Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ว่างานวิจัยของ Resoneo บริษัทที่ปรึกษาด้าน SEO จากฝรั่งเศส พบว่าดัชนีการค้นหาที่ OpenAI พัฒนาขึ้นเองไม่ได้ให้ความได้เปรียบใด ๆ กับผู้เผยแพร่ที่เซ็นสัญญาอนุญาตใช้เนื้อหากับ OpenAI เมื่อเทียบกับเว็บไซต์ที่ไม่มีสัญญาใด ๆ เลย ทีมงาน Resoneo ใช้วิธีถอดรหัสย้อนกลับจากทราฟฟิกเครือข่ายของ ChatGPT โดยอาศัยแท็กของเซิร์ฟเวอร์เพื่อระบุว่าผลการค้นหาแต่ละรายการถูกดึงมาจากท่อส่งข้อมูลชุดไหน และรายงานว่ารูปแบบ ความยาว และความสดใหม่ของข้อมูลออกมาเหมือนกันหมด ไม่ว่าหน้าเว็บนั้นจะมาจากผู้เผยแพร่รายเล็กในอิตาลีหรือจากสำนักข่าวใหญ่อย่าง Reuters และ The Guardian
ข้อค้นพบนี้ย้ายเรื่องการมองเห็นบน ChatGPT ออกจากหมวดการเจรจาธุรกิจ มาอยู่ในหมวดงานหน้าเว็บ ถ้าดัชนีของ OpenAI ไม่ได้จัดลำดับเว็บไซต์ตามว่าเจ้าของเซ็นสัญญาไว้หรือไม่ คำถามที่ควรถามต่อคือแล้วมันเก็บอะไรเกี่ยวกับหน้าเว็บของเราไว้บ้าง คำตอบจาก Resoneo คือมันเก็บไว้น้อยมาก ราว 200 ตัวอักษรต่อหนึ่งหน้า และประกอบด้วยองค์ประกอบที่ทีมการตลาดควบคุมได้เองอยู่แล้วทั้งนั้น
Resoneo วัดอะไร และใช้ตัวอย่างขนาดไหน
ตามรายงานของ Search Engine Journal ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 Resoneo สร้างชุดข้อมูลด้วยการเก็บบันทึกเซสชันการใช้งาน ChatGPT ตลอดเดือนกรกฎาคม 2026 แล้วตรวจสอบทราฟฟิกเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังคำตอบแต่ละครั้ง แท็กของเซิร์ฟเวอร์ที่ฝังอยู่ในทราฟฟิกนั้นบอกได้ว่าผลการค้นหาแต่ละรายการมาจากระบบดึงข้อมูลตัวใด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ทีมงานแยกดัชนีภายในของ OpenAI ออกจากผลที่ถูกขูดมาจาก Google ได้
ขนาดตัวอย่างที่ใช้ประกอบด้วยคำตอบจาก ChatGPT จำนวน 1,249 คำตอบที่เก็บในเดือนกรกฎาคม หน้าเว็บ 534 หน้าที่ ChatGPT อ้างอิงในคำตอบ และผลการค้นหา 16,407 รายการที่ดึงจากบัญชีแบบเสียเงินซึ่งเปิดโหมดคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีหน้าเว็บอีก 463 หน้าที่มีหัวข้อ H1 ซึ่งถูกใช้เป็นฐานของการวิเคราะห์สนิปเปต การทดสอบครอบคลุมทั้งบัญชีฟรีและบัญชีเสียเงิน ทดสอบในมากกว่าหนึ่งประเทศ และทดสอบในเซสชันที่ไม่ได้ล็อกอินด้วย เงื่อนไขข้อหลังนี้สำคัญ เพราะการไม่ล็อกอินตัดความเป็นไปได้ที่ผลลัพธ์จะถูกปรับให้เข้ากับตัวบุคคลออกไปจากคำอธิบาย
สิ่งที่ Resoneo ไม่มีคือคำยืนยันจาก OpenAI ภาพทั้งหมดถูกประกอบขึ้นจากภายนอกด้วยการเฝ้าดูทราฟฟิก และชื่อเรียกทุกชื่อในงานชิ้นนี้เป็นแท็กภายในที่ OpenAI ไม่เคยยืนยันความหมาย จึงควรอ่านงานวิจัยนี้ในฐานะการประกอบภาพอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ในฐานะเอกสารทางการ
ข้อค้นพบเรื่องสัญญา: ท่อเดียวกัน ทั้งเว็บที่มีดีลและไม่มีดีล
ผลลัพธ์หลักที่ Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 คือดัชนีการค้นหาภายในของ OpenAI ไม่แสดงความแตกต่างระหว่างเว็บที่มีสัญญาอนุญาตกับเว็บที่ไม่มีสัญญาเลย ทั้งในแง่รูปแบบ ความยาว และความสดใหม่ ผู้เผยแพร่รายเล็กในอิตาลีปรากฏผ่านท่อส่งข้อมูลชุดเดียวกับที่ส่ง Reuters และ The Guardian ไม่มีช่องทางแยกสำหรับผู้เผยแพร่ที่ OpenAI มีข้อตกลงเชิงพาณิชย์ด้วย อย่างน้อยก็ไม่มีช่องทางที่มองเห็นได้จากวิธีการส่งผลลัพธ์
ตลอดสองปีที่ผ่านมา สมมติฐานที่ใช้กันในห้องประชุมการตลาดจำนวนมากเดินไปในทางตรงข้าม ทุกครั้งที่มีข่าวดีลเนื้อหาระหว่างบริษัท AI กับสำนักข่าว ภาพที่ถูกตอกย้ำคือการมองเห็นในคำตอบของ AI เป็นสิ่งที่ต้องซื้อในระดับองค์กร และธุรกิจขนาดกลางไม่มีทางเข้าถึงได้จริง ข้อมูลของ Resoneo หักล้างสมมติฐานนั้นในกรณีเฉพาะของดัชนีที่ OpenAI ทำเอง ข้อสรุปที่รายงานชิ้นนี้ดึงออกมาคือเว็บไซต์เล็ก ๆ ที่ไม่มีข้อตกลงกับ OpenAI นั้นอยู่ในดัชนีซึ่งขับเคลื่อนผลลัพธ์ของผู้ใช้บัญชีฟรีส่วนใหญ่อยู่แล้ว
ควรระบุให้ชัดว่าข้อค้นพบนี้อ้างอะไรและไม่ได้อ้างอะไร มันบอกว่าชั้นการดึงข้อมูลปฏิบัติต่อเว็บสองกลุ่มเหมือนกัน มันไม่ได้บอกว่าสัญญาอนุญาตไม่มีมูลค่าทางธุรกิจสำหรับผู้เผยแพร่ และไม่ได้บอกว่าเว็บเล็กกับหนังสือพิมพ์ระดับชาติมีโอกาสถูกอ้างอิงในคำตอบสุดท้ายเท่ากัน การถูกอ้างอิงขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมากที่เกินไปกว่าการที่หน้าเว็บถูกดึงขึ้นมาได้
บัญชีฟรีกับโหมดคิดวิเคราะห์แบบเสียเงินใช้เครื่องคนละเครื่อง
การวิเคราะห์ทราฟฟิกของ Resoneo ตามที่ Search Engine Journal รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 พบว่าสัดส่วนของแหล่งที่มาของผลการค้นหาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนตามประเภทบัญชีที่ผู้ใช้ใช้อยู่ ในบัญชีฟรี ดัชนีภายในของ OpenAI ซึ่งถูกแท็กภายในว่า labrador เป็นตัวจัดการผลการค้นหาส่วนใหญ่ แต่ในโหมดคิดวิเคราะห์ของบัญชีเสียเงิน สัดส่วนกลับด้าน ราว 75 เปอร์เซ็นต์ของผลลัพธ์มาจากการขูดข้อมูล Google และราว 24 เปอร์เซ็นต์มาจากดัชนีภายใน
กลไกที่เรื่องนี้บ่งชี้คือผู้ใช้สองคนสามารถถาม ChatGPT ด้วยคำถามเดียวกัน แล้วได้รับคำตอบที่มาจากระบบดึงข้อมูลคนละระบบ ซึ่งมีความครอบคลุมต่างกันและมีเกณฑ์ในการเลือกหน้าเว็บต่างกัน ใครก็ตามที่เคยแคปหน้าจอคำตอบของ ChatGPT ไปใส่ในรายงานลูกค้า ควรหยุดคิดกับเรื่องนี้สักครู่ การทดสอบบนบัญชีเสียเงินในโหมดคิดวิเคราะห์คือการทดสอบว่า Google แสดงอะไรเป็นหลัก ส่วนการทดสอบบนบัญชีฟรีคือการทดสอบดัชนีของ OpenAI เป็นหลัก สองอย่างนี้เป็นข้อค้นพบคนละชุดที่สวมหน้าตาอินเทอร์เฟซเดียวกัน
ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติสำหรับการทำรายงานคือประเภทบัญชีและโหมดที่ใช้ต้องถูกบันทึกไว้ในบรรทัดระเบียบวิธีของการตรวจสอบการมองเห็นบน ChatGPT ทุกครั้ง เคียงข้างกับประเทศและวันที่ทดสอบ ถ้าขาดข้อมูลสองอย่างนี้ การเปรียบเทียบก่อนและหลังอาจขยับเพียงเพราะมีคนสลับบัญชีระหว่างการทดสอบสองรอบ
ดัชนีของ OpenAI เก็บอะไรไว้เกี่ยวกับหน้าเว็บของคุณ
ส่วนที่นำไปใช้งานได้จริงที่สุดของงานวิจัย Resoneo ตามที่ Search Engine Journal สรุปไว้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 คือคำอธิบายว่าหนึ่งเรกคอร์ดในดัชนีภายในของ OpenAI บรรจุอะไรไว้บ้าง คำตอบคือมันเล็กมาก Resoneo ประเมินไว้ที่ราว 200 ตัวอักษรต่อหนึ่งหน้า โดยทั่วไปประกอบด้วยชื่อหน้าเว็บบวกกับหัวข้อ H1 บางครั้งมีวันที่เผยแพร่ และบางครั้งมีข้อความ alt ของภาพแรกในหน้า ตารางด้านล่างแจกแจงแต่ละองค์ประกอบเทียบกับความถี่ที่ Resoneo พบว่ามีอยู่จริง
| องค์ประกอบที่ถูกเก็บ | ความถี่ที่พบในตัวอย่างของ Resoneo | ใครเป็นคนควบคุม |
|---|---|---|
| เรกคอร์ดทั้งหมดต่อหนึ่งหน้า | ราว 200 ตัวอักษร | งบประมาณทั้งหมดที่หน้าเว็บมีไว้อธิบายตัวเอง |
| ชื่อหน้าเว็บบวกหัวข้อ H1 | พบ H1 ใน 83.6 เปอร์เซ็นต์ของหน้าที่ตรวจ | แก้ไขได้เองบน CMS ทุกระบบ |
| วันที่เผยแพร่ | 11 เปอร์เซ็นต์ของหน้าที่ตรวจ | ขึ้นอยู่กับว่าธีมแสดงหรือซ่อนไว้ |
| ข้อความ alt ของภาพแรก | 9 เปอร์เซ็นต์ของหน้าที่ตรวจ | คนที่อัปโหลดภาพเป็นคนเขียน |
สามในสี่รายการนั้นเป็นสิ่งที่ทีมภายในแก้ได้ภายในสัปดาห์นี้โดยไม่ต้องพึ่งนักพัฒนา ส่วนรายการที่สี่คือวันที่เผยแพร่ มักขึ้นอยู่กับเทมเพลตและถือเป็นงานเล็กมากกว่าจะเป็นโปรเจกต์ ในเรกคอร์ดนี้ไม่มีค่าความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด ไม่มีจำนวนลิงก์ย้อนกลับ ไม่มีประวัติผู้เขียน ในชั้นการดึงข้อมูล หน้าเว็บหนึ่งหน้าคือชื่อเรื่อง หัวข้อ อาจมีวันที่ และอาจมีข้อความ alt สั้น ๆ เท่านั้น
วิธีตรวจหน้าเว็บของตัวเองเทียบกับสี่องค์ประกอบที่ถูกเก็บ
เมื่อเรกคอร์ดสั้นขนาดนี้ รายการตรวจก็สั้นตามไปด้วย ให้ไล่ตรวจหน้าเชิงพาณิชย์หลักและบทความที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของคุณตามหัวข้อต่อไปนี้
- มีหัวข้อ H1 อยู่จริงหรือเปล่า Resoneo พบ H1 ใน 83.6 เปอร์เซ็นต์ของหน้าที่ตรวจสอบ แปลว่าราวหนึ่งในหกหน้าไม่มีเลย ระบบดีไซน์ที่จัดสไตล์หัวข้อใหญ่ด้วย div และเพจบิลเดอร์ที่สร้าง H1 ซ้ำสองอันหรือไม่สร้างเลย ล้วนทำให้เกิดปัญหานี้ ให้เปิดดูซอร์สโค้ดที่เรนเดอร์ออกมาแล้วยืนยันว่ามี H1 อยู่หนึ่งอันพอดี
- H1 ซ้ำกับชื่อหน้าเว็บ หรือเพิ่มข้อมูลใหม่ ถ้าดัชนีเก็บทั้งสองอย่าง และเรกคอร์ดทั้งหมดมีแค่ราว 200 ตัวอักษร การเขียนชื่อหน้าและ H1 ให้เหมือนกันคำต่อคำเท่ากับใช้พื้นที่สองครั้งกับข้อมูลชุดเดียว ชื่อหน้าที่บอกสินค้าหรือบริการ คู่กับ H1 ที่บอกคำถามเฉพาะซึ่งหน้านั้นตอบ จะครอบคลุมได้มากกว่าในพื้นที่เท่าเดิม
- ชื่อหน้าเว็บอ่านรู้เรื่องไหมเมื่อไม่มีบริบทอื่น ชื่อหน้าที่เขียนเพื่อหน้าผลการค้นหามักพึ่งชื่อแบรนด์ต่อท้ายและพึ่งข้อความรอบ ๆ เมื่อถูกดึงเข้าไปอยู่ในเรกคอร์ด 200 ตัวอักษรที่ไม่มีอะไรอยู่รอบตัว คำว่าแนวทางของเราหรือบริการของเราไม่ได้อธิบายอะไรเลย ให้อ่านชื่อทุกหน้าเสมือนว่ามันคือประโยคเดียวที่เครื่องจะได้เห็นเกี่ยวกับหน้านั้น เพราะในท่อส่งข้อมูลชุดนี้มันเกือบจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ
- มีวันที่เผยแพร่ปรากฏในมาร์กอัปหรือไม่ Resoneo พบวันที่เพียง 11 เปอร์เซ็นต์ของหน้าที่ตรวจ เทมเพลตจำนวนมากแสดงวันที่ในหน้าจอแต่ฝังไว้ในรูปแบบที่ดึงออกมาได้ยาก และหน้าบริการที่ตั้งใจให้อยู่ถาวรมักไม่มีวันที่เลย ถ้าความสดใหม่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หน้าของคุณควรถูกเลือก วันที่ต้องมีอยู่จริงถึงจะถูกนับ
- ภาพแรกในหน้ามีข้อความ alt ที่มีความหมายหรือไม่ สังเกตคำว่าภาพแรก ไม่ใช่ภาพพื้นหลังของแบนเนอร์ ไม่ใช่โลโก้ แต่คือภาพใดก็ตามที่มาร์กอัปไปถึงก่อน ข้อความ alt ปรากฏในเรกคอร์ดของหน้าเว็บ 9 เปอร์เซ็นต์ ที่ใดมีอยู่ก็เท่ากับได้คำอธิบายเพิ่มฟรี ที่ใดเขียนว่า image1 หรือปล่อยว่าง ช่องนั้นก็เสียเปล่า
ไม่มีข้อไหนเป็นคำแนะนำใหม่ สิ่งที่ใหม่คือเหตุผลเบื้องหลัง รายการเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่งานสุขอนามัยด้าน SEO และการเข้าถึงอีกต่อไป แต่เป็นฟิลด์ที่ระบบตอบคำถามขนาดใหญ่เก็บไว้เกี่ยวกับหน้าเว็บของคุณ และมีอยู่แค่สี่ฟิลด์เท่านั้น
ทำไมตัวเลข 83.6 11 และ 9 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับ
นี่คือจุดที่มีโอกาสถูกอ่านผิดมากที่สุด เปอร์เซ็นต์ที่ Resoneo รายงานอธิบายว่าแต่ละองค์ประกอบปรากฏบ่อยแค่ไหนในหน้าเว็บที่ถูกศึกษา มันวัดสภาพของเว็บโดยรวม ไม่ได้วัดน้ำหนักที่ OpenAI ให้กับสิ่งใด
การอ่านตัวเลขเหล่านี้เป็นปัจจัยจัดอันดับให้ข้อสรุปที่ผิดได้ทั้งสองทิศทาง ทีมหนึ่งอาจเห็นเลข 11 เปอร์เซ็นต์ของวันที่เผยแพร่แล้วสรุปว่าวันที่แทบไม่มีความสำคัญ ทั้งที่ตัวเลขนั้นบอกเพียงว่าหน้าเว็บส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงวันที่ออกมา หรืออีกทีมอาจเห็นเลข 9 เปอร์เซ็นต์ของข้อความ alt แล้วสรุปว่าข้อความ alt เป็นสัญญาณที่แรงเพราะพบได้ยาก ซึ่งข้อมูลก็ไม่ได้สนับสนุนข้อสรุปนั้นเช่นกัน Resoneo วัดการมีอยู่ ไม่มีอะไรในรายงานที่ผูกน้ำหนักเข้ากับองค์ประกอบทั้งสี่
สิ่งที่ตัวเลขสนับสนุนได้คือข้อโต้แย้งเรื่องโอกาส ถ้าวันที่ปรากฏในหน้าเว็บเพียง 11 เปอร์เซ็นต์ และหน้าของคุณอยู่ในกลุ่มนั้น เรกคอร์ดของคุณก็มีข้อมูลชิ้นหนึ่งที่เรกคอร์ดของคู่แข่งส่วนใหญ่ไม่มี ส่วนระบบจะให้รางวัลกับเรื่องนี้หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้
สิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ได้ตอบ
การพูดถึงข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานวิจัยนี้ให้ถูกต้อง
- นี่ไม่ใช่การเปิดเผยข้อมูลจาก OpenAI เป็นบริษัทที่ปรึกษาแห่งเดียวที่ถอดรหัสย้อนกลับจากทราฟฟิกเครือข่าย OpenAI ไม่ได้ยืนยันชื่อท่อส่งข้อมูล เนื้อหาของเรกคอร์ด หรือสัดส่วนระหว่างระบบ
- ชื่อแท็กเป็นชื่อภายใน คำว่า labrador คือป้ายกำกับที่เห็นในทราฟฟิก ความหมายของมันเป็นการอนุมาน และอาจถูกเปลี่ยนชื่อหรือเลิกใช้เมื่อใดก็ได้โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
- ช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลคือหนึ่งเดือน ข้อมูลทั้งหมดเก็บในเดือนกรกฎาคม 2026 สัดส่วนการดึงข้อมูลของบริษัท AI เคยเปลี่ยนในกรอบเวลาที่สั้นกว่านั้นมาแล้ว ตัวเลข 75 ต่อ 24 ในโหมดคิดวิเคราะห์จึงเป็นภาพนิ่งไม่ใช่อัตราส่วนที่คงที่
- การถูกดึงข้อมูลไม่เท่ากับการถูกอ้างอิง งานวิจัยครอบคลุมว่าอะไรถูกดึงมาและดัชนีเก็บอะไรไว้ ส่วนที่ว่าโมเดลจะเลือกยกหน้าไหนขึ้นมาอ้างในคำตอบเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่งานชิ้นนี้ไม่ได้อธิบาย
- ไม่มีการทดสอบเชิงสาเหตุ ไม่มีใครลองเพิ่ม H1 เข้าไปในหน้าเว็บแล้วเฝ้าดูว่าเกิดอะไรขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่กับการถูกเลือกจึงยังไม่ถูกทดสอบในงานชิ้นนี้
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย
บทความของ Search Engine Journal ไม่มีข้อมูลเฉพาะของประเทศไทยอยู่เลย การทดสอบของ Resoneo ครอบคลุมมากกว่าหนึ่งประเทศ และตัวอย่างผู้เผยแพร่ที่ยกมาเป็นเว็บของอิตาลี ไม่มีการรายงานตัวอย่างจากไทยหรือข้อค้นพบเกี่ยวกับภาษาไทย ทุกอย่างที่เขียนต่อจากนี้จึงเป็นการให้เหตุผลต่อยอดจากข้อค้นพบระดับสากล ไม่ใช่สิ่งที่แหล่งข่าวระบุเกี่ยวกับประเทศไทย
เหตุผลเดินแบบนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ผู้เผยแพร่ท้องถิ่น คลินิก หรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีรายไหนจะได้เซ็นสัญญาอนุญาตใช้เนื้อหากับบริษัท AI ภายใต้สมมติฐานเดิมที่ว่าการมองเห็นบน AI เดินตามดีลสื่อ ประตูบานนั้นปิดตายไปแล้ว แต่ภายใต้ข้อค้นพบของ Resoneo ประตูไม่เคยเป็นเรื่องของดีล ดัชนีภายในที่ให้บริการทราฟฟิกของบัญชีฟรีส่วนใหญ่ดูจะรองรับเว็บเล็กที่ไม่มีสัญญาด้วยเงื่อนไขเดียวกับเว็บใหญ่ และบัญชีฟรีคือที่ที่การใช้งานประจำวันของผู้บริโภคในไทยกระจุกตัวอยู่เป็นสัดส่วนสูงมาก
องค์ประกอบทั้งสี่ยังแก้ได้ถูกผิดปกติบนหน้าเว็บภาษาไทย ชื่อหน้าและหัวข้อ H1 บนเว็บไทยจำนวนมากถูกคัดลอกมาจากเทมเพลตภาษาอังกฤษแล้วปล่อยทิ้งไว้แบบกว้าง ๆ วันที่เผยแพร่มักหายไปในการจัดสไตล์ของธีม และข้อความ alt บนหน้าภาษาไทยว่างเปล่ามากกว่าจะมีเนื้อหา ทั้งหมดนี้เป็นงานแก้เชิงบรรณาธิการที่คิดเป็นชั่วโมงทำงาน ไม่ใช่การรื้อเว็บใหม่ สำหรับตลาดที่ช่องว่างกับคู่แข่งต่างชาติมักเป็นเรื่องงบประมาณมากกว่าฝีมือ เครื่องมือเพิ่มการมองเห็นที่จ่ายด้วยการไล่ตรวจข้อความรอบเดียวย่อมคุ้มค่าที่จะพิจารณา ทีมที่ทำงานด้าน ChatGPT SEO และงาน GEO ในภาพกว้าง สามารถผนวกการตรวจชุดนี้เข้าไปในรอบรีวิวคอนเทนต์ตามปกติได้เลย โดยไม่ต้องตั้งเป็นสายงานใหม่
คำถามที่นักการตลาดถามบ่อยเกี่ยวกับงานวิจัยของ Resoneo
แปลว่าไม่ต้องมีสัญญากับ OpenAI ก็ปรากฏใน ChatGPT ได้ใช่ไหม
สำหรับการปรากฏในดัชนีภายใน ข้อมูลของ Resoneo ระบุว่าเว็บที่มีสัญญาและไม่มีสัญญาถูกให้บริการเหมือนกันทั้งรูปแบบ ความยาว และความสดใหม่ รายงานสรุปต่อว่าเว็บเล็กที่ไม่มีดีลอยู่ในดัชนีซึ่งขับเคลื่อนผลลัพธ์ของผู้ใช้บัญชีฟรีส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าสัญญาอนุญาตไม่มีมูลค่าสำหรับผู้เผยแพร่ในแง่อื่น และการถูกดึงข้อมูลได้ก็ไม่เท่ากับการถูกยกไปอ้างในคำตอบ
OpenAI ยืนยันเรื่องนี้แล้วหรือยัง
ยังไม่ยืนยัน Search Engine Journal รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ในฐานะงานวิจัยของ Resoneo ที่อาศัยการถอดรหัสย้อนกลับจากทราฟฟิกเครือข่ายของ ChatGPT ชื่อท่อส่งข้อมูลเป็นแท็กภายในที่พบในทราฟฟิกนั้น และความหมายยังไม่ได้รับการยืนยันจาก OpenAI ควรถือว่าเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดเป็นผลการวัดของบริษัทที่ปรึกษาแห่งเดียวในช่วงเวลาหนึ่งเดือน
มีการทดสอบในประเทศไทยหรือกับหน้าเว็บภาษาไทยหรือไม่
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ Resoneo ทดสอบในหลายประเทศ แต่ไม่มีข้อมูลตลาดไทยและไม่มีผลลัพธ์ภาษาไทยปรากฏในรายงานของ Search Engine Journal ตัวอย่างผู้เผยแพร่ที่ยกมาเป็นเว็บของอิตาลี
ต้องลงมือทำอะไรตอนนี้เลยไหม
ต้องทำก็ต่อเมื่อหน้าเว็บของคุณยังไม่ผ่านพื้นฐาน ให้ยืนยันว่าทุกหน้ามี H1 อยู่หนึ่งอันพอดี ชื่อหน้าอ่านแล้วเข้าใจได้ด้วยตัวเอง มีวันที่เผยแพร่อยู่ในมาร์กอัปในหน้าที่ความสดใหม่มีความหมาย และภาพแรกมีข้อความ alt ที่เขียนจริงจัง ถ้าทั้งหมดนี้ผ่านอยู่แล้วทั้งเว็บ งานวิจัยชิ้นนี้ก็ไม่ได้เพิ่มงานอะไรให้คุณ เพียงแต่อธิบายว่าทำไมสิ่งที่ทำไปแล้วถึงคุ้มค่า
ทำไมผลทดสอบการมองเห็นบน ChatGPT ของผมกับของเพื่อนร่วมงานถึงไม่ตรงกัน
ให้ตรวจประเภทบัญชีและโหมดที่ใช้เป็นอย่างแรก Resoneo พบว่าบัญชีฟรีได้รับผลลัพธ์จากดัชนีภายในของ OpenAI เป็นหลัก ขณะที่บัญชีเสียเงินในโหมดคิดวิเคราะห์ดึงผลลัพธ์ราว 75 เปอร์เซ็นต์มาจากการขูดข้อมูล Google และราว 24 เปอร์เซ็นต์มาจากดัชนีภายใน คนสองคนที่ใช้แพ็กเกจต่างกันจึงกำลังสอบถามระบบดึงข้อมูลคนละระบบ ให้บันทึกประเภทบัญชี โหมด ประเทศ และวันที่ไว้ทุกครั้งที่ทดสอบ
สรุปสั้น ๆ
เรกคอร์ดขนาด 200 ตัวอักษรเป็นข้อจำกัดที่โหดร้าย และในเวลาเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดที่ใจดี เพราะมันแปลว่าหน้าเว็บหนึ่งหน้ามีโอกาสสี่ครั้งในการอธิบายตัวเอง และทั้งสี่ครั้งนั้นแก้ไขได้โดยคนที่เป็นเจ้าของเนื้อหาอยู่แล้ว งานของ Resoneo ชี้ว่าอุปสรรคของการปรากฏในดัชนีการค้นหาของ ChatGPT ไม่ใช่สัญญาที่เซ็นกันในห้องประชุม แต่คือคำถามว่าชื่อหน้าเว็บบอกอะไรบ้าง H1 มีอยู่จริงไหม วันที่เผยแพร่มองเห็นได้จากตัวแยกวิเคราะห์หรือเปล่า และภาพแรกในหน้าเคยถูกเขียนคำอธิบายที่อ่านแล้วได้ความหรือไม่
ถ้าอยากให้การตรวจชุดนี้ถูกรันอย่างเป็นระบบทั้งเว็บแทนการสุ่มดูทีละหน้า ทีมงานของเราดูแลงานส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO ในประเทศไทย อยู่แล้ว ติดต่อเข้ามาได้ แล้วเราจะช่วยดูว่าหน้าเว็บของคุณกำลังอธิบายตัวเองว่าอย่างไร







