custom audience คือ กลุ่มเป้าหมายบน Meta ที่สร้างจากข้อมูลของคุณเองหรือจากการที่คนเคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจคุณมาก่อน ไม่ใช่กลุ่มที่เลือกจากความสนใจที่ Meta จัดหมวดไว้ให้ พูดง่าย ๆ คือเป็นวิธีบอกระบบว่า ให้ยิงโฆษณาไปหาคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนที่เคยเข้าเว็บ เคยดูวิดีโอ เคยทักแชต หรืออยู่ในไฟล์รายชื่อลูกค้าของคุณอยู่แล้ว
ชื่อนี้สับสนได้ง่ายกับอีกสองอย่าง คือ Lookalike Audience ซึ่งอยู่บน Meta เหมือนกันแต่ทำงานตรงกันข้าม และ Custom Intent Audience ของ Google ซึ่งเป็นคนละแพลตฟอร์มและคนละกลไกเลย บทความนี้แยกทั้งสามอย่างให้ชัด แล้วลงรายละเอียดวิธีอัปโหลดรายชื่อ ขนาดขั้นต่ำที่ต้องรู้ ข้อควรระวังตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และวิธีสร้างกลุ่มรีทาร์เก็ตติ้งจาก Pixel
Custom Audience บน Meta คืออะไร
เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ประกอบขึ้นจากข้อมูลฝั่งคุณ ไม่ใช่ข้อมูลที่ Meta เดาให้ แหล่งข้อมูลที่ใช้สร้างได้แบ่งเป็นสองฝั่งใหญ่
ฝั่งข้อมูลของคุณเอง ได้แก่ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่เก็บผ่าน Pixel หรือชุดข้อมูลของ Meta กิจกรรมในแอปของคุณ ไฟล์รายชื่อลูกค้าที่อัปโหลดเข้าไป กิจกรรมออฟไลน์ที่นำเข้ามา และคนที่เคยดูสินค้าในแคตตาล็อก
ฝั่งข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Meta ได้แก่ คนที่เคยดูวิดีโอของคุณ คนที่เคยเปิดหรือกรอกฟอร์มหาลูกค้า คนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเพจ Facebook หรือโปรไฟล์ Instagram คนที่เคยตอบรับอีเวนต์ และคนที่เคยเปิด Instant Experience
จุดร่วมของทุกแหล่งคือ คนในกลุ่มนี้เคยเจอธุรกิจคุณมาก่อนแล้ว ต้นทุนต่อผลลัพธ์จึงมักดีกว่ากลุ่มเป้าหมายที่ยิงหาคนใหม่ เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเพื่ออธิบายตัวเองใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ในทางกลับกัน ขนาดของกลุ่มถูกจำกัดด้วยขนาดธุรกิจของคุณเอง จะขยายเท่าไหร่ก็ไม่เกินจำนวนคนที่เคยเจอคุณจริง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Custom Audience อย่างเดียวไม่พอสำหรับการเติบโต และเป็นที่มาของเครื่องมือตัวถัดไป
Custom Audience ต่างจาก Lookalike Audience ยังไง
ต่างกันที่ทิศทาง Custom Audience ยิงกลับไปหาคนที่รู้จักคุณแล้ว ส่วน Lookalike Audience ของ Meta เอากลุ่มนั้นไปเป็นต้นแบบ แล้วให้ระบบไปหาคนใหม่ที่มีรูปแบบพฤติกรรมใกล้เคียงกัน คนในกลุ่ม Lookalike ไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน
เงื่อนไขที่ต้องรู้ก่อนสร้าง Lookalike คือแหล่งข้อมูลตั้งต้นต้องมีคนอย่างน้อย 100 คนจากประเทศเดียวกัน ถ้ารายชื่อของคุณกระจายอยู่หลายประเทศประเทศละไม่กี่สิบคน ระบบจะสร้างให้ไม่ได้ และตอนสร้างคุณจะเลือกขนาดเป็นเปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศที่เลือก ตั้งแต่ 1 เปอร์เซ็นต์ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งเปอร์เซ็นต์ต่ำ ความใกล้เคียงกับต้นแบบยิ่งสูงแต่กลุ่มยิ่งเล็ก ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูง กลุ่มยิ่งใหญ่แต่เจือจางลง
สิ่งที่ตัดสินคุณภาพของ Lookalike คือคุณภาพของต้นแบบ ไม่ใช่ขนาดของมัน การใช้รายชื่อลูกค้าที่ซื้อซ้ำหรือลูกค้าที่มูลค่าสูงเป็นต้นแบบ ให้ผลต่างจากการใช้ผู้เข้าชมเว็บทั้งหมดอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลุ่มหลังปนคนที่แค่หลงเข้ามาแล้วออกไปทันทีจำนวนมาก ถ้ามีข้อมูลมูลค่าลูกค้าอยู่ในระบบหลังบ้าน การใส่คอลัมน์มูลค่าเข้าไปตอนอัปโหลดรายชื่อจะช่วยให้ระบบให้น้ำหนักกับลูกค้าที่ดีกว่า
ลำดับการใช้งานที่เข้าท่าคือ สร้าง Custom Audience ให้ครบก่อน ใช้ยิงตามกลับและใช้เป็นกลุ่มยกเว้น แล้วค่อยต่อยอดเป็น Lookalike เพื่อขยาย ถ้าเริ่มจาก Lookalike ตั้งแต่วันแรกโดยยังไม่มีข้อมูลลูกค้าที่สะอาดพอ ต้นแบบก็ไม่มีคุณภาพและผลลัพธ์จะสะท้อนตามนั้น
ต่างจาก Custom Intent Audience ของ Google ยังไง
ต่างกันทั้งแพลตฟอร์มและตัวข้อมูลที่ใช้สร้าง Custom Intent Audience อยู่ในระบบ Google Ads ไม่ใช่ Meta และสร้างจากสัญญาณความสนใจที่ Google เห็น เช่น คำที่คนค้นหา เว็บไซต์ที่คนเข้า และแอปที่คนใช้ คุณเป็นคนบอกระบบว่าสนใจคนที่ค้นคำแบบไหนหรือเข้าเว็บแบบไหน แล้ว Google ไปประกอบกลุ่มคนที่เข้าเกณฑ์นั้นให้ คนในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเคยรู้จักธุรกิจคุณเลย ปัจจุบัน Google รวมเครื่องมือกลุ่มนี้ไว้ภายใต้ชื่อ custom segment ในหน้าจัดการกลุ่มเป้าหมาย
สรุปความต่างที่ใช้ตัดสินใจได้เร็ว
- Custom Audience ของ Meta ตั้งต้นจากข้อมูลที่ธุรกิจคุณมีอยู่จริง ส่วน Custom Intent ของ Google ตั้งต้นจากคำค้นหาและเว็บไซต์ที่คุณระบุ
- Custom Audience ใช้กับคนที่เคยเจอคุณแล้ว ส่วน Custom Intent ใช้หาคนใหม่ที่กำลังมองหาของแบบที่คุณขาย
- เครื่องมือฝั่ง Google ที่เทียบเท่า Custom Audience จริง ๆ คือ Customer Match ซึ่งเป็นการอัปโหลดรายชื่อลูกค้าเข้า Google Ads ไม่ใช่ Custom Intent
| เครื่องมือ | ข้อมูลตั้งต้น | ใช้ตอนไหน |
|---|---|---|
| Custom Audience (Meta) | Pixel รายชื่อลูกค้า และการมีส่วนร่วมบนเพจหรือ IG | ตามกลับคนที่รู้จักแบรนด์แล้ว และใช้เป็นกลุ่มยกเว้น |
| Lookalike Audience (Meta) | Custom Audience ที่มีอย่างน้อย 100 คนจากประเทศเดียว | ขยายไปหาคนใหม่ที่คล้ายลูกค้าเดิม |
| Custom Intent หรือ custom segment (Google) | คำค้นหา URL และแอปที่คุณระบุเอง | หาคนใหม่บน Display และ YouTube ตามสัญญาณความสนใจ |
| Customer Match (Google) | ไฟล์รายชื่อลูกค้าที่อัปโหลดเข้า Google Ads | ตามกลับลูกค้าเดิมบนช่องทางของ Google |
ความสับสนตรงนี้มีผลกับงบจริง เพราะทีมที่คิดว่าสองอย่างนี้เหมือนกันมักตั้งความคาดหวังผิด แล้วเอาตัวเลขต้นทุนต่อผลลัพธ์ของกลุ่มที่รู้จักแบรนด์แล้ว ไปเทียบกับกลุ่มที่เพิ่งเจอแบรนด์ครั้งแรก การวางแผนข้ามแพลตฟอร์มควรแยกบทบาทให้ชัดตั้งแต่ต้น ทั้งฝั่ง Facebook Ads และฝั่ง Google Ads
อัปโหลดรายชื่อลูกค้าเข้า Meta ยังไง
ขั้นตอนอยู่ใน Ads Manager ที่เมนู Audiences แล้วกดสร้าง Custom Audience เลือกแหล่งข้อมูลเป็นรายชื่อลูกค้า ก่อนถึงขั้นนั้นให้เตรียมไฟล์ก่อน
- ดึงรายชื่อจากระบบหลังบ้านออกมาเป็นไฟล์ CSV โดยแยกข้อมูลแต่ละชนิดเป็นคอลัมน์ของตัวเอง หนึ่งคอลัมน์ต่อหนึ่งชนิด
- ทำความสะอาดข้อมูล ลบช่องว่างหน้าหลัง แปลงอีเมลเป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด และจัดรูปแบบเบอร์โทรให้มีรหัสประเทศนำหน้า ซึ่งของไทยคือ 66 แล้วตัดเลขศูนย์ตัวหน้าออก
- ใส่ข้อมูลระบุตัวตนให้หลายชนิดที่สุดเท่าที่มี เช่น อีเมล เบอร์โทร ชื่อ นามสกุล เมือง ประเทศ รหัสไปรษณีย์ ยิ่งมีหลายคอลัมน์ อัตราการจับคู่ยิ่งสูง
- ถ้ามีมูลค่าลูกค้า ให้ใส่คอลัมน์มูลค่าเพิ่มเข้าไปเพื่อใช้สร้างกลุ่มที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่า
- อัปโหลดไฟล์ จับคู่หัวคอลัมน์กับชนิดข้อมูลที่ระบบระบุให้ถูกทุกช่อง แล้วยืนยัน
เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลที่ต้องเข้าใจให้ตรง ข้อมูลระบุตัวตนจะถูกแฮชด้วยอัลกอริทึม SHA-256 ก่อนส่งออกจากเครื่องคุณ เมื่ออัปโหลดไฟล์ธรรมดาผ่านหน้า Ads Manager เบราว์เซอร์จะทำการแฮชให้ในเครื่องก่อน แล้วส่งเฉพาะค่าที่แฮชแล้วขึ้นไป ส่วนการส่งข้อมูลผ่าน API คุณต้องแฮชด้วย SHA-256 เองก่อนส่ง ตัวแฮชเป็นการแปลงทางเดียว ย้อนกลับไม่ได้ ระบบจึงเทียบค่าที่แฮชแล้วกับค่าที่แฮชแล้วเพื่อจับคู่กับบัญชีผู้ใช้
หลังอัปโหลดเสร็จ กลุ่มจะใช้เวลาประมวลผลสักพักก่อนพร้อมใช้งาน อัตราการจับคู่ไม่มีทางเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งสมัคร Facebook ด้วยอีเมลหรือเบอร์คนละตัวกับที่ให้ไว้กับคุณ ให้เผื่อจำนวนแถวที่อัปโหลดไว้มากกว่าขนาดกลุ่มที่ต้องการใช้งานเสมอ และตั้งรอบอัปเดตไฟล์เป็นงานประจำ เช่นเดือนละครั้ง เพราะรายชื่อที่อัปโหลดไว้จะนิ่งอยู่กับที่ ไม่อัปเดตตามฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเอง สำหรับร้านค้าออนไลน์ การเชื่อมข้อมูลลูกค้าจากระบบร้านให้ไหลเข้ามาอัตโนมัติช่วยลดงานส่วนนี้ได้มาก ซึ่งเป็นงานที่ทีม การตลาดอีคอมเมิร์ซ มักตั้งให้ตั้งแต่ต้น
ขนาดขั้นต่ำของ Audience ต้องเท่าไหร่
ตัวเลขที่ยืนยันได้ชัดเจนคือฝั่ง Lookalike แหล่งข้อมูลตั้งต้นต้องมีคนอย่างน้อย 100 คนจากประเทศเดียวกัน ส่วน Custom Audience เองนั้น แทนที่จะไปจำตัวเลขจากบทความต่าง ๆ ที่ระบุไม่ตรงกัน ให้ดูสถานะที่ Meta แสดงในหน้า Audiences โดยตรง ระบบจะบอกเองว่ากลุ่มพร้อมใช้งานหรือยังเล็กเกินไป และตอนตั้งค่าชุดโฆษณา ตัวประมาณการขนาดกลุ่มเป้าหมายจะเตือนถ้ากลุ่มแคบเกินกว่าจะส่งโฆษณาได้
ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบบ่อยกว่าเรื่องเพดานขั้นต่ำคือกลุ่มเล็กจนความถี่พุ่ง เมื่อกลุ่มมีคนไม่กี่พันคนแต่งบต่อวันสูง คนกลุ่มเดิมจะเห็นโฆษณาซ้ำวันละหลายครั้งภายในไม่กี่วัน ผลคือความรำคาญ อัตราการตอบสนองตก และต้นทุนต่อผลลัพธ์สูงขึ้นทั้งที่กลุ่มควรจะเป็นกลุ่มที่ถูกที่สุด ทางแก้คือลดงบให้สมดุลกับขนาดกลุ่ม หรือรวมกลุ่มย่อยหลายกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มเดียวที่ใหญ่พอ
ข้อควรรู้อีกข้อคือขนาดกลุ่มที่แสดงเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนที่แน่นอน และจะขยับขึ้นลงตามการหมดอายุของข้อมูลตามหน้าต่างเวลาที่ตั้งไว้ กลุ่มผู้เข้าชมเว็บ 30 วันจะมีขนาดคงที่ก็ต่อเมื่อทราฟฟิกเข้าเว็บคงที่ ถ้าเดือนไหนทราฟฟิกตก ขนาดกลุ่มจะหดตามโดยที่คุณไม่ได้แก้อะไรเลย
PDPA กับการอัปโหลดข้อมูลลูกค้าต้องระวังอะไร
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA บังคับใช้อยู่ การอัปโหลดรายชื่อลูกค้าเข้าแพลตฟอร์มโฆษณาถือเป็นการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้และเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ ซึ่งสำหรับการใช้เพื่อการตลาดโดยทั่วไปมักอ้างอิงความยินยอมของเจ้าของข้อมูล เนื้อหาส่วนนี้เป็นการชี้จุดที่ต้องตรวจสอบเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย เรื่องการตีความและการประเมินความเสี่ยงให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรหรือที่ปรึกษากฎหมายของคุณ
รายการที่ควรเอาไปถามฝ่ายกฎหมายหรือ DPO ก่อนกดอัปโหลดครั้งแรก
- ตอนเก็บข้อมูล คุณแจ้งวัตถุประสงค์ครอบคลุมถึงการใช้เพื่อการตลาดและการเปิดเผยต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโฆษณาหรือไม่
- คุณมีหลักฐานความยินยอมที่ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่ ว่าใครยินยอมเมื่อไหร่ ผ่านช่องทางไหน และยินยอมกับข้อความเวอร์ชันใด
- เมื่อมีคนขอถอนความยินยอมหรือขอให้ลบข้อมูล กระบวนการของคุณครอบคลุมถึงการนำชื่อออกจากไฟล์ที่เคยอัปโหลดและกลุ่มที่สร้างไว้แล้วหรือไม่
- ข้อมูลที่จะอัปโหลดมีข้อมูลอ่อนไหวปนอยู่หรือเปล่า เช่น ข้อมูลที่บ่งชี้สุขภาพหรือความเชื่อ ซึ่งมีเงื่อนไขเข้มกว่าข้อมูลทั่วไป
- บทบาทตามกฎหมายระหว่างองค์กรคุณกับแพลตฟอร์มถูกระบุไว้ในสัญญาและเอกสารการใช้ข้อมูลอย่างไร
- ฝั่ง Pixel บนเว็บ คุณมีแบนเนอร์ขอความยินยอมคุกกี้ที่หยุดการยิงสคริปต์ติดตามจนกว่าผู้ใช้จะกดยอมรับหรือไม่
ผลกระทบที่มองเห็นได้ในบัญชีโฆษณาคือ เมื่อเว็บบังคับขอความยินยอมก่อนยิงสคริปต์ ขนาดกลุ่มรีทาร์เก็ตติ้งจะเล็กลงกว่าเดิม นี่เป็นเรื่องปกติและควรตั้งความคาดหวังไว้ล่วงหน้า วิธีชดเชยคือทำให้ข้อมูลที่ได้รับความยินยอมมีคุณภาพสูงขึ้น เช่น เก็บอีเมลผ่านโปรแกรมสมาชิกที่ให้ประโยชน์ชัดเจน แทนการหวังพึ่งข้อมูลจากเบราว์เซอร์อย่างเดียว
สร้าง Retargeting Audience จาก Pixel ยังไง
เริ่มจากตรวจว่า Pixel หรือชุดข้อมูลของคุณติดตั้งอยู่และส่งอีเวนต์เข้ามาจริง เปิด Events Manager แล้วดูว่ามีอีเวนต์วิ่งเข้ามาในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่ใจให้ใช้เครื่องมือทดสอบอีเวนต์ยิงทดสอบจากเบราว์เซอร์ก่อน ขั้นตอนสร้างกลุ่มมีดังนี้
- ไปที่เมนู Audiences ใน Ads Manager กดสร้าง Custom Audience แล้วเลือกแหล่งข้อมูลเป็นเว็บไซต์
- เลือกชุดข้อมูลที่ต้องการใช้ ถ้ามีหลายชุดให้เลือกให้ตรงกับเว็บที่ติดตั้ง
- ตั้งเงื่อนไข เลือกได้ทั้งผู้เข้าชมทั้งหมด ผู้ที่เข้าหน้าที่ URL มีคำที่ระบุ ผู้ที่ใช้เวลาบนเว็บนานที่สุดตามเปอร์เซ็นต์ที่เลือก หรือผู้ที่ทำอีเวนต์ที่ระบุ เช่น ดูสินค้า เพิ่มลงตะกร้า หรือซื้อสำเร็จ
- กำหนดจำนวนวันย้อนหลังที่ต้องการเก็บคนไว้ในกลุ่ม
- ตั้งชื่อกลุ่มให้บอกเงื่อนไขและจำนวนวันในตัวมันเอง เพื่อไม่ให้สับสนตอนมีกลุ่มหลายสิบกลุ่ม
หน้าต่างเวลาย้อนหลังที่ใช้ได้ต่างกันตามแหล่งข้อมูล กลุ่มจากเว็บไซต์เก็บย้อนหลังได้สูงสุด 180 วัน กลุ่มจากการดูวิดีโอและกลุ่มจากการมีส่วนร่วมกับเพจ Facebook หรือโปรไฟล์ Instagram เก็บย้อนหลังได้สูงสุด 365 วัน ส่วนรายชื่อลูกค้าที่อัปโหลดเองไม่มีหน้าต่างเวลา แต่จะอยู่นิ่ง ๆ จนกว่าคุณจะอัปโหลดไฟล์ใหม่ทับ
โครงสร้างกลุ่มที่ใช้งานได้จริงสำหรับร้านค้าออนไลน์ ควรแยกตามระยะห่างของเวลาและตามความลึกของพฤติกรรม เช่น คนเพิ่มลงตะกร้าใน 7 วันเป็นกลุ่มหนึ่ง คนเพิ่มลงตะกร้าช่วง 8 ถึง 30 วันเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง และคนดูสินค้าแต่ไม่เพิ่มลงตะกร้าเป็นอีกกลุ่ม จากนั้นตั้งกลุ่มคนที่ซื้อไปแล้วเป็นกลุ่มยกเว้นในทุกชุดโฆษณาที่ยิงชวนซื้อครั้งแรก ข้อความโฆษณาของแต่ละกลุ่มควรต่างกันตามระยะ เพราะคนที่เพิ่งทิ้งตะกร้าเมื่อวานกับคนที่ทิ้งไว้สามสัปดาห์แล้วอยู่คนละสถานะกัน หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับงาน รีมาร์เก็ตติ้ง บนช่องทางอื่นด้วย
บริบทตลาดไทยที่ต้องเผื่อไว้
ข้อมูลลูกค้าของธุรกิจไทยจำนวนมากอยู่ในแชตมากกว่าอยู่ในฟอร์ม ลูกค้าทักเข้ามาคุยแล้วปิดการขายในแชต โดยไม่เคยกรอกอีเมลลงในเว็บเลย ผลคือไฟล์รายชื่อที่ดึงออกมาได้มักมีแต่เบอร์โทร ไม่มีอีเมล ซึ่งยังใช้อัปโหลดได้ แต่ต้องจัดรูปแบบเบอร์ให้มีรหัสประเทศนำหน้าให้ถูกก่อน มิฉะนั้นอัตราการจับคู่จะต่ำผิดปกติ
อีกจุดคือชื่อคนไทยที่บันทึกไว้หลายรูปแบบในระบบเดียวกัน ทั้งชื่อจริง ชื่อเล่น ชื่อภาษาอังกฤษที่สะกดไม่เหมือนกันสองสามแบบ ถ้าจะใส่คอลัมน์ชื่อเข้าไปด้วย ให้ใช้ชื่อจริงตามเอกสาร ไม่ใช่ชื่อเล่นที่พนักงานพิมพ์ลงมาเอง เพราะชื่อเล่นแทบไม่ตรงกับชื่อบนบัญชีผู้ใช้
สุดท้าย ธุรกิจไทยที่ยิงโฆษณาหลายช่องทางพร้อมกันควรวางบทบาทของแต่ละช่องให้ไม่ทับกัน ฝั่ง Meta เหมาะกับการสร้างความต้องการและการตามกลับด้วยภาพและวิดีโอ ส่วนฝั่ง Search รับดีมานด์ที่เกิดขึ้นแล้ว การวางแผนแบบนี้ทำให้ตัวเลขของแต่ละช่องอ่านง่ายขึ้นมาก และเป็นสิ่งที่ทีม โฆษณาโซเชียล ควรตกลงกับทีมที่ดูแลช่องทางอื่นตั้งแต่ก่อนเริ่มยิง
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Custom Audience
custom audience คือ สิ่งเดียวกับ Custom Intent Audience ของ Google หรือไม่
ไม่ใช่ คนละแพลตฟอร์มและคนละกลไก Custom Audience ของ Meta สร้างจากข้อมูลที่ธุรกิจคุณมีอยู่จริงเช่น Pixel หรือรายชื่อลูกค้า ส่วน Custom Intent ของ Google สร้างจากคำค้นหาและเว็บไซต์ที่คุณระบุ เพื่อไปหาคนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักคุณ
อัปโหลดรายชื่อลูกค้าเข้า Meta แล้วข้อมูลรั่วไหม
ข้อมูลระบุตัวตนจะถูกแฮชด้วย SHA-256 ก่อนออกจากเครื่องคุณ เมื่ออัปโหลดผ่านหน้า Ads Manager เบราว์เซอร์ทำการแฮชในเครื่องก่อนส่ง และค่าที่แฮชแล้วย้อนกลับเป็นข้อมูลเดิมไม่ได้ แต่การแฮชไม่ได้แปลว่าคุณพ้นหน้าที่ตาม PDPA เรื่องฐานทางกฎหมายและความยินยอมยังต้องจัดการต่างหาก
กลุ่มรีทาร์เก็ตติ้งจากเว็บเก็บข้อมูลย้อนหลังได้นานแค่ไหน
สูงสุด 180 วันสำหรับกลุ่มที่สร้างจากเว็บไซต์ ส่วนกลุ่มที่สร้างจากการดูวิดีโอหรือการมีส่วนร่วมกับเพจและโปรไฟล์ Instagram เก็บได้สูงสุด 365 วัน
ควรใช้ Custom Audience หรือ Lookalike ก่อน
เริ่มที่ Custom Audience ก่อนเสมอ เพราะเป็นกลุ่มที่ต้นทุนต่อผลลัพธ์ดีที่สุดและยังใช้เป็นต้นแบบให้ Lookalike ได้ด้วย เมื่อกลุ่มตามกลับอิ่มตัวแล้วค่อยขยายด้วย Lookalike
ทำไมขนาดกลุ่มที่ Meta แสดงถึงเปลี่ยนไปมา
เพราะเป็นค่าประมาณที่ขยับตามข้อมูลใหม่ที่เข้ามาและข้อมูลเก่าที่หลุดออกเมื่อพ้นหน้าต่างเวลาที่ตั้งไว้ กลุ่มผู้เข้าชมเว็บ 30 วันจะหดลงเองถ้าทราฟฟิกเข้าเว็บลดลง โดยที่คุณไม่ได้แก้การตั้งค่าใด ๆ
สรุป
Custom Audience คือเครื่องมือที่เปลี่ยนข้อมูลลูกค้าที่ธุรกิจมีอยู่แล้วให้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ยิงได้จริง โดยมี Lookalike เป็นตัวขยายและมีข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคลเป็นกรอบกำกับ ถ้าต้องการให้มีคนช่วยวางโครงสร้างกลุ่มเป้าหมาย ตั้งการเก็บข้อมูลให้ถูกตั้งแต่ต้นทาง และดูแลแคมเปญให้ต่อเนื่อง ทีม Relevant Audience รับงานส่วนนี้ในบริการ โฆษณาบน Facebook ทักมาเล่าเป้าหมายของธุรกิจคุณได้







