สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาคุณ และมันมีน้ำหนักเพราะคุณไม่ได้เป็นคนตัดสินใจว่าจะมีลิงก์นั้นหรือไม่
- rel="nofollow", rel="sponsored" และ rel="ugc" คือการประกาศความสัมพันธ์ของลิงก์ต่อ Google ส่วนลิงก์ที่จ่ายเงินแล้วปล่อยเป็น followed คือการละเมิดนโยบายลิงก์สแปม
- ไม่มีเกณฑ์สาธารณะว่าหน้าหนึ่งต้องมีลิงก์กี่เส้น อัตราต่อเดือนเท่าไรถึงปลอดภัย หรือคะแนนโดเมนขั้นต่ำเท่าไร และ DA, DR, Authority Score เป็นตัวชี้วัดของผู้ขายเครื่องมือที่ Google ไม่ได้ใช้
- รายงาน Links ใน Search Console เป็นข้อมูลฟรีจากต้นทางแต่เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่บอกสถานะ follow และไม่บอกวันที่พบลิงก์ จึงต้องใช้เครื่องมือภายนอกเสริม
- เครื่องมือ disavow แค่บอก Google ว่าอย่านับลิงก์ที่ระบุไว้ ควรใช้เมื่อมี manual action หรือมีประวัติซื้อลิงก์ชัดเจน และเว็บส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้เลย
Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้กลับมายังหน้าใดหน้าหนึ่งบนเว็บของคุณ และในสายตาเครื่องมือค้นหา ลิงก์แบบนี้ทำงานคล้ายการอ้างอิงในงานเขียนวิชาการ คือมีคนอื่นยอมเอาความน่าเชื่อถือของเว็บตัวเองมาชี้ว่าเนื้อหาของคุณควรค่าแก่การอ่านต่อ บทความนี้ไล่ตั้งแต่นิยาม ประเภทของลิงก์ วิธีสร้าง backlink แบบ white hat ที่ปลอดภัย ไปจนถึงวิธีตรวจสอบโปรไฟล์ลิงก์ของตัวเองและคัดลิงก์ขยะออก
สิ่งหนึ่งที่บทความนี้จะไม่ทำคือยกตัวเลขมาตรฐานลอย ๆ มาให้ ไม่มีตัวเลขสาธารณะที่บอกได้ว่าหน้าหนึ่งต้องมีลิงก์กี่เส้นถึงจะติดอันดับ ไม่มีอัตราการสร้างลิงก์ต่อเดือนที่ Google ประกาศว่าปลอดภัย และไม่มีคะแนนโดเมนขั้นต่ำที่เป็นเกณฑ์ตัดสินอย่างเป็นทางการ ตัวเลขพวกนี้ที่เห็นกันทั่วอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นค่าที่ผู้ขายเครื่องมือคิดขึ้นเอง หรือเป็นการเดาที่ถูกพูดซ้ำจนฟังดูเหมือนข้อเท็จจริง สิ่งที่ทำได้จริงคือเรียนรู้ที่จะตัดสินลิงก์ทีละเส้นจากคุณสมบัติของมันเอง
Backlink ใน SEO คืออะไร
Backlink หรือลิงก์ขาเข้า คือลิงก์ที่อยู่บนโดเมนอื่นแล้วชี้มาที่หน้าของคุณ ต่างจากลิงก์ภายในที่คุณวางเองในเว็บตัวเองได้ตามใจ จุดที่ทำให้ลิงก์ขาเข้ามีน้ำหนักคือคุณไม่ใช่คนตัดสินใจวางมัน คนอื่นเป็นคนตัดสินใจ ทันทีที่คุณควบคุมการวางลิงก์ได้เองทั้งหมด ลิงก์นั้นก็เหลือค่าเท่ากับการโหวตให้ตัวเอง และนี่คือหลักคิดเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมลิงก์บางประเภทถึงมีค่าและบางประเภทถึงแทบไม่มีค่าเลย
ทำไมลิงก์ถึงถูกนับเป็นสัญญาณตั้งแต่แรก
แนวคิดตั้งต้นของเครื่องมือค้นหาคือถ้าหน้าเว็บจำนวนมากยอมลิงก์ไปหาหน้าหนึ่ง หน้านั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่าหน้าที่ไม่มีใครอ้างถึงเลย แนวคิดแบบ PageRank ขยายความต่อว่าลิงก์ไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกเส้น หน้าที่ได้รับลิงก์เยอะและมีคุณภาพจะมีค่าสะสมสูง และเมื่อหน้านั้นลิงก์ออกไปหาหน้าอื่น มันก็ส่งค่าส่วนหนึ่งต่อไปด้วย ค่าที่ส่งต่อจะถูกกระจายตามจำนวนลิงก์ขาออกบนหน้านั้น ลิงก์จากหน้าที่มีลิงก์ออกไปหาคนอื่นนับร้อยเส้นจึงเจือจางกว่าลิงก์จากหน้าที่ตั้งใจอ้างถึงคุณเพียงไม่กี่แห่ง
ต้องบอกให้ชัดว่า Google ไม่ได้เปิดเผยค่า PageRank ต่อสาธารณะอีกแล้ว แถบแสดงคะแนนแบบเก่าถูกยกเลิกไปนานแล้ว และระบบจัดอันดับปัจจุบันซับซ้อนกว่าสูตรเดียวมาก แต่หลักการกระจายค่าผ่านลิงก์ยังเป็นแบบจำลองที่อธิบายพฤติกรรมได้ดีพอสำหรับคนทำงาน ใช้มันเป็นกรอบคิดได้ แต่อย่าใช้มันเป็นตัวเลขที่คำนวณได้จริง
ลิงก์ยังมีอีกบทบาทที่คนมักลืม คือเป็นเส้นทางให้บ็อตเดินเข้ามาเจอหน้าใหม่ หน้าที่ไม่มีลิงก์ชี้เข้าเลยทั้งจากภายนอกและภายใน จะถูกค้นพบช้ากว่าเสมอ ต่อให้อยู่ในไซต์แมปแล้วก็ตาม
บริบทรอบลิงก์สำคัญไม่แพ้โดเมนที่ให้ลิงก์
คนจำนวนมากประเมินลิงก์ด้วยคำถามเดียวคือ "เว็บที่ลิงก์มาแรงแค่ไหน" ซึ่งเป็นการมองแค่ครึ่งเดียว ลิงก์ที่ฝังอยู่ในย่อหน้าของบทความที่พูดเรื่องเดียวกับหน้าปลายทาง ให้สัญญาณคนละแบบกับลิงก์ที่กองอยู่ในฟุตเตอร์ของทุกหน้าในเว็บ ข้อความที่ใช้เป็น anchor text ก็บอกใบ้ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร และประโยคที่ห้อมล้อมลิงก์อยู่ก็เป็นบริบทเพิ่มเติม
ความเกี่ยวข้องของหัวข้อจึงมีน้ำหนักจริง ลิงก์จากบล็อกร้านอาหารมาที่หน้าบริการซอฟต์แวร์บัญชี ต่อให้เว็บนั้นดูใหญ่แค่ไหน ก็ยังเป็นลิงก์ที่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมบรรณาธิการถึงวางมันตรงนั้น สิ่งที่ควรถามกับลิงก์ทุกเส้นคือ ถ้าไม่มีเรื่อง SEO อยู่ในสมการเลย ลิงก์เส้นนี้จะยังมีเหตุผลให้อยู่ตรงนั้นไหม และจะมีคนคลิกมันจริงหรือเปล่า
Backlink มีกี่ประเภท
คำถามว่า backlink มีกี่ประเภทตอบได้หลายแบบ เพราะมันแบ่งได้อย่างน้อยสองแกน แกนแรกคือแกนเทคนิค ว่าลิงก์นั้นมีแอตทริบิวต์ rel อะไรกำกับอยู่ แกนที่สองคือแกนที่มาว่าใครเป็นคนตัดสินใจวางลิงก์นั้น สองแกนนี้ตอบคำถามคนละคำถาม และจำเป็นต้องดูพร้อมกันถึงจะประเมินลิงก์ได้
แกนที่หนึ่ง ลิงก์แบบ followed กับแอตทริบิวต์ rel
ลิงก์ปกติที่ไม่มีแอตทริบิวต์พิเศษคือลิงก์แบบ followed หรือที่หลายคนเรียกว่า dofollow ทั้งที่ค่านี้ไม่มีอยู่จริงในข้อกำหนด HTML มันคือค่าเริ่มต้นเฉย ๆ นอกจากนั้นมีสามค่าที่ควรรู้จัก
- rel="nofollow" บอกเครื่องมือค้นหาว่าอย่าเชื่อมความน่าเชื่อถือของหน้านี้ไปยังปลายทาง เดิมทีมันเป็นคำสั่ง แต่ Google ประกาศเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณบอกใบ้ที่ระบบจะพิจารณาเอง ไม่ใช่กำแพงตายตัวอีกต่อไป
- rel="sponsored" ใช้กำกับลิงก์ที่เกิดจากการจ่ายเงิน การสปอนเซอร์ หรือข้อตกลงเชิงพาณิชย์ทุกรูปแบบ รวมถึงลิงก์แอฟฟิลิเอต
- rel="ugc" ใช้กำกับลิงก์ที่ผู้ใช้เป็นคนสร้าง เช่น คอมเมนต์และโพสต์ในฟอรัม
ประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือแอตทริบิวต์พวกนี้เป็นการประกาศความสัมพันธ์ ไม่ใช่การซ่อนตัว การกำกับ sponsored ไม่ได้แปลว่าลิงก์นั้นไร้ค่าในเชิงธุรกิจ มันยังส่งคนเข้ามาได้ ยังสร้างการรับรู้แบรนด์ได้ สิ่งที่มันทำคือบอกตามตรงว่าลิงก์นี้ไม่ควรถูกนับเป็นการรับรองแบบบรรณาธิการ ในทางกลับกัน ลิงก์ที่จ่ายเงินซื้อแล้วปล่อยเป็น followed คือสิ่งที่นโยบายลิงก์สแปมของ Google ระบุว่าเป็นการละเมิด ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงิน สินค้า บริการ หรือการแลกเปลี่ยนใด ๆ ก็ตาม
แกนที่สอง ลิงก์แบบบรรณาธิการกับลิงก์ที่สร้างเอง
ลิงก์แบบบรรณาธิการคือลิงก์ที่คนอื่นตัดสินใจวางให้เพราะเนื้อหาของคุณช่วยงานเขียนของเขา คุณไม่มีสิทธิ์ควบคุมว่าเขาจะวางหรือไม่วาง และนั่นคือเหตุผลที่มันมีน้ำหนัก ส่วนลิงก์ที่สร้างเองคือลิงก์ที่คุณไปวางได้เองในช่องที่เปิดให้ใครก็ได้วาง เช่น โปรไฟล์ ฟอรัม คอมเมนต์ หรือไดเรกทอรีแบบเปิด ช่องที่ใครก็วางได้ ย่อมมีค่าน้อยตามธรรมชาติของมัน เพราะมันไม่ได้ผ่านการตัดสินใจของใครเลย
ตารางด้านล่างสรุปประเภทลิงก์ที่พบบ่อยในงานจริง พร้อมสิ่งที่มันสื่อกับเครื่องมือค้นหาและน้ำหนักที่ควรคาดหวังตามหลักการข้างต้น
| ประเภทลิงก์ | สื่ออะไรกับเครื่องมือค้นหา | น้ำหนักที่ควรคาดหวัง |
|---|---|---|
| ลิงก์ในเนื้อบทความจากสื่อหรือบล็อกในหัวข้อเดียวกัน | บรรณาธิการเลือกอ้างถึงคุณเองในบริบทที่เกี่ยวข้อง | สูงที่สุดในบรรดาลิงก์ทั้งหมด |
| ลิงก์จากข่าวหรืองานดิจิทัล PR | คุณเป็นแหล่งข้อมูลหรือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่รายงาน | สูง ถ้าสื่อนั้นเกี่ยวข้องกับหัวข้อของคุณ |
| บทความรับเชิญที่เขียนให้ผู้อ่านจริง | ขึ้นกับว่าเนื้อหามีคุณค่าเองหรือมีไว้เพื่อแปะลิงก์ | ปานกลาง และลดลงเมื่อทำเป็นจำนวนมาก |
| ลิงก์ที่จ่ายเงินหรือสปอนเซอร์ | ต้องกำกับ rel="sponsored" หรือ nofollow เสมอ | ไม่ควรส่งค่าอันดับเลย ถ้าปล่อย followed คือละเมิดนโยบาย |
| ไดเรกทอรีธุรกิจและรายชื่อสมาคมวิชาชีพ | ยืนยันตัวตนและข้อมูลธุรกิจมากกว่าเป็นคะแนนลิงก์ | ต่ำในเชิงอันดับ แต่มีประโยชน์กับการค้นหาแบบท้องถิ่น |
| โปรไฟล์ คอมเมนต์ และโพสต์ในฟอรัม | ส่วนใหญ่ถูกกำกับ ugc หรือ nofollow โดยอัตโนมัติ | เกือบเป็นศูนย์ในเชิงอันดับ |
| การพูดถึงแบรนด์แบบไม่มีลิงก์ | ไม่ใช่ลิงก์ แต่เป็นการยืนยันว่าแบรนด์มีตัวตนจริง | ไม่ส่งค่าลิงก์ แต่เป็นโอกาสให้ขอลิงก์เพิ่ม |
อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นรูปแบบอย่างหนึ่ง ประเภทที่ได้มายากที่สุดคือประเภทที่มีค่ามากที่สุด และประเภทที่กดปุ่มสร้างได้เป็นร้อยเส้นในหนึ่งบ่ายคือประเภทที่แทบไม่มีค่า ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือผลโดยตรงจากหลักการว่าลิงก์มีค่าเพราะคุณควบคุมมันไม่ได้

ทำ Backlink ยังไงให้ปลอดภัยและได้ผลจริง
วิธีทำลิงก์แบบ white hat ทุกวิธีเริ่มจากเงื่อนไขเดียวกัน คือต้องมีอะไรบางอย่างบนเว็บที่คนอื่นอยากอ้างถึง ถ้าข้ามขั้นนี้ไป งานที่เหลือจะกลายเป็นการขอความเห็นใจจากคนแปลกหน้า ซึ่งได้ผลตอบรับต่ำมากและกินเวลามหาศาล หน้าที่คนอยากลิงก์มักเป็นหน้าที่ตอบคำถามได้ครบกว่าที่อื่น มีข้อมูลที่หาไม่ได้ง่าย ๆ หรือมีเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรี งาน คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง กับงานลิงก์จึงแยกออกจากกันไม่ได้ในทางปฏิบัติ
วิธีที่ใช้ได้จริง เรียงตามลำดับที่ควรลงมือ
- สร้างสินทรัพย์ที่ควรค่าแก่การอ้างถึงก่อน เช่น คู่มือฉบับสมบูรณ์ในหัวข้อที่คุณรู้ลึก หน้ารวมข้อมูลที่อัปเดตสม่ำเสมอ หรือเครื่องมือคำนวณเล็ก ๆ ที่แก้ปัญหาซ้ำ ๆ ให้คนอ่าน ใช้แรงเยอะในตอนต้นแต่เป็นฐานของทุกอย่างที่เหลือ
- เป็นแหล่งข้อมูลให้นักข่าวและคนทำคอนเทนต์ ตอบคำถามที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของคุณอย่างรวดเร็วและตรงประเด็น ยากตรงที่ต้องมีคนในทีมที่พูดแทนแบรนด์ได้จริงและตอบได้ทันเวลาข่าว
- เผยแพร่ข้อมูลปฐมภูมิของคุณเอง ผลสำรวจลูกค้า สถิติรวมจากระบบของคุณเอง หรือการทดลองที่ทำซ้ำได้ คนอ้างถึงตัวเลขมากกว่าอ้างถึงความเห็น แต่วิธีนี้ต้องมีข้อมูลจริงในมือและต้องเปิดเผยวิธีเก็บข้อมูลให้ตรวจสอบได้
- เก็บลิงก์เสียกลับคืน หาหน้าที่ตายแล้วในหัวข้อของคุณซึ่งยังมีคนลิงก์ไปหาอยู่ แล้วเสนอเนื้อหาทดแทนที่ตอบโจทย์เดียวกัน งานนี้เป็นงานค้นหาที่ใช้ความอดทน แต่เหตุผลที่เสนอไปนั้นเป็นประโยชน์กับเจ้าของเว็บจริง จึงมีโอกาสได้รับการตอบกลับสูงกว่าการขอลิงก์เปล่า ๆ
- เปลี่ยนการพูดถึงแบรนด์ที่ไม่มีลิงก์ให้เป็นลิงก์ ตั้งการแจ้งเตือนชื่อแบรนด์ไว้ แล้วติดต่ออย่างสุภาพเมื่อมีคนเอ่ยชื่อคุณโดยไม่ได้ใส่ลิงก์ วิธีนี้ง่ายที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะอีกฝ่ายเขียนถึงคุณอยู่แล้ว
- สร้างความร่วมมือและเข้าร่วมสมาคมในอุตสาหกรรม หน้าสมาชิก หน้าพาร์ตเนอร์ หน้าผู้สนับสนุนงานสัมมนา ลิงก์กลุ่มนี้มักไม่แรงในเชิงอันดับ แต่มันยืนยันว่าธุรกิจมีตัวตนจริงในวงการ
- มองหาโอกาสภาษาไทยโดยเฉพาะ สื่ออุตสาหกรรมไทย เว็บสมาคมการค้า มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่รวบรวมรายชื่อผู้ให้บริการ กลุ่มนี้มักถูกมองข้ามเพราะไม่โผล่ในเครื่องมือภาษาอังกฤษ
สังเกตว่าไม่มีข้อไหนบอกจำนวนหรืออัตราความสำเร็จ เพราะมันขึ้นกับหัวข้อ ความแข็งแรงของแบรนด์ และคุณภาพของสิ่งที่คุณมีให้อ้างถึง สองเว็บที่ใช้วิธีเดียวกันเป๊ะ ๆ ได้ผลต่างกันคนละโลกเป็นเรื่องปกติ ถ้าต้องการมุมมองที่กว้างกว่านี้ว่าลิงก์วางตัวอย่างไรในแผนรวม ลองดูภาพรวมของ งาน SEO สำหรับตลาดไทย ประกอบ
สิ่งที่ควรเลี่ยง และเหตุผลว่าทำไมมันไม่ใช่ทางลัด
- เครือข่ายบล็อกส่วนตัวหรือ PBN คือกลุ่มเว็บที่มีอยู่เพื่อปล่อยลิงก์ให้เว็บของเจ้าของเดียวกัน มันละเมิดนโยบายลิงก์สแปมโดยตรง และเมื่อเครือข่ายถูกจัดการ ทุกเว็บที่รับลิงก์จากมันก็เสียสิ่งที่จ่ายไปพร้อมกันหมด
- การซื้อลิงก์ที่ส่งค่าอันดับ ไม่ว่าจะซื้อเป็นโพสต์ เป็นรายเดือน หรือแลกด้วยสินค้าฟรี ถ้าลิงก์นั้นเป็น followed มันคือการละเมิดนโยบายตามที่ Google ระบุไว้ตรง ๆ ทางออกที่ถูกต้องคือกำกับ rel="sponsored" ซึ่งก็แปลว่าคุณกำลังจ่ายเงินเพื่อทราฟฟิกและการมองเห็น ไม่ใช่เพื่ออันดับ
- การส่งไดเรกทอรีจำนวนมาก ไดเรกทอรีที่รับทุกเว็บโดยไม่คัดกรองไม่ได้ให้สัญญาณอะไรกับใคร นอกจากเสียเวลาแล้วยังทำให้โปรไฟล์ลิงก์ดูมีรูปแบบผิดธรรมชาติ
- คอมเมนต์สแปม ลิงก์เกือบทั้งหมดในกล่องคอมเมนต์ถูกกำกับ nofollow หรือ ugc อยู่แล้ว จึงเป็นงานที่ให้ผลเกือบศูนย์ตั้งแต่ต้นทาง และทำลายภาพลักษณ์แบรนด์ไปพร้อมกัน
- การแลกลิงก์กันเป็นระบบ การลิงก์หากันสองสามเว็บเพราะเนื้อหาเกี่ยวข้องกันจริงเป็นเรื่องปกติของอินเทอร์เน็ต แต่การจัดตารางแลกลิงก์กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะแลกตรงหรือแลกสามเส้า คือรูปแบบที่นโยบายลิงก์สแปมระบุไว้ว่าเป็นการจัดการอันดับ
ข้อสังเกตที่ควรจำคือความเสี่ยงของวิธีเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่แล้วผลลัพธ์ที่พบบ่อยกว่าคือเสียเงินเปล่า เพราะระบบเพิกเฉยลิงก์เหล่านั้นไปเงียบ ๆ คุณจ่ายไปแล้วแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และคุณไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร ถ้าอยากได้ทีมที่ทำงานฝั่งหาลิงก์แบบตรวจสอบได้ ดูแนวทางของ บริการแบ็คลิงก์ และ งาน link building ที่เน้นการได้ลิงก์มาด้วยเนื้อหาและการนำเสนอ ไม่ใช่การซื้อขายลิงก์
เหตุใดจึงต้องตรวจสอบ Backlinks ของเว็บตัวเอง
เหตุผลข้อแรกตรงไปตรงมา ลิงก์เกิดขึ้นได้โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย เว็บรวมข่าวดึงเนื้อหาไปโพสต์ต่อ เว็บลอกเนื้อหาก็อปทั้งย่อหน้าพร้อมลิงก์ติดไปด้วย ไดเรกทอรีอัตโนมัติเก็บชื่อธุรกิจของคุณเข้าไปเอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่มีใครขออนุญาต โปรไฟล์ลิงก์จึงไม่ใช่สิ่งที่คุณสร้างขึ้นเองทั้งหมด มันเป็นสิ่งที่เติบโตไปเอง
เหตุผลข้อที่สองคือการเปลี่ยนมือ ลิงก์ที่ได้มาเมื่อหลายปีก่อนอาจอยู่บนเว็บที่ตอนนี้เปลี่ยนเจ้าของ เปลี่ยนหัวข้อ หรือถูกปล่อยร้างจนเต็มไปด้วยสแปม หน้าที่เคยลิงก์มาหาคุณอาจถูกลบไปแล้ว หรือ URL ปลายทางฝั่งคุณเองอาจเปลี่ยนโครงสร้างจนลิงก์เดิมชี้ไปที่หน้า 404 กรณีหลังนี้พบบ่อยมากหลังการทำเว็บใหม่ และเป็นการเสียของฟรี ๆ ที่แก้ได้ด้วยการทำรีไดเร็กต์ให้ถูกต้อง
เหตุผลข้อที่สามคือ negative SEO ซึ่งหมายถึงการที่คนอื่นยิงลิงก์คุณภาพต่ำมาที่เว็บของคุณโดยหวังให้เกิดผลเสีย เรื่องนี้มีอยู่จริง แต่ต้องพูดให้ครบว่า Google ระบุในเอกสารของตัวเองว่าระบบพยายามเพิกเฉยลิงก์ที่ไม่มีคุณค่าโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดังนั้นการเห็นลิงก์แปลก ๆ ในรายงานไม่ได้แปลว่าเว็บกำลังถูกทำร้าย และไม่ใช่เหตุผลให้รีบ disavow ทุกอย่างที่ดูไม่คุ้นตา
คุณค่าที่แท้จริงของการตรวจสอบจึงเป็นเรื่องของการวินิจฉัย ไม่ใช่การกวาดล้าง คุณตรวจเพื่อรู้ว่าหน้าไหนของคุณดึงลิงก์ได้เองโดยธรรมชาติ เพื่อรู้ว่าคู่แข่งได้ลิงก์จากที่ไหนที่คุณยังไม่เคยไป เพื่อรู้ว่ามีลิงก์เก่าจากยุคก่อนที่ทีมชุดก่อนซื้อไว้หรือไม่ และเพื่อจับจุดที่แก้ได้จริงอย่างลิงก์ที่ชี้ไปหน้าตาย การตรวจแบบนี้ทำได้ในงาน SEO audit รอบเดียวกับการตรวจโครงสร้างเว็บ
วิธีเช็ค backlink แบบทำซ้ำได้
ขั้นตอนการตรวจที่ใช้ได้กับเว็บเกือบทุกแบบมีสี่ขั้น เริ่มจากแหล่งข้อมูลของ Google เอง ตามด้วยเครื่องมือภายนอก แล้วจึงสุ่มตรวจและสรุปเป็นข้อสังเกต ไม่ใช่ไล่ดูทีละเส้นทั้งหมด เพราะเว็บที่มีลิงก์หลักหมื่นเส้นไม่มีใครไล่ดูจนครบได้ และไม่จำเป็นต้องทำด้วย
ขั้นที่หนึ่ง เริ่มที่ Google Search Console
รายงาน Links ใน Search Console เป็นข้อมูลจากเจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรงและใช้ฟรี มันแสดงเว็บที่ลิงก์มาหาคุณมากที่สุด หน้าของคุณที่ได้รับลิงก์มากที่สุด และข้อความ anchor ที่พบบ่อยที่สุด นี่คือจุดเริ่มที่ดีที่สุดเพราะเป็นข้อมูลที่ Google มองเห็นจริง
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก็มีหลายข้อ รายงานนี้เป็นการแสดงตัวอย่าง ไม่ใช่รายการทั้งหมด จำนวนแถวที่ส่งออกได้มีเพดาน มันไม่ได้แยกให้ว่าลิงก์ไหนเป็น nofollow หรือ followed ไม่ได้บอกว่าลิงก์เส้นไหนมีค่าแค่ไหน และไม่ได้บอกวันที่พบลิงก์ ถ้าต้องการรู้ว่าลิงก์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไร ต้องพึ่งเครื่องมือภายนอก
ขั้นที่สอง เสริมด้วยเครื่องมือคลานเว็บภายนอก
เครื่องมือภายนอกมีดัชนีลิงก์ของตัวเองที่ได้จากการคลานเว็บเอง จึงเห็นสิ่งที่ Search Console ไม่แสดง เช่น วันที่พบลิงก์ครั้งแรก สถานะ follow หรือ nofollow ลิงก์ที่หายไป และโปรไฟล์ลิงก์ของเว็บอื่นที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ ข้อสุดท้ายนี้สำคัญเพราะการดูว่าคู่แข่งได้ลิงก์จากที่ไหน คือวิธีหาโอกาสที่เร็วที่สุดวิธีหนึ่ง
ขั้นที่สาม สุ่มตรวจแทนที่จะไล่ดูทั้งหมด
วิธีที่ใช้เวลาคุ้มที่สุดคือจัดกลุ่มลิงก์ตามโดเมนที่ให้ลิงก์ แล้วเรียงจากโดเมนที่ส่งลิงก์มามากที่สุด ดูสิบถึงยี่สิบโดเมนแรกอย่างละเอียด แล้วสุ่มดูตัวอย่างจากส่วนที่เหลือ สิ่งที่ควรดูในแต่ละโดเมนคือหน้านั้นมีเนื้อหาให้คนอ่านจริงไหม ลิงก์วางอยู่ในบริบทที่สมเหตุสมผลไหม เว็บนั้นลิงก์ออกไปหาเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันเป็นร้อยเส้นหรือเปล่า และเว็บนั้นมีทราฟฟิกจากการค้นหาบ้างไหม
รูปแบบที่ควรสะดุดตามีอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น anchor text ที่เป็นคีย์เวิร์ดเชิงพาณิชย์เป๊ะ ๆ ซ้ำกันเป็นสัดส่วนสูงผิดปกติ ลิงก์จำนวนมากที่โผล่มาพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ จากโดเมนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ลิงก์จากหน้าที่เนื้อหาอ่านไม่รู้เรื่องหรือแปลด้วยเครื่องแบบหยาบ ๆ และลิงก์จากเว็บที่ขายพื้นที่โพสต์อย่างเปิดเผย สิ่งเหล่านี้เป็นข้อสังเกต ไม่ใช่คำตัดสิน ต้องดูภาพรวมประกอบเสมอ
ขั้นที่สี่ ทำความเข้าใจเครื่องมือ disavow ก่อนจะแตะมัน
เครื่องมือ disavow ใน Search Console ทำหน้าที่เดียวคือบอก Google ว่าอย่านับลิงก์จาก URL หรือโดเมนที่ระบุไว้ในไฟล์ที่คุณอัปโหลด มันไม่ลบลิงก์ออกจากอินเทอร์เน็ต ไม่ส่งข้อความหาเจ้าของเว็บ และไม่ทำให้อันดับดีขึ้นเพียงเพราะคุณใช้มัน
กรณีที่การใช้เครื่องมือนี้สมเหตุสมผลจริงมีอยู่แคบมาก คือเมื่อคุณได้รับ manual action เรื่องลิงก์ในบัญชี Search Console หรือเมื่อคุณรู้แน่ชัดว่าเว็บมีประวัติซื้อลิงก์หรือใช้เครือข่ายลิงก์มาก่อน แล้วลิงก์เหล่านั้นยังลบไม่ได้ นอกเหนือจากสองกรณีนี้ เว็บส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้มันเลยตลอดอายุเว็บ
คำเตือนที่ต้องพูดให้ชัดคือ disavow เป็นเครื่องมือที่ทำร้ายตัวเองได้ ถ้าคุณใส่โดเมนที่จริง ๆ แล้วเป็นลิงก์ดีเข้าไปในไฟล์ คุณกำลังทิ้งค่าที่มีอยู่ทิ้งไปเอง และผลกระทบไม่ได้กลับมาทันทีเมื่อแก้ไฟล์ การเดาแล้วกวาดทิ้งไว้ก่อนจึงเป็นวิธีที่แย่ที่สุด ถ้าไม่แน่ใจ ไม่ต้องทำคือคำตอบที่ถูกกว่า
เครื่องมือยอดนิยมสำหรับเช็ค Backlink
เครื่องมือแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ Google Search Console ซึ่งเป็นข้อมูลจากต้นทางโดยตรงและไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกเว็บควรติดตั้งและยืนยันความเป็นเจ้าของไว้ตั้งแต่วันแรก กลุ่มที่สองคือเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่คลานเว็บด้วยบ็อตของตัวเอง เช่น Ahrefs, Semrush, Moz และ Majestic แต่ละเจ้ามีดัชนีลิงก์ของตัวเอง มีความถี่ในการคลานต่างกัน และมีกฎการตัดลิงก์ที่ตายแล้วออกจากรายงานต่างกัน
ผลที่ตามมาคือตัวเลขจากแต่ละเครื่องมือไม่มีวันตรงกัน และไม่ควรตรงกันด้วย ถ้าเครื่องมือ ก บอกว่าคุณมีโดเมนอ้างอิงจำนวนหนึ่ง แล้วเครื่องมือ ข บอกอีกจำนวนหนึ่ง นั่นไม่ได้แปลว่าเครื่องมือใดผิด มันแปลว่าทั้งสองเห็นเว็บคนละส่วนกัน สิ่งที่ควรทำคือเลือกเครื่องมือหลักหนึ่งตัวแล้วดูแนวโน้มจากตัวนั้นตัวเดียว การสลับเครื่องมือไปมาแล้วเทียบตัวเลขข้ามระบบเป็นวิธีที่ทำให้อ่านผลผิดเสมอ
สิ่งที่ควรใช้เป็นเกณฑ์เลือกเครื่องมือมีไม่กี่ข้อ ขนาดและความสดของดัชนีลิงก์ในตลาดที่คุณสนใจ ซึ่งสำคัญมากสำหรับเว็บไทยเพราะเครื่องมือบางตัวคลานเนื้อหาภาษาไทยได้ครอบคลุมกว่าตัวอื่น ความสามารถในการส่งออกข้อมูลดิบเพื่อเอาไปวิเคราะห์ต่อ การแสดงวันที่พบลิงก์และวันที่ลิงก์หายไป และการดูโปรไฟล์ของเว็บที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ ส่วนคะแนนสำเร็จรูปที่แต่ละเจ้าให้มา ควรใช้เป็นตัวช่วยจัดลำดับความสนใจเท่านั้น
ตัวเลขที่ทุกคนอยากได้ แต่ไม่มีอยู่จริง
คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับ backlink คือคำถามที่ตอบด้วยตัวเลขไม่ได้ และการยอมรับข้อนี้ตรง ๆ มีประโยชน์กับคุณมากกว่าการได้ตัวเลขปลอมมาถือไว้
ต้องมีลิงก์กี่เส้นถึงจะติดอันดับ ไม่มีคำตอบที่เป็นตัวเลข เพราะจำนวนที่ต้องใช้ขึ้นกับว่าคุณกำลังแข่งกับใครในคำค้นนั้น หน้าที่แข่งในคำค้นเฉพาะทางมาก ๆ อาจติดอันดับได้โดยแทบไม่มีลิงก์ภายนอกเลย ขณะที่คำค้นเชิงพาณิชย์ที่มีคนแย่งกันเยอะ อาจต้องการทั้งลิงก์ ทั้งเนื้อหา และทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์สะสมมาหลายปี วิธีที่ใกล้เคียงคำตอบที่สุดคือดูว่าหน้าที่อยู่อันดับต้นในคำค้นของคุณตอนนี้มีโปรไฟล์ลิงก์แบบไหน แล้วใช้มันเป็นภาพอ้างอิง ไม่ใช่เป้าตัวเลข
สร้างลิงก์เดือนละกี่เส้นถึงจะปลอดภัย ไม่มีอัตราที่ Google ประกาศว่าปลอดภัย แนวคิดเรื่อง link velocity ที่ปลอดภัยเป็นสิ่งที่วงการคิดกันขึ้นมาเอง เว็บที่ออกข่าวใหญ่แล้วได้ลิงก์หลายร้อยเส้นในสองวันไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนเว็บที่ได้ลิงก์วันละไม่กี่เส้นอย่างสม่ำเสมอจากแหล่งที่ซื้อมา ก็ยังผิดนโยบายอยู่ดี ตัวแปรที่มีความหมายคือที่มาของลิงก์ ไม่ใช่ความเร็วของมัน
คะแนนโดเมนเท่าไรถึงจะรับลิงก์ได้ คะแนนอย่าง DA ของ Moz, DR ของ Ahrefs, Authority Score ของ Semrush หรือ Trust Flow ของ Majestic เป็นตัวชี้วัดที่ผู้ขายเครื่องมือคิดสูตรขึ้นเอง Google ไม่ได้ใช้ตัวเลขเหล่านี้และไม่เคยรับรองมัน มันมีประโยชน์ในฐานะตัวช่วยจัดลำดับว่าจะไปดูเว็บไหนก่อน แต่การตั้งเกณฑ์ตายตัวว่าต่ำกว่าค่าหนึ่งไม่รับ เป็นการมอบอำนาจตัดสินใจให้สูตรของบริษัทอื่น และเปิดช่องให้คนที่ปั่นคะแนนพวกนี้ขายลิงก์ให้คุณได้ง่ายขึ้น เพราะคะแนนปั่นได้ แต่ความเกี่ยวข้องของหัวข้อปั่นยากกว่ามาก
ลิงก์หนึ่งเส้นในไทยราคาเท่าไร คำถามนี้ตอบไม่ได้ เพราะไม่ควรมีคำตอบตั้งแต่แรก ตลาดซื้อขายลิงก์มีอยู่จริงในทุกประเทศ แต่ราคาที่ใครสักคนเสนอมาไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับคุณค่าของลิงก์ และการซื้อลิงก์ที่ส่งค่าอันดับก็ขัดกับนโยบายอยู่ดี สิ่งที่ตั้งงบได้จริงคือค่าแรงในการผลิตเนื้อหาที่ควรค่าแก่การอ้างถึง และค่าแรงในการนำเสนอมันกับคนที่อาจสนใจ
เกณฑ์ที่ใช้แทนตัวเลขได้จริงคือชุดคำถามสั้น ๆ ต่อลิงก์หนึ่งเส้น หน้าที่ให้ลิงก์มีคนอ่านจริงไหม เนื้อหารอบลิงก์เกี่ยวกับเรื่องเดียวกับหน้าปลายทางไหม บรรณาธิการมีเหตุผลอธิบายได้ไหมว่าทำไมถึงวางลิงก์ตรงนี้ และถ้าเครื่องมือค้นหาหายไปจากโลกพรุ่งนี้ ลิงก์เส้นนี้ยังมีเหตุผลให้อยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ถ้าตอบว่าใช่ได้ทั้งสี่ข้อ คุณไม่ต้องการคะแนนของใครมายืนยัน
ทำลิงก์ให้เว็บไทยต่างจากทำให้เว็บภาษาอังกฤษอย่างไร
ข้อแตกต่างที่ชัดที่สุดคือขนาดของแหล่งลิงก์ จำนวนเว็บไซต์ที่ผลิตเนื้อหาภาษาไทยอย่างสม่ำเสมอและมีบรรณาธิการจริง มีน้อยกว่าฝั่งภาษาอังกฤษมาก แผนที่เขียนมาสำหรับตลาดอเมริกาซึ่งวางแผนติดต่อบล็อกเฉพาะทางหลายร้อยแห่ง จะพังทันทีเมื่อเอามาใช้กับหัวข้อภาษาไทย เพราะรายชื่อที่หาได้อาจมีไม่ถึงเศษเสี้ยวของจำนวนนั้น
สิ่งที่ทดแทนได้คือสื่อข่าวธุรกิจและสื่อเฉพาะอุตสาหกรรมของไทย เว็บสมาคมการค้าและสมาคมวิชาชีพ เว็บมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย รวมถึงเว็บของคู่ค้าและผู้จัดจำหน่ายที่ทำงานด้วยกันอยู่แล้ว กลุ่มหลังนี้มักถูกมองข้ามทั้งที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะความสัมพันธ์ทางธุรกิจมีอยู่แล้ว
อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือบทบาทของโซเชียลในไทย Facebook และ LINE เป็นช่องทางที่คนไทยใช้แชร์เนื้อหามากที่สุด แต่ลิงก์ที่เกิดในนั้นส่วนใหญ่เป็น nofollow หรืออยู่ในพื้นที่ที่บ็อตเข้าไม่ถึงเลย อย่างแชตกลุ่มและ LINE OA การที่คอนเทนต์ชิ้นหนึ่งถูกแชร์กระจายในไทยจึงอาจไม่ปรากฏเป็นลิงก์แม้แต่เส้นเดียวในรายงานของเครื่องมือใด ๆ ผลของมันมาในรูปทราฟฟิก การค้นหาชื่อแบรนด์ และการที่คนทำเว็บเห็นเนื้อหาแล้วเอาไปอ้างถึงในบทความของตัวเองภายหลัง
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคืออย่าวัดงานเนื้อหาไทยด้วยจำนวนลิงก์อย่างเดียว และอย่าแปลแผนลิงก์ภาษาอังกฤษมาใช้ตรง ๆ ให้ตั้งต้นจากคำถามว่าคนไทยในอุตสาหกรรมของคุณอ่านอะไรและเชื่อใคร แล้วค่อยไล่หาว่าแหล่งเหล่านั้นเปิดช่องให้อ้างถึงคุณได้อย่างไร แนวทางเดียวกันนี้ใช้ได้กับงานฝั่ง AI SEO ด้วย เพราะระบบที่สรุปคำตอบให้ผู้ใช้ก็อ้างอิงแหล่งที่มีตัวตนชัดเจนเป็นหลักเช่นกัน
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Backlink
ต้องมี backlink กี่เส้นเว็บถึงจะติดอันดับ
ไม่มีจำนวนที่ตอบได้เป็นตัวเลข เพราะจำนวนที่จำเป็นขึ้นกับการแข่งขันในคำค้นนั้นและความแข็งแรงของหน้าคู่แข่ง วิธีที่ใช้ได้จริงคือดูโปรไฟล์ลิงก์ของหน้าที่อยู่อันดับต้นในคำค้นที่คุณต้องการ แล้วใช้เป็นภาพอ้างอิงว่าต้องอยู่ในระดับไหน ไม่ใช่ตั้งเป้าเป็นตัวเลขกลม ๆ แล้วไล่ทำให้ครบ
ทำลิงก์แล้วกี่นานถึงเห็นผล
ไม่มีกรอบเวลาที่รับรองได้ เพราะต้องรอให้บ็อตคลานเจอหน้าที่มีลิงก์ก่อน แล้วระบบจึงประเมินและปรับผลลัพธ์ตามมา ระยะเวลาการคลานต่างกันมากระหว่างเว็บข่าวที่ถูกคลานทุกวันกับเว็บเล็กที่ถูกคลานนาน ๆ ครั้ง และการเปลี่ยนอันดับยังขึ้นกับปัจจัยอื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ให้ดูแนวโน้มเป็นช่วงเดือน ไม่ใช่รายวัน
ซื้อ backlink ปลอดภัยไหม
การซื้อลิงก์ที่ส่งค่าอันดับเป็นการละเมิดนโยบายลิงก์สแปมของ Google โดยตรง ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงิน สินค้า หรือบริการแลกเปลี่ยน ทางที่ถูกต้องคือกำกับลิงก์นั้นด้วย rel="sponsored" ซึ่งหมายความว่าคุณกำลังซื้อการมองเห็นและทราฟฟิก ไม่ใช่ซื้ออันดับ ผลลัพธ์ที่พบบ่อยกว่าการถูกลงโทษคือการเสียเงินไปกับลิงก์ที่ระบบเพิกเฉยอยู่แล้ว
คะแนน DA หรือ DR สำคัญไหม
สำคัญในฐานะตัวช่วยจัดลำดับความสนใจเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะเกณฑ์ตัดสิน คะแนนเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่บริษัทผู้ขายเครื่องมือคิดสูตรขึ้นเอง Google ไม่ได้ใช้และไม่เคยรับรอง การตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำตายตัวยังเปิดช่องให้คนที่ปั่นคะแนนขายลิงก์ให้คุณได้ง่ายขึ้น ให้ดูความเกี่ยวข้องของหัวข้อและบริบทที่ลิงก์วางอยู่แทน
ลิงก์ nofollow มีประโยชน์ไหม
มีประโยชน์ แม้จะไม่ได้ตั้งใจให้ส่งค่าอันดับก็ตาม Google เปลี่ยนสถานะของ nofollow จากคำสั่งเป็นสัญญาณบอกใบ้ที่ระบบจะพิจารณาเอง และในเชิงธุรกิจ ลิงก์ nofollow จากสื่อที่คนอ่านจริงยังส่งทราฟฟิกและสร้างการรับรู้แบรนด์ได้เต็มที่ โปรไฟล์ลิงก์ที่มีแต่ลิงก์ followed ล้วน ๆ ยังดูผิดธรรมชาติกว่าโปรไฟล์ที่ปนกันตามปกติของเว็บทั่วไป
เริ่มต้นจากตรงไหนดี
ถ้ายังไม่เคยดูโปรไฟล์ลิงก์ของตัวเองเลย ให้เริ่มจากรายงาน Links ใน Search Console ในบ่ายวันเดียว ดูว่าหน้าไหนได้ลิงก์มากที่สุดและมาจากที่ไหน จากนั้นไล่หาลิงก์ที่ชี้มาหน้าที่ตายแล้วแล้วทำรีไดเร็กต์ให้ถูกต้อง สองอย่างนี้ให้ผลตอบแทนต่อเวลาที่ใช้สูงที่สุดในบรรดางานลิงก์ทั้งหมด และไม่ต้องพึ่งเครื่องมือแบบเสียเงินเลย
หลังจากนั้นงานที่เหลือคือระเบียบวินัยระยะยาว ผลิตสิ่งที่คนอยากอ้างถึง เสนอมันกับคนที่น่าจะสนใจจริง และตรวจโปรไฟล์เป็นรอบเพื่อรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ถ้าอยากให้มีคนช่วยดูทั้งฝั่งการตรวจสอบและฝั่งการหาลิงก์ใหม่ ลองคุยเรื่องขอบเขตงานที่เหมาะกับเว็บของคุณดู แล้วเลือกทำเฉพาะส่วนที่ให้ผลก่อนก็ได้







