Side-by-side comparison of a dense Google Shopping results grid and a sparse AI Mode product answer

AI Mode แสดงรายการสินค้าน้อยลงราว 95% ตามงานวิจัยของผู้ขายเครื่องมือ

อีคอมเมิร์ซJuly 29, 2026
By Antonio Fernandez

Productrise แพลตฟอร์มที่ติดตามการมองเห็นสินค้าแบบออร์แกนิกบน Google Shopping เผยผลวิเคราะห์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 ว่า AI Mode แสดงรายการสินค้าน้อยกว่าการค้นหาแบบมาตรฐานของ Google ราว 95% ตัวเลขนี้มาจากการทดสอบ 21 วันในเดือนกรกฎาคม 2026 ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ครอบคลุมคำค้นหาสินค้าชุดเดียวกันมากกว่า 100,000 คำค้น และรายการสินค้ามากกว่า 2 ล้านรายการ ข้อควรระวังคือ Productrise ขายบริการติดตามการมองเห็นบนพื้นที่เดียวกับที่ตัวเองวัดผล ตัวเลขนี้จึงมาพร้อมผลประโยชน์ทางธุรกิจ รายงานของ PPC Land เป็นงานข่าวที่เป็นอิสระ แต่ตัวงานวิจัยเป็นของผู้ขายเครื่องมือเอง

วิธีที่ Productrise ใช้เปรียบเทียบสองพื้นที่

Productrise ยิงคำค้นเดียวกันเข้าทั้งการค้นหาแบบมาตรฐานและ AI Mode ในวันเดียวกัน ผลลัพธ์สองชุดจึงเทียบกันได้ตรง ๆ การทดสอบใช้เซสชันที่สะอาดและไม่ผ่านการปรับให้เป็นส่วนตัว และใช้คำค้นที่มุ่งหาสินค้าโดยตรง ไม่ใช่คำค้นหาข้อมูล รวม 21 วันในเดือนกรกฎาคม 2026 ได้คู่คำค้นมากกว่า 100,000 คู่ในสองตลาด และติดตามรายการสินค้ามากกว่า 2 ล้านรายการ

รายละเอียดการออกแบบนี้สำคัญ เพราะผลลัพธ์ใน AI Mode เปลี่ยนไปมาในแต่ละวัน และเซสชันที่ปรับให้เป็นส่วนตัวสามารถดันหรือกดผลสินค้าได้ การจับคู่คำค้นเดียวกันในวันเดียวกันตัดสัญญาณรบกวนส่วนใหญ่ออกไป แต่ไม่ได้ตัดผลประโยชน์ของเจ้าของงานวิจัยออกไปด้วย

ตัวเลข 95% มาจากผลสองชั้นซ้อนกัน

ชั้นแรกคือคำค้นนั้นมีสินค้าโผล่ขึ้นมาหรือไม่ Productrise พบว่าการค้นหาแบบมาตรฐานคืนสินค้าอย่างน้อยหนึ่งรายการในคำค้นสินค้าราว 88% ขณะที่ AI Mode ทำได้เพียงราว 23% แปลว่าคำค้นที่มีเจตนาซื้อประมาณสามในสี่ใน AI Mode ไม่เจอรายการสินค้าที่กดซื้อได้เลย

ชั้นที่สองคือเมื่อมีสินค้าโผล่มาแล้วมีกี่รายการ ในกลุ่มคำค้นที่คืนสินค้า การค้นหาแบบมาตรฐานแสดงเฉลี่ย 22.5 รายการต่อหน้าผลการค้นหา เทียบกับ 4.3 รายการใน AI Mode ซึ่ง Productrise อธิบายว่าเท่ากับช่องแข่งขันน้อยลงราว 5.3 เท่า เอาผลสองชั้นมาคูณกันก็ได้ตัวเลขพาดหัว คือรายการสินค้าที่ถูกแสดงลดลงราว 95%

ในงานวิจัยมีตัวอย่างจริงสองคำค้น คำค้น "neck cream" การค้นหาแบบมาตรฐานคืนรายการสินค้า ส่วน AI Mode ตอบด้วยรีวิวคุณภาพสินค้าโดยไม่มีรายการที่กดซื้อได้เลย อีกคำค้นคือ "1/2 inch plywood" ที่ใช้แสดงช่องว่างเรื่องจำนวนรายการ

ตัวเลขเทียบกันระหว่างการค้นหาแบบมาตรฐานกับ AI Mode

ตารางด้านล่างคือตัวเลขทั้งสี่ชุดที่ Productrise เผยแพร่ จากคำค้นสินค้าในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ช่วง 21 วันของเดือนกรกฎาคม 2026

ตัวเลขเทียบกันระหว่างการค้นหาแบบมาตรฐานกับ AI Mode
ตัวชี้วัดการค้นหาแบบมาตรฐานAI Mode
คำค้นสินค้าที่คืนสินค้าอย่างน้อยหนึ่งรายการราว 88%ราว 23%
จำนวนรายการสินค้าเฉลี่ยเมื่อมีสินค้าโผล่มา22.54.3
ช่องแข่งขันเมื่อมีสินค้าโผล่มาแล้วเป็นฐานเปรียบเทียบน้อยลงราว 5.3 เท่า
สินค้าที่ปรากฏบนทั้งสองพื้นที่ราว 0.8%ราว 0.8%

ตัวเลข 0.8% คือสิ่งที่ร้านค้าควรตอบสนอง

Productrise พบว่าสินค้าที่ทับซ้อนกันระหว่างการค้นหาแบบมาตรฐานกับ AI Mode มีเพียงราว 0.8% การติดอันดับใน Shopping carousel แบบเดิมจึงแทบไม่การันตีว่าจะปรากฏใน AI Mode สำหรับคำค้นเดียวกัน ในทางปฏิบัติมันคือชั้นวางสินค้าสองชั้นที่แยกกัน แม้จะอยู่ในร้านเดียวกัน

เรื่องนี้หนักกว่าตัวเลข 95% ชั้นวางที่เล็กลงยังพอแข่งได้ แต่ชั้นวางที่จัดของตามกติกาอีกชุดหนึ่ง จะแข่งด้วยงานชุดเดิมไม่ได้

ฟีดสินค้าชุดเดียว แต่คำตอบสองแบบ

PPC Land ตั้งข้อสังเกตว่า Shopping Graph ของ Google ป้อนข้อมูลให้ทั้งสองพื้นที่ ถ้าแหล่งข้อมูลชุดเดียวให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันเกือบทั้งหมด ตัวตัดสินก็คือลอจิกการจัดอันดับหรือการคัดเลือกของ Google ไม่ใช่การที่ฟีดไม่มีสินค้า และ Google ยังไม่เผยเกณฑ์คัดเลือกรายการสินค้าใน AI Mode คนนอกบริษัทจึงยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรผ่านเกณฑ์ของคำตอบแบบสนทนา

คำอธิบายของผู้ก่อตั้งเป็นการคาดเดา และเขาบอกเองว่าเดา

Hugo Huijer ผู้ก่อตั้ง Productrise เสนอสิ่งที่เขาเรียกว่าการเดาที่ดีที่สุดของเขาว่าทำไมรายการจึงสั้นลง โดยโยงกับหน้าตาแบบสนทนา ถ้าระบบคาดว่าผู้ใช้จะถามต่ออยู่แล้ว เช่น ขอของที่ถูกกว่า ขอแบรนด์อื่น หรือขอส่งเร็วกว่า ระบบก็ไม่จำเป็นต้องวางสินค้ายี่สิบรายการไว้ตั้งแต่ต้น เขายังเสนอว่าการอยู่ในสี่ห้ารายการที่ถูกแนะนำมีค่าไม่เหมือนการอยู่ในยี่สิบรายการ และบอกว่าอัตราคลิกจากเซสชัน AI Mode ควรสูงกว่ามาก

ทั้งหมดนั้นเป็นการคาดเดาและความคาดหวังของเขา ไม่ใช่ข้อมูลที่วัดได้ งานวิจัยชิ้นนี้นับจำนวนรายการสินค้าและการทับซ้อน ไม่ได้นับคลิก ข้อความเรื่องอัตราคลิกที่สูงขึ้นจึงเป็นสมมติฐานที่ต้องไปทดสอบกับข้อมูลของตัวเอง ไม่ใช่ผลการวิจัยที่เอาไปวางแผนได้

เรื่องนี้หมายถึงอะไรกับนักการตลาดในไทย

งานวิจัยครอบคลุมเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และ Productrise ไม่ได้อ้างอะไรเกี่ยวกับผลการค้นหาในไทย สำหรับร้านค้าหรือผู้ส่งออกไทยที่ขายเข้าสองตลาดนี้ สิ่งที่ใช้ได้จริงมีขอบเขตแคบ งานฟีดและงานข้อมูลสินค้าที่ทำไว้เพื่อ Shopping carousel ดูจะไม่ส่งต่อไปยัง AI Mode และยังไม่มีช่องทางที่เปิดเผยให้ซื้อทางลัดข้ามลอจิกการคัดเลือก

สองอย่างที่ทำได้โดยไม่ต้องเดาเกณฑ์ของ Google คือ วัด AI Mode แยกออกมา อย่าเหมาว่าผลจาก Shopping อธิบายมันได้ และลงแรงกับข้อมูลสินค้าที่เราคุมได้ต่อไป เพราะมันเป็นวัตถุดิบของทั้งสองพื้นที่แม้ผลลัพธ์จะต่างกัน สำหรับทีมในไทย นั่นหมายถึงมองการค้นหาสินค้าแบบสนทนาเป็นโจทย์ การมองเห็นบน AI ของตัวเอง ไม่ใช่บรรทัดหนึ่งในรายงาน Shopping ส่วนงานเชิงพาณิชย์ที่อยู่ข้างใต้ ทั้ง การตลาดอีคอมเมิร์ซ และ SEO สำหรับ Shopify ยังวิ่งบนคุณภาพข้อมูลสินค้าเหมือนเดิม ซึ่งเป็นตัวแปรเดียวในเรื่องนี้ที่ไม่ใช่การคาดเดา

คำถามที่พบบ่อย

AI Mode แสดงรายการสินค้าไหม

แสดง แต่บนคำค้นที่น้อยกว่ามาก Productrise พบว่า AI Mode คืนสินค้าอย่างน้อยหนึ่งรายการในราว 23% ของคำค้นสินค้า เทียบกับราว 88% ในการค้นหาแบบมาตรฐาน จากการทดสอบ 21 วันในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร เดือนกรกฎาคม 2026

อันดับใน Google Shopping ส่งต่อไปยัง AI Mode ได้ไหม

ตามข้อมูลชุดนี้คือแทบไม่ส่งต่อ สินค้าทับซ้อนกันระหว่างสองพื้นที่เพียงราว 0.8% อันดับที่ดีใน Shopping จึงแทบไม่การันตีการปรากฏใน AI Mode สำหรับคำค้นเดียวกัน

งานวิจัยนี้รวมประเทศไทยด้วยหรือไม่

ไม่รวม Productrise ทดสอบเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และไม่ได้อ้างถึงผลการค้นหาในไทยหรือผู้ซื้อชาวไทย

อัตราคลิกจาก AI Mode สูงกว่าจริงหรือไม่

งานวิจัยไม่ได้วัดเรื่องนี้ Hugo Huijer ผู้ก่อตั้ง Productrise บอกว่าเขาคาดว่าอัตราคลิกจากเซสชัน AI Mode ควรสูงกว่ามาก และระบุเองว่าเป็นการเดา งานวิจัยนับจำนวนรายการสินค้าและการทับซ้อน ไม่ได้นับคลิก

ร้านค้ามีทางไปมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ AI Mode เลือกไหม

Google ยังไม่เผยเกณฑ์คัดเลือก วิธีการใดที่ถูกเสนอขายว่าแก้ปัญหาการมองเห็นสินค้าใน AI Mode ได้จึงยังไม่มีอะไรยืนยัน ตัวเลขการทับซ้อนของ Productrise ชี้ไปที่ลอจิกการจัดอันดับหรือการคัดเลือกมากกว่าเรื่องฟีดขาด เพราะ PPC Land ระบุว่า Shopping Graph ป้อนข้อมูลให้ทั้งสองพื้นที่จากแหล่งเดียวกัน

สรุปสั้น ๆ คือพื้นที่หนึ่งเล็กลงมาก และกติกาที่ชนะในอีกพื้นที่ดูจะไม่ช่วยให้ชนะที่นี่ ถ้าคุณขายในสหรัฐอเมริกาหรือสหราชอาณาจักร และรายงานการมองเห็นสินค้ายังนับ Google Search เป็นพื้นที่เดียว การแยก AI Mode ออกมาคือสิ่งแรกที่ควรทำ และเป็นจังหวะดีที่จะทบทวนว่าข้อมูลสินค้าของคุณทำงานอย่างไรในแต่ละพื้นที่

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: