ EEA เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 คือ aggregator unit สำหรับ Vertical Search Services และ supplier unit สำหรับผู้ให้บริการโดยตรง
  • แสดง aggregator unit ได้ครั้งละหนึ่งหน่วย ผลลัพธ์ของผู้ให้บริการอันดับสูงสุดถูกขยายเป็นค่าเริ่มต้น ส่วนรายอื่นที่ผ่านอนุมัติอยู่หลังรายการให้เลือก
  • การเข้า aggregator unit เป็นกระบวนการขออนุมัติ ธุรกิจต้องได้รับอนุมัติสถานะ Vertical Search Service มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และส่งข้อมูลผ่านฟีดโดยตรงหรือ API แบบเรียลไทม์
  • supplier unit ไม่ต้องส่งข้อมูลเกินกว่าที่ Google รวบรวมข้อมูลได้ แต่จะปรากฏก็ต่อเมื่อ aggregator unit ปรากฏเท่านั้น
  • เอกสารไม่ระบุวันเปิดตัว ไม่เอ่ยถึง Digital Markets Act และระบุความพร้อมใช้งานไว้ที่ EEA เท่านั้น google.co.th จึงไม่ได้รับผลกระทบ

Google Search Central เผยแพร่เอกสารประกอบเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 อธิบายผลการค้นหารูปแบบใหม่สองแบบที่แสดงเฉพาะกับผู้ใช้ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) เท่านั้น ได้แก่ aggregator unit และ supplier unit โดย aggregator unit ในผลการค้นหา เปิดพื้นที่ให้ผู้ให้บริการค้นหาเฉพาะทาง (Vertical Search Services หรือ VSS) ที่ผ่านการอนุมัติ สำหรับคำค้นเกี่ยวกับโรงแรม เที่ยวบิน รถไฟและรถโดยสารระยะไกล และสินค้า ส่วน supplier unit สำหรับผู้ให้บริการโดยตรง จะวางธุรกิจอย่างโรงแรมรายเดียวหรือสายการบินไว้ข้างกัน

เอกสารสองหน้านี้ออกมาพร้อมหน้าที่สาม ชื่อ "Regional differences in Search experience" ซึ่งรวบรวมฟีเจอร์ที่ Google แยกตามภูมิภาคทั้งใน EEA แอฟริกาใต้ และตุรกี ทั้งสามหน้าระบุวันที่อัปเดตล่าสุดเป็นวันที่ 8 กันยายน 2569 ตรงกัน และไม่มีส่วนใดของเรื่องนี้ทำงานบน google.co.th เพราะหัวข้อความพร้อมใช้งานของฟีเจอร์ระบุไว้ชัดว่าจำกัดอยู่ที่ EEA เท่านั้น

Google เผยแพร่อะไรเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569

หน้าเอกสารของ aggregator unit เปิดด้วยการบอกผู้ใช้ใน EEA ว่าการค้นหาคำอย่าง "hotels near me" อาจให้ประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ประโยคนี้สำคัญ เพราะบ่งบอกว่าหน่วยผลการค้นหาเหล่านี้เริ่มปรากฏจริงแล้ว ไม่ใช่การพรีวิวสิ่งที่กำลังจะมา จากนั้น Google จึงอธิบายกลไกการทำงาน และอธิบายวิธียื่นความสนใจเข้าร่วม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบในเอกสารของ Search Central

ประเด็นหลังนี่เองที่ทำให้เอกสารชุดนี้น่าอ่านแม้จะนั่งอยู่ในกรุงเทพฯ ปกติแล้ว Search Central จะอธิบายวิธี "ได้มา" ซึ่งผลการค้นหา คือใส่มาร์กอัป ทำตามแนวทาง แล้วไต่อันดับ แต่หน้า aggregator unit อธิบายวิธี "ยื่นสมัคร" Google เขียนไว้ว่าธุรกิจจะมีสิทธิ์เข้าร่วมได้เมื่อได้รับอนุมัติสถานะเป็น Vertical Search Service เมื่อส่งข้อมูลที่จำเป็น และเมื่อผ่านมาตรฐานคุณภาพที่กำหนดไว้ กล่าวคือการอนุมัติมาก่อน การจัดอันดับมาทีหลัง และขั้นตอนการอนุมัตินั้นเริ่มจากการกรอกแบบฟอร์ม

aggregator unit ทำงานอย่างไร

Google อธิบายว่า aggregator unit เป็นฟีเจอร์แบบหลายผู้ให้บริการที่ออกแบบมาสำหรับ Vertical Search Services และระบุกลุ่มธุรกิจไว้ว่าครอบคลุมตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) บริการเปรียบเทียบราคาสินค้า (Comparison Shopping Services) เครื่องมือค้นหาแบบ metasearch และไดเรกทอรี ภายในหน่วยนี้ ผู้รวบรวมข้อมูลที่มีสิทธิ์จะเติมผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นของผู้ใช้ลงในบล็อกของตัวเอง ตัวอย่างที่ Google ยกมาเองคือการค้นหาคำว่า "hotels in paris" แล้วผู้ใช้อาจเห็นรายชื่อโรงแรมอันดับต้นพร้อมรูปภาพ ราคา หรือระดับดาว จากผู้ให้บริการที่มีสิทธิ์รายหนึ่ง และการคลิกภายในหน่วยนั้นจะพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ของผู้รวบรวมข้อมูลรายนั้นโดยตรง

ผู้ใช้ไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่กับผู้ให้บริการที่ Google เลือกให้ เอกสารระบุว่าผู้ใช้สามารถเลือกผู้ให้บริการรายอื่นจากรายการผู้รวบรวมข้อมูลทางเลือกได้ หากมีรายอื่นให้เลือก และหน่วยผลการค้นหาจะถูกเติมใหม่ด้วยผลลัพธ์จากผู้ให้บริการรายที่เพิ่งถูกเลือก

แสดง aggregator unit ได้ครั้งละหนึ่งหน่วยเท่านั้น

Google ระบุตรงไปตรงมาว่าจะแสดง aggregator unit เพียงหน่วยเดียวในแต่ละครั้ง และผลลัพธ์ของผู้ให้บริการที่อยู่อันดับสูงสุดจะถูกขยายให้เห็นเป็นค่าเริ่มต้น สองประโยคนี้คือส่วนที่มีน้ำหนักทางธุรกิจมากที่สุดในเอกสารทั้งหน้า เพราะการแข่งขันในฟีเจอร์นี้ไม่ใช่การแย่งหนึ่งในสิบลิงก์บนหน้าแรกอีกต่อไป แต่เป็นการแย่งตำแหน่งที่ถูกขยายเป็นค่าเริ่มต้น ขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นที่ผ่านการอนุมัติจะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ยอมกดเปิดรายการเลือกแล้วสลับผู้ให้บริการเอง

Google ไม่ได้เผยแพร่วิธีคัดเลือกผู้ให้บริการอันดับสูงสุด ในหัวข้อแนวปฏิบัติที่ดีระบุเพียงว่าข้อมูลที่แสดงในหน่วยนี้อิงจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้มากที่สุดสำหรับคำค้นนั้น พร้อมชี้ให้ผู้อ่านไปดูแนวทาง Search Quality Rater ไม่มีรายการสัญญาณจัดอันดับ ไม่มีการอธิบายวิธีให้คะแนน และไม่มีช่องทางให้ตรวจสอบว่าธุรกิจของตัวเองอยู่ตำแหน่งใดในรายการสลับผู้ให้บริการ นอกจากดูจากทราฟฟิกที่เข้ามาจริง

supplier unit สำหรับผู้ให้บริการโดยตรง

supplier unit คือส่วนที่ถ่วงดุลกัน Google อธิบายว่าเป็นฟีเจอร์เฉพาะสำหรับผู้ให้บริการโดยตรง โดยยกตัวอย่างเป็นโรงแรมรายเดียว สายการบิน เจ้าของกิจการหน้าร้าน และผู้ให้บริการอย่างงานประปา หน่วยนี้จะแสดงข้างๆ aggregator unit และเอกสารเพิ่มเงื่อนไขหนึ่งที่อ่านผ่านๆ แล้วมักมองข้าม คือ supplier unit จะปรากฏก็ต่อเมื่อ aggregator unit ปรากฏเท่านั้น

เงื่อนไขของ supplier unit มีสองข้อ ข้อแรกคือเว็บไซต์ต้องให้บริการผู้ใช้ใน EEA ข้อที่สองคือธุรกิจต้องเป็นผู้ให้บริการโดยตรงที่มีโอกาสปรากฏในคำค้นเกี่ยวกับโรงแรม เที่ยวบิน รถไฟหรือรถโดยสารระยะไกล หรือสินค้า จากนั้น Google ระบุว่าไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิ่งที่เข้าถึงได้ผ่านการรวบรวมข้อมูลเว็บ แม้ผลลัพธ์ของผู้ให้บริการโดยตรงจะเสริมด้วยฟีดข้อมูลได้หากธุรกิจมีอยู่แล้ว

ดังนั้นโรงแรมแห่งหนึ่งจึงไม่ต้องยื่นสมัคร ไม่ต้องส่งฟีด และไม่ต้องเซ็นอะไรทั้งสิ้น มันปรากฏขึ้นเพราะ Google รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ของมันได้ และปรากฏเฉพาะในจังหวะที่ aggregator unit ถูกจุดขึ้นมาสำหรับคำค้นนั้นแล้วเท่านั้น พูดอีกแบบคือการมองเห็นของธุรกิจโดยตรงขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อผู้รวบรวมข้อมูลซึ่งเป็นคู่แข่งของมันเอง

ใครมีสิทธิ์เข้า aggregator unit และขั้นตอนสมัครเป็นอย่างไร

Google ระบุเงื่อนไขไว้สี่ข้อในหน้า aggregator unit ธุรกิจต้องแสดงความสนใจผ่านแบบฟอร์ม ต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเภทคำค้นที่หน่วยนี้ให้บริการ ต้องส่งข้อมูลมาเติมในหน่วย และต้องปฏิบัติตามนโยบายเนื้อหาของ Google Search

แบบฟอร์มแยกตามกลุ่มธุรกิจ สำหรับคำค้นด้านการขนส่งทางบก เที่ยวบิน และโรงแรม Google ชี้ไปที่แบบฟอร์ม Google Search Aggregator Features ส่วนคำค้นเกี่ยวกับสินค้าให้ติดต่อผ่านแบบฟอร์มของ comparison shopping services เอกสารไม่ได้ระบุระยะเวลาพิจารณา ไม่ได้ระบุเกณฑ์รับเข้านอกเหนือจากการได้รับอนุมัติสถานะ Vertical Search Service และไม่ได้ระบุช่องทางอุทธรณ์หากธุรกิจถูกปฏิเสธ

ข้อมูลที่ผู้รวบรวมข้อมูลต้องส่ง

การเข้าร่วมคือการผูกมัดเรื่องฟีดและ API ไม่ใช่งานใส่มาร์กอัป Google ระบุการเชื่อมต่อที่ต่างกันในแต่ละกลุ่มคำค้น ได้แก่ Lodging Point of Interest Feed สำหรับคำค้นโรงแรม Transport features API สำหรับการขนส่งทางบก Partner standard Live API สำหรับเที่ยวบิน และแนวทางการแสดงหน้าสินค้าบน Google ที่มีอยู่เดิมสำหรับคำค้นสินค้า นอกจากนี้ยังแยกกลไกการส่งข้อมูลตามกลุ่มด้วย โดยระบุว่าหน่วยของเที่ยวบินและการขนส่งเติมข้อมูลผ่าน API แบบเรียลไทม์ ขณะที่คำค้นที่พักและธุรกิจท้องถิ่นเติมผ่านการเชื่อมต่อฟีดข้อมูลโดยตรง

การเอ่ยถึงคำค้นธุรกิจท้องถิ่นเพียงครั้งเดียวนี้คือจุดเดียวที่คำว่าท้องถิ่นโผล่ขึ้นมาในส่วนกลไก และมันขัดกับหัวข้อความพร้อมใช้งานของฟีเจอร์ ซึ่งจำกัดหน่วยนี้ไว้ที่โรงแรม เที่ยวบิน รถไฟหรือรถโดยสารระยะไกล และสินค้า Google ไม่ได้บอกว่าคำค้นท้องถิ่นจะตามมาหรือไม่ และไม่ได้บอกว่าเมื่อใด

สิ่งที่ Google ขอจากผู้เข้าร่วม

แนวปฏิบัติที่ดีที่ Google ให้ไว้เจาะจงพอจะนำไปทำตามได้จริง Google ขอรายละเอียดของเอนทิตีที่สมบูรณ์ ระบุเป็นรูปภาพของเอนทิตี คำอธิบายและข้อมูลจำเพาะที่ละเอียด คะแนนรีวิวที่ผ่านการยืนยันพร้อมจำนวนรีวิว หมวดหมู่ที่เจาะจงอย่าง "Boutique hotel" หรือ "Eco-resort" แทนคำกว้างอย่าง "Hotel" รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก คุณสมบัติ และเวลาทำการ พร้อมขอให้ตั้งชื่อแบบตรงไปตรงมาและอธิบายได้ในรูปแบบตัวพิมพ์ใหญ่ต้นคำ และให้เลี่ยงการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด เครื่องหมายวรรคตอนเกินจำเป็น อีโมจิ และข้อความโปรโมชันอย่าง "BEST DEALS" หรือ "Free shipping" ในชื่อเอนทิตี

ด้านภาพ Google ขอภาพถ่ายต้นฉบับที่คมชัด พื้นหลังสะอาดไม่มีลายน้ำหรือป้ายโปรโมชันทับ และความละเอียดสูงเท่าที่ทำได้ ด้านความสะอาดของข้อมูล Google ขอให้ราคาและสถานะห้องว่างในฟีดตรงกับหน้าปลายทางให้มากที่สุด และให้รีเฟรชฟีดเพื่อตัดรายการที่หมดอายุหรือสินค้าหมดออกไป สุดท้าย Google ชี้ให้ผู้เข้าร่วมใช้ Search Console ติดตามผล โดยไม่ได้บอกว่าหน่วยผลการค้นหาเหล่านี้จะมีรายงานแยกของตัวเองหรือไม่

แผนที่ฟีเจอร์รายภูมิภาคที่เผยแพร่พร้อมกัน

หน้า "Regional differences in Search experience" เป็นหน้าที่ใช้งานได้จริงที่สุดในสามหน้า เพราะแสดงให้เห็นว่า aggregator unit และ supplier unit เป็นส่วนหนึ่งของชุดผลการค้นหาเฉพาะภูมิภาคที่ใหญ่กว่านั้น ไม่ใช่ของแยกชิ้นเดียว ตารางด้านล่างคือสิ่งที่หน้านั้นระบุไว้

แผนที่ฟีเจอร์รายภูมิภาคที่เผยแพร่พร้อมกัน
ฟีเจอร์ภูมิภาคประเภทคำค้นที่ระบุไว้
Aggregator unitEEAโรงแรม เที่ยวบิน การขนส่งทางบก สินค้า
Supplier unitEEAโรงแรม เที่ยวบิน การขนส่งทางบก สินค้า
Ecosystem carouselEEAสภาพอากาศ กีฬา การเงิน การแปลภาษา
Job sites featuresEEAงาน
Places sites featuresตุรกีโรงแรมและธุรกิจท้องถิ่น

หน้าเดียวกันยังระบุ structured data carousels สำหรับ EEA แอฟริกาใต้ และตุรกี พร้อมป้ายและชิปกรองผลเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาใต้ โดย structured data carousels เป็นรายการเดียวในหน้านั้นที่เปิดให้เว็บไซต์ใดก็ได้ที่ใส่มาร์กอัปตามกำหนด และไม่มีขั้นตอนขออนุมัติพ่วงมาด้วย

สิ่งที่เอกสารไม่ได้บอก

ช่องว่างในเอกสารให้ข้อมูลได้ไม่แพ้เนื้อหา และควรพูดให้ชัด เพราะรายงานข่าวจำนวนหนึ่งจะเติมช่องว่างเหล่านี้ด้วยการเดา

  • ทั้งสามหน้าไม่เอ่ยถึง Digital Markets Act คณะกรรมาธิการยุโรป หรือกระบวนการกำกับดูแลใดเลย เหตุผลเดียวที่ให้ไว้คือ Google กำลังพัฒนาหน้าผลการค้นหาเพื่อเปิดโอกาสใหม่ให้ Vertical Search Services บริการเปรียบเทียบราคาสินค้า ผู้ให้บริการโดยตรง และผู้ผลิตเนื้อหา
  • ไม่มีวันเปิดตัว ไม่มีกำหนดการทยอยปล่อย และไม่มีการระบุว่าหน่วยเหล่านี้เริ่มปรากฏเมื่อใด ถ้อยคำในเอกสารบ่งบอกว่าผู้ใช้บางส่วนใน EEA เห็นแล้ว
  • ไม่มีคำอธิบายว่าหน่วยเหล่านี้ทำงานร่วมกับผลการค้นหาแบบออร์แกนิกด้านล่างอย่างไร ดันรายการเดิมลงหรือไม่ หรือเว็บไซต์หนึ่งจะปรากฏทั้งสองที่ในคำค้นเดียวกันได้หรือไม่
  • ไม่มีการพูดถึงตำแหน่งแบบเสียเงิน ค่าใช้จ่าย หรือเงื่อนไขทางการค้าใดที่ผูกกับการเข้าร่วม
  • ไม่มีกรอบเวลาพิจารณาอนุมัติ และไม่มีช่องทางแก้ไขหากธุรกิจไม่ได้รับอนุมัติสถานะ Vertical Search Service
  • Google ไม่ได้บอกว่ามีรายงานแยกสำหรับหน่วยเหล่านี้ใน Search Console หรือไม่ บอกเพียงให้ผู้เข้าร่วมติดตามความเคลื่อนไหวใน Search ผ่านเครื่องมือนั้น

เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย

ในทางตรง ไม่มีอะไรเปลี่ยนบน google.co.th หัวข้อความพร้อมใช้งานของฟีเจอร์ในทั้งสองหน้าจำกัดหน่วยเหล่านี้ไว้ที่ผู้ใช้ใน EEA และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสามภูมิภาคที่แผนที่ฟีเจอร์ของ Google ครอบคลุม ใครก็ตามที่บอกให้คุณเตรียมเว็บไซต์ไทยรับ aggregator unit ตอนนี้ กำลังขายอะไรบางอย่างอยู่

แต่ผลกระทบทางอ้อมมีจริง และตกกับกลุ่มธุรกิจที่ชัดเจน โรงแรมและรีสอร์ตไทยที่ขายให้นักท่องเที่ยวยุโรป สายการบินที่แข่งในคำค้นเที่ยวบินฝั่งยุโรป และผู้ส่งออกไทยที่หน้าสินค้าติดอันดับในคำค้นสินค้าของยุโรป ล้วนถูกเสิร์ฟผลการค้นหาผ่าน google.de google.fr และโดเมนอื่นในกลุ่มเดียวกัน หน้าผลการค้นหาของยุโรปคือหน้าที่กำลังถูกจัดใหม่ ผู้รวบรวมข้อมูลด้านการจองที่ได้รับอนุมัติจะครองบล็อกที่ถูกขยายไว้บนคำค้นเหล่านั้น ส่วนโรงแรมไทยที่อยู่ใต้ลงมาจะเข้าถึงได้ผ่าน supplier unit ก็ต่อเมื่อบล็อกของผู้รวบรวมข้อมูลนั้นถูกจุดขึ้นมาแล้ว

มีสามอย่างที่ควรตรวจ หากดีมานด์จากยุโรปมีน้ำหนักกับธุรกิจของคุณ อย่างแรกคือแยกข้อมูล Search Console ตามประเทศ แล้วดูว่าจำนวนการแสดงผลและอัตราการคลิกจากประเทศใน EEA ขยับอย่างไรในสัปดาห์ข้างหน้า เทียบกับฐานของไทยและภูมิภาคนี้ อย่างที่สองคือยืนยันว่าราคาและสถานะห้องว่างบนหน้าเว็บของคุณอยู่ในรูปแบบที่บอตรวบรวมข้อมูลได้ ไม่ใช่ถูกซ่อนอยู่หลังสคริปต์วิดเจ็ตจอง เพราะ supplier unit ดึงจากสิ่งที่ Google รวบรวมข้อมูลได้ อย่างที่สามคือถ้าคุณขายสินค้าเข้าไปในยุโรป ให้ตรวจว่าข้อมูลสินค้าของคุณครบถ้วนในแอตทริบิวต์ชุดเดียวกับที่ Google ขอจากผู้รวบรวมข้อมูล เพราะนั่นคือฟิลด์ที่ Google บอกว่าช่วยให้ผู้ใช้ประเมินตัวเลือกได้ พื้นฐาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่แน่นพอทำงานตรงนี้ได้อยู่แล้ว เพราะคุณภาพฟีดที่ป้อนพื้นผิวการค้นหาฝั่งยุโรปคือคุณภาพฟีดชุดเดียวกับที่ป้อน Shopping และรายการสินค้าบนมาร์เก็ตเพลสใกล้บ้าน

ยังมีบทเรียนที่กว้างกว่านั้นสำหรับคนทำ SEO ในประเทศไทย รายการแนวปฏิบัติที่ดีที่ Google เขียนไว้สำหรับหน่วยเหล่านี้ แท้จริงคือคำอธิบายคุณภาพข้อมูลระดับเอนทิตี ทั้งหมวดหมู่ที่ถูกต้อง ภาพถ่ายจริง คะแนนรีวิวที่ยืนยันแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวก เวลาทำการ และราคาที่ตรงกับหน้าปลายทาง ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EEA แม้ตัวฟีเจอร์จะจำกัด เพราะมันคือข้อมูลชุดเดียวกับที่ตัดสินว่าธุรกิจไทยแสดงผลอย่างไรในผลการค้นหาท้องถิ่น รายการสินค้า และคำตอบที่ AI สร้างขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

aggregator unit ใช้งานได้ในประเทศไทยแล้วหรือยัง

ยัง เอกสารของ Google ระบุว่า aggregator unit เปิดให้ผู้ใช้ในเขตเศรษฐกิจยุโรปสำหรับคำค้นที่เกี่ยวกับโรงแรม เที่ยวบิน รถไฟหรือรถโดยสารระยะไกล และสินค้า ประเทศไทยไม่ถูกเอ่ยถึงในทั้งสามหน้า และแผนที่ฟีเจอร์รายภูมิภาคที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ครอบคลุมเฉพาะ EEA แอฟริกาใต้ และตุรกี

ต้องส่งฟีดข้อมูลเพื่อให้ปรากฏใน supplier unit หรือไม่

ไม่ต้อง Google เขียนไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิ่งที่เข้าถึงได้ผ่านการรวบรวมข้อมูลเว็บ เพื่อให้ปรากฏในฟีเจอร์นี้ แม้จะเสริมว่าผลลัพธ์ของผู้ให้บริการโดยตรงเสริมด้วยฟีดข้อมูลได้หากมี ส่วน aggregator unit เป็นกรณีตรงกันข้าม เพราะต้องเชื่อมต่อฟีดโดยตรงหรือ API แบบเรียลไทม์ตามแต่ละกลุ่มคำค้น

เว็บเปรียบเทียบราคาหรือเว็บจองรายใดก็สมัคร aggregator unit ได้หรือไม่

ธุรกิจใดที่ให้บริการผู้ใช้ใน EEA ยื่นแสดงความสนใจได้ แต่สิทธิ์การเข้าร่วมเป็นดุลพินิจของ Google เอกสารระบุว่าธุรกิจมีสิทธิ์เมื่อได้รับอนุมัติสถานะ Vertical Search Service ส่งข้อมูลที่จำเป็น และผ่านมาตรฐานคุณภาพที่กำหนด โดยให้แบบฟอร์มติดต่อไว้สองแบบ แบบหนึ่งสำหรับคำค้นการขนส่งทางบก เที่ยวบิน และโรงแรม อีกแบบสำหรับคำค้นสินค้า และไม่ได้เผยแพร่เกณฑ์ที่ใช้อนุมัติหรือปฏิเสธผู้สมัคร

aggregator unit เข้ามาแทนผลการค้นหาแบบออร์แกนิกหรือไม่

เอกสารไม่ได้ระบุ Google อธิบาย aggregator unit และ supplier unit ว่าเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาในหน้าผลการค้นหาสำหรับคำค้นบางประเภท และอธิบายว่าจะแสดงได้ครั้งละหนึ่งหน่วยโดยขยายผลลัพธ์ของผู้ให้บริการอันดับสูงสุดเป็นค่าเริ่มต้น แต่ไม่ได้ระบุตำแหน่งของหน่วยเหล่านี้เทียบกับผลการค้นหาแบบมาตรฐาน และไม่ได้ระบุผลกระทบต่อรายการที่อยู่ด้านล่าง

Google บอกหรือไม่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับ Digital Markets Act

ไม่ได้บอก คำว่า Digital Markets Act ไม่ปรากฏในหน้า aggregator unit หน้า supplier unit หรือหน้าความแตกต่างรายภูมิภาคเลย Google อธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นการพัฒนาหน้าผลการค้นหาเพื่อเปิดโอกาสใหม่ให้ Vertical Search Services บริการเปรียบเทียบราคาสินค้า ผู้ให้บริการโดยตรง และผู้ผลิตเนื้อหาในบางภูมิภาค โดยไม่ได้ให้เหตุผลเชิงกฎระเบียบใดๆ

สรุปสำหรับคนที่ต้องลงมือ

อ่านเอกสารต้นทางเองดีกว่าอ่านบทสรุป เพราะรายละเอียดที่มีผลจริงในเรื่องนี้อยู่ในประโยคเดี่ยวๆ ทั้งการแสดง aggregator unit ได้ครั้งละหนึ่งหน่วย การขยายผลลัพธ์ของผู้ให้บริการอันดับสูงสุดเป็นค่าเริ่มต้น และการที่ supplier unit ปรากฏเฉพาะเมื่อ aggregator unit ปรากฏ อ่านฉบับเต็มได้ที่ Google Search Central

ถ้าธุรกิจของคุณมีรายได้จากนักท่องเที่ยวหรือผู้ซื้อในยุโรป งานที่คุ้มค่าที่สุดในเดือนนี้คือการวัดผลและการทำความสะอาดข้อมูล ไม่ใช่การกรอกใบสมัคร และถ้าอยากให้มีคนช่วยดูว่าผลงานออร์แกนิกฝั่งยุโรปของคุณกำลังไปทางไหน และข้อมูลเอนทิตีของคุณจะรอดจากการตรวจฟีดระดับนี้หรือไม่ คุยกันตอนนี้ย่อมดีกว่ารอให้ผ่านไปอีกหนึ่งไตรมาส

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์:

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม เพิ่ม Relevant Audience เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณเลือก เพื่อให้บทความของเราปรากฏในผลการค้นหา Google ของคุณมากขึ้น