สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- ณ เดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่มีแหล่งอ้างอิงราคากลางของบริการ SEO ในไทย ตัวเลขที่เห็นตามหน้าเว็บจึงเป็นเรทของผู้ขายรายนั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด
- ราคาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีขอบเขตงานกำกับ ว่าทำหน้าไหน ใช้เวลากับงานเทคนิค คอนเทนต์ และลิงก์เท่าไร ใครลงมือทำ และใช้เครื่องมืออะไร
- เอกสารของ Google เรื่องการเลือกผู้ให้บริการ SEO เตือนว่าไม่มีใครรับประกันอันดับได้ และ Google ไม่ได้ประกาศกรอบเวลาว่าผลจะเกิดขึ้นเมื่อไร
- Google Search Console ใช้ฟรีและเก็บข้อมูลคลิก การแสดงผล และอันดับของเว็บคุณเอง ซึ่งใช้เป็นเส้นฐานในการตัดสินใบเสนอราคาได้
- SEO ราคาถูกกับราคาแพงต่างกันที่จำนวนชั่วโมงงานที่ค่าจ้างซื้อได้ ไม่ใช่ที่ถ้อยคำในรายการบริการ และความต่างจะโผล่ตรงงานที่ถูกตัดออก
จ้างทํา SEO ราคาเท่าไร คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ ไม่มีราคากลางของตลาด SEO ในไทยที่หยิบมาอ้างอิงได้ ตัวเลขที่ลอยอยู่ตามหน้าเว็บและโพสต์โฆษณาเกือบทั้งหมดคือเรทของผู้ขายรายนั้นเพียงรายเดียว ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และราคาที่ไม่มีขอบเขตงานกำกับไว้ก็แทบไม่มีความหมาย บทความนี้จึงไม่แจกตัวเลข แต่จะสอนวิธีอ่านใบเสนอราคา SEO ให้ออก เพื่อให้คุณตัดสินเองได้ว่างานที่จะได้รับคุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่
คู่มือนี้เขียนให้คนที่กำลังถือใบเสนอราคาอยู่ในมือสองสามใบ แล้วพบว่าราคาต่างกันหลายเท่าทั้งที่หัวข้อบริการเขียนคล้ายกันแทบทุกบรรทัด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใบไหนแพงเกินไป แต่อยู่ที่ว่าใบเสนอราคาส่วนใหญ่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นซื้อเวลาของใคร กี่ชั่วโมง เอาไปทำอะไร เมื่อไม่มีข้อมูลส่วนนี้ การเทียบราคาก็กลายเป็นการเดา และคนที่เดาผิดคือคนจ่ายเสมอ
SEO ราคาเท่าไร ทำไมไม่มีตัวเลขกลางให้อ้างอิง
ในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานกลางที่เก็บสถิติค่าบริการ SEO ไม่มีการสำรวจราคาที่เปิดเผยวิธีเก็บตัวอย่างและขนาดกลุ่มตัวอย่าง และไม่มีสมาคมวิชาชีพใดประกาศเรทมาตรฐานที่ผู้ให้บริการต้องอิง สิ่งที่มีอยู่คือหน้าราคาของผู้ขายแต่ละราย ซึ่งเป็นข้อเสนอทางการค้า ไม่ใช่ข้อมูลตลาด การเอาราคาของผู้ขายรายหนึ่งมาบอกว่านี่คือเรทของทั้งอุตสาหกรรมจึงไม่ต่างจากการเดินเข้าร้านอาหารร้านเดียวแล้วสรุปราคาอาหารทั้งย่าน
ถึงจะมีคนรวบรวมตัวเลขมาให้ ตัวเลขนั้นก็ยังใช้เทียบไม่ได้อยู่ดี เพราะคำว่า SEO หนึ่งเดือนของแต่ละเจ้าไม่ได้หมายถึงงานชุดเดียวกัน บางเจ้าหมายถึงการส่งรายงานอันดับคำค้นเดือนละครั้ง บางเจ้าหมายถึงการเขียนบทความสี่ชิ้น บางเจ้าหมายถึงทีมที่เข้าไปแก้โครงสร้างเว็บกับนักพัฒนาของคุณจริง ทั้งสามอย่างนี้ต้นทุนต่างกันคนละระดับ แต่เขียนบนใบเสนอราคาได้ด้วยคำเดียวกันหมด
วิธีคิดที่ปลอดภัยกว่าคือ เลิกถามว่าราคาตลาดเท่าไร แล้วเปลี่ยนมาถามว่าใบนี้ให้เวลาของใคร ทำอะไร กี่ชั่วโมงต่อเดือน และผลลัพธ์ที่วัดได้คืออะไร เมื่อคุณตอบสี่ข้อนี้จากใบเสนอราคาแต่ละใบได้ครบ คุณจะเทียบได้เองทันทีว่าใบไหนถูกจริงและใบไหนแค่ดูถูก
อีกเรื่องที่ควรตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้นคือกรอบเวลา Google ไม่ได้ประกาศตารางเวลาว่าเว็บจะมีอันดับดีขึ้นภายในกี่สัปดาห์หรือกี่เดือน เอกสารของ Google ที่ว่าด้วยการเลือกผู้ให้บริการ SEO ระบุเพียงว่าการเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล ใครก็ตามที่ให้ปฏิทินแม่นยำกว่าที่เจ้าของเครื่องมือค้นหาให้ได้ ก็กำลังพูดในสิ่งที่เขาไม่มีทางรู้
ราคาที่ไม่มีขอบเขตงานกำกับ คือราคาที่อ่านไม่ได้
ก่อนจะตัดสินว่าแพงหรือถูก ให้ดูก่อนว่าใบเสนอราคาบอกอะไรบ้าง ใบที่อ่านได้จริงจะแยกรายการออกมาให้เห็นว่าเงินไปตรงไหน ไม่ใช่เขียนรวมเป็นก้อนเดียวว่าบริการ SEO รายเดือน รายการต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรมีอยู่ในเอกสาร ถ้าขาดข้อไหน ให้ถามกลับก่อนเซ็น
- หน้าไหนบ้างที่จะทำ และกี่หน้า ระบุ URL หรืออย่างน้อยระบุกลุ่มหน้าให้ชัด ไม่ใช่คำว่าทั้งเว็บ
- สัดส่วนงานเทคนิค งานคอนเทนต์ และงานลิงก์ แยกกันเป็นคนละบรรทัด พร้อมจำนวนชิ้นงานหรือชั่วโมงต่อเดือน
- ใครลงมือทำ ตำแหน่งอะไร ประจำอยู่ที่ไหน และงานส่วนใดถูกส่งต่อให้ผู้รับเหมาช่วง
- ใช้เครื่องมืออะไร ไลเซนส์เป็นของผู้ให้บริการหรือของคุณ และเมื่อเลิกสัญญาแล้วข้อมูลในเครื่องมือนั้นตามมาด้วยหรือไม่
- รอบการรายงาน ใครเข้าดูแดชบอร์ดได้ และคุณมีสิทธิ์ดูข้อมูลดิบระดับหน้าและระดับคำค้นหรือเปล่า
- ความยาวสัญญา เงื่อนไขการบอกเลิก และค่าปรับถ้าออกก่อนกำหนด
- สิ่งที่ส่งมอบเป็นของใครหลังจบสัญญา ทั้งบทความ หน้าเว็บ สคีมา และเอกสารตรวจเว็บ
- บัญชี Google Search Console และ Google Analytics เปิดในชื่อของคุณ โดยให้สิทธิ์ผู้ให้บริการเข้าใช้ ไม่ใช่เปิดในชื่อของผู้ให้บริการแล้วให้คุณดูผ่านสไลด์
ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายคนคิด Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรีและเป็นข้อมูลของเว็บคุณเอง ถ้าเจ้าของเว็บไม่ได้ถือสิทธิ์เจ้าของบัญชี คุณจะไม่มีทางตรวจสอบสิ่งที่รายงานบอกได้เลย และเมื่อเปลี่ยนผู้ให้บริการ ประวัติข้อมูลก็มีโอกาสหายไปพร้อมกัน ดูภาพรวมของงานที่ควรอยู่ในขอบเขตได้จากหน้า บริการ SEO เพื่อใช้เป็นรายการตั้งต้นเวลาไล่เทียบกับเอกสารที่ได้รับมา
จ้างทำ SEO ราคาถูก vs แพง คุณกำลังซื้ออะไรอยู่
เงินที่จ่ายให้งาน SEO เกือบทั้งหมดคือเวลาของคน บวกค่าเครื่องมือและค่าผลิตคอนเทนต์ ดังนั้นความต่างระหว่างราคาถูกกับราคาแพงจึงไม่ใช่เรื่องของกำไรที่บวกเข้าไปเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องว่าค่าจ้างก้อนนั้นซื้อชั่วโมงของคนที่มีทักษะระดับไหนได้กี่ชั่วโมง งบที่ต่ำมากซื้อชั่วโมงได้น้อย และเมื่อชั่วโมงมีน้อย งานบางประเภทจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะผู้ให้บริการไม่อยากทำ แต่เพราะทำไม่ได้ในเวลาที่มี
งานที่ถูกตัดออกก่อนเสมอคืองานที่ใช้เวลามากและอธิบายให้ลูกค้าเห็นยาก ได้แก่ การไล่แก้ปัญหาเทคนิคทีละหน้า การเขียนคอนเทนต์ที่ต้องเข้าใจสินค้าก่อน และการหาลิงก์จากแหล่งจริงที่ต้องติดต่อคนจริง ส่วนงานที่เหลืออยู่คืองานที่ทำได้เร็วและดูเป็นชิ้นเป็นอันบนรายงาน เช่น การส่งไฟล์ตรวจเว็บอัตโนมัติ การเปลี่ยนแท็กหัวข้อ และการรายงานอันดับคำค้นที่ไม่มีคนค้น
อีกด้านหนึ่ง ราคาแพงก็ไม่ได้แปลว่าดีโดยอัตโนมัติ ราคาสูงอาจสะท้อนค่าโครงสร้างองค์กร ค่าทีมขาย หรือค่าบริหารบัญชีที่ไม่ได้ลงมาถึงงานบนเว็บของคุณเลย วิธีตรวจคือดูว่าเงินที่เพิ่มขึ้นแลกกับชั่วโมงงานหรือชิ้นงานที่เพิ่มขึ้นตามกันหรือไม่ ถ้าราคาเพิ่มเป็นเท่าตัวแต่รายการงานเท่าเดิม นั่นคือส่วนต่างที่คุณควรขอคำอธิบาย
ความแตกต่างหลักระหว่างบริการ SEO ราคาถูกและราคาแพง
ตารางด้านล่างเทียบให้เห็นว่าเมื่อค่าจ้างซื้อชั่วโมงงานได้ต่างกัน งานแต่ละประเภทจะออกมาหน้าตาต่างกันอย่างไร ตารางนี้พูดถึงทรัพยากรและวิธีทำงาน ไม่ใช่ป้ายราคา เพราะสองเจ้าที่คิดเงินเท่ากันก็ยังจัดสรรเวลาต่างกันได้
| งานที่ต้องทำ | เมื่อค่าจ้างซื้อเวลาได้น้อย | เมื่อค่าจ้างซื้อเวลาได้มาก |
|---|---|---|
| การตรวจเว็บก่อนเริ่มงาน | ส่งรายงานสำเร็จรูปจากเครื่องมืออัตโนมัติให้ลูกค้าไปแก้เอง | ใช้เครื่องมือควบคู่กับการตรวจด้วยคน จัดลำดับปัญหาตามผลกระทบ และระบุว่าใครรับผิดชอบแก้ส่วนไหน |
| งานเทคนิคบนเว็บ | เขียนข้อเสนอแนะเป็นเอกสาร แต่ไม่มีใครลงมือแก้จริง | มีคนที่เข้าถึงระบบหรือทำงานร่วมกับนักพัฒนาลงมือแก้ แล้วตรวจซ้ำหลังแก้เสร็จ |
| คอนเทนต์ | เน้นจำนวนชิ้น ความยาวสั้น ไม่มีคนที่เข้าใจสินค้าตรวจความถูกต้อง | วางโครงหัวข้อจากความต้องการค้นหาจริง มีคนเขียนที่ได้บรีฟจากทีมของคุณ และมีรอบตรวจก่อนเผยแพร่ |
| งานลิงก์ | ซื้อลิงก์เป็นแพ็กเกจจากเครือข่ายที่ขายให้ทุกคนเหมือนกัน | หาโอกาสจากสื่อและพันธมิตรที่มีผู้อ่านจริง ซึ่งได้จำนวนน้อยกว่าต่อเดือนและใช้เวลามากกว่า |
| การรายงาน | สรุปอันดับของคำค้นที่เลือกมาเอง โดยลูกค้าไม่มีสิทธิ์เข้าดูข้อมูลดิบ | อ้างอิงข้อมูลจาก Search Console และตัวเลขธุรกิจ พร้อมให้สิทธิ์ลูกค้าเข้าดูได้ตลอดเวลา |
ความเสี่ยงของฝั่งราคาถูกไม่ได้โผล่มาในเดือนแรก มันโผล่ทีหลัง คอนเทนต์ที่ผลิตเร็วโดยไม่มีคนตรวจจะกลายเป็นหน้าที่ต้องรื้อทิ้งหรือเขียนใหม่ทั้งชุด ข้อเสนอแนะเทคนิคที่ไม่มีใครลงมือทำจะสะสมเป็นหนี้ที่ต้องจ่ายตอนเปลี่ยนทีม และลิงก์ที่ซื้อมาเป็นแพ็กเกจจะกลายเป็นงานตามล้างในภายหลัง เพราะนโยบายสแปมของ Google ระบุชัดว่าการซื้อขายลิงก์เพื่อส่งผลต่ออันดับเป็นการละเมิดนโยบาย
เมื่อคิดต้นทุนรวมตลอดสองถึงสามปี ค่าใช้จ่ายจริงจึงไม่ใช่ตัวเลขบนใบเสนอราคาอย่างเดียว แต่รวมค่ารื้อของเดิมและเวลาที่เสียไประหว่างทางด้วย นี่คือเหตุผลที่การเทียบ cheap vs expensive SEO ด้วยราคาต่อเดือนเพียงอย่างเดียวมักให้คำตอบผิด
ปัจจัยที่ทำให้ราคา SEO ไม่เท่ากัน
เมื่อสองใบเสนอราคาต่างกันหลายเท่า ความต่างมักมาจากห้าเรื่องด้านล่างนี้ ถามให้ครบทั้งห้าข้อ แล้วส่วนต่างของราคาจะอธิบายตัวเองได้เกือบหมด
ทีมที่ลงมือทำจริง
ค่าแรงเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของงาน SEO ทีมที่มีคนดูแลเทคนิค คนวางคอนเทนต์ และคนทำงานลิงก์แยกบทบาทกัน ย่อมมีต้นทุนสูงกว่าคนเดียวที่ทำทุกอย่าง คำถามที่ควรถามคือใครจะเป็นคนลงมือ ไม่ใช่ใครจะเป็นคนมาประชุม เพราะคนที่มานำเสนอกับคนที่นั่งแก้ไฟล์มักไม่ใช่คนเดียวกัน และควรถามด้วยว่างานส่วนไหนถูกส่งต่อออกไปข้างนอก
เครื่องมือและไลเซนส์
เครื่องมือวิเคราะห์คำค้น เครื่องมือไล่คลานเว็บ และเครื่องมือติดตามอันดับ ล้วนคิดค่าบริการรายเดือนและเป็นต้นทุนคงที่ของผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการที่ถือไลเซนส์เต็มจะมีต้นทุนสูงกว่าคนที่ใช้เวอร์ชันฟรี แต่สิ่งที่คุณควรตรวจคือใครเป็นเจ้าของบัญชี ถ้าไลเซนส์เป็นของผู้ให้บริการ ประวัติการติดตามผลจะอยู่กับเขา ส่วน Search Console นั้นฟรีและควรอยู่ในชื่อของคุณเสมอ
ขนาดเว็บและสภาพการแข่งขัน
เว็บที่มีหน้าไม่กี่สิบหน้ากับเว็บอีคอมเมิร์ซที่มีหน้าสินค้าหลายพันหน้าใช้เวลาต่างกันมาก ทั้งในขั้นตรวจสอบและขั้นแก้ไข ระดับการแข่งขันของคำค้นก็มีผลเช่นกัน คำค้นที่หน้าแรกเต็มไปด้วยเว็บใหญ่ที่ลงทุนมานานย่อมต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคำค้นเฉพาะกลุ่ม การเริ่มจาก การตรวจสอบ SEO ให้เห็นสภาพจริงของเว็บก่อน จะทำให้ขอบเขตงานและราคาที่ตามมาตั้งอยู่บนข้อมูล ไม่ใช่การประมาณ
ปริมาณและคุณภาพของคอนเทนต์
คอนเทนต์เป็นรายการที่ทำให้ราคาขยับมากที่สุด เพราะเป็นงานที่คิดเป็นชิ้นและใช้เวลาชัดเจน บทความที่ต้องสัมภาษณ์คนในองค์กร ตรวจข้อมูล และผ่านรอบแก้ไข ใช้เวลาต่างจากบทความที่ผลิตจากหัวข้อกว้างโดยไม่ต้องคุยกับใครหลายเท่า ถ้าใบเสนอราคาบอกแค่จำนวนบทความต่อเดือน ให้ถามต่อว่ามีขั้นตอนตรวจอะไรบ้าง และใครเป็นคนอนุมัติก่อนเผยแพร่
งานลิงก์และงานประชาสัมพันธ์
งานลิงก์ที่ทำอย่างถูกวิธีคือการหาเหตุผลให้เว็บอื่นอยากอ้างถึงคุณ ซึ่งกินเวลาและได้ผลเป็นจำนวนน้อยต่อเดือน ส่วนแพ็กเกจที่เสนอลิงก์จำนวนมากในราคาต่ำมักมาจากเครือข่ายที่ขายให้ทุกคน ซึ่งเข้าข่ายสิ่งที่นโยบายของ Google เรียกว่าลิงก์แบบเสียเงินและถือเป็นการละเมิด ถ้าจะทำงานส่วนนี้ ควรเข้าใจวิธีทำงานของ บริการแบ็คลิงค์ ให้ชัดก่อนว่าลิงก์มาจากไหนและได้มาด้วยวิธีใด

วิธีคิดเลขเองว่าใบเสนอราคานี้คุ้มหรือไม่
แทนที่จะไปหาว่าราคาตลาดเท่าไร ให้คำนวณจากตัวเลขของธุรกิจคุณเองว่าอันดับที่ดีขึ้นมีค่าเท่าไร วิธีนี้ให้คำตอบที่ใช้ได้จริงกว่า เพราะมูลค่าของทราฟฟิกหนึ่งหน่วยของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากันอยู่แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้
- เปิด Google Search Console ซึ่งใช้ฟรี แล้วดูจำนวนคลิกและการแสดงผลจากการค้นหาย้อนหลังสิบสองเดือน แยกตามหน้าและตามกลุ่มคำค้น นี่คือเส้นฐานของคุณ
- หาอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าของทราฟฟิกจากการค้นหาโดยเฉพาะ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยรวมทุกช่องทาง เพราะทราฟฟิกจากโฆษณาและจากโซเชียลมักมีพฤติกรรมต่างกัน
- หามูลค่าเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ หรือมูลค่าเฉลี่ยต่อลีดที่ปิดได้ ถ้าเป็นธุรกิจแบบมีทีมขาย ให้ใช้มูลค่าต่อลีดคูณกับอัตราปิดการขาย
- ดูวงจรการขายว่ากินเวลากี่เดือนจากคลิกแรกถึงเงินเข้า เพราะตัวเลขนี้บอกว่าคุณต้องจ่ายค่าบริการไปกี่เดือนก่อนจะเริ่มเห็นรายได้ที่เกี่ยวข้องกัน
- เอาสามตัวแรกคูณกัน จะได้มูลค่าโดยประมาณของคลิกจากการค้นหาหนึ่งครั้ง จากนั้นถามผู้ให้บริการว่าคาดว่าคลิกจะเพิ่มขึ้นเท่าไรและมาจากหน้าไหน แล้วเทียบกับค่าบริการรวมตลอดสัญญาบวกระยะเวลารอตามข้อสี่
ประโยชน์ของการคิดแบบนี้คือมันเปลี่ยนบทสนทนา จากการต่อราคาไปเป็นการตกลงกันว่าอะไรคือความสำเร็จ ถ้าผู้ให้บริการตอบไม่ได้ว่าคลิกที่เพิ่มขึ้นจะมาจากหน้าไหนและกลุ่มคำค้นแบบใด แปลว่าเขายังไม่ได้ดูเว็บของคุณจริงก่อนเสนอราคา ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากกว่าส่วนลดที่เขาจะให้
ข้อควรระวังคืออย่าเอาตัวเลขนี้ไปแปลงเป็นคำมั่นสัญญา การประมาณการเป็นเครื่องมือสำหรับตัดสินใจ ไม่ใช่หลักประกัน ผู้ให้บริการที่ยอมใส่ตัวเลขคาดการณ์ลงในสัญญาแบบผูกมัดกำลังรับความเสี่ยงที่เขาควบคุมไม่ได้ และมักชดเชยด้วยการเลือกวัดผลจากคำค้นที่ไม่มีใครค้นหา
สัญญาณเตือนที่ควรถอยตั้งแต่ยังไม่เซ็น
บางข้อเสนอตรวจได้ทันทีว่ามีปัญหา โดยไม่ต้องรู้ราคาตลาดเลย เพราะขัดกับสิ่งที่เจ้าของเครื่องมือค้นหาประกาศไว้เอง
- รับประกันอันดับหนึ่งหรือรับประกันติดหน้าแรกภายในเวลาที่กำหนด เอกสารของ Google เรื่องการเลือกผู้ให้บริการ SEO เตือนไว้ตรงตัวว่าไม่มีใครรับประกันอันดับบน Google ได้ คำรับประกันจึงเป็นสัญญาณเตือนในตัวมันเอง
- เสนอขายลิงก์เป็นจำนวนต่อเดือน นโยบายสแปมของ Google ระบุว่าการซื้อหรือขายลิงก์ที่ส่งผลต่ออันดับเป็นการละเมิดนโยบาย ความเสี่ยงตกอยู่ที่เว็บของคุณ ไม่ใช่ของผู้ขาย
- อ้างว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับ Google หรือส่งข้อมูลเข้าระบบได้ทางลัด
- รับประกันว่าข้อความในหน้าผลการค้นหาจะแสดงตามที่เขียนไว้ทุกตัวอักษร ทั้งที่ Google ระบุว่าอาจเขียนหัวข้อและคำอธิบายในผลการค้นหาใหม่เองตามบริบทของคำค้น
- ไม่ยอมให้เจ้าของเว็บถือสิทธิ์ในบัญชี Search Console และ Analytics ของตัวเอง
- รายงานที่มีแต่อันดับ โดยไม่เชื่อมกับคลิก การแสดงผล หรือรายได้
- สัญญายาวที่ไม่มีเงื่อนไขออก และไม่ระบุว่าสิ่งที่ส่งมอบเป็นของใครเมื่อจบสัญญา
เลือกบริษัทรับทำ SEO เลือกยังไง
เช็กลิสต์ด้านล่างเรียงตามลำดับที่ใช้ได้จริงในการคุย ใช้ชุดคำถามเดียวกันกับทุกเจ้าที่คุยด้วย แล้วเทียบคำตอบข้างกัน ไม่ใช่เทียบสไลด์ข้างกัน
- ขอให้เขาชี้ปัญหาบนเว็บของคุณสามข้อก่อนเสนอราคา ถ้าชี้ไม่ได้ แปลว่ายังไม่ได้ดูเว็บ
- ถามว่าใครลงมือทำ ตำแหน่งอะไร และมีงานส่วนใดที่ส่งต่อให้คนนอกทีม
- ขอตัวอย่างเอกสารส่งมอบจริง เช่น รายงานตรวจเว็บหรือแผนคอนเทนต์ โดยปิดชื่อลูกค้าไว้ก็ได้ เพื่อดูว่าคุณภาพงานหน้าตาเป็นอย่างไร
- ถามว่าจะวัดผลด้วยตัวชี้วัดอะไร และตัวชี้วัดนั้นดึงมาจากแหล่งไหน ควรมี Search Console อยู่ในคำตอบ
- ถามว่าถ้าผ่านไปหกเดือนแล้วตัวเลขไม่ขยับ แผนคืออะไร คำตอบที่ดีจะพูดถึงการทบทวนสมมติฐาน ไม่ใช่การขอเวลาเพิ่มอย่างเดียว
- ตรวจเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาและความเป็นเจ้าของในสิ่งที่ส่งมอบ ตั้งแต่ก่อนเซ็น
- ถามว่าลิงก์ที่จะได้มาจากไหน และได้มาด้วยวิธีใด คำตอบที่คลุมเครือคือคำตอบ
- ถ้าธุรกิจของคุณพึ่งลูกค้าในพื้นที่ ให้ถามว่าจะจัดการโปรไฟล์ธุรกิจและสัญญาณระดับพื้นที่อย่างไร ซึ่งเป็นคนละชุดงานกับ Local SEO หรือไม่
บริษัทรับทำ SEO ต่างกันที่โครงสร้างทีม ไม่ใช่ที่คำโฆษณา
เมื่อดูจากหน้าเว็บ บริษัทรับทำ SEO เกือบทุกเจ้าเขียนรายการบริการคล้ายกัน สิ่งที่ต่างกันจริงคือทีมข้างหลัง ว่ามีคนดูแลงานเทคนิคแยกจากคนดูแลคอนเทนต์หรือไม่ มีคนที่คุยกับนักพัฒนาของคุณรู้เรื่องหรือเปล่า และมีกระบวนการตรวจงานก่อนส่งหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ถามได้ตรง และคำตอบจะบอกโครงสร้างต้นทุนของเขาไปในตัว
อีกข้อที่ควรตรวจคือความเข้าใจตลาดที่คุณขายอยู่ เว็บที่ต้องทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีงานเพิ่มขึ้นจริง ทั้งเรื่องโครงสร้าง URL การกำกับภาษาให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจ และการผลิตคอนเทนต์สองชุด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ราคาของงานสองภาษามักสูงกว่างานภาษาเดียว ดูขอบเขตงานฝั่งตลาดไทยได้ที่ SEO ประเทศไทย เพื่อใช้เป็นตัวตั้งในการถาม
Relevant Audience เป็นเอเจนซีการตลาดดิจิทัลในกรุงเทพฯ ที่ให้บริการด้าน SEO ทั้งงานตรวจสอบเว็บ งานคอนเทนต์ งานลิงก์ และ Local SEO โดยรายละเอียดขอบเขตงานแต่ละส่วนอยู่บนหน้า บริการ SEO กรุงเทพ ซึ่งใช้เป็นแบบตั้งต้นในการเทียบกับใบเสนอราคาที่คุณได้รับจากที่อื่นได้เช่นกัน
คำถามที่พบบ่อยก่อนจ้างทำ SEO
จ้างทำ SEO เดือนละเท่าไรถึงจะพอ
ไม่มีตัวเลขที่ตอบแทนทุกธุรกิจได้ และไม่มีแหล่งอ้างอิงราคากลางของไทยที่น่าเชื่อถือพอจะยกมา สิ่งที่ตอบได้คือ งบที่พอคืองบที่ซื้อชั่วโมงงานได้มากพอจะทำสิ่งที่จำเป็นกับเว็บของคุณจริง ซึ่งต้องเริ่มจากรู้ก่อนว่าเว็บมีปัญหาอะไรและแข่งกับใคร ไม่ใช่เริ่มจากตัวเลข
ทำไมเอเจนซีที่น่าเชื่อถือถึงไม่ยอมรับประกันอันดับ
เพราะอันดับถูกกำหนดโดยระบบของ Google ที่ไม่มีผู้ให้บริการรายใดควบคุมได้ และเอกสารของ Google เองก็เตือนว่าไม่มีใครรับประกันอันดับหนึ่งได้ เอเจนซีควบคุมได้แค่คุณภาพและปริมาณของงานที่ทำ ส่วนผลลัพธ์เป็นเรื่องของการแข่งขันที่เปลี่ยนตลอดเวลา คำรับประกันจึงมักมาพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้มันไม่มีความหมาย
ต้องรอกี่เดือนถึงจะเห็นผล
ยังไม่มีกรอบเวลาที่ Google ประกาศไว้ให้ยึด เอกสารของ Google ระบุเพียงว่าการเปลี่ยนแปลงอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล ระยะเวลาจริงขึ้นกับสภาพเว็บตอนเริ่ม ระดับการแข่งขัน และความเร็วในการนำสิ่งที่แนะนำไปแก้จริง สิ่งที่ควรตกลงกันล่วงหน้าคือจะดูตัวเลขอะไรระหว่างทาง ไม่ใช่กำหนดวันที่จะติดหน้าแรก
ซื้อลิงก์ราคาถูกแทนการทำคอนเทนต์ได้ไหม
ไม่ควร เพราะนโยบายสแปมของ Google ระบุว่าการซื้อหรือขายลิงก์ที่มีผลต่ออันดับเป็นการละเมิดนโยบาย ความเสี่ยงตกอยู่ที่เว็บของผู้ซื้อ และการตามแก้ภายหลังมักใช้เวลามากกว่าการทำงานให้ถูกตั้งแต่ต้น ถ้างบจำกัด การเลือกทำหน้าที่สำคัญให้ดีจริงไม่กี่หน้ามักคุ้มกว่าการกระจายงบไปกับลิงก์จำนวนมาก
ถ้าเลิกสัญญาแล้วงานที่ทำไปหายไหม
ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขียนไว้ในสัญญา ถ้าบัญชี Search Console บทความ และเอกสารต่างๆ อยู่ในชื่อของคุณ งานจะยังอยู่กับเว็บของคุณ แต่ถ้าเนื้อหาถูกวางบนโดเมนของผู้ให้บริการ หรือบัญชีเครื่องมือเป็นของเขา คุณอาจเสียทั้งข้อมูลย้อนหลังและเนื้อหาบางส่วน จึงควรตกลงเรื่องความเป็นเจ้าของก่อนเซ็น ไม่ใช่ตอนจะเลิก







