สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- กูเกิลเริ่มใช้นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์ในปี 2567 เพื่อหยุดการนำเนื้อหาของบุคคลที่สามมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเพียงเพื่อฉวยประโยชน์จากชื่อเสียงของเว็บไซต์นั้นให้ติดอันดับ
- การปรับครั้งนี้เกิดหลังการหารือกับคณะกรรมาธิการยุโรป และกูเกิลระบุว่ายังกังวลว่าการตีความ DMA อย่างกว้างเกินไปอาจทำให้รับมือภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือของผลการค้นหาไม่ได้
- การแจ้งเตือนใน Search Console คำขอให้พิจารณาใหม่ และการไกล่เกลี่ยสำหรับเว็บไซต์ที่เข้าเกณฑ์หลังยื่นคำขอ ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง
- เพราะหน้าเว็บถูกอ่านจากทั่วโลก หน้าเดียวจึงอาจถูกดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ แต่ผลปรากฏเฉพาะกับผลการค้นหาที่แสดงต่อผู้ใช้นอกเขตเศรษฐกิจยุโรป
- กูเกิลไม่ได้ระบุชื่อเว็บไซต์ที่ได้รับผล และไม่ได้ให้รายละเอียดว่าส่วนที่ถูกระบุถูกแยกออกในระบบอย่างไร
กูเกิลเผยแพร่บทความชื่อ "Update to the Site Reputation Policy" บนบล็อก Google Search Central เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 และตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมเป็นต้นไป การดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ภายใต้นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์จะไม่ได้ให้ผลเหมือนกันกับผู้ค้นหาทุกคนอีกต่อไป สำหรับผู้ที่ค้นหาจากนอกเขตเศรษฐกิจยุโรป ผลลัพธ์ยังเป็นแบบเดิมทุกประการ คือการดำเนินการนั้นจะส่งผลโดยตรงต่อผลการค้นหาของส่วนที่ถูกระบุว่ามีปัญหา และส่วนที่เหลือของเว็บไซต์จะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนผู้ที่ค้นหาจากภายในเขตเศรษฐกิจยุโรปจะไม่ได้รับผลของการดำเนินการนั้น แต่ส่วนที่ถูกระบุอาจถูกแยกออกในระบบของกูเกิล เพื่อให้เมื่อเวลาผ่านไปแล้วส่วนนั้นถูกจัดอันดับอย่างเป็นอิสระจากส่วนอื่นของเว็บไซต์
ขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงนี้แคบกว่าที่พาดหัวข่าวทำให้รู้สึก กูเกิลไม่ได้เขียนนิยามของการละเมิดชื่อเสียงเว็บไซต์ขึ้นใหม่ ไม่ได้ยกเลิกนโยบาย และไม่ได้เพิ่มข้อยกเว้นให้กับพฤติกรรมที่นโยบายนี้มุ่งจัดการ สิ่งที่เปลี่ยนคือผลของการบังคับใช้ว่าจะมีน้ำหนักอย่างไรและกับใคร บทความที่ลงชื่อโดยทีม Google Search Quality อธิบายว่าเป็นการปรับแนวทางการบังคับใช้ภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป และเป็นการทำให้เกณฑ์ที่กูเกิลพิจารณามีความชัดเจนขึ้น หลังจากที่ได้หารือกับคณะกรรมาธิการยุโรป รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในบล็อก Google Search Central
นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหยุดอะไร
กูเกิลระบุว่าได้เริ่มใช้นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์ในปี 2567 เพื่อหยุดพฤติกรรมที่มีการนำเนื้อหาจากบุคคลที่สามมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ที่ได้รับความไว้วางใจ โดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อฉวยประโยชน์จากชื่อเสียงที่ดีของเว็บไซต์นั้นให้ติดอันดับสูงขึ้นในการค้นหา ในมุมมองของกูเกิล ความเสียหายมีสองด้าน คือทำให้คุณภาพของผลการค้นหาแย่ลง และสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับผู้ใช้งาน
กลไกที่นโยบายนี้เล็งไปคือการหยิบยืม โดเมนหนึ่งสะสมความน่าเชื่อถือมาหลายปีจากงานที่ตัวเองทำ แล้ววันหนึ่งก็ยกพื้นที่บางส่วนของโดเมนให้คนอื่นไปใช้ ทั้งที่เนื้อหาชุดนั้นไม่มีทางติดอันดับได้ด้วยคุณภาพของตัวมันเอง เจ้าของเว็บให้ยืมชื่อเสียง ผู้เช่าได้อันดับไป และคนที่ค้นหาได้ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครรับประกันคุณภาพจริง ๆ
คำอธิบายนี้สำคัญต่อการอ่านประกาศวันที่ 28 สิงหาคมให้ถูกต้อง เพราะแนวทางที่กูเกิลใช้ในเขตเศรษฐกิจยุโรปคือการโจมตีกลไกเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง ไม่มีข้อความใดในประกาศที่บอกว่าการหยิบยืมชื่อเสียงกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้แล้ว ตรงกันข้าม กูเกิลระบุอย่างชัดเจนว่ายังคงกังวลว่าการตีความกฎหมาย DMA อย่างกว้างเกินไปอาจทำให้กูเกิลไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่แท้จริงต่อความน่าเชื่อถือของผลการค้นหาได้ แต่เชื่อว่าแนวทางนี้ยังช่วยให้ต่อสู้กับความพยายามบิดเบือนผลการค้นหาได้อยู่ ความกังวลข้อนี้ถูกบันทึกไว้ในประกาศฉบับเดียวกัน
คำสั่งเดียว ผลลัพธ์สองแบบ เริ่ม 30 สิงหาคม
กูเกิลกำหนดวันที่ 30 สิงหาคมเป็นวันที่ความแตกต่างนี้เริ่มมีผล นับจากวันนั้น การดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ภายใต้นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์จะให้ผลกับคนที่ค้นหาในเขตเศรษฐกิจยุโรปต่างจากคนที่ค้นหานอกเขตนี้ นอกเขตเศรษฐกิจยุโรป การดำเนินการจะส่งผลโดยตรงต่อผลการค้นหาของส่วนที่ถูกระบุ และกูเกิลย้ำว่าส่วนที่เหลือของเว็บไซต์จะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนที่เคยเป็นมา ส่วนภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป ผลของการดำเนินการจะไม่ถูกนำมาใช้ และส่วนที่ถูกระบุอาจถูกแยกออกในระบบของกูเกิลเพื่อให้ถูกจัดอันดับอย่างเป็นอิสระจากส่วนอื่นของเว็บไซต์เมื่อเวลาผ่านไป
ควรอ่านถ้อยคำที่เป็นเงื่อนไขให้ดี กูเกิลเขียนว่าส่วนนั้น "อาจ" ถูกแยกออก และการจัดอันดับอย่างเป็นอิสระจะเกิดขึ้น "เมื่อเวลาผ่านไป" ทั้งสองวลีไม่ได้รับประกันว่าผลจะเกิดขึ้นทันที เกิดขึ้นเหมือนกันทุกกรณี หรือเกิดขึ้นแน่นอน และประกาศก็ไม่ได้ให้กำหนดเวลาใด ๆ ไว้ ดังนั้นควรมองการแยกส่วนนี้เป็นสิ่งที่กูเกิลบอกเจ้าของเว็บไซต์ว่าทำได้ ไม่ใช่สวิตช์ที่จะถูกเปิดพร้อมกันในวันที่ 30 สิงหาคมกับทุกเว็บไซต์ที่ถูกระบุ
ยังมีอีกประโยคหนึ่งในประกาศที่ควรสังเกต เพราะมันสร้างสถานการณ์ที่แปลกอยู่พอสมควร กูเกิลระบุว่าเนื่องจากหน้าเว็บจำนวนมากถูกเปิดอ่านโดยคนทั่วโลก จึงเป็นไปได้ที่หน้าใดหน้าหนึ่งจะถูกดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ แต่ผลของการดำเนินการนั้นจะปรากฏเฉพาะกับผลการค้นหาที่แสดงต่อผู้ใช้นอกเขตเศรษฐกิจยุโรปเท่านั้น คำสั่งผูกอยู่กับหน้าเว็บ แต่ผลที่มองเห็นได้ขึ้นอยู่กับว่าคนค้นหาอยู่ที่ไหน URL เดียวจึงอาจถูกลดอันดับสำหรับผู้ชมกลุ่มหนึ่งและไม่ถูกแตะต้องเลยสำหรับอีกกลุ่มในเวลาเดียวกัน
"จัดอันดับอย่างเป็นอิสระจากส่วนอื่นของเว็บไซต์" หมายความว่าอย่างไร
เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าการลดอันดับคืออะไร การดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่ส่งผลโดยตรงต่อผลการค้นหาของส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ คือบทลงโทษที่ถูกวางทับลงไปบนอันดับที่ส่วนนั้นควรจะได้ ส่วนที่ถูกลงโทษยังคงได้ประโยชน์จากการอยู่บนโดเมนที่น่าเชื่อถือ แล้วกูเกิลก็กดมันลงไป เมื่อบทลงโทษถูกยกเลิก ส่วนนั้นก็กลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ความน่าเชื่อถือของโดเมนพามันไป
การแยกส่วนเป็นคนละปฏิบัติการกัน ถ้าส่วนหนึ่งถูกจัดอันดับอย่างเป็นอิสระจากส่วนอื่นของเว็บไซต์ แปลว่ามันไม่ได้ถูกโดเมนรอบตัวอุ้มไว้อีกต่อไป กูเกิลไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดใด ๆ ว่าการแยกส่วนนี้ถูกทำอย่างไรในระบบ ดังนั้นไม่มีใครนอกกูเกิลที่อธิบายกลไกได้จริง สิ่งที่วลีนี้บอกได้คือปลายทางที่ตั้งใจไว้ นั่นคือส่วนที่ถูกระบุต้องยืนด้วยตัวเอง และชื่อเสียงของโดเมนแม่หยุดไหลเข้าไปหามัน
ความต่างในทางปฏิบัติมองข้ามได้ง่ายและควรพูดให้ชัด การลดอันดับเป็นการหักลบและย้อนกลับได้อย่างตรงไปตรงมา ส่วนการแยกออกเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง มันไม่ได้เพิ่มค่าลบเข้าไป แต่เอาค่าบวกที่เคยได้รับสืบทอดมาออก ด้วยเหตุนี้ การบอกว่ามันคือทางเลือกที่เบากว่าจึงเป็นการเดา ไม่ใช่ข้อสรุป และกูเกิลก็ไม่ได้บอกว่ามันเบากว่า หนักกว่า หรือเท่ากัน
ทำไมการแยกส่วนจึงไม่ใช่บทลงโทษที่เบากว่า
ลองคิดตามตรรกะของนโยบายเอง สิ่งที่กูเกิลอธิบายว่าเป็นการละเมิดในปี 2567 คือการฉวยประโยชน์จากชื่อเสียงของเว็บไซต์เจ้าบ้าน โดยเนื้อหาที่ไม่มีทางได้อันดับนั้นมาด้วยตัวเอง ถ้าส่วนนั้นถูกแยกออกให้จัดอันดับอย่างเป็นอิสระ สิ่งที่ถูกดึงกลับไปก็คือชื่อเสียงที่หยิบยืมมานั่นเอง วิธีแก้จึงพุ่งตรงไปที่สิ่งที่นโยบายบอกว่าผิด แทนที่จะลงโทษหน้าเว็บทั้งกลุ่ม
กรอบคิดแบบนี้มีผลข้างเคียงที่ไม่น่าสบายใจนักสำหรับคนที่ดูแลพื้นที่ของบุคคลที่สามขนาดใหญ่ ถ้าเนื้อหาของส่วนนั้น ลิงก์ของส่วนนั้น และดีมานด์ของส่วนนั้นแข็งแรงจริง การยืนด้วยตัวเองก็น่าจะเจ็บน้อยกว่า แต่ถ้าส่วนนั้นเคยติดอันดับเพราะโดเมนที่มันอาศัยอยู่เท่านั้น การยืนด้วยตัวเองอาจดูแย่กว่าการถูกลดอันดับเสียอีก เพราะการลดอันดับยังมีเพดานอยู่ที่ระดับบทลงโทษที่กูเกิลกำหนด ในขณะที่การไม่มีความน่าเชื่อถือที่สืบทอดมาเลยนั้นไม่มีเพดาน การวิเคราะห์ผลลัพธ์ชุดนี้ไม่ได้อยู่ในประกาศของกูเกิล มันคือการให้เหตุผลต่อจากกลไกที่กูเกิลอธิบายไว้ และควรบอกให้ชัดว่าเป็นการให้เหตุผลเมื่อคุณนำไปเล่าต่อให้ลูกค้าฟัง
ในเรื่องนี้มีเครื่องมือวินิจฉัยซ่อนอยู่สำหรับผู้เผยแพร่ที่อยากได้คำตอบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับพื้นที่ของตัวเอง ถ้าคุณตอบไม่ได้ว่าพื้นที่ของบุคคลที่สามบนเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับคำไหนได้บ้างหากไม่มีโดเมนหนุนหลัง แปลว่าคุณยังไม่รู้ว่าตัวเองเสี่ยงแค่ไหน การตรวจสอบเนื้อหาที่แยกสัญญาณที่พื้นที่นั้นหามาเองออกจากสัญญาณที่ได้รับสืบทอดมา คือทางเดียวที่จะรู้ และมันคือโจทย์เดียวกับที่ทำให้การตรวจสอบ SEO มีประโยชน์จริงแทนที่จะเป็นแค่เอกสารประดับ
ประเทศไทยอยู่นอกเขตเศรษฐกิจยุโรป จึงยังใช้กติกาเดิม
ธุรกิจที่จดทะเบียนและดำเนินกิจการในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเขตเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศในยุโรป สำหรับเว็บไซต์ไทย ผลของการบังคับใช้ที่กูเกิลอธิบายไว้สำหรับผู้ใช้นอกเขตเศรษฐกิจยุโรปคือผลที่ใช้กับคุณ และผลนั้นถูกระบุชัดว่าไม่เปลี่ยนแปลง คือการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่จะส่งผลโดยตรงต่อผลการค้นหาของส่วนที่ถูกระบุ ส่วนที่เหลือของเว็บไซต์ไม่ได้รับผลกระทบ
แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่ควรจำไว้ ถ้อยคำของกูเกิลพูดถึงตำแหน่งของคนที่กำลังค้นหา ไม่ใช่ตำแหน่งที่เว็บไซต์จดทะเบียนหรือวางเซิร์ฟเวอร์ไว้ ประกาศพูดถึงผู้ใช้นอกเขตเศรษฐกิจยุโรปและผู้ใช้ในเขตนั้น โรงแรม ผู้ส่งออก โรงพยาบาล หรือสำนักกฎหมายในไทยที่มีผู้อ่านชาวยุโรป จึงมีผู้ชมอยู่ทั้งสองฝั่งของเส้นแบ่งนี้ และหน้าเดียวกันอาจให้ผลต่างกันกับคนสองกลุ่ม กูเกิลไม่ได้ให้คำแนะนำว่าจะสังเกตเรื่องนี้อย่างไร และรายงานตามประเทศใน Search Console ก็บอกได้แค่จำนวนการแสดงผลกับคลิก ไม่ได้บอกว่าถูกจัดการแบบไหน เรื่องนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่ควรเข้าใจ มากกว่าจะเป็นตัวเลขที่ต้องไปไล่วัด
สำหรับนักการตลาดไทยส่วนใหญ่ ข้อสรุปในทางปฏิบัติค่อนข้างน่าเบื่อ ซึ่งมักเป็นสัญญาณที่ดี นโยบายที่กำกับพื้นที่ของบุคคลที่สามบนเว็บไซต์ของคุณยังเป็นนโยบายเดียวกับเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ผลของการฝ่าฝืนก็ยังเป็นผลเดิม และงานที่ทำให้คุณอยู่ห่างจากปัญหาก็ยังเป็นงานเดิม คือการเผยแพร่เนื้อหาที่เว็บไซต์ของคุณยืนยันคุณภาพได้เอง ถ้าโปรแกรมออร์แกนิกของคุณในไทยพึ่งพาหน้าของพาร์ตเนอร์ พื้นที่สปอนเซอร์ หรือดีลเนื้อหาที่ถูกนำไปเผยแพร่ต่อ ความเสี่ยงก็อยู่ตรงนั้น และควรใส่เรื่องนี้ไว้ในการวางแผนSEO ในประเทศไทย แทนที่จะมองเป็นเชิงอรรถทางกฎหมาย
การแจ้งเตือนและการอุทธรณ์ยังเหมือนเดิม
กูเกิลระบุว่าเจ้าของเว็บไซต์จะยังได้รับการแจ้งเตือนภายใน Search Console เมื่อมีการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ ถ้าคุณเชื่อว่าการดำเนินการเกิดจากความผิดพลาด คุณยังส่งคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ และเว็บไซต์ที่เข้าเกณฑ์จะมีโอกาสนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้หลังจากยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ กูเกิลไม่ได้นิยามว่าเว็บไซต์แบบไหนเข้าเกณฑ์ ไม่ได้อธิบายว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยทำงานอย่างไร และไม่ได้ให้กรอบเวลา
ในทางปฏิบัติแปลว่าที่แรกที่ต้องไปดูยังเป็นที่เดิม รายงานการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ใน Search Console ยังเป็นสัญญาณเดียวที่เชื่อถือได้ว่ามีคำสั่งภายใต้นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์เกิดขึ้นจริง การขยับของอันดับไม่ใช่สัญญาณนั้น พื้นที่หนึ่งบนเว็บไซต์ตกอันดับได้ด้วยเหตุผลธรรมดาอีกสิบกว่าข้อ และการเดาว่าทราฟฟิกที่ลดลงคือคำสั่งลงโทษ คือวิธีที่ทีมงานใช้เวลาทั้งไตรมาสไปแก้ปัญหาผิดจุด
สิ่งที่ประกาศฉบับนี้ไม่ได้พูดถึง
การระบุช่องว่างให้ชัดช่วยกันไม่ให้คุณพูดต่อในสิ่งที่กูเกิลไม่เคยพูด
- ไม่ได้ระบุชื่อเว็บไซต์ใดที่ถูกดำเนินการ และไม่มีตัวอย่างการบังคับใช้
- ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการแยกส่วนที่ถูกระบุถูกทำอย่างไรในระบบของกูเกิล
- ไม่ได้เปลี่ยนสาระของนโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์นอกเขตเศรษฐกิจยุโรป และไม่ได้บอกว่านิยามของการละเมิดขยับไป
- ไม่ได้บอกว่าแนวทางการแยกส่วนถูกนำไปใช้นอกเขตเศรษฐกิจยุโรปด้วยหรือไม่
- ไม่มีตัวเลขใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคำสั่ง สัดส่วนเว็บไซต์ที่ได้รับผล หรือขนาดของผลกระทบต่ออันดับ
- ไม่ได้ระบุว่าเกณฑ์ข้อไหนถูกทำให้ชัดเจนขึ้น นอกจากบอกว่ากำลังทำให้เกณฑ์ที่พิจารณาชัดเจนขึ้น
ทำไมกูเกิลถึงต้องเขียนบล็อกเรื่องนี้
จังหวะเวลาของประกาศนี้สอดคล้องกับสิ่งที่จอห์น มูลเลอร์ จากกูเกิลพูดไว้ในสัปดาห์เดียวกัน เว็บไซต์ Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ว่ามูลเลอร์ตอบคำถามเรื่องเหตุผลที่กูเกิลตั้งชื่ออัปเดตแล้วประกาศต่อสาธารณะว่า การประกาศแบบนั้นเป็นเรื่องความโปร่งใสต่อเจ้าของเว็บไซต์เป็นหลัก และถ้ามีอะไรที่เจ้าของเว็บไซต์ทำได้จริง กูเกิลจะเผยแพร่ไว้ในนโยบาย ศูนย์ช่วยเหลือ เอกสารประกอบ และบล็อกแยกต่างหาก โดยมักจะล่วงหน้าก่อนที่ระบบจะเปลี่ยนจริง
เมื่อวัดด้วยเกณฑ์นั้น ประกาศเรื่องนโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์คือประเภทที่ทำอะไรต่อได้ มันมีการเปลี่ยนนโยบาย มีคำอธิบายผลที่จะเกิด และมีวันเริ่มที่ห่างออกไปสองวัน Search Engine Roundtable ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ากูเกิลไม่ได้ประกาศทุกอัปเดต และอัปเดตส่วนใหญ่ไม่เคยถูกตั้งชื่อเลย การมีอยู่ของบทความนี้จึงเป็นข้อมูลในตัวมันเอง กูเกิลตัดสินใจว่าเจ้าของเว็บไซต์ควรทำอะไรบางอย่างได้ หรืออย่างน้อยควรเข้าใจก่อนวันที่ 30 สิงหาคม
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ตารางด้านล่างเทียบสิ่งที่กูเกิลบอกว่าจะเกิดขึ้นหลังมีการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ภายใต้นโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2569 โดยแยกตามตำแหน่งของผู้ค้นหา ทุกช่องมาจากประกาศฉบับนั้นโดยตรง
| หัวข้อ | ผู้ค้นหานอกเขตเศรษฐกิจยุโรป | ผู้ค้นหาในเขตเศรษฐกิจยุโรป |
|---|---|---|
| ผลของคำสั่ง | ส่งผลโดยตรงต่อผลการค้นหาของส่วนที่ถูกระบุ | ผลของคำสั่งจะไม่ถูกนำมาใช้ |
| ส่วนที่เหลือของเว็บไซต์ | ไม่ได้รับผลกระทบเหมือนเดิม | ส่วนที่ถูกระบุอาจถูกแยกออกให้จัดอันดับอย่างเป็นอิสระเมื่อเวลาผ่านไป |
| การแจ้งเตือนใน Search Console | เจ้าของเว็บไซต์ยังได้รับการแจ้งเตือน | เจ้าของเว็บไซต์ยังได้รับการแจ้งเตือน |
| คำขอให้พิจารณาใหม่ | ยังยื่นได้หากเชื่อว่าเป็นความผิดพลาด | ยังยื่นได้หากเชื่อว่าเป็นความผิดพลาด |
| การไกล่เกลี่ย | เปิดให้เว็บไซต์ที่เข้าเกณฑ์หลังยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ | เปิดให้เว็บไซต์ที่เข้าเกณฑ์หลังยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ |
| วันเริ่มมีผล | 30 สิงหาคม | 30 สิงหาคม |
เรื่องนี้หมายถึงอะไรสำหรับนักการตลาดไทย
คำตอบที่ตรงไปตรงมาสำหรับทีมไทยส่วนใหญ่คือ ไม่มีอะไรที่คุณต้องทำเปลี่ยนไป และนั่นคือประเด็นที่ควรบอกลูกค้าที่กำลังกังวล กติกาการบังคับใช้ที่ใช้กับคนค้นหาในประเทศไทยคือกติกาที่กูเกิลไม่ได้แตะต้อง คุณค่าของประกาศวันที่ 28 สิงหาคมสำหรับผู้ลงโฆษณาไทยจึงไม่ใช่กฎใหม่ แต่เป็นการเตือนว่าส่วนไหนของเว็บไซต์ที่แบกความเสี่ยงเชิงนโยบายไว้
ลองไปไล่รายการออกมาให้ครบ พื้นที่รับบทความจากภายนอก โฟลเดอร์ของพาร์ตเนอร์ หน้าคูปองและโค้ดส่วนลด ไดเรกทอรีแบบไวต์เลเบล คลังข่าวประชาสัมพันธ์ที่รับมาเผยแพร่ต่อ รวมถึงซับโดเมนหรือไดเรกทอรีใดก็ตามที่คนนอกเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเผยแพร่อะไร แล้วเขียนกำกับไว้ทีละรายการว่าใครเป็นคนอนุมัติเนื้อหา ส่วนนั้นจะติดอันดับได้ไหมด้วยสัญญาณของตัวเอง และเว็บไซต์ของคุณได้อะไรจากการเป็นเจ้าบ้านให้มัน รายการแบบนี้ใช้เวลาทำครึ่งวัน และมันคือความต่างระหว่างการรู้ความเสี่ยงของตัวเองกับการภาวนา
จากนั้นค่อยมองแรงจูงใจที่อยู่ข้างใต้ พื้นที่แบบนี้มักเกิดขึ้นเพราะมีคนต้องการอันดับเร็วกว่าที่เว็บไซต์จะหามาได้เอง เวอร์ชันที่อยู่ได้นานของเป้าหมายเดียวกันนั้นไม่หวือหวาเลย คือโปรแกรมเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความลึกในหัวข้อที่โดเมนของคุณเป็นเจ้าของจริง หนุนด้วยคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งที่คุณควบคุมได้เอง และความน่าเชื่อถือที่ได้มาจากการทำลิงก์แทนที่จะไปเช่าจากเจ้าของที่ดินรายอื่น ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่ช่องโหว่ของนโยบาย มันคือรูปแบบของงานที่ไม่มีการอัปเดตการบังคับใช้ครั้งไหนพรากไปจากคุณได้
ข้อควรระวังข้อสุดท้ายเป็นเรื่องการสื่อสาร ถ้าคุณจะบรีฟลูกค้าเรื่องนี้ อย่าบอกว่ากูเกิลผ่อนปรนนโยบายชื่อเสียงเว็บไซต์ เพราะไม่ได้ผ่อนปรน และอย่าบอกว่าเว็บไซต์ไทยได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงในเขตเศรษฐกิจยุโรป เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้นิยามด้วยตำแหน่งของผู้ค้นหา และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเขตนั้น ประโยคที่ปลอดภัยคือ กูเกิลเปลี่ยนวิธีที่คำสั่งทำงานสำหรับผู้ค้นหาในเขตเศรษฐกิจยุโรปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ส่วนที่เหลือยังเหมือนเดิม และช่องทางอุทธรณ์ไม่เปลี่ยน
คำถามที่พบบ่อย
กูเกิลเปลี่ยนนิยามของการละเมิดชื่อเสียงเว็บไซต์หรือไม่
ไม่ได้เปลี่ยน ประกาศวันที่ 28 สิงหาคมเปลี่ยนผลของการบังคับใช้คำสั่งสำหรับผู้ค้นหาในเขตเศรษฐกิจยุโรป และระบุว่ากูเกิลกำลังทำให้เกณฑ์ที่พิจารณาชัดเจนขึ้น แต่ไม่ได้เขียนนิยามของการละเมิดใหม่หรือทำให้แคบลง ซึ่งเป็นนิยามที่กูเกิลตั้งขึ้นในปี 2567 เพื่อหยุดการนำเนื้อหาของบุคคลที่สามมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเพียงเพื่อฉวยประโยชน์จากชื่อเสียงของเว็บไซต์นั้น
เว็บไซต์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยจะถูกจัดการแบบเขตเศรษฐกิจยุโรปหรือไม่
ไม่ใช่สำหรับผู้ค้นหาในประเทศไทย ถ้อยคำของกูเกิลยึดตำแหน่งของคนที่กำลังค้นหา ผู้ชมชาวไทยของเว็บไซต์ไทยจึงอยู่ภายใต้พฤติกรรมเดิมที่คำสั่งส่งผลโดยตรงต่อผลการค้นหาของส่วนที่ถูกระบุ ส่วนผู้อ่านที่ค้นหาจากในเขตเศรษฐกิจยุโรปจะอยู่ภายใต้การจัดการแบบใหม่
การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มเมื่อไร
กูเกิลระบุว่าเริ่มวันที่ 30 สิงหาคม ซึ่งห่างจากวันที่เผยแพร่ประกาศคือ 28 สิงหาคม 2569 อยู่สองวัน กูเกิลไม่ได้ให้วันสิ้นสุด ไม่ได้ให้กำหนดการทยอยใช้ และไม่ได้บอกว่าส่วนที่ถูกระบุจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะถูกจัดอันดับอย่างเป็นอิสระในเขตเศรษฐกิจยุโรป
ยังอุทธรณ์คำสั่งภายใต้นโยบายนี้ได้อยู่ไหม
ยังได้ กูเกิลระบุว่าเจ้าของเว็บไซต์จะยังได้รับการแจ้งเตือนใน Search Console ยังยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้หากเชื่อว่าคำสั่งเกิดจากความผิดพลาด และเว็บไซต์ที่เข้าเกณฑ์สามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่การไกล่เกลี่ยได้หลังยื่นคำขอ แม้กูเกิลจะไม่ได้นิยามเกณฑ์หรืออธิบายขั้นตอนการไกล่เกลี่ยไว้
กูเกิลเผยรายชื่อเว็บไซต์ที่ได้รับผลหรือตัวเลขใด ๆ หรือไม่
ไม่มี ประกาศไม่มีตัวอย่าง ไม่มีรายชื่อเว็บไซต์ ไม่มีจำนวนคำสั่ง และไม่มีการวัดผลกระทบต่ออันดับ ดังนั้นตัวเลขใดก็ตามที่ถูกผูกเข้ากับข่าวนี้ไม่ได้มาจากประกาศของกูเกิล
ก้าวต่อไป
ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเจ้าบ้านให้เนื้อหาที่คนอื่นเขียน ขั้นต่อไปที่มีประโยชน์ไม่ใช่การถกเถียงเรื่องนโยบาย แต่คือการทำรายการพื้นที่เหล่านั้นออกมา แล้วมองอย่างซื่อสัตย์ว่าแต่ละส่วนจะติดอันดับคำไหนได้บ้างถ้าต้องยืนด้วยตัวเอง ถ้าอยากได้อีกสายตาช่วยดูว่าส่วนไหนของเว็บไซต์แบกความเสี่ยงนี้ไว้และควรจัดการอย่างไร ทีมงานในกรุงเทพยินดีช่วยดูให้







