สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Google จะหยุดอนุมัติรูปสินค้าที่เล็กกว่า 500 x 500 พิกเซล ใน Merchant Center ตั้งแต่ 31 มกราคม 2570 ตามรายงานของ PPC Land วันที่ 23 สิงหาคม 2569
- ข้อกำหนดนี้มาพร้อมการอัปเดตสเปกข้อมูลสินค้าวันที่ 14 เมษายน 2569 และ Merchant Center ขึ้นคำเตือนในส่วน Needs attention มาตั้งแต่ตอนนั้น
- Google แนะนำแยกต่างหากให้ใช้ 1500 x 1500 พิกเซลขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพ และยังคงเพดาน 64 เมกะพิกเซล กับ 16 MB ไว้เหมือนเดิม
- รูปใหม่ที่ส่งด้วย URL ใหม่จะถูกเก็บข้อมูลใหม่ใน 24 ถึง 72 ชั่วโมง แต่การเปลี่ยนไฟล์บน URL เดิมอาจใช้เวลานานถึงหกสัปดาห์
- ข้อกำหนดใช้ทั่วโลกโดยไม่มีวันที่เฉพาะของไทย และ Google ไม่ได้บอกว่าสินค้าที่ถูกปฏิเสธอยู่ก่อนเส้นตายจะถูกจัดการอย่างไร
Google จะหยุดอนุมัติรูปสินค้าที่มีขนาดเล็กกว่า 500 x 500 พิกเซล ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2570 เป็นต้นไป PPC Land รายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ว่าหน้าเอกสารช่วยเหลือของ Merchant Center สำหรับแอตทริบิวต์ image link [image_link] ได้เพิ่มประกาศถาวรไว้ด้านบนสุดของหน้า ระบุวันดังกล่าวเป็นเส้นตายชัดเจน และอ้างถึงถ้อยคำของ Google ที่ระบุว่าเพิ่งประกาศข้อกำหนดขนาดรูปใหม่ที่อย่างน้อย 500 x 500 พิกเซลสำหรับสินค้าทุกรายการ โดยเริ่มมีผลวันที่ 31 มกราคม 2570 หลังจากวันนั้น สินค้าที่รูปหลักมีขนาดต่ำกว่าเกณฑ์จะถูกปฏิเสธ และหลุดออกจากทั้ง Shopping ads และรายการสินค้าแบบไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมกัน
กฎข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งประกาศสัปดาห์นี้ มันมาพร้อมกับการอัปเดตข้อกำหนดข้อมูลสินค้าประจำปีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 และ Merchant Center ก็ขึ้นคำเตือนสำหรับรูปที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในส่วน Needs attention มาตั้งแต่วันนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตำแหน่งของเส้นตาย ตอนนี้มันถูกติดป้าย Important ไว้บนหน้าแอตทริบิวต์ที่คนดูแลฟีดเปิดบ่อยที่สุด นี่คือเหตุผลที่เรื่องเริ่มถูกพูดถึงนอกวงผู้เชี่ยวชาญด้านฟีดในเดือนสิงหาคม และตามรายงานของ PPC Land เหลือเวลาราวห้าเดือนระหว่างสถานะเอกสารปัจจุบันกับวันที่บังคับใช้จริง
ตัวเลขสองตัว เส้นตายเดียว
ย่อหน้าเดียวกันในเอกสารมีตัวเลขอีกตัวที่อ่านผ่านได้ง่ายมาก Google แนะนำให้ใช้รูปขนาด 1500 x 1500 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดในทุกรูปแบบการแสดงผลสินค้า ตัวเลขนี้เป็นคำแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับ ขนาดรูปสินค้าขั้นต่ำ 500 x 500 พิกเซล คือเพดานล่างของการอนุมัติ ส่วน 1500 x 1500 คือขนาดที่ Google บอกว่าพื้นผิวแสดงผลของตัวเองทำงานได้ดีที่สุด ร้านค้าที่ส่งออกแคตตาล็อกใหม่ที่ขนาด 500 x 500 พอดีจะผ่านเกณฑ์วันที่ 31 มกราคม 2570 แต่ยังอยู่ที่ความละเอียดเชิงเส้นเพียงหนึ่งในสามของตัวเลขที่ Google ชี้ไปเพื่อประสิทธิภาพ ถ้าจะต้องส่งออกใหม่อยู่แล้ว การเล็งไปที่ตัวเลขสูงกว่ามักใช้เวลาทำงานเท่ากัน
สิ่งที่แอตทริบิวต์ image link เรียกร้องจริง
image link เป็นฟิลด์บังคับสำหรับสินค้าทุกรายการ และรับค่าได้เพียงค่าเดียว หากร้านค้ามีรูปสินค้าหลายรูปสำหรับสินค้าชิ้นเดียวกัน รูปหลักจะอยู่ใน image link ส่วนรูปที่เหลือทั้งหมดต้องไปอยู่ใน additional image link [additional_image_link] ตามเอกสารระบุว่า ค่าที่ใส่ตามหลังในฟิลด์เดียวกันจะถูกเพิกเฉย ไม่ใช่ถูกปฏิเสธพร้อมข้อความแจ้งเตือน ซึ่งเป็นความผิดพลาดประเภทที่ซ่อนตัวอยู่ในฟีดที่ดูปกติดีได้นานหลายเดือน
กฎการจัดรูปแบบค่อนข้างแคบ และข้อผิดพลาดของฟีดจำนวนมากมาจากกฎเหล่านี้มากกว่ามาจากจำนวนพิกเซล
- ค่าต้องเป็น URL ที่ขึ้นต้นด้วย http หรือ https ใช้อักขระ ASCII เท่านั้น สอดคล้องกับมาตรฐาน RFC 3986 และมีความยาวระหว่าง 1 ถึง 2,000 อักขระ
- ไฟล์ที่รองรับคือ JPEG, WebP, PNG, GIF, BMP และ TIFF
- นามสกุลไฟล์ต้องตรงกับรูปแบบไฟล์จริง หากไม่ตรงกันระบบจะคืนข้อผิดพลาด Unsupported image type ไม่ใช่เดาให้แล้วผ่านไปเงียบ ๆ
- สัญลักษณ์ใน URL ต้องเข้ารหัสแบบ percent-encoding เครื่องหมาย and กลายเป็น %26 และเครื่องหมายจุลภาคกลายเป็น %2C
- ไฟล์ robots.txt ต้องอนุญาตทั้ง Googlebot และ Googlebot-image และการแก้ไขไฟล์นี้ใช้เวลา 24 ถึง 48 ชั่วโมงจึงจะมีผล หลังจากอัปโหลดหรือประมวลผลแหล่งข้อมูลสินค้าใหม่
Google ระบุว่าแพลตฟอร์มของบุคคลที่สามเป็นต้นเหตุที่พบบ่อยของปัญหานามสกุลไฟล์ไม่ตรงรูปแบบ และแนะนำให้ร้านค้าที่ซิงก์รูปจากระบบภายนอกตรวจสอบว่าระบบเหล่านั้นสร้าง URL และรูปแบบไฟล์ได้ถูกต้อง สินค้าที่ไม่ผ่านเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจะถูกปฏิเสธ และเหตุผลจะปรากฏในส่วน Diagnostics ของบัญชี
ตารางการรวบรวมข้อมูลใหม่คือสิ่งที่กำหนดว่าการแก้ไขใช้เวลานานแค่ไหน
ข้อเท็จจริงที่นำไปใช้ได้จริงที่สุดในเอกสารชุดนี้ไม่เกี่ยวกับจำนวนพิกเซลเลย ตามที่ Google ระบุ การส่ง URL ใหม่ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับรูปที่เปลี่ยนแทน จะเป็นสัญญาณว่ามีการเปลี่ยนแปลงและทำให้ระบบเข้ามารวบรวมข้อมูลเร็วขึ้น โดยทั่วไปภายใน 24 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนการเปลี่ยนไฟล์รูปโดยคง URL เดิมไว้ อาจใช้เวลานานถึงหกสัปดาห์กว่าระบบจะตรวจพบไฟล์ใหม่และเข้ามาเก็บข้อมูลอีกครั้ง ระหว่างช่วงเวลาหลังส่ง URL ใหม่ สินค้าจะแสดงสถานะ Under review และรูปเดิมยังคงแสดงต่อไปจนกว่า URL ใหม่จะประมวลผลสำเร็จ สำหรับสินค้าที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาครั้งแรก รูปมักถูกเก็บข้อมูลภายในสามวัน
เมื่อวางตัวเลขชุดนี้ลงบนปฏิทิน ความต่างดังกล่าวเลื่อนเส้นตายจริงให้เร็วขึ้น ร้านค้าที่ระบบจัดการเนื้อหาเขียนทับไฟล์เดิมโดยใช้พาธเดิม ไม่ได้กำลังทำงานโดยมีเส้นตายวันที่ 31 มกราคม 2570 แต่กำลังทำงานโดยมีเส้นตายที่เร็วกว่านั้นราวหกสัปดาห์ เพราะหกสัปดาห์คือเพดานที่ Google ระบุไว้ว่าอาจใช้เวลานานที่สุดในการสังเกตเห็นไฟล์ใหม่ที่อยู่บนที่อยู่เดิม ส่วนร้านค้าที่การส่งออกสร้างชื่อไฟล์ใหม่ทุกครั้งมีหน้าต่างทำงานเพียงไม่กี่วัน และเลื่อนงานออกไปได้ แลกกับการต้องทำงานก้อนใหญ่ในนาทีสุดท้าย
ยังมีคำแนะนำอีกข้อที่ดึงไปคนละทาง เอกสารเตือนไม่ให้ใช้ URL ที่ไม่คงที่ ซึ่งมีการประทับเวลาหรือมีส่วนประกอบที่เปลี่ยนทุกครั้งที่ส่งข้อมูล เพราะการเปลี่ยนแต่ละครั้งบังคับให้เกิดการเก็บข้อมูลใหม่และเพิ่มภาระให้เซิร์ฟเวอร์ของร้านค้าเอง การย้ายรูปทั้งแคตตาล็อกจึงต้องจัดลำดับ ไม่ใช่ทำรวดเดียว คือเปลี่ยน URL หนึ่งครั้งอย่างตั้งใจต่อสินค้าหนึ่งรายการเพื่อกระตุ้นการเก็บข้อมูล แล้วคงพาธให้นิ่งหลังจากนั้น Google ยังแนะนำให้ใช้เครื่องมือตรวจสอบ URL ใน Search Console ทดสอบตัวอย่างลิงก์รูปก่อนจะส่งงานก้อนใหญ่เข้าระบบ
ตัวเลขที่กำหนดปริมาณงานทั้งหมดแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือรูปต้องมีคุณสมบัติอะไร และการเปลี่ยนรูปใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะมีผล
| รายการ | ตัวเลข | ควบคุมอะไร |
|---|---|---|
| ขนาดรูปขั้นต่ำ | 500 x 500 พิกเซล | เกณฑ์อนุมัติของ image link ตั้งแต่ 31 มกราคม 2570 |
| ขนาดรูปที่แนะนำ | 1500 x 1500 พิกเซลขึ้นไป | คำแนะนำของ Google เพื่อประสิทธิภาพในทุกรูปแบบการแสดงผล |
| เก็บข้อมูลใหม่เมื่อใช้ URL ใหม่ | 24 ถึง 72 ชั่วโมง | เวลาโดยทั่วไปกว่ารูปที่เปลี่ยนแทนจะถูกรับเข้าระบบ |
| เก็บข้อมูลใหม่เมื่อใช้ URL เดิม | นานถึงหกสัปดาห์ | เวลากว่าระบบจะตรวจพบการเปลี่ยนไฟล์บนที่อยู่เดิม |
| เพดานเดิมที่ยังใช้อยู่ | 64 เมกะพิกเซล และ 16 MB | ขอบเขตด้านบนที่ยังบังคับใช้ควบคู่กับเกณฑ์ขั้นต่ำใหม่ |
เพดานด้านบนยังอยู่ครบ
เกณฑ์ขั้นต่ำ 500 x 500 พิกเซล มาพร้อมกับขอบเขตด้านบนสองข้อที่มีอยู่แล้ว คือรูปต้องไม่เกิน 64 เมกะพิกเซล และไฟล์ต้องไม่เกิน 16 MB แคตตาล็อกที่ย้ายจากรูปย่อไปเป็นไฟล์ความละเอียดเต็มจึงทำงานอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ไม่ใช่การอัปโหลดไฟล์ใหญ่ที่สุดเท่าที่มี ร้านค้าที่กำลังจะเปลี่ยนรูปหลายหมื่นรายการด้วยไฟล์ต้นฉบับจากกล้องควรทดสอบเพดาน 16 MB ก่อนสั่งรันงานทั้งก้อน เพราะงานที่ล้มเหลวเพราะไฟล์ใหญ่เกินไปเสียเวลารอการเก็บข้อมูลใหม่เท่ากับงานที่ล้มเหลวเพราะไฟล์เล็กเกินไป และการลองรอบสองก็เริ่มนับเวลาใหม่ทั้งหมด
ใครได้รับการแก้ไขอัตโนมัติ และใครไม่ได้
Google ระบุในการอัปเดตข้อกำหนดวันที่ 14 เมษายน 2569 ว่ารูปขนาดเล็กบางส่วนจะถูกปรับให้ผ่านเกณฑ์ใหม่โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ถูกปฏิเสธโดยที่ร้านค้าไม่ต้องทำอะไร และรูปเหล่านั้นจะถูกทำเครื่องหมายด้วยคำเตือนใน Merchant Center แต่ขอบเขตของความครอบคลุมนี้ไม่เคยถูกเผยแพร่ ไม่มีการระบุเกณฑ์ว่ารูปแบบไหนเข้าข่ายการปรับอัตโนมัติ และรูปแบบไหนจะตกไปสู่สถานะ รูปสินค้าถูกปฏิเสธ ดังนั้นธงเตือนในส่วน Needs attention จึงเป็นสัญญาณระดับบัญชีเพียงอย่างเดียวที่มีก่อนการบังคับใช้จะเริ่ม การวางแผนทั้งแคตตาล็อกโดยหวังพึ่งการปรับอัตโนมัติจึงเท่ากับเดิมพันกับตัวเลขที่ไม่มีใครเปิดเผย
ประวัติการจัดการรูปสินค้าโดยอัตโนมัติบนแพลตฟอร์มนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด smart cropping ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นระดับบัญชีที่ครอบตัดหรือซูมรูปสินค้า ถูกบันทึกไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยไม่มีปุ่มปิดในหน้าอินเทอร์เฟซ ร้านค้าต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุนเพื่อปิดการทำงาน หน้าเอกสารของ image link ยืนยันพฤติกรรมพื้นฐานนี้ โดยระบุว่ารูปอาจถูกครอบตัดโดยอัตโนมัติระหว่างที่ Google ทดลองรูปแบบการแสดงผล ร้านค้าที่อัปโหลดไฟล์ 1500 x 1500 ที่ผ่านเกณฑ์ทุกข้อจึงยังมีโอกาสเห็นรูปของตัวเองแสดงในรูปแบบที่ไม่ได้เลือกเอง
การถูกปฏิเสธหนึ่งครั้งกระทบมากกว่า Shopping ads
รูปสินค้าวันนี้ป้อนข้อมูลให้พื้นผิวแสดงผลมากกว่าตอนที่เกณฑ์ 500 x 500 ถูกพูดถึงครั้งแรก Shopping Graph ซึ่ง Google ระบุว่ามีรายการสินค้ามากกว่า 50,000 ล้านรายการ ส่งข้อมูลชุดเดียวกันไปยังรายการสินค้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย AI Mode ประสบการณ์ช้อปปิ้งใน Gemini การลองสินค้าเสมือนจริงใน Google Lens และ Shopping ads พร้อมกัน รูปที่ถูกปฏิเสธจึงดึงสินค้าออกจากทุกช่องทางพร้อมกัน ไม่ใช่แค่จากแคมเปญประเภทเดียว ผลกระทบจึงกว้างกว่าที่รายงานของ Shopping ads จะแสดงให้เห็น
การวัดผลก็ขยับในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้การอ่านยอดที่ตกลงยากขึ้น รายงานรายการสินค้าแบบไม่มีค่าใช้จ่ายใน Merchant Center เปลี่ยนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยแยกทราฟฟิกจาก YouTube affiliate ออกจากยอดออร์แกนิก ทำให้ตัวเลขออร์แกนิกขยับตาม ส่วนรายงาน brand visibility สำหรับ AI Mode มาถึงในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมคะแนนความสมบูรณ์ของแอตทริบิวต์ ใครก็ตามที่เปรียบเทียบทราฟฟิกก่อนและหลังการเปลี่ยนฟีดในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า กำลังเทียบกับฐานที่ถูกนิยามใหม่ไปแล้วระหว่างทาง
เส้นตายนี้ยังมาลงในปฏิทินการปฏิบัติตามกฎที่แน่นอยู่แล้ว Google บังคับให้ผู้ค้าปลีกแยกรหัสสินค้าออนไลน์กับหน้าร้านตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เข้มงวดกฎปุ่มซื้อสำหรับสินค้าหมดสต็อกในเดือนเดียวกัน ตัดคำว่า Next ออกจากชื่อแพลตฟอร์มในเดือนกรกฎาคม 2569 และรวมชุดนโยบาย Shopping สองชุดเข้าด้วยกันในเดือนกันยายน 2569 การเปลี่ยนแปลงหลายรายการไปถึงร้านค้าผ่านการแก้ไขเอกสาร ไม่ใช่การแจ้งเตือนโดยตรง ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่เส้นตายเรื่องรูปใช้
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย
ไม่มีข้อความใดในเอกสารที่เจาะจงประเทศไทย ข้อกำหนดนี้ใช้ทั่วโลก ครอบคลุมทุกบัญชี Merchant Center ในทุกตลาดที่มี Shopping ads และรายการสินค้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย และแหล่งข่าวไม่ได้ให้วันที่แยกสำหรับไทยหรือข้อยกเว้นระดับภูมิภาคใด ๆ ความเสี่ยงที่นี่จึงเป็นเรื่องโครงสร้างมากกว่าเรื่องภูมิภาค และส่วนถัดไปขอระบุชัดว่าเป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าว ฟีด Shopping ของไทยจำนวนไม่น้อยถูกสร้างจากการส่งออกข้อมูลของมาร์เก็ตเพลซหรือจากระบบ ERP ที่ฟิลด์รูปถูกออกแบบมาให้พอดีกับการ์ดสินค้าบนมาร์เก็ตเพลซ ไม่ใช่กับรายการสินค้าของ Google ไฟล์ที่ส่งออกมาจึงมักเป็นรูปย่อขนาด 300 หรือ 400 พิกเซล เพราะนั่นคือสิ่งที่แพลตฟอร์มต้นทางเก็บไว้เป็นสำเนาใช้งาน ในกรณีแบบนั้นทางแก้คือการส่งออกใหม่จากไฟล์ต้นฉบับ ไม่ใช่การแก้ไขภายใน Merchant Center
การวิเคราะห์ข้อที่สองต่อเนื่องจากกฎการเก็บข้อมูลใหม่ ระบบฟีดของไทยจำนวนมากเสิร์ฟรูปจากพาธ CDN คงที่ที่สร้างจากรหัส SKU ซึ่งแปลว่าไฟล์ใหม่จะไปลงที่ URL เดิมและรับเพดานการตรวจพบหกสัปดาห์มาเต็ม ๆ การเปลี่ยนรูปแบบพาธเพียงครั้งเดียวเพื่อให้การส่งออกเขียน URL ใหม่ที่ไม่ซ้ำ เปลี่ยนการรอหกสัปดาห์ให้เหลือระดับไม่กี่วัน ทีมที่ดูแลงาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่มีฟีดสินค้าเป็นแกนกลาง ควรถือว่านี่คือการตัดสินใจเรื่องตารางงานที่ต้องทำตอนนี้ ไม่ใช่รายละเอียดทางเทคนิคที่ค่อยไปเคลียร์เดือนมกราคม
มีสี่อย่างที่ควรตรวจในบัญชีสัปดาห์นี้ อย่างแรก เปิด Diagnostics แล้วอ่านคำเตือนเกี่ยวกับรูปที่ค้างอยู่ในส่วน Needs attention เพราะมันสะสมมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 อย่างที่สอง ดึง URL รูปออกจากฟีดแล้ววัดขนาดพิกเซลจริงของกลุ่มตัวอย่าง แทนที่จะเชื่อค่าที่เทมเพลตประกาศไว้ เพราะเทมเพลตประกาศขนาดที่ไฟล์จริงไม่มีได้ อย่างที่สาม ยืนยันว่าแพลตฟอร์มร้านค้าเขียน URL ใหม่เมื่อเปลี่ยนรูป หรือเขียนทับที่เดิม ซึ่งเป็นคำถามสำหรับคนดูแลเว็บไซต์มากกว่าทีมโฆษณา อย่างที่สี่ ตรวจว่าไฟล์ต้นฉบับยังอยู่และมีความละเอียดพอใช้งานหรือไม่ เพราะแคตตาล็อกที่ทิ้งไฟล์ต้นฉบับหลังอัปโหลดครั้งแรกมีปัญหาเรื่องการถ่ายภาพ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องฟีด สำหรับร้านบน Shopify คนที่ตั้งค่าไปป์ไลน์รูปกับคนที่ตั้งค่าแอปฟีดมักเป็นคนละคน และงาน SEO สำหรับ Shopify ก็แตะคลังไฟล์ชุดเดียวกับที่ฟีด Shopping ดึงไปใช้
สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก
มีหลายเรื่องที่อยู่นอกเอกสารและไม่ควรเดาแทน Google ไม่ได้บอกว่าสินค้าที่ถูกปฏิเสธเพราะขนาดรูปอยู่ก่อนวันที่ 31 มกราคม 2570 จะถูกจัดการอย่างไร และไม่ได้บอกว่าสถานะคำเตือนที่มีอยู่จะกลายเป็นการปฏิเสธในวันนั้นเลย หรือในรอบการเก็บข้อมูลถัดไปหลังจากนั้น Google ไม่ได้ระบุจำนวนว่ารูปขนาดเล็กกี่เปอร์เซ็นต์จะถูกปรับให้ผ่านโดยอัตโนมัติ และไม่ได้เผยแพร่วิธีทดสอบที่แยกการขยายรูปที่ยอมรับได้ออกจากการขยายที่ยอมรับไม่ได้ ประเด็นนี้สำคัญ เพราะส่วนแนวปฏิบัติที่ดีบอกร้านค้าว่าอย่าขยายรูปและอย่าส่งรูปย่อ ขณะที่ Google เองมีฟังก์ชันเพิ่มความละเอียดอยู่ใน Product Studio และเปิดให้เรียกใช้การขยายรูปผ่าน Product Studio API รูปใดก็ตามที่สร้างหรือปรับด้วยเครื่องมือ generative ต้องแนบข้อมูลเมตา IPTC Digital Source Type ที่ระบุว่าเกิดจากเครื่อง ซึ่งเป็นข้อบังคับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 และไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเส้นตายนี้
ความละเอียดยังเป็นเพียงหนึ่งในหลายข้อทดสอบที่รูปต้องผ่าน รูปหลักต้องแสดงสินค้าทั้งชิ้นโดยมีการจัดฉากน้อยที่สุด และต้องไม่เป็นรูปแทนชั่วคราว ภาพประกอบทั่วไป หรือโลโก้ ยกเว้นในหมวดหมู่จำนวนน้อยที่ระบุไว้ชัดเจน องค์ประกอบเชิงโปรโมชันถูกห้ามทั้งหมด รวมถึงข้อความชวนคลิก ข้อมูลราคา ข้อความส่งฟรี ลายน้ำ และกรอบรูป แนวปฏิบัติที่ดีกำหนดให้สินค้ากินพื้นที่ไม่น้อยกว่า 75% และไม่เกิน 90% ของภาพ บนพื้นหลังสีขาวทึบหรือพื้นหลังโปร่งใส โครงการสร้างรูปใหม่ทั้งแคตตาล็อกจึงไปแตะกฎทุกข้อพร้อมกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรเริ่มจากกลุ่มตัวอย่างก่อนลงมือทำทั้งคลัง
คำถามที่พบบ่อย
ตอนนี้เกณฑ์ 500 x 500 พิกเซล บล็อกสินค้าของเราแล้วหรือยัง
ยัง การบังคับใช้เริ่มวันที่ 31 มกราคม 2570 ก่อนหน้านั้นรูปที่เล็กเกินเกณฑ์จะขึ้นเป็นคำเตือนในส่วน Needs attention ไม่ใช่การถูกปฏิเสธ ข้อกำหนดนี้อยู่ในสเปกมาตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2569 ดังนั้นคำเตือนอาจค้างอยู่ในบัญชีแล้ว
บัญชี Merchant Center ในไทยต้องทำตามด้วยไหม
ต้องทำ เพราะข้อกำหนดนี้ใช้ทั่วโลกและแหล่งข่าวไม่ได้ให้ตารางแยกรายตลาด เอกสารระบุวันเดียวคือ 31 มกราคม 2570 ใช้กับทั้ง Shopping ads และรายการสินค้าแบบไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศไทยหรือประเทศอื่นแยกต่างหาก
รูปของเราขนาด 800 x 800 ต้องแก้อะไรไหม
ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว จึงไม่ต้องทำอะไรเพื่อให้ได้รับการอนุมัติ แต่ Google แนะนำแยกต่างหากว่าควรใช้ 1500 x 1500 พิกเซลขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพในทุกรูปแบบการแสดงผล แคตตาล็อกขนาด 800 x 800 จึงผ่านกฎแต่ยังต่ำกว่าคำแนะนำ
รูปที่เปลี่ยนใหม่จะเริ่มแสดงผลเร็วแค่ไหน
โดยทั่วไป 24 ถึง 72 ชั่วโมง หากส่งรูปใหม่ที่ URL ใหม่ซึ่งไม่ซ้ำกับของเดิม และนานถึงหกสัปดาห์หากเปลี่ยนไฟล์บน URL เดิม ระหว่างรอ สินค้าจะแสดงสถานะ Under review และรูปเดิมยังคงแสดงต่อไปจนกว่ารูปใหม่จะประมวลผลเสร็จ
สินค้าที่ยังถูกปฏิเสธหลังเลยเส้นตายไปแล้วจะเป็นอย่างไร
แหล่งข่าวไม่ได้บอกไว้ เอกสารระบุเพียงว่าสินค้าที่ไม่ผ่านจะถูกปฏิเสธและเหตุผลจะปรากฏใน Diagnostics แต่ไม่ได้อธิบายช่วงผ่อนผัน ไม่ได้อธิบายการบังคับใช้แบบทยอย และไม่ได้ระบุการปฏิบัติที่ต่างออกไปสำหรับสินค้าที่ถูกติดธงไว้ก่อนวันที่ 31 มกราคม 2570
การตรวจฟีดก่อนสิ้นปีมีต้นทุนต่ำกว่าการเร่งส่งออกรูปใหม่แบบฉุกเฉินในเดือนมกราคม Relevant Audience ดูข้อมูลสินค้าและการมองเห็นของหน้าสินค้าไปพร้อมกัน เพราะปัญหาไฟล์ชุดเดียวกันมักโผล่ทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นจุดที่งาน รับทำ SEO ในประเทศไทย กับงานฟีดมาบรรจบกัน







