เมื่อมีคนเข้าชมเว็บไซต์น้อย นั่นหมายถึงโอกาสทางการขายที่หายไปในทุก ๆ วัน การมีเว็บไซต์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อการแข่งขันบนโลกออนไลน์อีกต่อไป สิ่งที่ธุรกิจต้องการคือการถูกค้นเจอในจังหวะที่ลูกค้ากำลังมองหา และเครื่องมือที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นได้อย่างยั่งยืนก็คือการทำ SEO กลยุทธ์ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกของ Google ได้โดยไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาตลอดเวลา
SEO คืออะไร?
SEO หรือ Search Engine Optimization คือการปรับแต่งและพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักการทำงานของ Search Engine อย่าง Google เมื่อทำได้อย่างถูกต้อง เว็บไซต์จะค่อย ๆ ไต่อันดับขึ้นไปอย่างเป็นธรรมชาติจนสามารถติดหน้าแรกได้ในที่สุด และเมื่อติดอันดับแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับยอดคลิกเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ด้วยวิธีนี้จะถูกเรียกว่า "Organic Traffic" หรือผู้เข้าชมแบบธรรมชาติ ซึ่งต่างจาก "Paid Traffic" ที่ขึ้นหน้าแรกได้เพราะการซื้อโฆษณา จุดเด่นของ Organic Traffic คือเป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณอยู่แล้ว จึงมีคุณภาพและมีโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้สูง
SEO แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
โดยหลักแล้ว การทำ SEO ประกอบด้วยสองส่วนที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่
- On-page SEO คือการปรับทุกองค์ประกอบภายในเว็บไซต์ของคุณเอง ทั้งคุณภาพและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา หัวข้อ โครงสร้างหน้า ความเร็วในการโหลด การใช้งานบนมือถือ และการเชื่อมโยงลิงก์ภายใน เพื่อให้แต่ละหน้าตอบโจทย์คำค้นหาของผู้เข้าชมได้ดีที่สุด
- Off-page SEO คือสัญญาณที่มาจากภายนอกเว็บไซต์ โดยเฉพาะลิงก์และการถูกกล่าวถึงจากเว็บไซต์อื่นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นการบอก Search Engine ว่าเนื้อหาของคุณได้รับความไว้วางใจ
ทำ SEO แล้วดีต่อธุรกิจอย่างไร?
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อการซื้อโฆษณา Google Ads ก็ทำให้ติดหน้าแรกได้เหมือนกันและใช้เวลาน้อยกว่า แล้วเหตุใดจึงยังควรทำ SEO คำตอบอยู่ที่มุมมองของคำว่าระยะยาว
แม้การทำ SEO จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 ถึง 4 เดือนกว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือพื้นที่บนหน้าค้นหาที่อยู่ได้นานกว่าโฆษณาซึ่งจะหายไปทันทีเมื่อหมดงบประมาณ นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนต่อผู้เข้าชมเมื่อเวลาผ่านไป และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์มากขึ้นเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ คือ SEO เปรียบเสมือนการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้เว็บไซต์และธุรกิจของคุณเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว
ประโยชน์หลักของการทำ SEO
- เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตรงเป้าหมาย เพราะผู้เข้าชมต้องค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดก่อนจึงจะเจอเว็บไซต์ของคุณ พวกเขาจึงมีความสนใจในสินค้าหรือบริการนั้นตั้งแต่ต้น
- ลดต้นทุนค่าโฆษณาในระยะยาว เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับแล้วมักอยู่ในตำแหน่งนั้นได้นาน ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าคลิกอย่างต่อเนื่องเหมือนการยิงโฆษณา
- ต่อยอดกับ Content Marketing ได้ เนื้อหาที่มีคุณภาพจะช่วยให้ติดอันดับในหลายคำค้นหา และสร้างความไว้วางใจก่อนการตัดสินใจซื้อ
- เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ การปรากฏบนหน้าแรกซ้ำ ๆ ทำให้ผู้คนคุ้นเคยและเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณมากขึ้น
- ยกระดับคุณภาพของเว็บไซต์โดยรวม เพราะหลักการของ On-page SEO ส่วนใหญ่คือการทำเว็บให้ใช้งานง่าย โหลดเร็ว และตอบโจทย์ผู้ใช้จริง
ธุรกิจแบบไหนที่ควรทำ SEO?
ในปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมากมักค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ นั่นหมายความว่าหากธุรกิจของคุณไม่มีพื้นที่อยู่บนหน้าค้นหาหรือบนโลกออนไลน์ ทั้งความน่าเชื่อถือและโอกาสทางการขายย่อมลดลงตามไปด้วย
เป็นที่รู้กันว่าธุรกิจแบบ B2C และ B2B2C ต้องทำการตลาดออนไลน์อย่างเข้มข้นเพราะการแข่งขันที่สูง แต่สำหรับธุรกิจ B2B ที่พึ่งพา Connection และทีมขายเป็นหลัก หลายรายอาจยังลังเลว่าการตลาดออนไลน์จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ความจริงแล้วการทำ SEO ช่วยธุรกิจ B2B ได้เช่นกัน เพราะทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้น เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ เนื่องจากผู้ซื้อในสาย B2B เองก็ค้นหาข้อมูลออนไลน์อย่างละเอียดก่อนติดต่อฝ่ายขายเช่นกัน
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใด ทั้งที่ยังทำแบบออฟไลน์อยู่ หรือมีช่องทางออนไลน์แล้วแต่ยังโปรโมทไม่ถูกวิธี ก็ควรเริ่มทำ SEO และการตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง เพราะทุกจังหวะที่ลูกค้ามองเห็นคุณ คือโอกาสทางการขายที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต
อยากทำ SEO แบบมืออาชีพต้องทำอย่างไร?
คุณสามารถจัดตั้งทีมงานเฉพาะทางขึ้นมาดูแล SEO และการตลาดออนไลน์เอง หรืออีกวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่าคือการร่วมงานกับเอเจนซีด้านการตลาดดิจิทัลที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ให้โดยตรง หรือทำงานควบคู่ไปกับทีมภายในของคุณก็ได้
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวางแผน SEO คือตั้งแต่ก่อนเริ่มสร้างเว็บไซต์ เพราะจะจัดการโครงสร้างได้ง่ายกว่า แต่หากเว็บไซต์เสร็จไปแล้วก็ยังสามารถปรับให้ถูกหลัก SEO ได้ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลามากขึ้นในการแก้ไขสิ่งที่วางไว้เดิม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO
ทำ SEO นานแค่ไหนถึงเห็นผล?
โดยทั่วไปมักเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนภายในประมาณ 3 ถึง 6 เดือน และผลลัพธ์จะเติบโตต่อเนื่องหลังจากนั้น ธุรกิจที่แข่งขันสูงหรือเว็บไซต์ที่สร้างใหม่มักใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย
SEO กับการยิงโฆษณา ควรเลือกอย่างไหน?
ทั้งสองมีจุดประสงค์ต่างกัน โฆษณาให้ผลทันทีตราบใดที่ยังจ่ายเงิน ส่วน SEO สร้างการมองเห็นที่ยั่งยืนและยังทำงานต่อแม้หยุดใช้งบ กลยุทธ์ที่ดีจึงมักใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน
ทำ SEO เองได้ไหม?
สามารถเรียนรู้และลงมือทำพื้นฐานเองได้ แต่การแข่งขันเพื่อติดอันดับต้น ๆ มักต้องอาศัยเวลา เครื่องมือ และประสบการณ์ ธุรกิจจำนวนมากจึงเลือกให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยแทนการฝากงานไว้กับทีมที่มีภาระอยู่แล้ว
เปลี่ยนการค้นหาให้เป็นช่องทางการเติบโต
SEO ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ทบต้นให้ธุรกิจของคุณถูกค้นเจอง่ายขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น และมีต้นทุนการตลาดที่ถูกลงในทุกเดือนที่ทำต่อเนื่อง หากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่ช่วยวางแผนและลงมือทำให้ครบทุกขั้นตอน สามารถดูรายละเอียดบริการ SEO ในประเทศไทย และปรึกษาทีมงาน Relevant Audience ได้ฟรีโดยไม่มีข้อผูกมัด






