Abstract illustration of a wide cloud of brand impressions narrowing into a shortlist of three and then one purchase, representing the priming stage of the buying journey.

WPP Media และ Said Business School ออกซ์ฟอร์ด: 84% ของการซื้อตกเป็นของแบรนด์ที่ผู้ซื้อเลือกไว้ก่อนแล้ว

Content MarketingAugust 21, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • WPP Media ร่วมกับคณะการตลาดของ Said Business School มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วิเคราะห์เส้นทางการซื้อกว่า 1.2 ล้านเส้นทางทั่วโลกในงานวิจัย "How Humans Decide" โดย Marketing Oops รายงานเมื่อ 19 สิงหาคม 2569
  • 84% ของการซื้อตกเป็นของความชอบที่ก่อตัวก่อนความต้องการจะเกิด ผู้ซื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงลงมือหาโดยมีแบรนด์ติดหัวอย่างน้อยสามแบรนด์ และมักซื้อแบรนด์ที่ตัวเองเอนเอียงไปหามากที่สุด
  • อคติจากช่วงปูพื้นรายหมวด เครื่องดื่ม 97% ร้านอาหารบริการด่วน 85% ผลิตภัณฑ์เด็กเล็ก 84% ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล 83% ดูแลช่องปาก การเงิน โทรคมนาคม 82% ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 81%
  • Wanruedee Siriwatwechakul Chief Client Officer ของ WPP Media ประเทศไทย ระบุว่าแบรนด์ที่ไม่อยู่ในสามอันดับแรกตั้งแต่ช่วงปูพื้น จะเอาชนะ ณ จุดจ่ายเงินได้ยากขึ้น 10 ถึง 14 เท่า
  • เส้นโค้งการเปิดรับ กลุ่มเปิดรับมากที่สุด 10% แรกคลิกและซื้อง่ายแต่สร้างมูลค่าแบรนด์น้อยและเบื่อความถี่เร็วที่สุด ขณะที่ 23% ของตลาดข้ามโฆษณาในช่วงลงมือหาไม่ว่าจะยิงบ่อยแค่ไหน

WPP Media ร่วมกับคณะการตลาดของ Said Business School มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วิเคราะห์เส้นทางการซื้อกว่า 1.2 ล้านเส้นทางทั่วโลกในงานวิจัยชื่อ "How Humans Decide" และพบว่า 84% ของการซื้อตกเป็นของแบรนด์ที่ผู้บริโภคมีความชอบอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่เกิดความต้องการซื้อ โดย Marketing Oops รายงานผลการศึกษานี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 งานวิจัยแบ่งการซื้อทุกครั้งออกเป็นสองช่วง คือช่วงปูพื้น (Priming Stage) ที่ผู้บริโภคยังไม่ได้กำลังหาซื้ออะไร แต่ก็ซึมซับภาพจำของแบรนด์ไปเรื่อย ๆ และช่วงลงมือหา (Active Stage) ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงหลายเดือน

WPP Media และ Said Business School ออกซ์ฟอร์ด วัดอะไรบ้าง

งานวิจัยที่ดำเนินการโดย WPP Media ร่วมกับคณะการตลาดของ Said Business School มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ครอบคลุมเส้นทางการซื้อมากกว่า 1.2 ล้านเส้นทางทั่วโลก ตามที่ Marketing Oops รายงานเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 โมเดลนี้แบ่งเส้นทางออกเป็นสองส่วน ช่วงปูพื้นคือช่วงยาว ๆ ที่คนยังไม่มีความต้องการซื้อและกำลังสะสมภาพจำของแบรนด์ไปเฉย ๆ ส่วนช่วงลงมือหาเริ่มต้นเมื่อความต้องการปรากฏขึ้น และงานวิจัยระบุว่าช่วงนี้อาจยาวตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับหมวดสินค้าและการซื้อครั้งนั้น

ตัวเลขพาดหัวคือ 84% ของการซื้อตกเป็นของความชอบที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปูพื้น ไม่ใช่ในช่วงที่ผู้บริโภคกำลังค้นหาอย่างจริงจัง งานวิจัยยังระบุว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงลงมือหาโดยมีแบรนด์ติดหัวมาแล้วอย่างน้อยสามแบรนด์ และมักซื้อแบรนด์ที่ตัวเองมีอคติเอนเอียงไปหามากที่สุด ในการอ่านแบบนี้ ช่วงลงมือหาจึงไม่ใช่กระบวนการตัดสินใจเท่ากับเป็นกระบวนการยืนยันสิ่งที่ตัดสินไปแล้ว

อคติจากช่วงปูพื้นอยู่ระหว่าง 81% ถึง 97% แล้วแต่หมวดสินค้า

งานวิจัยรายงานว่าอคติจากช่วงปูพื้นกำหนดผลลัพธ์มากแค่ไหนในแต่ละหมวดสินค้า ตารางด้านล่างคือตัวเลขรายหมวดตามที่เผยแพร่ในรายงานวันที่ 19 สิงหาคม 2569

อคติจากช่วงปูพื้นอยู่ระหว่าง 81% ถึง 97% แล้วแต่หมวดสินค้า
หมวดสินค้าอคติจากช่วงปูพื้น
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์97%
ร้านอาหารบริการด่วน85%
ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเล็ก84%
ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล83%
ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก บริการทางการเงิน โทรคมนาคม82%
ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์81%

ส่วนที่น่าสนใจคือช่วงห่างของตัวเลข เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ 97% แทบเรียกได้ว่าตัดสินไปแล้ว ซึ่งเข้ากับหมวดสินค้าที่ซื้อกันในไม่กี่วินาทีหน้าตู้แช่โดยไม่มีขั้นตอนเปรียบเทียบใด ๆ แต่ขาล่างของตารางก็ไม่ได้ต่ำเลย ยานยนต์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสองหมวดที่ผู้ซื้อหาข้อมูลมากที่สุด ยังอยู่ที่ 81% แปลว่าแม้ในการซื้อที่คนใช้เวลาอ่านข้อมูลเป็นสัปดาห์ ผลลัพธ์สี่ในห้าครั้งก็ถูกกำหนดไว้ก่อนที่การอ่านจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ว่าช่วงหาข้อมูลจะทำหน้าที่อะไร ส่วนใหญ่มันคือการจัดอันดับรายชื่อสั้น ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ตัวเลข 10 ถึง 14 เท่า มาจากผู้บริหาร WPP Media ประเทศไทย

Wanruedee Siriwatwechakul Chief Client Officer ของ WPP Media ประเทศไทย ระบุว่าแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในสามอันดับแรกในใจผู้บริโภคตั้งแต่ช่วงปูพื้น จะเอาชนะ ณ จุดจ่ายเงินได้ยากขึ้น 10 ถึง 14 เท่า นี่คือประโยคที่ใช้งานได้จริงที่สุดในรายงาน เพราะมันตีราคาให้กับการไม่อยู่ในใจ แทนที่จะตีมูลค่าให้กับการอยู่ในใจ

ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่ผลการวิจัย บทลงโทษ 10 ถึง 14 เท่า ณ จุดจ่ายเงิน คือสิ่งที่ทีมสายผลลัพธ์สัมผัสได้ในรูปของต้นทุนต่อการได้ลูกค้าที่สูงขึ้นโดยไม่มีคำอธิบาย ถ้าแบรนด์ของคุณอยู่นอกรายชื่อในหัวของผู้ซื้อ โฆษณาปลายทางต้องทำงานหนักถึงขั้นหักล้างความชอบที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะแค่รับลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจ และราคาของงานส่วนนั้นไปโผล่ในตัวชี้วัดฝั่งสื่อ ไม่ใช่ในตัวชี้วัดฝั่งแบรนด์ แดชบอร์ดจึงรายงานมันออกมาเป็นปัญหาการบิด แต่งานวิจัยชี้ว่ามันคือปัญหาความทรงจำ

รีทาร์เก็ตติงและการลดราคาแย่งกันอยู่บน 16% ที่เหลือ

ถ้า 84% ของการซื้อจบลงที่ความชอบซึ่งก่อตัวก่อนความต้องการจะเกิด เลขคณิตง่าย ๆ ก็เหลือ 16% ที่ยังชี้ขาดกันได้จริงในช่วงลงมือหา และ 16% นี้คืออาณาเขตที่ทั้งปลายกรวยการตลาดรุมแย่งกันอยู่ ทั้งกลุ่มรีทาร์เก็ตติง คีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์คู่แข่ง โปรโมชันแบบคลิกสุดท้าย ระบบตามตะกร้าที่ทิ้งไว้ และการเทียบราคา

ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ มุมนี้ช่วยอธิบายต้นทุนที่สูงขึ้นในฝั่งการเก็บเกี่ยวดีมานด์ เมื่อช่องทางหนึ่งแข่งกันบนสัดส่วนผลลัพธ์ที่ตายตัวและเล็ก แรงกดดันจากการแข่งขันบนสัดส่วนนั้นย่อมดันราคาขึ้นโดยที่ตัวผู้ซื้อไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย งานวิจัยไม่ได้เสนอข้อโต้แย้งนี้เอง มันรายงานอัตราส่วนไว้ และอัตราส่วนนั้นคือสิ่งที่ทำให้ข้อโต้แย้งนี้เป็นไปได้

ข้อสรุปผิด ๆ ที่เห็นได้ชัดคือการอ่านเรื่องนี้เป็นเหตุผลให้เลิกทำ performance marketing ซึ่งไม่ใช่ เพราะ 16% ของการซื้อยังตัดสินกันในช่วงลงมือหา สัดส่วนนั้นคิดเป็นเงินจำนวนมาก และการเสียมันไปเพราะครอบคลุมการค้นหาไม่ดีหรือขั้นตอนชำระเงินพัง คือความเสียหายที่ทำร้ายตัวเอง นอกจากนี้งานวิจัยยังไม่ได้บอกว่างบฝั่งแบรนด์เปลี่ยนเป็นยอดขายในอัตราเท่าใด ไม่ได้เสนอสัดส่วนการแบ่งงบที่แนะนำ และไม่ได้ระบุว่าการลงทุนปูพื้นเท่านี้ซื้ออะไรกลับมาได้บ้าง ใครที่แปลงตัวเลข 84% เป็นสัดส่วนงบโดยตรง เท่ากับเพิ่มข้อความที่งานวิจัยไม่ได้พูดเข้าไปเอง

เส้นโค้งการเปิดรับ และกับดักที่ปลายด้านบน

งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังวาดเส้นโค้งการเปิดรับโฆษณาของตลาดไว้ด้วย ที่ปลายด้านหนึ่ง ผู้บริโภคกลุ่มที่เปิดรับมากที่สุด 10% แรก คลิกง่ายและซื้อง่าย แต่สร้างมูลค่าให้แบรนด์ได้น้อย และเป็นกลุ่มที่รำคาญความถี่ของโฆษณาได้ง่ายที่สุด ส่วนที่ปลายอีกด้าน 23% ของตลาดคือกลุ่มที่เปิดรับน้อยที่สุด และข้ามโฆษณาในช่วงลงมือหาไม่ว่าจะยิงบ่อยแค่ไหน

ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ กลุ่ม 10% แรกคือกลุ่มที่ทำให้การซื้อสื่อดูดีมาก พวกเขาตอบสนอง อัตราคลิกจึงสูงขึ้น พวกเขาซื้อ ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าจึงต่ำลง ระบบปรับแต่งอัตโนมัติใด ๆ ที่ให้รางวัลกับการตอบสนองทันที ย่อมหาเจอและไล่ซื้อคนกลุ่มนี้ต่อไป เพราะนั่นคือหน้าที่ของมัน ประเด็นของงานวิจัยคือคนกลุ่มนี้สร้างมูลค่าให้แบรนด์ได้น้อยขณะที่เบื่อความถี่เร็วที่สุด รูปแบบการซื้อสื่อที่ทำให้แดชบอร์ดสวย จึงกัดกร่อนผลตอบแทนของตัวเองไปพร้อมกันเมื่อเวลาผ่านไป

ส่วนกลุ่ม 23% ที่ปลายอีกด้านสำคัญด้วยเหตุผลคนละแบบ ถ้าเกือบหนึ่งในสี่ของตลาดข้ามโฆษณาในช่วงลงมือหาไม่ว่าอย่างไร การอัดความถี่ใส่คนกลุ่มนี้ในช่วงนั้นก็คือการใช้เงินที่มีเพดานรู้ล่วงหน้า งานวิจัยไม่ได้บอกว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงไม่ได้ แต่บอกว่าเข้าถึงไม่ได้ด้วยวิธีนั้น ในจังหวะนั้น

สิ่งที่งานวิจัยไม่ได้พูด

นี่คืองานวิจัยจากกลุ่มเอเจนซีสื่อ WPP Media เป็นกลุ่มบริษัทสื่อระดับโลกที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจกับข้อโต้แย้งเรื่องการลงทุนในแบรนด์ และข้อค้นพบที่บอกว่า 84% ของการซื้อถูกตัดสินก่อนการช้อปปิงจะเริ่ม ก็คือข้อค้นพบที่สนับสนุนการซื้อสื่อต้นกรวยมากขึ้น เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ข้อมูลใช้ไม่ได้ และการมีพันธมิตรทางวิชาการอย่าง Said Business School มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ก็เป็นการถ่วงดุลที่มีความหมาย แต่กรอบการเล่าเรื่องถูกเลือกโดยผู้มีส่วนได้เสีย

เส้นทางการซื้อ 1.2 ล้านเส้นทางถูกอธิบายว่าเป็นข้อมูลทั่วโลก และรายงานไม่ได้แยกข้อมูลตามตลาด ตามช่องทาง หรือตามช่วงเวลาที่เก็บ ไม่มีชุดข้อมูลเฉพาะของประเทศไทยในสิ่งที่เผยแพร่ นอกเหนือจากมุมมองที่ผู้บริหาร WPP Media ประเทศไทยให้ไว้ ตัวเลขรายหมวดก็ถูกรายงานโดยไม่มีขนาดกลุ่มตัวอย่างของแต่ละหมวด นอกจากนี้งานวิจัยยังไม่ได้อธิบายว่าอะไรนับเป็นภาพจำของแบรนด์ในช่วงปูพื้น ซึ่งแปลว่ามันไม่ได้บอกว่าสื่อชนิดไหนเป็นตัวปูพื้นจริง ๆ และนั่นคือคำถามที่คนวางแผนสื่ออยากได้คำตอบมากที่สุดพอดี

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย

สำหรับแบรนด์ที่แข่งขันในประเทศไทย การแปลตัวเลข 84% ให้ใช้งานได้คือ รายชื่อแบรนด์ในหัวผู้บริโภคคือสินทรัพย์ ถ้าคุณไม่ใช่หนึ่งในสามแบรนด์ที่คนไทยติดหัวไว้แล้วตอนความต้องการเกิดขึ้น งานที่จะทำให้เขาซื้อคุณจะเกิดขึ้นในที่ที่แพงกว่ามาก ซึ่งก็คือจุดที่ยากขึ้น 10 ถึง 14 เท่า ตามที่Wanruedee Siriwatwechakul อธิบายไว้

ส่วนนี้เป็นการให้เหตุผลต่อยอดจากงานวิจัย ไม่ใช่การรายงานผลวิจัย การเสพสื่อของคนไทยกระจุกตัวอยู่ในฟีดและวิดีโอสั้นอย่างหนัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนเลื่อนดูตอนไม่มีความต้องการซื้ออะไรเลย นั่นคือสภาพแวดล้อมของการปูพื้นตามนิยาม แต่ตามปกติมันถูกซื้อและถูกวัดผลในฐานะสื่อสายผลลัพธ์ คือตัดสินกันที่คลิกและต้นทุนต่อผลลัพธ์ภายในช่วงแคมเปญ แคมเปญที่ถูกตัดสินด้วยการตอบสนองทันทีเพียงอย่างเดียว จะประเมินค่าอิมเพรสชันที่ทำหน้าที่ปูพื้นต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ เพราะงานปูพื้นจะยังไม่ปรากฏผลจนกว่าความต้องการจะเกิดขึ้นในอีกหลายสัปดาห์ถัดมา งานวิจัยไม่ได้วัดสื่อไทยโดยเฉพาะ จึงควรถือว่านี่คือการอนุมานเรื่องกลไก ไม่ใช่ข้อค้นพบเกี่ยวกับตลาดไทย

อีกเรื่องที่ต้องดูคือหมวดสินค้า ถ้าธุรกิจของคุณอยู่ในหมวดที่ใกล้ยอดตาราง เช่น อาหารและเครื่องดื่มบรรจุเสร็จหรือร้านอาหารบริการด่วน ตัวเลขอคติจากช่วงปูพื้นบ่งชี้ว่าผลลัพธ์แทบถูกตัดสินไปแล้วก่อนที่ใครจะเปิดแอปด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณอยู่ในหมวดยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือโทรคมนาคม ช่วง 81% ถึง 82% ยังเหลือสัดส่วนของช่วงลงมือหาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่งานวิจัยพบ และนั่นคือที่ที่คอนเทนต์เปรียบเทียบ การมีรีวิว และความครอบคลุมบนหน้าค้นหา คุ้มค่าที่จะลงทุน

สองช่วงนี้สร้างขึ้นจากตรงไหน

ช่วงปูพื้นกับช่วงลงมือหาต้องการงานคนละแบบ และความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการทำแต่ช่วงหลังอย่างเดียว ช่วงปูพื้นสร้างจากการปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอในที่ที่คนใช้เวลาอยู่ตอนไม่ได้กำลังจะซื้อ ซึ่งเป็นงานของ คอนเทนต์มาร์เก็ตติง และ โฆษณาโซเชียลแบบทำต่อเนื่อง โดยต้องมีเพดานความถี่ด้วย เมื่อดูจากข้อค้นพบเรื่องความรำคาญในกลุ่มที่เปิดรับมากที่สุด 10% ส่วนช่วงลงมือหาสร้างจากการหาเจอและน่าเชื่อถือในวินาทีที่ความต้องการเกิดขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ของการค้นหาและการเปรียบเทียบมากกว่าโจทย์ของการโฆษณา และเป็นจุดที่ การมองเห็นบนผลการค้นหาแบบออร์แกนิก พารายชื่อในหัวผู้บริโภคเข้าไปอยู่บนหน้าผลลัพธ์

รายการสั้น ๆ ที่ควรเอาไปตรวจกับแผนของคุณเอง โดยอิงจากโมเดลสองช่วงนี้

  • คุณบอกได้ไหมว่าสื่อรายการไหนในแผนของคุณเข้าถึงคนที่ยังไม่มีความต้องการซื้อ ถ้าทุกบรรทัดในแผนยิงด้วยสัญญาณคนที่กำลังหาซื้ออยู่ แปลว่าคุณไม่มีงบปูพื้นเลย
  • คุณรู้ไหมว่าแบรนด์ของคุณอยู่ในสามอันดับแรกที่คนนึกถึงในหมวดของคุณหรือไม่ งานวิจัยบอกว่ารายชื่อในหัวเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ส่วนใหญ่ ตัวเลขการนึกถึงแบบไม่ต้องช่วยบอกจึงมีประโยชน์กว่าตัวเลขการเข้าถึงของแคมเปญ
  • มีการจำกัดความถี่ไว้ที่ไหนบ้างหรือเปล่า งานวิจัยรายงานว่ากลุ่มที่เปิดรับมากที่สุด 10% คือกลุ่มที่รำคาญความถี่ได้ง่ายที่สุด กลุ่มที่ตอบสนองดีจึงเป็นกลุ่มที่ไม่ควรอัดซ้ำที่สุด
  • ชิ้นงานสำหรับช่วงลงมือหาของคุณพร้อมรับคนที่มีรายชื่อในหัวอยู่แล้วหรือยัง หน้าเปรียบเทียบ รายละเอียดสินค้า การมีรีวิว และความครอบคลุมบนหน้าค้นหา ล้วนรับใช้คนที่กำลังยืนยันความชอบ ไม่ใช่คนที่กำลังสร้างความชอบ
  • มีใครวัดผลช่วงปูพื้นอยู่บ้างไหม ถ้ารายงานทั้งหมดของคุณเป็นแบบคลิกสุดท้าย ตัวเลข 84% จะมองไม่เห็นในระบบวัดผลของคุณตั้งแต่ต้น

คำถามที่พบบ่อย

แปลว่าต้องตัดงบ performance marketing ใช่ไหม

ไม่ใช่ และงานวิจัยก็ไม่ได้บอกแบบนั้น เพราะ 16% ของการซื้อยังตัดสินกันในช่วงลงมือหาตามเลขคณิตของงานวิจัยเอง และงานวิจัยไม่ได้เสนอสัดส่วนการแบ่งงบระหว่างแบรนด์กับผลลัพธ์ไว้เลย มันคือเหตุผลให้ลงทุนกับช่วงปูพื้นเพิ่ม ไม่ใช่เหตุผลให้ตัดงบการเก็บเกี่ยวดีมานด์

ตัวเลข 84% เป็นข้อมูลเฉพาะของประเทศไทยหรือไม่

ไม่ใช่ งานวิจัยครอบคลุมเส้นทางการซื้อกว่า 1.2 ล้านเส้นทางทั่วโลก และรายงานไม่ได้แยกข้อมูลตามตลาด องค์ประกอบเดียวที่เกี่ยวกับไทยคือมุมมองที่Wanruedee Siriwatwechakul Chief Client Officer ของ WPP Media ประเทศไทย ให้ไว้เรื่องความยากที่เพิ่มขึ้น 10 ถึง 14 เท่าสำหรับแบรนด์ที่อยู่นอกสามอันดับแรก

ช่วงปูพื้นคืออะไรกันแน่

คือช่วงที่ผู้บริโภคยังไม่ได้กำลังหาซื้อ แต่ยังคงซึมซับภาพจำของแบรนด์อยู่ ตามนิยามในงานวิจัยของ WPP Media และ Said Business School ส่วนช่วงลงมือหาจะตามมาเมื่อความต้องการปรากฏขึ้น และงานวิจัยระบุว่าอาจกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึงหลายเดือน

ทำไมงานวิจัยถึงบอกว่ากลุ่มที่ตอบสนองดีที่สุดคือปัญหา

เพราะผู้บริโภคกลุ่มที่เปิดรับมากที่สุด 10% แรก คลิกง่ายและซื้อง่ายแต่สร้างมูลค่าให้แบรนด์ได้น้อย และรำคาญความถี่ของโฆษณาได้ง่ายที่สุด การทุ่มซื้อสื่อใส่คนกลุ่มนี้จึงให้ตัวเลขระยะสั้นที่ดูดีพร้อมกับผลระยะยาวที่อ่อน ซึ่งเป็นกับดักของการวัดผลมากกว่าเป็นเรื่องของสื่อ

ต้องเปลี่ยนอะไรตอนนี้เลยไหม

ไม่มีอะไรที่บังคับต้องทำ เพราะนี่คืองานวิจัย ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ แต่มันเป็นเหตุผลที่ดีในการไปดูว่าแผนสื่อของคุณมีบรรทัดไหนที่เข้าถึงคนซึ่งยังไม่มีความต้องการซื้อบ้าง และคุณได้ติดตามตัวเลขการนึกถึงแบรนด์ควบคู่ไปกับผลของแคมเปญหรือเปล่า

รายชื่อในหัวผู้บริโภคคือสินทรัพย์

อ่านกันตรง ๆ ข้อค้นพบของ WPP Media และออกซ์ฟอร์ดบอกว่าการตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นตอนที่ไม่มีใครขายอะไรอยู่ และวินาทีของการจ่ายเงินส่วนใหญ่เป็นเพียงการรับรองความชอบที่ถูกสร้างไว้ก่อนหน้าและที่อื่น 84% ของการซื้อตกเป็นของแบรนด์ที่ถูกเลือกไว้ก่อนความต้องการจะเกิด อคติจากช่วงปูพื้นอยู่ระหว่าง 81% ในหมวดยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึง 97% ในหมวดเครื่องดื่ม และแบรนด์ที่อยู่นอกสามอันดับแรกเจอโจทย์ที่ยากขึ้น 10 ถึง 14 เท่า ณ จุดจ่ายเงิน ถ้าคุณอยากได้ความเห็นที่สองว่าแผนของคุณกำลังลงทุนกับช่วงที่ตัดสินผลลัพธ์ส่วนใหญ่อยู่หรือไม่ ทีมของเรายินดีดูไปพร้อมกับคุณ

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: