Abstract glassmorphism illustration of a rising cost curve meeting a target line above a budget slider

Google Ads จะหยุดปล่อยให้แคมเปญที่งบตันทำผลงานดีกว่าเป้า CPA และ ROAS ตั้งแต่ 17 สิงหาคม

Google AdsJuly 28, 2026
By Antonio Fernandez

Google Ads กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของกลยุทธ์การเสนอราคาแบบอิงเป้าหมาย สำหรับแคมเปญที่ถูกจำกัดด้วยงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2026 แคมเปญที่ใช้ Target CPA หรือ Target ROAS และติดเพดานงบรายวันอยู่ จะ "ทำผลงานเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น" ตามถ้อยคำของ Google แทนที่จะทำได้ต่ำกว่าเป้าไปมากอย่างที่เป็นอยู่ ตัวอย่างที่ Google ยกไว้เองคือ ถ้าตั้ง Target CPA ไว้ที่ 10 ดอลลาร์ แต่แคมเปญทำได้จริงที่ 5 ดอลลาร์ หลังการเปลี่ยนแปลงนี้ตัวเลขจริงจะขยับเข้าใกล้ 10 ดอลลาร์

รายละเอียดอยู่ในบทความศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads ชื่อ "Changes to target-based bid strategies" ส่วน Search Engine Journal รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม และระบุว่าการแจ้งเตือนในบัญชีเริ่มทยอยขึ้นแล้ว อ่านถ้อยคำต้นฉบับได้ที่ เอกสารศูนย์ช่วยเหลือของ Google Ads

แคมเปญประเภทไหนได้รับผลกระทบ

การเปลี่ยนแปลงนี้ครอบคลุมแคมเปญ Search, Shopping, Performance Max, Demand Gen, Display, Hotel และ Travel ส่วนแคมเปญ App, Video Reach และ Video View ยังทำงานแบบเดิม

เงื่อนไขต้องครบสองข้อพร้อมกัน คือแคมเปญใช้กลยุทธ์บิดแบบอิงเป้าหมาย และงบประมาณกำลังจำกัดการแสดงผลอยู่ ถ้ามีแค่ข้อใดข้อหนึ่ง แคมเปญนั้นยังไม่เข้าข่าย

ทำไมแคมเปญที่งบตันถึงทำได้ดีกว่าเป้า

เป้าหมายคือตัวเลขที่บอก Google ว่าคุณยอมจ่ายได้เท่าไร ส่วนงบประมาณคือตัวเลขที่บอกว่าคุณยอมใช้จ่ายวันละเท่าไร เมื่องบหมดก่อน หลายบัญชีจึงจบวันด้วยตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้มาก และมักถูกตีความว่าเป็นความคุ้มค่าที่ได้มาฟรี มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่เคยถูกกลับมาทบทวน

กรณีที่เจ็บที่สุดคือ Target CPA ที่ตั้งไว้เมื่อแปดเดือนก่อน บนมาร์จิ้นชุดเก่าและมูลค่าคอนเวอร์ชันชุดเก่า มันนั่งอยู่ตรงนั้นในฐานะเพดานที่ไม่มีใครทดสอบ ขณะที่แคมเปญทำได้จริงเพียงครึ่งเดียว หลังวันที่ 17 สิงหาคม ตัวเลขที่พิมพ์ไว้จะกลายเป็นตัวเลขที่ระบบเล็งไปหาจริง ๆ

เครื่องมือ Bid Target Adjustment Tool

Google เปิดให้ใช้เครื่องมือ Bid Target Adjustment Tool ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2026 เพื่อให้ผู้ลงโฆษณาย้อนดูประวัติของแคมเปญและตัดสินใจก่อนถึงกำหนด นั่นคือเวลาเตรียมตัวราวหกสัปดาห์ และตอนนี้เหลืออยู่ไม่มาก

รายงานของ Search Engine Journal มีรายละเอียดหนึ่งที่ควรอ่านซ้ำ คือ Google ใช้การเปลี่ยนแปลงนี้โดยอัตโนมัติ แต่จะไม่ปรับเป้าหมายหรืองบประมาณให้ผู้ลงโฆษณา ถ้าเป้าหมายในบัญชีวันนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงของธุรกิจ ก็ไม่มีใครมาแก้ให้

ห้าทางเลือกที่ Google ระบุไว้

ห้าทางเลือกที่ Google ระบุไว้
ทางเลือกผลที่เกิดขึ้น
คงเป้าหมายเดิมไว้ยอมรับว่าผลลัพธ์จะขยับเข้าหาเป้าที่ตั้งไว้อยู่แล้ว
รีเซ็ตเป้าหมายให้เท่าผลงานจริงล่าสุดลดเป้าลงมาเท่ากับตัวเลขที่แคมเปญทำได้จริง
ตั้งเป้าหมายเองเลือกตัวเลขจากโครงสร้างกำไรของธุรกิจ ไม่ใช่จากประวัติหรือความเคยชิน
เปลี่ยนกลยุทธ์การเสนอราคาย้ายแคมเปญนั้นออกจากการบิดแบบอิงเป้าหมาย
เพิ่มงบประมาณซื้อวอลุ่มเพิ่มที่ระดับเป้าหมายที่ประกาศไว้

การคงเป้าหมายเดิมไว้คือการตัดสินใจ ไม่ใช่ค่าเริ่มต้น มันเป็นทางที่ถูกเมื่อเป้าหมายยังสะท้อนมูลค่าจริงของหนึ่งคอนเวอร์ชัน และคุณต้องการวอลุ่มที่เพิ่มขึ้นจากการยอมจ่ายเต็มเพดาน แต่มันเป็นทางที่ผิดเมื่อเป้าหมายนั้นเป็นแค่ตัวเลขที่เดาไว้ตอนเปิดแคมเปญและไม่เคยแตะอีกเลย

การรีเซ็ตเป้าให้เท่าผลงานจริงคือทางที่ระมัดระวังที่สุด และเป็นทางที่ปกป้องงบรายเดือนแบบตายตัวได้ดีที่สุด ส่วนการเพิ่มงบคือทางที่ดุที่สุด ถ้าเป้าหมายนั้นทำกำไรได้จริง การใช้จ่ายมากขึ้นที่ระดับเป้าเดิมก็คือกำไรที่มากขึ้น และเพดานงบคือสิ่งที่ฉุดคุณไว้มาตลอด

วิธีตัดสินใจก่อนวันที่ 17 สิงหาคม

ดึงรายชื่อแคมเปญที่ขึ้นสถานะจำกัดด้วยงบประมาณและใช้ Target CPA หรือ Target ROAS ออกมาก่อน จากนั้นเทียบเป้าหมายกับ CPA หรือ ROAS ที่แคมเปญทำได้จริงในช่วง 30 ถึง 60 วันที่ผ่านมา ถ้าตัวเลขสองชุดใกล้กัน ก็แทบไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าเป้าสูงเป็นสองเท่าของผลงานจริง นั่นคือแคมเปญที่จะขยับมากที่สุด

แล้วค่อยกลับไปดูตัวเลขที่อยู่ใต้ทั้งหมดนี้ เป้าหมายจะแม่นได้แค่เท่าที่ข้อมูลคอนเวอร์ชันแม่น บัญชีที่มี conversion action ซ้ำซ้อน มีเป้าหมายนำเข้าที่ตายไปแล้ว หรือมีการวัดผลที่ติดตั้งไม่จบ จะเล็งผิดตัวเลขไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม ถ้าระบบ การวัดผลและการติดตามคอนเวอร์ชัน เพี้ยนไปแล้ว ให้แก้ตรงนั้นก่อนจะไปแตะเป้าหมาย

เรื่องนี้หมายถึงอะไรสำหรับนักการตลาดไทย

บัญชีในไทยส่วนใหญ่ตั้งงบรายวันไม่สูง แคมเปญจำนวนมากจึงติดเพดานงบตั้งแต่ออกแบบมาแล้ว ไม่ใช่เพราะพลาด นั่นทำให้ตลาดบ้านเราสัดส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่การเปลี่ยนแปลงนี้ลงมาโดยตรง บัญชีที่ใช้งบหลักร้อยบาทต่อวันกับแคมเปญ Search และตั้ง Target CPA ไว้ครั้งเดียวแล้วปล่อยยาว คือโปรไฟล์ที่ตรงกับที่ Google อธิบายไว้ทุกข้อ

บัญชีค้าปลีกและ Shopping ควรถูกดูซ้ำเป็นพิเศษ เพราะทั้ง Shopping และ Performance Max อยู่ในขอบเขตการเปลี่ยนแปลง และทั้งคู่มักวิ่งชนเพดานงบในช่วงแคมเปญโปรโมชัน ถ้าคุณวางแผนตามวันเลขซ้ำหรือเทศกาลลดราคาประจำเดือน เป้าหมายที่เริ่มดึงค่าใช้จ่ายต่อคอนเวอร์ชันสูงขึ้นกลางโปรโมชันจะกลายเป็นปัญหาการคุมจังหวะงบพอ ๆ กับเรื่องความคุ้มค่า ใครที่ดูแล แคมเปญอีคอมเมิร์ซ ควรลองวางไทม์ไลน์นี้ทาบกับรอบโปรโมชันสองรอบข้างหน้า ไม่ใช่แค่ดูรายงานเดือนที่แล้ว

คำถามที่ผู้ลงโฆษณาถามกันมาก

Google จะเปลี่ยนเป้าหมายให้เองไหม

ไม่ Google ปรับพฤติกรรมของระบบเท่านั้น ส่วนเป้าหมายและงบประมาณในบัญชียังเป็นค่าที่คุณตั้งไว้

แคมเปญประเภทใดไม่เข้าข่าย

แคมเปญ App, Video Reach และ Video View ยังทำงานแบบเดิม

ถ้าแคมเปญไม่ได้ติดเพดานงบล่ะ

สิ่งที่ Google อธิบายไว้คือกรณีแคมเปญที่ถูกจำกัดด้วยงบประมาณ แคมเปญที่ใช้จ่ายได้เต็มที่ภายในงบไม่ใช่กรณีที่พูดถึง

มีผลเมื่อไร

วันที่ 17 สิงหาคม 2026

สิ่งที่ควรทำตอนนี้

เวลาที่เหลือราวสามสัปดาห์เพียงพอสำหรับการตรวจเป้าหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่พอสำหรับการปล่อยผ่าน เปิด Bid Target Adjustment Tool เรียงลำดับตามขนาดช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับผลงานจริง แล้วตัดสินใจให้ชัดเป็นรายแคมเปญ ถ้าอยากให้มีคนช่วยดึงรายการนั้นออกมาและอธิบายเหตุผลของทุกตัวเลข ทีม รับทำ Google Ads ของ Relevant Audience รับตรวจบัญชีก่อนถึงกำหนดแบบนี้ให้ได้ทุกขนาดบัญชี

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: