สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google ลดค่าเริ่มต้นของหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาแบบ view-through ของ Branded Searches จาก 30 วัน เหลือ 7 วัน โดยผู้ลงโฆษณาตั้งเองได้ในช่วง 1 ถึง 30 วัน
- Performance Max ถูกถอดออกจากประเภทแคมเปญที่รองรับ Branded Searches เหลือเพียง YouTube และ Demand Gen ทั้งที่เคยรองรับตอนเปิดตัวปี 2568
- Search Engine Land รายงานทั้งสองการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 หลังพบในเอกสารช่วยเหลือของ Google ซึ่ง Google ไม่ได้ประกาศวันเริ่มใช้หรือบันทึกการเปลี่ยนแปลงไว้
- Branded Searches ยังเป็น primary conversion action เพื่อการรายงานผลภายใต้เป้าหมาย Consideration แสดงในคอลัมน์ Results และ All Conversions แต่ตั้งเป็นเป้าหมาย Smart Bidding ไม่ได้
Google ปรับหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาของ Branded Searches จาก 30 วัน เหลือค่าเริ่มต้น 7 วัน และถอด Performance Max ออกจากรายการประเภทแคมเปญที่รองรับ ทั้งสองอย่างถูกพบเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ในเอกสารช่วยเหลือเรื่อง Branded Searches ของ Google เอง โดย Search Engine Land เป็นผู้รายงาน และ Google ไม่ได้ประกาศวันที่เริ่มใช้งานหรือบันทึกการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ประกอบไว้เลย
การวัดผลแบบ 30 วันไม่ได้หายไป แต่ไม่ใช่ค่าเริ่มต้นอีกแล้ว ผู้ลงโฆษณายังตั้งค่าหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาของ Branded Searches ได้เองตั้งแต่ 1 ถึง 30 วัน แต่บัญชีที่ไม่มีใครเข้าไปแตะจะรายงานผลบนกรอบ 7 วันนับจากนี้ ส่วนรายการประเภทแคมเปญที่รองรับตอนนี้เหลือ YouTube กับ Demand Gen เท่านั้น ขณะที่ Performance Max ซึ่งเคยอยู่ในรายการตั้งแต่ตอนที่ Branded Searches เปิดตัวในปี 2025 ถูกถอดออกไปแล้ว
Branded Searches วัดอะไรกันแน่
Branded Searches คือ conversion action ใน Google Ads ที่บันทึกเมื่อมีคนค้นหาชื่อแบรนด์ของผู้ลงโฆษณาหลังจากได้เห็นโฆษณาของแบรนด์นั้น และตามเอกสารฉบับที่มีการรายงานเมื่อ 18 สิงหาคม 2026 ตัวชี้วัดนี้ถูกจัดอยู่ภายใต้เป้าหมาย Consideration อย่างเป็นทางการ มันเป็น primary conversion action เพื่อการรายงานผลเท่านั้น คือแสดงในคอลัมน์ Results และ All Conversions แต่เลือกเป็นเป้าหมายให้ Smart Bidding ปรับราคาประมูลไม่ได้ และการเปลี่ยนแปลงเดือนสิงหาคม 2026 ก็ไม่ได้แตะส่วนนี้
ตัวชี้วัดนี้ยังไม่ทำงานเองด้วย เอกสารของ Google กำหนดว่าผู้ลงโฆษณาต้องตั้งค่า brand mapping เพื่อบอกบัญชีว่าคำไหนนับเป็นชื่อแบรนด์ และเงื่อนไขนี้ใช้กับผู้ลงโฆษณาที่ไม่ได้รัน Search Lift experiment ด้วย บัญชีที่ไม่เคยตั้ง brand mapping จึงไม่เคยเก็บตัวเลขนี้เลย ไม่ว่าหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาจะถูกตั้งไว้กี่วันก็ตาม
ส่วนที่ยังเหมือนเดิมคือระดับของข้อมูลที่ดูได้ ทั้งระดับแคมเปญ ระดับกลุ่มโฆษณา ระดับ asset และใน Report Editor
Google ตั้งค่าเริ่มต้นของหน้าต่าง view-through ไว้ที่ 7 วัน
ตามเอกสาร Branded Searches ที่มีรายงานเมื่อ 18 สิงหาคม 2026 ค่าเริ่มต้นของหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาแบบ view-through สำหรับตัวชี้วัดนี้คือ 7 วัน ลดลงจากกรอบ 30 วันที่ใช้มาตั้งแต่แรก โดยผู้ลงโฆษณาปรับได้เองในช่วง 1 ถึง 30 วัน
ส่วนต่อไปนี้คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อความจากแหล่งข่าว หน้าต่างการระบุแหล่งที่มาแบบ view-through ทำงานเหมือนนาฬิกาจับเวลาที่เริ่มเดินตอนมีคนเห็นโฆษณาแต่ไม่ได้คลิก ถ้าเขาไปค้นหาชื่อแบรนด์ก่อนนาฬิกาหยุด แพลตฟอร์มจะบันทึกให้ พอย่นนาฬิกาจาก 30 วันเหลือ 7 วัน การค้นหาแบรนด์ที่เคยเกิดในวันที่ 8 ถึงวันที่ 30 ก็หลุดออกจากการนับทั้งหมด สื่อไม่ได้เปลี่ยน กลุ่มเป้าหมายไม่ได้เปลี่ยน ชิ้นงานไม่ได้เปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือนิยาม และตัวเลขที่รายงานก็ลดลงตามนิยามนั้น
ลดลงเท่าไรเป็นสิ่งที่คนนอกบัญชีตอบไม่ได้ เพราะมันขึ้นกับรูปแบบระยะเวลาที่ผู้ชมของบัญชีนั้นใช้ตั้งแต่เห็นโฆษณาจนถึงค้นหาแบรนด์ สินค้าที่ตัดสินใจเร็วและคนมักค้นหาภายในสัปดาห์เดียวกันอาจแทบไม่รู้สึกถึงความต่าง แต่หมวดที่คนดูวิดีโอแล้วอีกสามสัปดาห์ค่อยไปค้นชื่อแบรนด์จะเสียหางของกราฟไปทั้งท่อน อสังหาริมทรัพย์ ประกัน การศึกษา การแพทย์ และ B2B ราคาสูงอยู่ในกลุ่มหลังโดยธรรมชาติ เพราะการตัดสินใจซื้อจริงกินเวลาเป็นเดือน
กับดักที่เกิดขึ้นจริงคือ สองบัญชีที่รายงานว่า Branded Searches ลดลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจอยู่คนละสถานการณ์กันเลย บัญชีหนึ่งความสนใจในแบรนด์ลดลงจริง อีกบัญชีหนึ่งแค่หน้าต่างการวัดสั้นลง และตัวชี้วัดนี้ไม่มีอะไรแยกสองกรณีนี้ออกจากกันได้ นี่คือเหตุผลที่ควรบันทึกการเปลี่ยนแปลงนี้ลงในโน้ตของบัญชีก่อนรอบรายงานถัดไป ไม่ใช่หลังจากที่คำถามถูกยิงมาแล้ว
Performance Max ไม่รองรับ Branded Searches อีกต่อไป
เอกสารฉบับปรับปรุงของ Google ที่มีรายงานเมื่อ 18 สิงหาคม 2026 ระบุประเภทแคมเปญที่รองรับ Branded Searches ไว้เพียง YouTube และ Demand Gen โดยไม่มี Performance Max อยู่ในรายการอีกแล้ว ทั้งที่เคยรองรับตอน Branded Searches เปิดตัวในปี 2025
สำหรับผู้ลงโฆษณาที่ใช้ Performance Max เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เล็กลง แต่คือการสูญเสียเครื่องมือวัดผลไปทั้งตัว ในหลายบัญชี Branded Searches เป็นตัวเลขเดียวในแพลตฟอร์มที่แสดงว่า Performance Max สร้างความสนใจใหม่ในแบรนด์ ไม่ใช่แค่ไปเก็บเกี่ยวดีมานด์ที่มีอยู่แล้ว ตัวเลขนั้นหายไปจากหน้าจอนั้นแล้ว แดชบอร์ด รายงานอัตโนมัติ หรือสไลด์ลูกค้าใด ๆ ที่ดึง Branded Searches ออกมาจากแคมเปญ Performance Max ต้องถูกตรวจใหม่ เพราะฟิลด์ที่มันพึ่งอยู่ไม่ได้รับการรองรับกับแคมเปญประเภทนั้นแล้ว
เทียบก่อนและหลัง ตามที่เอกสารระบุ
ตารางด้านล่างเทียบสิ่งที่เอกสาร Branded Searches ของ Google เคยระบุ กับสิ่งที่ระบุหลังการเปลี่ยนแปลงที่มีรายงานเมื่อ 18 สิงหาคม 2026 ในแถวที่เอกสารไม่ได้ระบุค่าเดิมไว้ ตารางจะเขียนตรง ๆ ว่าไม่ได้ระบุ แทนการเดา
| หัวข้อ | ก่อน | หลังอัปเดตสิงหาคม 2026 |
|---|---|---|
| หน้าต่างการระบุแหล่งที่มาแบบ view-through | 30 วัน | ค่าเริ่มต้น 7 วัน ผู้ลงโฆษณาตั้งได้ 1 ถึง 30 วัน |
| ประเภทแคมเปญที่รองรับ | รวม Performance Max ตอนเปิดตัวปี 2025 | เหลือ YouTube และ Demand Gen เท่านั้น |
| การจัดหมวดเป้าหมาย | เอกสารไม่ได้ระบุการจัดหมวดเดิมไว้ | จัดอยู่ภายใต้เป้าหมาย Consideration อย่างเป็นทางการ |
| การใช้กับการประมูล | ใช้รายงานผลเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายของ Smart Bidding | เหมือนเดิม ยังใช้รายงานผลอย่างเดียวและยังตั้งเป็นเป้าหมาย Smart Bidding ไม่ได้ |
| เงื่อนไขการตั้งค่า | ต้องตั้ง brand mapping | ยังต้องตั้ง brand mapping รวมถึงกรณีที่ไม่ได้รัน Search Lift experiment |
สิ่งที่ Google ไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
Google ไม่ได้ประกาศวันที่เริ่มใช้ ไม่ได้ลงบันทึกการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ กับการแก้ไข Branded Searches ที่มีรายงานเมื่อ 18 สิงหาคม 2026 การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกพบในเอกสารช่วยเหลือเอง ไม่ได้มาจากการประกาศ
ช่องว่างตรงนี้มีผลกับงานจริง ไม่มีใครนอก Google บอกได้ว่าตัวเลขที่รายงานเริ่มถูกคำนวณด้วยกรอบ 7 วันตั้งแต่วันไหน ข้อมูลย้อนหลังของ Branded Searches ใน Report Editor ถูกคำนวณใหม่ตามค่าเริ่มต้นใหม่หรือคงไว้ตามที่บันทึกไว้เดิม การเปลี่ยนหน้าต่างกับการถอด Performance Max เกิดขึ้นพร้อมกันหรือห่างกันเป็นสัปดาห์ และทำไมถึงเปลี่ยน Google ไม่ได้ระบุสักข้อ การอ่านวันที่เริ่มมีผลจากรูปทรงของกราฟคือการเดา และการเดาที่ถูกเล่าให้ลูกค้าฟังในรายงานรายเดือนจะกลายเป็นข้อเท็จจริงในหัวลูกค้าทันที
Google ยังไม่ได้ระบุขนาดของผลกระทบที่ควรคาดหวังไว้ด้วย ดังนั้นใครก็ตามที่บอกว่า Branded Searches จะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์คือการแต่งตัวเลขขึ้นมา คำตอบที่ซื่อสัตย์บอกได้แค่ทิศทาง ตัวเลขมีแต่จะเท่าเดิมหรือลดลง เพราะกรอบที่สั้นกว่าเป็นเซตย่อยของกรอบที่ยาวกว่าเสมอเมื่อวัดช่วงเวลาเดียวกัน
วิเคราะห์ วิธีตั้งฐานเปรียบเทียบใหม่เมื่อนิยามเปลี่ยนกลางทาง
การเทียบปีต่อปีตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าตัวเลขทั้งสองฝั่งถูกผลิตด้วยกฎเดียวกัน หลัง 18 สิงหาคม 2026 สมมติฐานนี้ใช้กับ Branded Searches ไม่ได้แล้ว การเปรียบเทียบจึงต้องถูกจัดการก่อนนำเสนอ
ทางที่ตรงที่สุดคือตั้งค่าหน้าต่างเอง ถ้าชุดข้อมูลย้อนหลังถูกสร้างบนกรอบ 30 วัน ผู้ลงโฆษณาสามารถตั้งหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาของ Branded Searches กลับไปที่ 30 วันเพื่อรักษานิยามให้คงที่ต่อไปได้ แต่มีสองข้อควรระวัง หนึ่งคือบัญชีจะทำงานบนค่าที่ไม่ใช่ค่าเริ่มต้น ซึ่งการออดิตในอนาคตจะตั้งคำถามแน่นอน สองคือ Google ไม่ได้ระบุว่าการเปลี่ยนหน้าต่างจะคำนวณข้อมูลย้อนหลังใหม่หรือมีผลเฉพาะข้อมูลที่เก็บหลังจากนั้น จึงไม่ควรรับปากใครว่าตัวเลขเก่าจะกลับมาตรงกัน
ทางที่สองคือยอมรับรอยต่อแล้วทำเครื่องหมายไว้ ใส่หมายเหตุในชุดข้อมูลตรงจุดที่มีรายงานการเปลี่ยนแปลง เขียนในรายงานว่าช่วงก่อนและหลังถูกวัดด้วยหน้าต่างคนละขนาด และเลิกลากเส้นแนวโน้มข้ามรอยต่อนั้น วิธีนี้ดูไม่สวยแต่แม่นกว่า กราฟที่มีรอยต่อชัดเจนพร้อมคำอธิบายบรรทัดเดียวทนต่อการถูกซักได้ ส่วนเส้นเรียบที่ลากข้ามการเปลี่ยนนิยามทนไม่ได้
ทางที่สามคือเลิกฝากน้ำหนักทั้งหมดไว้กับตัวเลขเดียวที่แพลตฟอร์มนิยามเอง ถ้าหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่างบ upper funnel ได้ผลคือตัวชี้วัดที่แพลตฟอร์มแก้นิยามได้เงียบ ๆ หลักฐานนั้นก็เปราะมาตั้งแต่ต้น การจับคู่ตัวเลขในแพลตฟอร์มกับตัววัดที่ Google ไม่ได้ควบคุม แล้วดูว่าทั้งสองขยับไปด้วยกันไหม คือสิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนนิยามครั้งหน้ามองเห็นได้ แทนที่จะมองไม่เห็น
วิเคราะห์ ผู้ลงโฆษณา Performance Max ใช้อะไรแทนได้บ้าง
ไม่มีอะไรในรายการต่อไปนี้เทียบเท่า Branded Searches และใครที่นำเสนอสิ่งเหล่านี้ในฐานะของทดแทนควรพูดตรง ๆ ว่ามันไม่ใช่ มันคือเครื่องมือคนละชิ้นที่เล็งไปที่คำถามเดียวกัน
- Brand Lift study ทำงานด้วยการสำรวจกลุ่มที่เห็นโฆษณาเทียบกับกลุ่มควบคุม แล้วอ่านส่วนต่างของการจดจำหรือความสนใจ นี่คือการทดลองที่มีกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นหลักฐานที่หนักแน่นกว่าตัวเลขที่ระบุแหล่งที่มา แต่มันคือการศึกษาที่มีเงื่อนไขคุณสมบัติและงบขั้นต่ำของตัวเอง ให้ผลเป็นช่วงเวลาไม่ใช่คอลัมน์รายวัน และเอกสาร Branded Searches ที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้พูดถึงมันเลย
- ยอด impression ของคำค้นแบรนด์ใน Search Console คือสัญญาณฝั่ง organic ที่บอกว่ามีคนไปค้นหาชื่อแบรนด์มากแค่ไหน มันไม่ได้ผูกกับแคมเปญไหน จึงเป็นการอ่านความสัมพันธ์เทียบกับปฏิทินการยิงสื่อ ไม่ใช่การระบุแหล่งที่มา ข้อดีคือ Google Ads แก้นิยามของมันไม่ได้ ดังนั้นการที่ตัวเลขขึ้นระหว่างยิงสื่อและลงหลังหยุด จึงเป็นหลักฐานที่ยืนด้วยขาตัวเอง
- แนวโน้มทราฟฟิก direct และ branded organic ในระบบวิเคราะห์ เซสชันที่เข้ามาโดยไม่มี referrer หรือผ่านคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ เมื่อดูข้ามช่วงที่ยิงสื่อกับช่วงที่ไม่ยิง และแยกตามพื้นที่ จะสะท้อนพฤติกรรมเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง จุดอ่อนของมันเป็นที่รู้กันดี ทราฟฟิก direct ดูดสัญญาณรบกวนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเยอะ มันจึงอ่านได้ชัดเฉพาะตอนที่การยิงสื่อใหญ่พอเมื่อเทียบกับฐานปกติและจำกัดพื้นที่ชัดเจน
กลไกเบื้องหลังทั้งสามอย่างคือกลไกเดียวกับที่ Branded Searches วัดอยู่ คนเห็นโฆษณา ไม่ได้คลิก แล้วไปค้นหาชื่อแบรนด์ทีหลัง การเสียเครื่องมือวัดไปหนึ่งชิ้นสำหรับ Performance Max ไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมนั้นหยุดลง แปลว่าแพลตฟอร์มเลิกนับมันในแคมเปญประเภทนั้นเท่านั้น
สิ่งที่ควรเข้าไปตรวจในบัญชี Google Ads ของตัวเอง
- ตั้ง brand mapping ไว้หรือยัง ถ้ายัง Branded Searches จะไม่รายงานอะไรเลย และเลขศูนย์ตรงนั้นคือช่องว่างของการตั้งค่า ไม่ใช่ผลของสื่อ
- ค่าหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาบน conversion action ของ Branded Searches เอง เอกสารของ Google เรียกการตั้งค่านี้ตามชื่อ และค่านี้คือสิ่งที่กำหนดว่าคอลัมน์จะนับอะไร
- รายงานประจำ แดชบอร์ด หรือการส่งออกข้อมูลใด ๆ ที่ดึง Branded Searches จากแคมเปญ Performance Max เพราะแคมเปญประเภทนั้นไม่ได้รับการรองรับแล้ว
- KPI ของลูกค้า ค่าคอมมิชชัน หรือเหตุผลของงบที่เขียนอ้างอิงปริมาณ Branded Searches ถ้ามี ให้เจรจาฐานใหม่ก่อนที่ตัวเลขจะขยับไปเอง
- ระยะเวลาที่ผู้ชมของบัญชีใช้ตั้งแต่เห็นโฆษณาจนค้นหาแบรนด์ ในขณะที่ข้อมูลซึ่งบันทึกด้วยกรอบยาวยังอยู่ให้ดู ระยะนี้คือสิ่งที่ตัดสินว่ากรอบที่สั้นลงทำให้เสียแค่เศษปัดหรือเสียไปหนึ่งในสามของตัวชี้วัด
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
ผู้ลงโฆษณาไทยพึ่ง YouTube สำหรับงาน awareness หนักกว่าหลายตลาด และการเพิ่มขึ้นของการค้นหาแบรนด์มักเป็นตัวเลขเดียวที่ใช้อธิบายงบก้อนนั้นกับ CFO ได้ ค่าเริ่มต้น 7 วันจึงเป็นปัญหาเรื่องการปกป้องงบก่อนจะเป็นปัญหาเรื่องการวัดผล ตัวเลขการค้นหาแบรนด์ที่ลดลงในเดือนกันยายนเพราะ Google เปลี่ยนค่าเริ่มต้นในเดือนสิงหาคม จะถูกอ่านในห้องประชุมว่าสื่อทำงานล้มเหลว ถ้าไม่มีใครอธิบายเรื่องนี้ไว้ก่อน
กรอบ 7 วันเข้ากันได้ดีกับวิธีที่อีคอมเมิร์ซไทยทำงานจริง เพราะงบส่วนใหญ่ถูกอัดลงในช่วงเซลวันเลขซ้ำ และช่องว่างระหว่างการเห็นโฆษณากับการค้นหาแบรนด์วัดกันเป็นวัน แต่มันเข้ากันได้แย่กับอสังหาริมทรัพย์ ประกัน โรงเรียนนานาชาติ และสุขภาพ ซึ่งผู้ซื้อไทยมักเห็นวิดีโอ กลับไปคุยที่บ้าน แล้วอีกหลายสัปดาห์ค่อยค้นหา หมวดเหล่านี้ควรพิจารณาจริงจังว่าจะตั้งหน้าต่างกลับไปที่ 30 วันหรือยอมรับค่าเริ่มต้นใหม่
สำหรับบัญชีไทยที่ใช้ Performance Max เป็นโครงสร้างหลักแบบเปิดตลอด ซึ่งพบบ่อยในทีมขนาดเล็ก สิ่งที่เสียไปคือข้ออ้างในการรายงาน ถ้าเหตุผลด้าน awareness ของ Performance Max วางอยู่บน Branded Searches เหตุผลนั้นต้องถูกสร้างใหม่บนอย่างอื่นก่อนรีวิวรายไตรมาสรอบหน้า ทีมที่แยกแคมเปญ โฆษณาบน YouTube ออกมาต่างหากยังมีตัวชี้วัดนี้อยู่ ซึ่งตัวมันเองก็เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ควรยัดทุกวัตถุประสงค์ลงในแคมเปญประเภทเดียว
คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Branded Searches หลังการเปลี่ยนแปลงสิงหาคม 2026
กรอบ 30 วันหายไปเลยหรือเปล่า
ไม่หาย Google เปลี่ยนแค่ค่าเริ่มต้นเป็น 7 วัน และผู้ลงโฆษณายังตั้งหน้าต่างการระบุแหล่งที่มาของ Branded Searches ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 30 วัน ดังนั้นการวัดแบบ 30 วันยังใช้ได้กับคนที่เข้าไปตั้งค่า ต่างกันตรงที่บัญชีซึ่งไม่มีใครเข้าไปปรับจะรายงานบนกรอบ 7 วันแทน 30 วัน
เริ่มมีผลเมื่อไร และมีผลในไทยแล้วหรือยัง
Google ไม่ได้ประกาศวันที่เริ่มใช้ ไม่มีบันทึกการเปลี่ยนแปลง และไม่มีรายละเอียดรายภูมิภาค คำตอบที่ซื่อสัตย์คือไม่มีใครนอก Google รู้วันที่มีผลจริง การเปลี่ยนแปลงถูกพบในเอกสารช่วยเหลือของ Google เมื่อ 18 สิงหาคม 2026 และเอกสารนั้นเป็นฉบับสากล แต่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุกำหนดการเฉพาะของประเทศไทยหรือการทยอยปล่อยเป็นระยะไว้
ต้องทำอะไรไหม
ต้องทำเฉพาะกรณีที่ Branded Searches อยู่ในรายงานของคุณ ซึ่งควรเข้าไปตรวจค่าหน้าต่างและแจ้งคนที่อ่านตัวเลขนั้นก่อนที่มันจะขยับ ผู้ลงโฆษณาที่ไม่เคยตั้ง brand mapping ไม่เคยเก็บตัวชี้วัดนี้อยู่แล้วจึงไม่มีอะไรเปลี่ยน ส่วนคนที่รัน Performance Max ควรเลิกคาดหวังตัวชี้วัดนี้จากแคมเปญเหล่านั้น
ใช้ Branded Searches เป็นเป้าหมายการประมูลได้ไหม
ไม่ได้ Branded Searches เป็น primary conversion action เพื่อการรายงานผลเท่านั้น แสดงในคอลัมน์ Results และ All Conversions แต่ตั้งเป็นเป้าหมายให้ Smart Bidding ปรับราคาไม่ได้ และการอัปเดตเดือนสิงหาคม 2026 ก็ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องนี้
ตัวเลข Branded Searches ของเราจะลดลงไหม
มีแต่จะเท่าเดิมหรือลดลง เพราะกรอบ 7 วันนับเซตย่อยของสิ่งที่กรอบ 30 วันเคยนับในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ Google ไม่ได้ระบุขนาดของผลกระทบไว้ จึงไม่มีตัวเลขไหนที่พูดได้อย่างซื่อสัตย์ บัญชีหนึ่งจะเสียมากหรือน้อยขึ้นกับว่าผู้ชมของบัญชีนั้นใช้เวลานานแค่ไหนตั้งแต่เห็นโฆษณาจนไปค้นหาแบรนด์
ถ้ารายงาน upper funnel ของคุณวางอยู่บน Branded Searches ตอนนี้คือจังหวะที่ควรตรวจค่าหน้าต่างและประเภทแคมเปญที่ยังรองรับ ก่อนรายงานฉบับหน้าจะถูกส่งออกไป ทีม Google Ads ของเรารับตรวจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ลงกับบัญชีของคุณอย่างไรและควรตั้งฐานใหม่ตรงไหน







