UK tribunal certifies opt-out advertiser claim against Google

ศาลอังกฤษรับรองคดีกลุ่มแบบ opt-out ของผู้ลงโฆษณาต่อ Google

Google AdsAugust 10, 2026
By Antonio Fernandez

ศาลอุทธรณ์ด้านการแข่งขันทางการค้าของสหราชอาณาจักร หรือ Competition Appeal Tribunal อนุมัติคำสั่ง Collective Proceedings Order เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ต่อบริษัทหกแห่งในกลุ่ม Google ส่งคดีเรียกค่าเสียหายของผู้ลงโฆษณาที่ฝ่ายผู้ฟ้องประเมินมูลค่าไว้ราว 5 พันล้านปอนด์เข้าสู่การพิจารณาคดีแบบ opt-out โดย PPC Land รายงานคำพิพากษานี้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 ผลคือธุรกิจทุกรายที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรและจ่ายค่าโฆษณาค้นหาให้ Google ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2011 ถึง 15 เมษายน 2025 อยู่ในกลุ่มผู้เสียหายโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะถอนตัวออกเอง

มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดก่อน และจะย้ำอีกครั้งด้านล่าง การรับรองคดีคือการตัดสินว่าคดีจะดำเนินแบบกลุ่มได้หรือไม่ ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่า Google เก็บเงินเกินจากใคร และยังไม่มีข้อกล่าวหาใดในคดีนี้ผ่านการพิสูจน์ในชั้นพิจารณา

Competition Appeal Tribunal ตัดสินอะไรเมื่อ 5 สิงหาคม 2026

Competition Appeal Tribunal มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ภายใต้เลขอ้างอิง [2026] CAT 65 คดีหมายเลข 1720/7/7/25 โดยองค์คณะที่มี the Honourable Mr Justice Meade เป็นประธาน ร่วมกับ John Davies และ Robert Herga PPC Land ซึ่งรายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 ระบุว่าคำสั่งออกต่อ Alphabet Inc, Google LLC, Google Ireland Limited, Google UK Limited, Google Asia Pacific Pte Ltd และ Google Commerce Limited อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ PPC Land

ศาลเห็นว่า Or Brook Class Representative Limited เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ผู้แทนกลุ่ม ข้อเรียกร้องเข้าเงื่อนไขที่จะดำเนินแบบกลุ่มได้ และคดีจะเดินหน้าบนฐาน opt-out ผู้แทนกลุ่มรายนี้เป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจที่มี Dr Or Brook นักวิชาการด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เป็นกรรมการและสมาชิกเพียงคนเดียว ขนาดกลุ่มโดยประมาณอยู่ที่ราว 880,000 ธุรกิจและองค์กรในสหราชอาณาจักร

Collective Proceedings Order คืออะไร และ opt-out เปลี่ยนอะไร

Collective Proceedings Order คือประตูทางกระบวนพิจารณาในระบบกฎหมายการแข่งขันของสหราชอาณาจักร ทำหน้าที่ตัดสินว่าคดีจะถูกฟ้องแบบกลุ่มได้หรือไม่ และบนฐานใด ก่อนพิจารณาว่าใครถูกใครผิด การอนุมัติคำสั่งนี้เมื่อ 5 สิงหาคม 2026 จึงพาคดี Or Brook เข้าสู่เส้นทางไปสู่การพิจารณา แต่ไม่ได้ชี้ขาดเนื้อหาของคดี

ส่วน opt-out คือจุดที่มีผลในทางปฏิบัติกับธุรกิจที่ไม่เคยได้ยินชื่อคดีนี้มาก่อน หากเป็นฐาน opt-in ผู้ลงโฆษณาแต่ละรายต้องสมัครเข้าร่วมเอง และคดีจะครอบคลุมเฉพาะผู้ที่สมัคร แต่บนฐาน opt-out ที่ศาลอนุมัติ ผู้ลงโฆษณาที่เข้าเงื่อนไขจะอยู่ในกลุ่มโดยอัตโนมัติ และต้องดำเนินการเองหากต้องการถอนตัว PPC Land รายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2026 ว่า Google โต้แย้งขอให้ใช้ฐาน opt-in โดยให้เหตุผลว่าธุรกิจขนาดใหญ่ตัดสินใจเรื่องการเข้าร่วมเองได้ และศาลปฏิเสธข้อโต้แย้งนั้น

ใครอยู่ในกลุ่ม และครอบคลุมช่วงปีใด

นิยามของกลุ่มคือแกนกลางของคำสั่ง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะผูกพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ ตารางด้านล่างสรุปองค์ประกอบตามที่ PPC Land รายงานเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026

ใครอยู่ในกลุ่ม และครอบคลุมช่วงปีใด
องค์ประกอบสิ่งที่การรับรองคดีระบุไว้
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ลงโฆษณาที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรซึ่งจ่ายค่าโฆษณาค้นหาให้ Google ไม่ว่าจ่ายตรงหรือผ่านมีเดียเอเจนซี
ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง1 มกราคม 2011 ถึง 15 เมษายน 2025
ขนาดกลุ่มโดยประมาณราว 880,000 ธุรกิจและองค์กรในสหราชอาณาจักร
ฐานการดำเนินคดีopt-out สมาชิกอยู่ในกลุ่มเว้นแต่จะถอนตัวเอง
เลขอ้างอิงคดี[2026] CAT 65 คดีหมายเลข 1720/7/7/25

มีเส้นแบ่งสองเส้นในนิยามนี้ที่สำคัญ มีเดียเอเจนซีถูกกันออกจากกลุ่ม คดีจึงตามตัวผู้ลงโฆษณาที่จ่ายเงินจริง ไม่ใช่ตัวกลางที่ลงงบให้ และฝ่ายผู้ฟ้องชี้แจงว่านิยามครอบคลุมโฆษณาแบบข้อความและโฆษณาแบบรายการสินค้าบนหน้าผลค้นหาของ Google ส่วนโฆษณาวิดีโอไม่อยู่ในขอบเขต

พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งยังไม่มีข้อใดได้รับการพิสูจน์

ทุกประโยคในหัวข้อนี้อธิบายข้อกล่าวหาที่จะถูกพิสูจน์ในชั้นพิจารณาคดี PPC Land รายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2026 ว่าคำฟ้องประกอบด้วยหลายเส้นที่เชื่อมโยงกัน ในฝั่งระบบนิเวศ Android มีการกล่าวหาว่า Google กำหนดเงื่อนไขในสัญญาการจัดจำหน่ายกับผู้ผลิตอุปกรณ์ ซึ่งมีผลผูก Google Search เข้ากับ Play Store และเสนอแรงจูงใจทางการเงินเพื่อให้ Google Search กับ Chrome ถูกติดตั้งมาล่วงหน้าและวางไว้ในตำแหน่งเด่น คำฟ้องยังกล่าวถึงข้อตกลงที่ตั้ง Google Search เป็นเสิร์ชเอนจินเริ่มต้นในเบราว์เซอร์แลกค่าตอบแทน

เส้นที่สามเกี่ยวกับ Search Ads 360 ตามคำพิพากษาที่มีการรายงาน มีการกล่าวหาว่า Google เพิ่มฟังก์ชันให้บริการโฆษณาของตัวเอง ขณะที่ปฏิเสธหรือหน่วงการเพิ่มฟังก์ชันเทียบเท่าให้กับบริการคู่แข่งของ Microsoft โดยผลที่คำฟ้องระบุคือผู้ใช้แพลตฟอร์มถูกโน้มไปทางการลงโฆษณากับ Google ภาพรวมของคำฟ้องคือพฤติการณ์เหล่านี้รวมกันเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปิดทางให้ตั้งราคาโฆษณาค้นหาสูงเกินระดับการแข่งขัน ทำให้ผู้ลงโฆษณาจ่ายแพงขึ้นและได้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรได้ ทั้งหมดนี้ยังเป็นทฤษฎีความเสียหายตามคำฟ้องเท่านั้น

ทำไมข้อกล่าวหาเรื่อง Search Ads 360 จึงเป็นส่วนที่มีเนื้อหาด้านสื่อโฆษณาจริง

หัวข้อนี้เป็นการวิเคราะห์ว่าทำไมข้อกล่าวหานี้จึงเป็นข้อที่คนซื้อสื่อคุ้นเคย ไม่ใช่การชี้ว่ามันถูกหรือผิด Search Ads 360 ทำงานเป็นชั้นที่วางเหนือแพลตฟอร์มโฆษณาแต่ละเจ้า ดึงรายงานมารวมกันและใช้กลยุทธ์การประมูลแบบพอร์ตโฟลิโอข้ามผู้ให้บริการค้นหามากกว่าหนึ่งราย ความเท่าเทียมของฟีเจอร์ระหว่างสิ่งที่ชั้นนี้ทำได้กับอินเวนทอรีของแพลตฟอร์มหนึ่ง กับสิ่งที่ทำได้กับของคู่แข่ง เป็นตัวกำหนดว่าผู้ลงโฆษณารายใหญ่จะรันแคมเปญนอกแพลตฟอร์มหลักได้มากแค่ไหน

นั่นคือเหตุผลที่ทฤษฎีตามคำฟ้องมีน้ำหนักในเชิงทฤษฎี ถ้าเครื่องมือข้ามเอนจินรองรับฟีเจอร์การประมูลของคู่แข่งช้ากว่า เส้นทางที่ง่ายที่สุดสำหรับเอเจนซีที่รันกลยุทธ์แบบพอร์ตโฟลิโอย่อมเอนไปทางแพลตฟอร์มที่เครื่องมือรองรับเต็มรูปแบบ ส่วนที่ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และทำให้ผู้ลงโฆษณารายใดจ่ายแพงขึ้นหรือไม่ เป็นคำถามสำหรับชั้นพิจารณาคดี PPC Land รายงานข้อกล่าวหา ไม่ได้รายงานคำวินิจฉัย

Google โต้แย้งอะไร และศาลจัดการกับข้อโต้แย้งนั้นอย่างไร

PPC Land รายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2026 ว่าข้อคัดค้านของ Google ต่อการรับรองคดีครอบคลุมเรื่องแหล่งทุนและค่าใช้จ่าย การแก้ไขคำฟ้องบางประการ นิยามของกลุ่ม และประเด็นว่าควรรับรองแบบ opt-out หรือ opt-in Google คัดค้านการรับรองแบบ opt-out ในทุกกรณี และโต้แย้งวิธีการกระจายเงินเยียวยาของฝ่ายผู้ฟ้อง ศาลปฏิเสธข้อคัดค้านเหล่านั้นในฐานะเหตุที่จะไม่รับรองคดี

ศาลไม่ได้มองว่าคดีนี้ปราศจากปัญหา ตามรายงานคำพิพากษา ศาลตั้งข้อกังวลเรื่องระดับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก่อนการรับรองคดี และเรื่องการใช้คณะที่ปรึกษาของผู้แทนกลุ่ม ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการคดี ไม่ใช่เรื่องความรับผิด และไม่มีข้อใดเปลี่ยนผลของการรับรองคดี

การรับรองคดีไม่ใช่คำวินิจฉัยที่เป็นโทษต่อ Google

เรื่องนี้ควรพูดซ้ำให้ชัด เพราะการรายงานข่าวคดีแบบกลุ่มมักทำให้เส้นนี้พร่าเลือน สิ่งที่ Competition Appeal Tribunal ตัดสินเมื่อ 5 สิงหาคม 2026 คือคดีลักษณะนี้ ที่ฟ้องโดยผู้แทนกลุ่มรายนี้ ดำเนินแบบกลุ่มบนฐาน opt-out ได้ ยังไม่มีใครวินิจฉัยว่า Google ตั้งราคาสูงเกินระดับการแข่งขัน และยังไม่มีใครวินิจฉัยว่าผู้ลงโฆษณาจ่ายเกินไปเท่าไร

สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก

รายงานของ PPC Land วันที่ 6 สิงหาคม 2026 ไม่ได้ระบุวันนัดพิจารณาคดี จึงไม่ควรอนุมานเอาเอง ไม่ได้ระบุตัวเลขว่าธุรกิจแต่ละรายจะได้รับเท่าไร และตัวเลขราว 5 พันล้านปอนด์คือมูลค่าที่ฝ่ายผู้ฟ้องประเมินไว้ ไม่ใช่จำนวนที่ศาลสั่งหรือประเมิน อีกทั้งไม่ได้กำหนดเส้นตายสำหรับการถอนตัว และระบุว่าวันที่ใช้พิจารณาภูมิลำเนาตามนิยามกลุ่มยังไม่ถูกกำหนด โดยจะให้ศาลเป็นผู้กำหนดต่อไป

รายงานยังไม่ได้พูดถึงคดีลักษณะเดียวกันนอกสหราชอาณาจักร ไม่ได้พูดถึงผลกระทบต่อการทำงานของ Google Ads ในแต่ละวัน และไม่มีอะไรที่เรียกร้องให้ผู้ลงโฆษณาต้องทำสิ่งใดตอนนี้

ผู้ลงโฆษณานอกสหราชอาณาจักรได้อะไรจากเรื่องนี้

สิ่งที่มีประโยชน์สำหรับผู้ลงโฆษณานอกสหราชอาณาจักรคือทฤษฎีเรื่องราคาที่กำลังจะถูกพิสูจน์ ไม่ใช่การลงมือทำอะไร คำฟ้องอ้างความเชื่อมโยงระหว่างข้อตกลงด้านการจัดจำหน่ายซึ่งกำหนดว่าดีมานด์การค้นหาไปตกอยู่ที่ใด กับราคาที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายไป หากความเชื่อมโยงนั้นถูกตรวจสอบในชั้นศาลเปิด หลักฐานที่ออกมาจะเป็นข้อมูลสาธารณะที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับการตั้งราคาโฆษณาค้นหาในรอบหลายปี

นั่นเป็นเหตุผลให้ติดตามคดี ไม่ใช่เหตุผลให้เปลี่ยนแผนสื่อ ไม่มีอะไรในการรับรองคดีที่เปลี่ยนการประมูล กลยุทธ์การเสนอราคา หรืองบประมาณ ผู้ลงโฆษณาที่อยากคุมค่าใช้จ่ายยังมีคันโยกชุดเดิมกับเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 และการดูแล แคมเปญ Google Ads ให้ดีก็ยังเป็นเรื่องของประเภทการจับคู่ คีย์เวิร์ดเชิงลบ คุณภาพคอนเวอร์ชัน และความสอดคล้องของหน้า Landing Page

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับผู้ลงโฆษณาไทย

กลุ่มผู้เสียหายที่ได้รับการรับรองเมื่อ 5 สิงหาคม 2026 ครอบคลุมผู้ลงโฆษณาที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยจึงอยู่นอกกลุ่มนี้ แม้จะรันแคมเปญแบบเดียวกัน บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ในช่วงปีเดียวกัน และแม้จะเคยลงโฆษณาในสหราชอาณาจักรด้วย ภูมิลำเนาคือเกณฑ์ที่นิยามกลุ่มใช้

ธุรกิจไทยที่มีบริษัทลูกซึ่งมีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรและซื้อโฆษณาค้นหาของ Google ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง อยู่ในสถานะที่ต่างออกไป และเป็นคำถามสำหรับที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทนั้นเอง รายงานของ PPC Land วันที่ 6 สิงหาคม 2026 ไม่ได้พูดถึงคดีลักษณะเดียวกันในประเทศไทย จึงไม่ควรตีความไปทางใดทางหนึ่ง ข้อสรุปเชิงปฏิบัติสำหรับฝั่งไทยจึงแคบมาก คือคดีนี้น่าติดตามเพราะสิ่งที่มันอาจเปิดเผยเกี่ยวกับการตั้งราคาโฆษณาค้นหา แต่ไม่ได้เปลี่ยนวิธีบริหารบัญชีของไทยในไตรมาสนี้ ไม่ว่างานจะเป็นโฆษณาค้นหาแบบเสียเงินหรือ การทำ SEO ในประเทศไทย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคดีกลุ่มของผู้ลงโฆษณาในสหราชอาณาจักร

บริษัทอยู่ในประเทศไทย จะอยู่ในกลุ่มผู้เสียหายนี้ไหม

ไม่อยู่ กลุ่มที่ได้รับการรับรองเมื่อ 5 สิงหาคม 2026 จำกัดเฉพาะผู้ลงโฆษณาที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรซึ่งจ่ายค่าโฆษณาค้นหาให้ Google ระหว่าง 1 มกราคม 2011 ถึง 15 เมษายน 2025 ธุรกิจที่มีภูมิลำเนาในไทยจึงอยู่นอกกลุ่มไม่ว่าจะใช้งบเท่าไร ส่วนบริษัทในเครือที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของตัวเอง

แปลว่า Google เก็บเงินผู้ลงโฆษณาเกินจริงใช่ไหม

ไม่ใช่ และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของข่าวนี้ ศาลตัดสินว่าคดีดำเนินแบบกลุ่มบนฐาน opt-out ได้เท่านั้น ข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งราคาสูงเกินระดับการแข่งขันจะถูกพิสูจน์ในชั้นพิจารณาคดี และยังไม่ได้รับการยืนยัน

ต้องทำอะไรไหม

ไม่ต้อง เว้นแต่คุณเป็นธุรกิจที่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักรและอยู่ในช่วงเวลาของกลุ่ม แล้วต้องการพิจารณาสถานะของตัวเอง ซึ่งเป็นคำถามสำหรับทนายความ รายงานของ PPC Land วันที่ 6 สิงหาคม 2026 ไม่ได้ระบุเส้นตายหรือขั้นตอนที่ผู้ลงโฆษณาต้องทำ

ธุรกิจแต่ละรายจะได้เงินเท่าไร

แหล่งข่าวไม่ได้บอก และไม่มีใครประเมินได้อย่างมีความรับผิดชอบ ตัวเลขราว 5 พันล้านปอนด์คือมูลค่ารวมที่ฝ่ายผู้ฟ้องประเมินไว้ ไม่ใช่จำนวนที่ศาลสั่งจ่าย และวิธีกระจายเงินก็ยังเป็นประเด็นที่ค้างอยู่

คดีจะขึ้นพิจารณาเมื่อไร

แหล่งข่าวไม่ได้ระบุวันนัดพิจารณา การรับรองคดีเมื่อ 5 สิงหาคม 2026 ส่งคดีเข้าสู่เส้นทางไปสู่การพิจารณา และคดีกลุ่มขนาดนี้มักมีการบริหารจัดการคดีอีกหลายขั้นก่อนถึงวันนัด แต่ไม่มีวันที่ปรากฏในรายงาน

ติดตามคดีโดยไม่ตีความเกินจริง

เหตุผลที่หนักแน่นที่สุดในการติดตาม [2026] CAT 65 ไม่ใช่ตัวเลขพาดหัว แต่คือการที่ศาลจะตรวจสอบ พร้อมการเปิดเผยเอกสารและพยานผู้เชี่ยวชาญ ว่าโฆษณาค้นหาถูกตั้งราคาอย่างไรตลอดสิบสี่ปี ซึ่งจะมีประโยชน์กับผู้ลงโฆษณามากกว่าตัวการรับรองคดี

จนกว่าจะถึงตอนนั้น งานที่กำหนดว่าผู้ลงโฆษณาไทยจ่ายเท่าไรต่อหนึ่งลูกค้ามุ่งหวังยังอยู่ในบัญชีโฆษณา ไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีที่ลอนดอน Relevant Audience ตรวจสอบบัญชี Search ในประเทศไทยเพื่อหาแหล่งงบรั่วไหลตามปกติ ไม่ว่า [2026] CAT 65 จะจบลงอย่างไร

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: