สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- แอปแชทเข้าถึงคนไทยเร็วกว่าอีเมล แต่ความอดทนต่ำกว่า ส่งไม่ตรงกลุ่มแล้วถูกบล็อกถาวร และไม่มีปุ่มไหนในระบบหลังบ้านที่ดึงกลับได้
- บัญชีทางการบนแชทเห็นผู้ใช้เป็นรหัสที่ผูกกับบัญชีนั้นบัญชีเดียว ไม่ใช่อีเมลหรือเบอร์ การจับคู่กับประวัติการซื้อจึงต้องมีกุญแจที่เก็บมาอย่างตั้งใจ
- แพ็กเกจบัญชีทางการคิดเงินตามจำนวนข้อความเมื่อเกินโควตารายเดือน การส่งหาทุกคนทุกสัปดาห์จึงเสียสองต่อ ทั้งค่าข้อความและจำนวนคนที่บล็อก
- ตัวเลขที่ควรดูคือยอดบล็อกหลังส่ง จำนวนเพื่อนที่ส่งถึงได้จริง เวลาตอบกลับครั้งแรก อัตราคลิกต่อรอบ และยอดขายที่เริ่มจากห้องแชท ไม่ใช่ยอดเพื่อนสะสม
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 ต้องกำหนดระยะเวลาเก็บและไม่เก็บเอกสารอ่อนไหวไว้ในแชท
CRM ยุคใหม่ในไทยต้องย้ายมาอยู่บนแชท เพราะช่องทางที่ลูกค้าเปิดอ่านและตอบกลับจริงย้ายไปอยู่บน LINE เรียบร้อยแล้ว ระบบที่เก็บชื่อ เบอร์ และประวัติการซื้อไว้ในตาราง แต่ส่งข้อความไปหาลูกค้าในที่ที่ลูกค้าอยู่ไม่ได้ จะเหลือค่าเป็นสมุดบันทึกไว้เปิดย้อนหลัง ไม่ใช่ระบบที่ทำให้เกิดยอดขายรอบถัดไป
บทความนี้อธิบายว่า CRM หมายถึงอะไรเมื่อพูดถึงงานขายจริง พฤติกรรมของลูกค้าไทยสามข้อที่เปลี่ยนไปจนทำให้ระบบแบบเดิมตอบไม่ครบ ระบบที่ทำงานอยู่บน LINE OA ทำอะไรได้บ้าง วิธีเชื่อมเข้ากับ CRM ที่บริษัทใช้อยู่ ตัวชี้วัดห้าตัวที่ควรดูทุกเดือน และข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนจะจ่ายเงินให้ระบบใดระบบหนึ่ง
CRM คืออะไรเมื่อพูดถึงงานขายจริง
CRM คือกระบวนการเก็บข้อมูลลูกค้าแล้วเอากลับมาใช้ ให้การติดต่อครั้งถัดไปสอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าทำไปแล้ว มันไม่ใช่ชื่อของซอฟต์แวร์ตัวใดตัวหนึ่ง ถ้าธุรกิจรู้ว่าคนคนนี้เคยถามราคาสินค้ารุ่นไหน ซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อไร เคยติดปัญหาเรื่องอะไร แล้วพนักงานคนถัดไปที่คุยกับเขาหยิบข้อมูลชุดนั้นมาใช้ได้ภายในไม่กี่วินาที นั่นคือ CRM ที่ทำงาน ส่วนไฟล์รายชื่อที่ไม่มีใครเปิดตอนคุยกับลูกค้าจริง คือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คืนอะไรกลับมา
เวลาประเมินระบบ ให้แยกออกเป็นสามชั้นแล้วดูทีละชั้น ชั้นแรกคือฐานข้อมูล ว่าใครเป็นใคร ซื้ออะไรไป ค้างอะไรอยู่ ชั้นที่สองคือช่องทางส่งข้อความ ว่าจะไปถึงตัวเขาทางไหนแล้วเขาเปิดอ่านจริง ชั้นที่สามคือกระบวนการทำงานของทีม ว่าใครรับผิดชอบตอบภายในกี่นาที เคสที่ตอบไม่จบส่งต่อให้ใคร และรู้ได้อย่างไรว่ามีเคสค้าง
ธุรกิจไทยจำนวนมากลงทุนหนักที่ชั้นแรก แล้วปล่อยชั้นสองกับชั้นสามไว้ตามยถากรรม ผลคือฐานข้อมูลสวยงามที่ไม่มีทางเดินออกไปหาลูกค้า ข้อมูลอยู่ในระบบหนึ่ง บทสนทนาอยู่ในอีกระบบหนึ่ง และไม่มีใครตอบได้ว่าลูกค้ารายที่ทักมาเมื่อวานนี้ตอนนี้อยู่ขั้นไหนของการตัดสินใจ
สามพฤติกรรมของลูกค้าไทยที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่ผลักให้ CRM ต้องย้ายที่อยู่ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นนิสัยการรับสารของคนซื้อที่เปลี่ยนไปแล้ว สามข้อต่อไปนี้คือข้อที่กระทบงานขายตรงที่สุด และแต่ละข้อเปลี่ยนวิธีออกแบบระบบคนละแบบ
หนึ่ง อีเมลถูกเก็บไว้อ่านทีหลัง แต่แชทถูกเปิดทันที
อีเมลยังมีที่ทางของมันในตลาดไทย แต่ที่ทางนั้นคือใบเสร็จ เอกสาร และงานที่ต้องเก็บหลักฐาน ไม่ใช่การชวนคุยเพื่อขาย กล่องจดหมายของคนทั่วไปแยกโปรโมชันออกไปอยู่แท็บของมันเอง คนเปิดแท็บนั้นเมื่อกำลังหาส่วนลดอยู่พอดี ไม่ใช่เพราะมีข้อความใหม่เข้ามา ขณะที่ข้อความในแอปแชทเด้งขึ้นหน้าจอล็อกทันทีที่ส่ง
ข้อควรระวังคือเรื่องนี้ตัดสองทาง ความที่แชทเข้าถึงตัวได้เร็วกว่า แปลว่าความอดทนของผู้รับก็ต่ำกว่าด้วย อีเมลที่ไม่ตรงใจถูกเลื่อนผ่าน ส่วนข้อความแชทที่ไม่ตรงใจถูกกดบล็อก และการบล็อกบนแอปแชทคือการตัดขาดถาวรจนกว่าเจ้าตัวจะเปลี่ยนใจเอง ไม่มีปุ่มใดในระบบหลังบ้านที่ดึงเขากลับมาได้ ความถี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องออกแบบ ไม่ใช่เรื่องที่ตั้งไว้แล้วลืม
สอง เบอร์ที่ไม่รู้จักไม่ถูกรับสาย
การโทรออกไปหาคนที่ทิ้งเบอร์ไว้กลายเป็นงานที่ได้ผลน้อยลงมาก เพราะคนไทยจำนวนมากติดตั้งแอปกรองสายและตั้งใจไม่รับเบอร์ที่ไม่รู้จัก หลังข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่อเนื่องหลายปี สายที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงก่อนจะถูกมองว่าเป็นโอกาส
ผลกระทบต่อการออกแบบระบบตรงไปตรงมา ข้อความในแชทค้างอยู่ให้อ่านเมื่อพร้อม ไม่บังคับให้ผู้รับหยุดสิ่งที่ทำอยู่เหมือนเสียงเรียกเข้า ทีมขายที่ยังวัดผลด้วยจำนวนสายที่โทรออกต่อวัน จึงกำลังวัดกิจกรรมที่ผู้รับตั้งใจปฏิเสธตั้งแต่ต้น การโทรยังได้ผลอยู่ในกรณีเดียว คือเมื่อนัดเวลาไว้ในแชทก่อนแล้วว่าจะโทรตอนไหน และผู้รับรู้ว่าเบอร์นี้คือใคร
สาม การปิดการขายเกิดในห้องแชท ไม่ใช่หน้าเช็คเอาต์
ลูกค้าไทยจำนวนมากดูสินค้าบนเว็บหรือบนโซเชียล แล้วทักมาถามก่อนตัดสินใจ คำถามซ้ำ ๆ คือของมีสต็อกไหม ส่งวันไหนถึง ลดได้อีกไหม โอนแล้วส่งสลิปตรงไหน คำตอบทั้งหมดนั้นเกิดในห้องแชท และคำสั่งซื้อก็เกิดในห้องแชทด้วย
สิ่งที่ตามมาคือข้อมูลการขายจริงไปกองอยู่ในกล่องข้อความ ไม่ใช่ในระบบร้านค้า รายงานบนเว็บไซต์จะแสดงว่าคนกลุ่มนี้เข้ามาดูแล้วออกไปโดยไม่ซื้อ ทั้งที่เขาซื้อไปแล้วผ่านอีกช่องทางหนึ่ง ธุรกิจที่ยังอ่านตัวเลขจากเว็บอย่างเดียวจึงประเมินช่องทางที่ปิดการขายให้ต่ำกว่าความจริงเป็นประจำ และมักตัดงบจากช่องทางที่ทำเงินให้จริง
ทำไมระบบแบบเดิมถึงตอบไม่ครบในตลาดไทย
ตารางบันทึกรายชื่อ
สเปรดชีตเป็นจุดเริ่มที่ยอมรับได้ตอนมีลูกค้าไม่กี่สิบราย ปัญหาเริ่มเมื่อมีคนสองคนแก้ไฟล์เดียวกัน ชื่อซ้ำเข้ามาโดยไม่มีใครรู้ ประวัติเก่าถูกพิมพ์ทับ และไม่มีบันทึกว่าใครแก้อะไรเมื่อไร ที่หนักกว่านั้นคือสเปรดชีตส่งข้อความหาใครไม่ได้ด้วยตัวเอง ทุกการติดต่อจึงต้องมีคนคัดลอกรายชื่อออกไปทำมือ ซึ่งเป็นจุดที่ข้อมูลเริ่มไม่ตรงกันระหว่างสองที่
ระบบ CRM สากลที่ไม่ได้ต่อกับแชท
ระบบ CRM ระดับสากลออกแบบมาบนสมมติฐานว่าลูกค้าหนึ่งคนมีอีเมลหนึ่งอันเป็นตัวระบุตัวตน สมมติฐานนี้ใช้ไม่ได้เต็มที่กับตลาดที่คุยกันบนแชท เพราะบัญชีทางการบนแอปแชทจะเห็นผู้ใช้เป็นรหัสประจำตัวที่ผูกกับบัญชีธุรกิจนั้นบัญชีเดียว ไม่ใช่อีเมลและไม่ใช่เบอร์โทร ชื่อที่แสดงก็มักเป็นชื่อเล่นหรือชื่อการ์ตูน การจับคู่ข้อมูลกับประวัติการซื้อในระบบหลังบ้านจึงต้องอาศัยกุญแจที่เก็บมาอย่างตั้งใจ เช่น เลขที่คำสั่งซื้อหรือเบอร์ที่ลูกค้ากรอกเอง ไม่ใช่การเดาจากชื่อ
ต้นทุนต่อข้อความที่ระบบเดิมไม่เคยต้องคิด
ตรรกะของการตลาดผ่านอีเมลคือส่งให้ทุกคนไว้ก่อนเพราะต้นทุนต่อฉบับแทบเป็นศูนย์ ตรรกะนี้ย้ายมาใช้กับแอปแชทไม่ได้ เพราะแพ็กเกจของบัญชีทางการคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนข้อความที่ส่งออก โดยมีโควตาต่อเดือนแล้วจึงคิดเพิ่มเป็นรายข้อความ การกดส่งหาทั้งฐานทุกสัปดาห์จึงเสียเงินสองต่อ ต่อแรกคือค่าข้อความ ต่อที่สองคือจำนวนคนที่กดบล็อกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความเสียหายที่ซื้อคืนไม่ได้
ระบบ CRM ที่ทำงานบน LINE OA ครอบคลุมอะไรบ้าง
เมื่อพูดถึงการยกระดับบัญชีทางการให้กลายเป็นระบบดูแลลูกค้า สิ่งที่ต้องมีไม่ได้ลึกลับ แต่ต้องต่อกันเป็นเส้นเดียว ไม่ใช่ฟีเจอร์ที่เปิดไว้แยกกัน
- ข้อความทักทายเมื่อมีคนเพิ่มเพื่อน ตั้งได้ที่ LINE Official Account Manager ในหัวข้อการตั้งค่าการตอบกลับ ข้อความแรกนี้ควรบอกว่าบัญชีนี้ช่วยอะไรได้ และถามข้อมูลที่จำเป็นเพียงหนึ่งอย่าง ไม่ใช่แบบสอบถามห้าข้อ
- ริชเมนู คือเมนูภาพที่ค้างอยู่ใต้ช่องพิมพ์ ทำหน้าที่เหมือนหน้าแรกของเว็บไซต์ ปุ่มที่ควรมีคือปุ่มที่ตอบคำถามซ้ำที่สุดสามถึงสี่ข้อ และเปลี่ยนได้ตามกลุ่มผู้ใช้
- แท็ก คือป้ายที่แอดมินติดให้ผู้ใช้ระหว่างคุย เช่น สนใจรุ่นไหน อยู่จังหวัดอะไร ซื้อแล้วหรือยัง แท็กจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีมาตรฐานการตั้งชื่อที่ทุกคนใช้เหมือนกัน มิฉะนั้นจะได้ป้ายสามสิบแบบที่หมายถึงเรื่องเดียวกัน
- กลุ่มเป้าหมายจากพฤติกรรม สร้างได้จากคนที่คลิกลิงก์ในการส่งข้อความรอบก่อน หรือจากคนที่เห็นข้อความรอบนั้น กลุ่มแบบนี้มีค่ากว่าการเดาจากเพศและอายุ เพราะมันคือหลักฐานว่าใครสนใจเรื่องอะไรจริง
- การส่งแบบเจาะกลุ่มแทนการส่งหาทุกคน การกระจายข้อความหาทั้งฐานควรเก็บไว้ใช้กับเรื่องที่ทุกคนต้องรู้จริง ส่วนโปรโมชันเฉพาะรุ่นควรส่งเฉพาะคนที่เคยถามถึงรุ่นนั้น
- การตอบอัตโนมัติและการส่งต่อให้คนจริง คำถามซ้ำอย่างเวลาทำการ ที่ตั้งร้าน หรือวิธีเช็กสถานะพัสดุ ตอบอัตโนมัติได้ แต่ต้องมีทางออกให้ผู้ใช้พิมพ์ขอคุยกับคนได้ทุกจุด และต้องมีคนรับต่อจริงในเวลาทำการ
- การติดตามหลังการขาย เช่น ทักถามหลังของถึงตามรอบเวลาที่เหมาะกับสินค้า หรือเตือนเมื่อถึงรอบเปลี่ยนของใช้สิ้นเปลือง งานกลุ่มนี้คือส่วนที่สร้างยอดซ้ำ และเป็นส่วนที่ธุรกิจส่วนใหญ่ปล่อยว่าง
สิ่งที่ทำให้รายการข้างบนกลายเป็นระบบ ไม่ใช่จำนวนฟีเจอร์ แต่คือการที่แท็กจากห้องแชทไหลไปเป็นกลุ่มเป้าหมายของการส่งข้อความรอบหน้า และผลของรอบหน้าไหลกลับมาเป็นแท็กอีกที ถ้าวงจรนี้ขาด แต่ละฟีเจอร์จะทำงานแยกกันและวัดผลรวมไม่ได้
เชื่อมแชทเข้ากับ CRM ที่บริษัทใช้อยู่อย่างไร
องค์กรที่ลงทุนกับระบบหลังบ้านไปแล้วไม่จำเป็นต้องทิ้งของเดิม สิ่งที่ต้องตัดสินใจคือสี่ข้อ และควรตัดสินใจก่อนเริ่มต่อระบบ ไม่ใช่ระหว่างทาง
- เลือกว่าที่ไหนคือแหล่งข้อมูลหลัก ถ้าประวัติการซื้ออยู่ในระบบบัญชีหรือระบบขายหน้าร้าน ให้ที่นั่นเป็นแหล่งหลัก แล้วให้ฝั่งแชทเป็นช่องทางติดต่อกับที่เก็บบทสนทนา การมีสองที่ที่อ้างว่าเป็นความจริงพร้อมกันคือต้นเหตุของข้อมูลขัดแย้งเกือบทุกเคส
- กำหนดกุญแจสำหรับจับคู่ตัวตน วิธีที่ใช้ได้จริงคือให้ลูกค้ายืนยันตัวเองครั้งเดียวผ่านแบบฟอร์มที่เปิดจากในแชท หรือให้แจ้งเลขที่คำสั่งซื้อในการคุยครั้งแรก แล้วบันทึกความเชื่อมโยงนั้นไว้ถาวร ห้ามใช้ชื่อที่แสดงเป็นกุญแจ เพราะผู้ใช้เปลี่ยนได้ตลอดเวลาและซ้ำกันได้
- ส่งเฉพาะเหตุการณ์ที่มีความหมาย ระบบกลางควรได้รับข้อมูลอย่างเช่น เพิ่มเพื่อนแล้ว ขอใบเสนอราคาแล้ว ปิดการขายแล้ว หรือแจ้งปัญหาแล้ว ไม่ใช่ข้อความดิบทุกบรรทัด การซิงก์บทสนทนาทั้งหมดเข้าระบบหลังบ้านสร้างภาระด้านความปลอดภัยโดยไม่ได้เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ
- ทดสอบด้วยบัญชีจริงหนึ่งบัญชีก่อนเปิดใช้ทั้งทีม เดินเส้นทางตั้งแต่เพิ่มเพื่อน ถามคำถาม ได้รับการส่งต่อให้แอดมิน จนถึงปิดการขาย แล้วตรวจว่าข้อมูลไปโผล่ครบทุกจุดที่ควรโผล่ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันและกันงานแก้ทีหลังได้มาก
สำหรับธุรกิจที่ใช้อีเมลอยู่แล้ว การเชื่อมสองช่องทางไม่ได้แปลว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ใบเสร็จ เอกสารยืนยัน และเนื้อหายาวยังเหมาะกับ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง มากกว่า ส่วนเรื่องที่ต้องการคำตอบภายในไม่กี่นาทีควรอยู่บนแชท การแบ่งงานตามลักษณะเนื้อหาแบบนี้ทำให้ทั้งสองช่องทางเสียหายน้อยที่สุด
ถ้าเส้นทางของลูกค้ามีขั้นตอนที่ต้องกรอกข้อมูลหรือจองคิว การใช้หน้าเว็บที่เปิดในแอปแชทอย่าง LINE Mini App จะดีกว่าการพาผู้ใช้ออกไปเปิดเบราว์เซอร์ข้างนอก เพราะผู้ใช้ยังอยู่ในบทสนทนาเดิมและกลับมาคุยต่อได้ทันที ส่วนงานตั้งค่าบัญชี ริชเมนู และการวางระบบตอบกลับพื้นฐาน อยู่ในขอบเขตของ บริการดูแล LINE Official Account
ห้าตัวชี้วัดที่บอกว่าระบบทำงานหรือไม่
ตัวเลขที่ควรดูไม่ใช่จำนวนเพื่อนทั้งหมด เพราะจำนวนเพื่อนโตได้ด้วยการแจกของโดยไม่มีใครสนใจแบรนด์เลย ห้าตัวข้างล่างนี้ดูจากเครื่องมือมาตรฐานได้ทั้งหมด
| ตัวชี้วัด | ดูได้จากที่ไหน | สัญญาณที่ต้องแก้ |
|---|---|---|
| อัตราการบล็อกหลังส่งข้อความ | หน้าข้อมูลเชิงลึกของบัญชีทางการ ส่วนสถิติเพื่อน | ยอดบล็อกกระโดดเฉพาะรอบที่ส่งข้อความบางแบบ แปลว่าเนื้อหารอบนั้นไม่ตรงกับคนที่ได้รับ |
| จำนวนเพื่อนที่ส่งข้อความถึงได้จริง | หน้าเดียวกัน แยกจากยอดเพื่อนสะสม | ยอดเพื่อนเพิ่มแต่จำนวนที่ส่งถึงได้นิ่ง แปลว่ากำลังจ่ายเงินซื้อคนที่บล็อกทันทีหลังรับของแจก |
| เวลาตอบกลับครั้งแรก | รายงานของเครื่องมือแชทหรือระบบที่เชื่อมต่อไว้ | ค่ากลางเกินสิบนาทีในเวลาทำการ แปลว่ากำลังเสียเคสให้คนที่ตอบก่อน |
| อัตราการคลิกจากข้อความที่ส่งออก | รายงานการส่งข้อความรายรอบ | คลิกต่ำแต่ยอดส่งสูง แปลว่ากำลังจ่ายค่าข้อความเพื่อเข้าถึงคนผิดกลุ่ม |
| ยอดขายที่เริ่มต้นจากห้องแชท | แท็กในแชทจับคู่กับเลขที่คำสั่งซื้อในระบบหลังบ้าน | ตัวเลขนี้วัดไม่ได้เลย แปลว่ายังไม่มีกุญแจจับคู่ตัวตน และการประเมินคุณค่าของช่องทางจะผิดทั้งหมด |
สังเกตว่าไม่มีตัวไหนเป็นจำนวนเพื่อนสะสม ตัวเลขนั้นใช้รายงานให้ผู้บริหารดูได้ แต่ใช้ตัดสินใจอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่บอกว่ามีกี่คนที่ยังยอมรับข้อความจากแบรนด์อยู่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและราคาของมัน
- ส่งข้อความหาทุกคนทุกสัปดาห์ ราคาคือค่าข้อความที่จ่ายเพิ่มบวกกับจำนวนคนที่บล็อกถาวร คนที่บล็อกไปแล้วจะไม่ปรากฏในยอดที่ส่งถึงได้อีก แต่ยังอยู่ในยอดเพื่อนสะสม ทำให้รายงานดูดีกว่าความจริง
- ตั้งแท็กตามใจแต่ละคน ราคาคือกลุ่มเป้าหมายที่สร้างจากแท็กใช้ไม่ได้ ต้องกลับไปไล่อ่านแชทเอง ซึ่งแพงกว่าการตกลงมาตรฐานชื่อแท็กตั้งแต่วันแรกมาก
- เปิดตอบอัตโนมัติแล้วไม่มีทางออกไปหาคนจริง ราคาคือลูกค้าที่มีคำถามนอกสคริปต์แล้วเงียบหายไป โดยไม่มีร่องรอยให้ทีมรู้ว่าเสียเคสไป
- ยิงคูปองซ้ำให้คนที่เพิ่งซื้อไป ราคาคือส่วนลดที่จ่ายให้ยอดขายที่จะเกิดอยู่แล้ว บวกกับความรู้สึกของคนที่จ่ายเต็มราคาไปเมื่อวาน การกันกลุ่มผู้ซื้อล่าสุดออกจากรายการส่งเป็นงานที่ทำครั้งเดียวแล้วได้ผลตลอด
- ไม่มีคนดูแลนอกเวลาทำการ ราคาคือคำถามที่เข้ามาช่วงกลางคืนหรือวันหยุดยาว ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยเลื่อนดูสินค้ามากที่สุดช่วงหนึ่ง ทางแก้ที่ถูกที่สุดคือข้อความอัตโนมัติที่บอกตรง ๆ ว่าจะได้คำตอบตอนกี่โมง ไม่ใช่การเงียบ
เรื่องนี้แปลว่าอะไรกับธุรกิจในประเทศไทย
ธุรกิจขนาดกลางและเล็กในไทยส่วนใหญ่มีแอดมินสองถึงสามคนที่ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ระบบที่ออกแบบมาสำหรับทีมขายสิบห้าคนจึงมักถูกใช้เพียงหนึ่งในสิบของความสามารถ ทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าคือเริ่มจากสิ่งที่ตัดงานซ้ำออกได้ทันที ซึ่งได้แก่ ริชเมนูที่ตอบคำถามยอดฮิต ข้อความทักทายที่คัดกรองความต้องการ และมาตรฐานแท็กชุดเล็ก ๆ ที่ทุกคนใช้ตรงกัน
ภาษาไทยเองก็เพิ่มความยากให้ระบบตอบอัตโนมัติ ประโยคภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ คนพิมพ์คำเดียวกันได้หลายแบบ สลับหางเสียงครับกับค่ะ ใช้คำย่อและคำแสลง แถมยังส่งสติกเกอร์หรือรูปแทนข้อความบ่อยมาก ระบบที่จับเฉพาะคำตรงตัวจึงพลาดคำถามจำนวนมาก การออกแบบที่ทนทานกว่าคือให้ปุ่มเป็นทางหลัก แล้วให้การพิมพ์เป็นทางรอง ไม่ใช่ในทางกลับกัน
อีกเรื่องที่ต่างจากตลาดอื่นคือรอบเวลาการซื้อผูกกับเทศกาลและวันหยุดยาวชัดเจน ช่วงสงกรานต์ ปีใหม่ และเทศกาลลดราคากลางปีเปลี่ยนทั้งปริมาณข้อความเข้าและความเร็วที่ลูกค้าคาดหวัง การวางกำลังคนตามรอบเหล่านี้ให้ผลมากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ ส่วนงานสื่อสารการตลาดที่ยิงหาคนที่เคยสนใจแล้วยังไม่ซื้อ ควรวางร่วมกับแผน รีมาร์เก็ตติ้ง บนช่องทางโฆษณา เพื่อไม่ให้ข้อความจากสองทีมชนกันเองในสัปดาห์เดียวกัน
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
ระบบบนแชทไม่ได้แก้ทุกอย่าง ข้อแรกคือมองไม่เห็นอดีตก่อนที่ผู้ใช้จะกดเพิ่มเพื่อน สิ่งที่เขาเคยดูบนเว็บไซต์ไม่ได้ตามมาด้วยเอง ถ้าต้องการเชื่อมสองฝั่งต้องตั้งใจวางการเก็บข้อมูลไว้ก่อนตั้งแต่ต้น
ข้อสองคือผู้ใช้กดบล็อกได้ตลอดเวลาและไม่ต้องบอกเหตุผล ฐานผู้รับจึงหดได้เร็วกว่าฐานอีเมล ข้อสามคือค่าใช้จ่ายผูกกับจำนวนข้อความ แผนการสื่อสารที่คิดมาจากโลกอีเมลจะมีค่าใช้จ่ายเกินงบทันทีเมื่อย้ายมาใช้บนแชท ข้อสี่คือกล่องข้อความไม่ใช่ที่เก็บข้อมูลอ่อนไหว เลขบัตรประชาชน ภาพถ่ายเอกสาร และข้อมูลสุขภาพไม่ควรอยู่ในบทสนทนา ควรพาไปกรอกในระบบที่ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้ และควรกำหนดระยะเวลาเก็บให้ชัดตามหลักของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565
ข้อสุดท้ายคือระบบไม่ได้ทดแทนคนตอบที่รู้เรื่องสินค้า เครื่องมือช่วยให้คนที่รู้เรื่องทำงานได้เร็วขึ้นและพลาดน้อยลง แต่ถ้าคำตอบที่ส่งออกไปยังผิด การส่งได้เร็วขึ้นก็แค่ทำให้ผิดเร็วขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
มีบัญชีทางการอยู่แล้ว ต้องเปลี่ยนอะไรบ้างถึงจะเรียกว่าเป็นระบบดูแลลูกค้า
ต้องเพิ่มสามอย่างคือมาตรฐานแท็กที่ทุกคนใช้ตรงกัน การส่งข้อความแบบเจาะกลุ่มแทนการส่งหาทุกคน และกุญแจที่ใช้จับคู่ผู้ใช้ในแชทกับประวัติการซื้อในระบบหลังบ้าน สามอย่างนี้ทำให้บัญชีที่เดิมใช้ประกาศข่าวอย่างเดียวเริ่มมีความจำเกี่ยวกับลูกค้าแต่ละคน ส่วนฟีเจอร์อื่นเพิ่มทีหลังได้
ธุรกิจแบบไหนที่ยังไม่ควรลงทุนกับระบบนี้
ธุรกิจที่ยังมีคนทักเข้ามาน้อยกว่าสิบรายต่อสัปดาห์ ยังตอบทันด้วยคนเดียว และยังไม่มีสินค้าที่ซื้อซ้ำ ควรใช้เครื่องมือพื้นฐานไปก่อน เพราะต้นทุนหลักของระบบไม่ได้อยู่ที่ค่าซอฟต์แวร์ แต่อยู่ที่เวลาที่ทีมต้องใช้ตั้งค่าและดูแลให้ข้อมูลสะอาด งานนั้นคุ้มเมื่อปริมาณงานซ้ำมากพอเท่านั้น
ใช้ระบบบนแชทแล้วยังต้องส่งอีเมลอยู่ไหม
ยังต้องส่ง เพราะสองช่องทางทำงานคนละหน้าที่ อีเมลเหมาะกับใบเสร็จ เอกสาร เนื้อหายาว และการติดต่อในบริบทของงาน ส่วนแชทเหมาะกับเรื่องที่ต้องการคำตอบเร็วและการปิดการขาย การเลือกช่องทางตามลักษณะเนื้อหาช่วยลดความถี่ที่ผู้รับต้องเจอในแต่ละที่ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของอัตราการบล็อก
วัดผลตอบแทนของระบบนี้อย่างไร
วัดจากส่วนต่างของยอดซื้อซ้ำและมูลค่าเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับการติดตามกับกลุ่มที่กันไว้ไม่ส่ง วิธีนี้ตรงกว่าการนับยอดขายทั้งหมดที่มาจากแชท เพราะยอดส่วนหนึ่งจะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่ส่งอะไรเลย การกันกลุ่มควบคุมไว้ราวหนึ่งในสิบของฐานเป็นวิธีที่ทำได้จริงโดยไม่กระทบรายได้มาก
ข้อมูลในแชทเก็บได้นานแค่ไหน
ควรกำหนดระยะเวลาเก็บตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งลูกค้าไว้ แล้วลบหรือทำให้ระบุตัวบุคคลไม่ได้เมื่อพ้นกำหนด กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยกำหนดให้เก็บเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ และให้เจ้าของข้อมูลขอเข้าถึงหรือขอลบได้ ระบบที่วางไว้ดีจึงต้องค้นหาและลบข้อมูลรายบุคคลได้โดยไม่ต้องไล่เปิดทีละห้องแชท
ถ้าต้องการให้มีทีมช่วยวางมาตรฐานแท็ก ออกแบบเมนู เชื่อมข้อมูลกับระบบหลังบ้าน และดูแลรอบการส่งข้อความให้ทั้งกระบวนการ บริการ LINE CRM ของ Relevant Audience รับดูแลตั้งแต่การวางโครงสร้างจนถึงการวัดผลรายเดือน







