สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- งาน SEO แบบมืออาชีพเดินเป็นหกขั้นตอน คือ ตรวจสภาพเว็บ, วิจัยคีย์เวิร์ดและจับคู่เจตนา, แก้ปัญหาเทคนิค, งานหน้าเว็บและคอนเทนต์, งานนอกเว็บและ digital PR แล้วจึงรายงานและวนกลับไปแก้
- ขั้นตรวจสภาพเว็บควรได้รายการปัญหาที่เรียงตามผลกระทบพร้อมระบุผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่รายงานสองร้อยหน้าที่พิมพ์จากเครื่องมือแล้วส่งต่อโดยไม่ตีความ
- งานเทคนิคมักใช้เวลานานที่สุดเพราะขึ้นกับคิวของทีมพัฒนา จึงควรตกลงตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นคนลงมือแก้จริง
- หน้าที่อยู่อันดับสิบเอ็ดถึงยี่สิบคือกลุ่มที่คุ้มที่สุดในขั้นคอนเทนต์ เพราะถูกเก็บเข้าดัชนีแล้วและใกล้หน้าแรกอยู่แล้ว
- อันดับรับประกันไม่ได้เพราะถูกตัดสินโดยระบบของบุคคลที่สาม แต่ขอบเขตงานรับประกันได้ ว่าจะตรวจอะไร แก้อะไร ส่งมอบอะไร และรายงานด้วยตัวเลขชุดไหน
การจ้างทีม SEO ไม่ได้ซื้อกิจกรรมเดียว แต่ซื้อชุดงานหลายสิบอย่างที่ถูกจัดเรียงเป็นหกขั้นตอน คือการสำรวจและตรวจสภาพเว็บ การวิจัยคีย์เวิร์ดและจับคู่กับเจตนาของคนค้น การแก้ปัญหาเชิงเทคนิค งานหน้าเว็บและคอนเทนต์ งานนอกเว็บและ digital PR แล้วจึงเป็นการรายงานผลและวนกลับไปแก้รอบถัดไป ทีมที่ทำงานนี้เป็นอาชีพจะบอกได้ว่าตอนนี้อยู่ขั้นไหน กำลังทำอะไร และขั้นนั้นจบเมื่อไหร่
บทความนี้เขียนสำหรับคนที่กำลังจะจ้างทีม SEO และอยากรู้ว่าเงินที่จ่ายไปซื้ออะไรบ้าง ไม่ได้เขียนเพื่อขาย แต่เขียนเพื่อให้คุณถามคำถามที่ถูกตอนคุยกับผู้ให้บริการ และประเมินได้เองว่าข้อเสนอที่วางอยู่ตรงหน้าครบหรือขาดตรงไหน เนื้อหาจะไล่ไปทีละขั้น บอกว่าแต่ละขั้นมีงานย่อยอะไร ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ ใช้เครื่องมือแบบไหน และอะไรคือสัญญาณว่าขั้นนั้นถูกข้ามไป
ข้อควรรู้ก่อนอ่านต่อ ตัวเลขเวลาที่ให้ไว้เป็นช่วงคร่าว ๆ ที่ขึ้นกับขนาดเว็บและสภาพเริ่มต้น เว็บสิบหน้าที่เพิ่งทำเสร็จกับเว็บอีคอมเมิร์ซห้าพันหน้าที่ผ่านการย้ายระบบมาสองรอบ ใช้เวลาไม่เท่ากันในทุกขั้น และบทความนี้ไม่พูดเรื่องราคา เพราะราคาขึ้นกับขอบเขตงานที่ตกลงกัน ไม่ใช่ตัวเลขที่ประกาศได้ลอย ๆ
ทำไม SEO ถึงไม่ใช่กิจกรรมเดียว
คำว่า SEO ถูกใช้เหมารวมจนคนจำนวนมากเข้าใจว่ามันคือการใส่คีย์เวิร์ดลงในหน้าเว็บ ในทางปฏิบัติงานที่อยู่ใต้คำนี้แตกออกเป็นสามกลุ่มที่ใช้คนละทักษะ กลุ่มแรกคืองานเทคนิค ซึ่งเกี่ยวกับว่าเครื่องมือค้นหาเข้ามาอ่านเว็บได้หรือไม่ อ่านแล้วเข้าใจโครงสร้างหรือเปล่า และหน้าเว็บโหลดเร็วพอสำหรับคนที่เปิดจากมือถือบนเน็ตมือถือหรือไม่ กลุ่มที่สองคืองานคอนเทนต์ ซึ่งเกี่ยวกับว่าหน้าเว็บตอบคำถามที่คนพิมพ์เข้ามาจริงหรือไม่ และตอบได้ดีกว่าหน้าอื่นที่อยู่บนหน้าแรกอยู่แล้วหรือเปล่า กลุ่มที่สามคืองานนอกเว็บ ซึ่งเกี่ยวกับว่ามีเว็บอื่นอ้างอิงถึงคุณหรือไม่ และการอ้างอิงนั้นมาจากที่ที่มีน้ำหนักหรือไม่
สามกลุ่มนี้เดินไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ได้ทดแทนกัน คอนเทนต์ที่ดีที่สุดไม่ช่วยอะไรถ้าหน้าเว็บนั้นถูกบล็อกไม่ให้เก็บข้อมูล และเว็บที่เร็วที่สุดก็ไม่ขึ้นอันดับถ้าไม่มีหน้าไหนตอบคำถามที่คนค้นหา การจ้างทีมที่ทำเป็นแค่กลุ่มเดียวแล้วคาดหวังผลรวม คือที่มาของโครงการที่จ่ายเงินไปหลายเดือนแล้วตัวเลขไม่ขยับ
ขั้นที่ 1: Discovery และการตรวจสภาพเว็บ
ขั้นแรกคือการหาว่าเว็บอยู่ในสภาพไหนก่อนเริ่มแก้อะไร ทีมจะเก็บข้อมูลจากสามแหล่ง คือการไล่เก็บข้อมูลทั้งเว็บด้วยโปรแกรม crawler ข้อมูลจริงจาก Search Console ว่าหน้าไหนถูกเก็บเข้าดัชนีและหน้าไหนไม่ถูกเก็บ และข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้จากระบบวิเคราะห์ที่ติดตั้งอยู่
สิ่งที่ควรได้กลับมาจากขั้นนี้คือรายการปัญหาที่เรียงตามผลกระทบ ไม่ใช่รายงานสองร้อยหน้าที่พิมพ์จากเครื่องมือแล้วส่งต่อโดยไม่ตีความ รายการที่ใช้งานได้จะบอกว่าปัญหาแต่ละข้อกระทบกี่หน้า หน้าเหล่านั้นสำคัญแค่ไหน ใครต้องเป็นคนแก้ และแก้แล้วคาดว่าจะเห็นอะไรเปลี่ยน
- งานย่อยหลัก: crawl ทั้งเว็บ, ตรวจสถานะการเก็บเข้าดัชนี, ตรวจความเร็วหน้า, ตรวจว่าเว็บใช้งานบนมือถือได้จริง, ตรวจโครงสร้างลิงก์ภายใน, ตรวจ sitemap และไฟล์ robots, ดูว่าคู่แข่งอันดับต้นทำอะไรอยู่
- เวลาโดยประมาณ: หนึ่งถึงสามสัปดาห์ ขึ้นกับจำนวนหน้าและว่าทีมเข้าถึงข้อมูลได้เร็วแค่ไหน
- สัญญาณว่าขั้นนี้ถูกข้าม: ข้อเสนอที่ระบุจำนวนบทความต่อเดือนได้ทันทีตั้งแต่ยังไม่เคยเห็นเว็บ
ถ้าอยากเห็นว่าการตรวจสภาพเว็บแบบเต็มรูปแบบครอบคลุมอะไรบ้าง รายละเอียดอยู่ในหน้าบริการ SEO Audit ซึ่งแยกรายการตรวจออกเป็นหมวดไว้แล้ว
ขั้นที่ 2: วิจัยคีย์เวิร์ดและจับคู่กับเจตนาของคนค้น
ขั้นที่สองคือการหาว่าคนพิมพ์อะไรเข้ามา และคำเหล่านั้นหมายถึงอะไรจริง ๆ การวิจัยคีย์เวิร์ดที่หยุดอยู่แค่ตารางปริมาณการค้นหาเป็นงานที่ทำไม่จบ เพราะตัวเลขปริมาณบอกแค่ว่ามีคนค้นเท่าไหร่ ไม่ได้บอกว่าคนที่ค้นต้องการอะไร
การจับคู่เจตนาคือการแยกว่าคำไหนคนกำลังหาข้อมูล คำไหนกำลังเปรียบเทียบ และคำไหนพร้อมซื้อแล้ว สามกลุ่มนี้ต้องการหน้าเว็บคนละแบบ คำที่คนกำลังหาข้อมูลควรลงบทความ คำที่พร้อมซื้อควรลงหน้าบริการหรือหน้าสินค้า การเอาคำที่พร้อมซื้อไปลงบทความทำให้หน้าบริการของคุณเองแย่งอันดับกับบทความของคุณเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยากกว่าการวางให้ถูกตั้งแต่แรก
- งานย่อยหลัก: ดึงคำจาก Search Console และเครื่องมือภายนอก, จัดกลุ่มคำที่ความหมายเดียวกัน, ระบุเจตนาของแต่ละกลุ่ม, จับคู่กลุ่มคำกับหน้าเว็บที่มีอยู่, ระบุช่องว่างที่ยังไม่มีหน้าไหนรองรับ
- เวลาโดยประมาณ: หนึ่งถึงสองสัปดาห์สำหรับเว็บขนาดกลาง และนานกว่านั้นถ้ามีหลายภาษาหรือหลายหมวดสินค้า
- สัญญาณว่าขั้นนี้ถูกข้าม: ได้รับลิสต์คีย์เวิร์ดที่มีแต่คอลัมน์ปริมาณการค้นหากับความยาก โดยไม่มีคอลัมน์ว่าคำนั้นจะไปอยู่หน้าไหน
ภาษาไทยมีเรื่องเฉพาะตัวที่ต้องจัดการในขั้นนี้ คนไทยค้นด้วยคำไทย คำทับศัพท์ และคำอังกฤษปนกันในเรื่องเดียวกัน การสะกดก็หลากหลาย และการเว้นวรรคไม่แน่นอน กลุ่มคำหนึ่งกลุ่มจึงมักมีรูปเขียนหลายแบบที่ต้องรวมเข้าด้วยกันก่อนตัดสินใจว่าจะทำหน้าเดียวหรือหลายหน้า ทีมที่ทำงานไทยเป็นประจำจะรวมให้ตั้งแต่ต้น ทีมที่แปลวิธีทำงานจากภาษาอังกฤษมาตรง ๆ มักได้ลิสต์ที่ซ้ำซ้อนกันเอง
ขั้นที่ 3: แก้ปัญหาเชิงเทคนิค
ขั้นที่สามคือการทำให้เครื่องมือค้นหาเข้าถึงและเข้าใจเว็บได้ งานนี้ไม่ได้เพิ่มอันดับด้วยตัวเองในทุกกรณี แต่มันคือการปลดล็อกให้งานอีกสองกลุ่มทำงานได้ หน้าเว็บที่ถูกกันไม่ให้เก็บเข้าดัชนีจะไม่ขึ้นอันดับไม่ว่าคอนเทนต์จะดีแค่ไหน
งานเทคนิคที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่องซ้ำซ้อน หน้าเดียวกันเข้าถึงได้จากหลาย URL เพราะพารามิเตอร์การกรองสินค้า การเรียงลำดับ หรือการมีทั้งแบบมีและไม่มีเครื่องหมายทับปิดท้าย ถ้าไม่มีการระบุหน้าหลักไว้ น้ำหนักจะกระจายไปตามสำเนาแทนที่จะรวมอยู่ที่เดียว อีกเรื่องที่พบบ่อยคือหน้าเว็บที่สร้างเนื้อหาด้วยสคริปต์ทั้งหมด แล้วเนื้อหาจริงไม่ปรากฏในโค้ดที่ส่งมาครั้งแรก
- งานย่อยหลัก: จัดการ URL ซ้ำซ้อนและระบุหน้าหลัก, แก้ลิงก์เสียและห่วงโซ่การเปลี่ยนเส้นทาง, ทำ sitemap ให้ตรงกับหน้าที่ต้องการให้เก็บจริง, ปรับความเร็วหน้าและขนาดไฟล์ภาพ, ใส่ข้อมูลโครงสร้างที่ตรงกับเนื้อหาบนหน้า, ตรวจการตั้งค่าภาษาเมื่อมีทั้งไทยและอังกฤษ
- เวลาโดยประมาณ: สองสัปดาห์ถึงหลายเดือน เพราะขั้นนี้ขึ้นกับคิวงานของทีมพัฒนามากกว่าขึ้นกับทีม SEO
- สัญญาณว่าขั้นนี้ถูกข้าม: รายงานรายเดือนที่พูดถึงแต่จำนวนบทความ ทั้งที่รายการปัญหาเทคนิคจากขั้นแรกยังไม่มีข้อไหนถูกปิด
ประเด็นที่ควรตกลงกันตั้งแต่ต้นคือใครเป็นคนลงมือแก้ ทีม SEO ส่วนใหญ่ระบุปัญหาและเขียนสเปกได้ แต่การแก้จริงต้องผ่านคนที่มีสิทธิ์แก้โค้ดหรือแก้ธีม ถ้าไม่ตกลงกันไว้ รายการปัญหาจะย้ายจากรายงานหนึ่งไปอีกรายงานหนึ่งทุกเดือนโดยไม่มีอะไรถูกแก้ และเมื่อเว็บกำลังจะถูกทำใหม่หรือย้ายระบบ ทีม SEO ควรอยู่ในห้องตั้งแต่ตอนวางโครงสร้าง ไม่ใช่ถูกเรียกหลังเปิดใช้งานแล้ว รายละเอียดฝั่งการสร้างเว็บอยู่ในหน้าออกแบบเว็บไซต์
ขั้นที่ 4: งานหน้าเว็บและคอนเทนต์
ขั้นที่สี่คือการทำให้แต่ละหน้าตอบคำถามที่มันถูกจับคู่ไว้ในขั้นที่สอง งานนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือการปรับหน้าที่มีอยู่แล้ว กับการสร้างหน้าใหม่สำหรับช่องว่างที่พบ
การปรับหน้าที่มีอยู่แล้วมักให้ผลเร็วกว่า เพราะหน้าเหล่านั้นถูกเก็บเข้าดัชนีแล้วและมีประวัติอยู่บ้าง หน้าที่อยู่อันดับสิบเอ็ดถึงยี่สิบคือกลุ่มที่คุ้มค่าที่สุดในการแก้ก่อน เพราะมันใกล้หน้าแรกพออยู่แล้ว การเขียนหัวข้อใหม่ให้ตรงคำถาม เพิ่มส่วนที่ยังขาด และเชื่อมลิงก์ภายในเข้ามาหา มักขยับได้โดยไม่ต้องเขียนหน้าใหม่ทั้งหน้า
- งานย่อยหลัก: เขียน title และคำอธิบายใหม่ให้ตรงเจตนา, จัดโครงสร้างหัวข้อในหน้า, เติมส่วนที่คู่แข่งมีแต่เรายังไม่มี, วางลิงก์ภายในจากหน้าที่เกี่ยวข้อง, ปรับภาพและข้อความกำกับภาพ, สร้างหน้าใหม่ตามช่องว่างที่พบ
- เวลาโดยประมาณ: เป็นงานต่อเนื่องรายเดือน ไม่ใช่ขั้นที่จบแล้วจบเลย
- สัญญาณว่าขั้นนี้ถูกข้าม: บทความใหม่ถูกปล่อยทุกเดือนโดยที่หน้าบริการหลักซึ่งเป็นหน้าทำเงินไม่เคยถูกแตะเลย
เรื่องที่ควรระวังคือการเขียนหน้าใหม่ที่ทับซ้อนกับหน้าเดิม ถ้ามีหน้าสองหน้าตอบคำถามเดียวกัน เครื่องมือค้นหาต้องเลือกหนึ่งหน้า และบ่อยครั้งมันเลือกหน้าที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ก่อนสร้างหน้าใหม่ทุกครั้งควรตรวจว่ามีหน้าไหนครอบคลุมเรื่องนั้นอยู่แล้วหรือไม่ ถ้ามี การปรับปรุงหน้าเดิมให้ดีขึ้นเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ขั้นที่ 5: งานนอกเว็บและ digital PR
ขั้นที่ห้าคือการทำให้เว็บอื่นอ้างอิงถึงคุณ นี่เป็นขั้นที่ควบคุมได้น้อยที่สุดและใช้เวลานานที่สุด เพราะมันขึ้นกับการตัดสินใจของคนอื่น ไม่ใช่ของคุณ และเป็นขั้นที่แยกทีมที่ทำงานยาวได้ออกจากทีมที่ทำได้แค่งานหน้าเว็บ
วิธีที่ยั่งยืนคือการสร้างเหตุผลให้คนอ้างถึง เช่น ข้อมูลที่ไม่มีใครรวบรวมไว้ เครื่องมือที่ใช้ได้ฟรี หรือความเห็นจากคนในองค์กรที่สื่อเอาไปใช้ได้จริง แล้วจึงติดต่อไปยังคนที่น่าจะสนใจ ส่วนวิธีที่เร็วกว่าคือการซื้อลิงก์เป็นชุด ซึ่งขัดกับแนวทางของเครื่องมือค้นหาและสร้างความเสี่ยงที่ต้องมาแก้ทีหลัง
- งานย่อยหลัก: สำรวจว่าคู่แข่งได้ลิงก์มาจากไหน, หาหัวข้อที่สื่อหรือเว็บในวงการจะหยิบไปใช้, ติดต่อและนำเสนอ, ตรวจโปรไฟล์ลิงก์ของตัวเองเป็นระยะ, จัดการลิงก์เสียที่เคยชี้มาแล้วหายไป
- เวลาโดยประมาณ: เห็นผลช้าที่สุดในหกขั้น มักนับเป็นไตรมาสมากกว่านับเป็นสัปดาห์
- สัญญาณว่าขั้นนี้ถูกข้าม: ข้อเสนอที่รับประกันจำนวนลิงก์ต่อเดือนเป็นตัวเลขตายตัว โดยไม่บอกว่าลิงก์จะมาจากเว็บประเภทไหน
งานสองแบบที่คนมักสับสนคือ link building กับ digital PR ทั้งคู่จบที่การได้ลิงก์เหมือนกัน แต่ digital PR เริ่มจากเรื่องที่มีคุณค่าข่าว ส่วน link building เริ่มจากหน้าเว็บที่อยากให้มีลิงก์ชี้มา รายละเอียดฝั่งงานลิงก์อยู่ในหน้าบริการ Link Building
ขั้นที่ 6: รายงานผลและวนกลับไปแก้
ขั้นที่หกคือการอ่านผลและตัดสินใจว่ารอบถัดไปทำอะไร รายงานที่ใช้งานได้จะตอบสามคำถาม คือเดือนนี้ทำอะไรไปบ้าง ตัวเลขไหนขยับและขยับเพราะอะไร และเดือนหน้าจะทำอะไรต่อเพราะเหตุผลอะไร รายงานที่แสดงแต่กราฟขึ้นโดยไม่เชื่อมกับงานที่ทำ ใช้ตัดสินใจอะไรไม่ได้
ตัวเลขที่ควรดูเปลี่ยนไปตามอายุโครงการ ช่วงต้นควรดูจำนวนหน้าที่ถูกเก็บเข้าดัชนี จำนวนคำที่เริ่มมีการแสดงผล และตำแหน่งเฉลี่ยของกลุ่มคำเป้าหมาย ช่วงกลางควรดูการเลื่อนอันดับของกลุ่มคำและทราฟฟิกที่เข้ามาที่หน้าเป้าหมาย ช่วงหลังควรดูว่าทราฟฟิกนั้นกลายเป็นการติดต่อหรือคำสั่งซื้อหรือไม่ การเอาตัวเลขปลายทางมาวัดโครงการในเดือนแรกทำให้ตัดสินใจผิด เพราะมันยังไม่มีทางขยับในเวลานั้น
เครื่องมือที่ทีม SEO ใช้ประจำ
เครื่องมือไม่ใช่คำตอบ แต่มันบอกได้ว่าทีมทำงานด้วยข้อมูลจริงหรือทำงานด้วยความเห็น ชุดเครื่องมือมาตรฐานแบ่งเป็นสี่กลุ่ม
| กลุ่มเครื่องมือ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|
| เครื่องมือของเครื่องมือค้นหาเอง | ดูว่าหน้าไหนถูกเก็บเข้าดัชนี คำไหนมีการแสดงผล และมีปัญหาอะไรถูกรายงานไว้ |
| โปรแกรม crawl เว็บ | ไล่อ่านทั้งเว็บเหมือนที่เครื่องมือค้นหาทำ เพื่อหา URL ซ้ำ ลิงก์เสีย และหน้าที่ไม่มีลิงก์ชี้ถึง |
| เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดและลิงก์ | ดูปริมาณการค้นหา ดูว่าคู่แข่งติดคำไหน และดูว่าลิงก์ของแต่ละฝั่งมาจากไหน |
| ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ | ดูว่าคนที่เข้ามาทำอะไรต่อ และทราฟฟิกจากการค้นหากลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจหรือไม่ |
สองกลุ่มแรกเป็นข้อมูลจากแหล่งจริง ส่วนกลุ่มที่สามเป็นค่าประมาณจากผู้ให้บริการภายนอก ตัวเลขปริมาณการค้นหาและคะแนนความยากจากเครื่องมือเหล่านี้ใช้เปรียบเทียบกันเองได้ แต่ไม่ควรถูกรายงานเป็นข้อเท็จจริง ทีมที่แยกสองอย่างนี้ออกจากกันในรายงานคือทีมที่เข้าใจข้อมูลที่ตัวเองใช้
อะไรทำเองได้ อะไรต้องมีทีม
งานที่เจ้าของเว็บทำเองได้โดยไม่ต้องจ้างใครมีอยู่จริง การยืนยันสิทธิ์ใน Search Console และดูรายงานการเก็บเข้าดัชนี การเขียน title ให้ตรงกับสิ่งที่หน้านั้นเป็น การลดขนาดไฟล์ภาพก่อนอัปโหลด การเขียนตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยเป็นหน้าเว็บ และการวางลิงก์ภายในจากบทความเก่าไปหาหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้ทำได้ด้วยตัวเองและได้ผลจริง
งานที่ต้องมีทีมคืองานที่ผิดแล้วแก้ยาก การย้ายโดเมนหรือเปลี่ยนโครงสร้าง URL การจัดการเว็บที่มีทั้งไทยและอังกฤษ การแก้ปัญหาซ้ำซ้อนบนเว็บอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ การกู้ทราฟฟิกที่หายหลังการเปลี่ยนแปลงของเครื่องมือค้นหา และงานนอกเว็บที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์กับสื่อ กลุ่มนี้ความผิดพลาดครั้งเดียวมีราคาแพงกว่าค่าจ้างทั้งปี
ภาพรวมหกขั้นตอนและเวลาโดยประมาณ
ตารางด้านล่างคือฉบับย่อของทั้งหกขั้น ใช้เป็นรายการตรวจตอนอ่านข้อเสนอจากผู้ให้บริการได้ ถ้าข้อเสนอไม่พูดถึงขั้นไหนเลย นั่นคือคำถามที่ควรถามก่อนเซ็น ไม่ใช่สิ่งที่ควรสันนิษฐานว่ารวมอยู่แล้ว
| ขั้นตอน | ผลลัพธ์ที่ควรได้ | เวลาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| 1. Discovery และตรวจสภาพเว็บ | รายการปัญหาเรียงตามผลกระทบ พร้อมผู้รับผิดชอบ | 1 ถึง 3 สัปดาห์ |
| 2. วิจัยคีย์เวิร์ดและจับคู่เจตนา | กลุ่มคำที่จับคู่กับหน้าเว็บแล้ว และช่องว่างที่ยังไม่มีหน้ารองรับ | 1 ถึง 2 สัปดาห์ |
| 3. แก้ปัญหาเชิงเทคนิค | หน้าที่ต้องการให้เก็บเข้าดัชนีถูกเก็บจริง และปัญหาซ้ำซ้อนถูกปิด | 2 สัปดาห์ถึงหลายเดือน |
| 4. งานหน้าเว็บและคอนเทนต์ | หน้าเดิมถูกปรับ และหน้าใหม่ถูกสร้างตามช่องว่าง | ต่อเนื่องรายเดือน |
| 5. งานนอกเว็บและ digital PR | ลิงก์จากเว็บที่เกี่ยวข้องจริง พร้อมเหตุผลว่าทำไมเขาอ้างถึง | นับเป็นไตรมาส |
| 6. รายงานและวนกลับไปแก้ | รายงานที่เชื่อมงานที่ทำกับตัวเลขที่ขยับ และแผนของรอบถัดไป | รายเดือน |
เรื่องที่ควรพูดให้ตรงกันตั้งแต่แรกคือเมื่อไหร่จะเริ่มเห็นอะไร โดยทั่วไปสัญญาณกลุ่มแรกคือจำนวนหน้าที่ถูกเก็บเข้าดัชนีและจำนวนคำที่เริ่มมีการแสดงผล ซึ่งขยับได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังงานเทคนิคถูกแก้ ส่วนการเลื่อนอันดับของคำที่แข่งขันสูงและทราฟฟิกที่ตามมาเป็นเรื่องของหลายเดือน ใครก็ตามที่สัญญาว่าจะติดหน้าแรกภายในเวลาที่แน่นอนกำลังสัญญาสิ่งที่ไม่มีใครควบคุมได้ เพราะอันดับถูกตัดสินโดยระบบของบุคคลที่สาม
SEO กับการค้นหาที่มี AI ตอบให้
สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงหลังคือคำตอบจำนวนมากถูกสรุปให้ตั้งแต่บนหน้าผลการค้นหา และผู้ช่วย AI ก็ดึงเนื้อหาจากเว็บไปตอบโดยตรง ผลกระทบที่ตามมาคือหน้าเว็บที่เขียนตอบคำถามแบบวกวนถูกหยิบไปใช้ยากขึ้น ส่วนหน้าที่ตอบคำถามให้จบในย่อหน้าเดียว มีหัวข้อที่อ่านแยกออกมาได้ และมีข้อมูลที่อยู่ในรูปตาราง ถูกหยิบไปอ้างง่ายกว่า
เรื่องนี้ไม่ได้ลบหกขั้นตอนข้างบนทิ้ง แต่มันเพิ่มเกณฑ์ให้ขั้นที่สี่ การเขียนหน้าเว็บวันนี้ต้องคิดเผื่อทั้งคนอ่านและระบบที่อ่านแทนคน วิธีปฏิบัติที่ใช้ได้จริงคือวางคำตอบไว้ประโยคแรกของแต่ละส่วน ระบุชื่อสิ่งที่พูดถึงในประโยคที่มีข้อเท็จจริงนั้น แทนที่จะอ้างถึงย่อหน้าก่อนหน้า และใส่ตารางเมื่อข้อมูลเป็นตารางได้จริง รายละเอียดแนวทางนี้อยู่ในหน้าAI SEO
คำถามที่พบบ่อย
ทำ SEO เองได้ไหม ไม่จ้างทีมได้หรือเปล่า
ทำเองได้ในส่วนที่ผิดแล้วแก้ง่าย เช่น การเขียน title ให้ตรงเนื้อหา การลดขนาดภาพ การเขียนหน้าตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย และการวางลิงก์ภายใน ส่วนที่ควรมีทีมคือส่วนที่ผิดแล้วแก้ยาก เช่น การย้ายโดเมน การเปลี่ยนโครงสร้าง URL การจัดการเว็บสองภาษา และการกู้ทราฟฟิกที่หายไป เจ้าของเว็บขนาดเล็กจำนวนมากเริ่มจากทำเองในสามเดือนแรกเพื่อเข้าใจว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วค่อยจ้างเมื่อรู้ว่าต้องการอะไร
ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล
สัญญาณกลุ่มแรกอย่างจำนวนหน้าที่ถูกเก็บเข้าดัชนีและจำนวนคำที่เริ่มแสดงผล มักขยับภายในไม่กี่สัปดาห์หลังงานเทคนิคถูกแก้ ส่วนอันดับของคำที่แข่งขันสูงและทราฟฟิกที่ตามมาเป็นเรื่องของหลายเดือน และขึ้นกับสภาพเริ่มต้นของเว็บกับความแข็งของคู่แข่งในหมวดนั้น ช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรขยับเลยในสองเดือนแรกไม่ใช่สัญญาณว่าล้มเหลวเสมอไป แต่การไม่มีคำอธิบายว่ากำลังทำอะไรอยู่คือสัญญาณที่ควรกังวล
จำเป็นต้องเขียนบทความทุกเดือนไหม
ไม่จำเป็น ถ้าหน้าที่มีอยู่ยังไม่ถูกปรับให้ดีที่สุด การเขียนหน้าใหม่เป็นการลงทุนที่ให้ผลช้ากว่าการแก้หน้าที่อยู่อันดับสิบเอ็ดถึงยี่สิบให้ขึ้นมา ปริมาณบทความต่อเดือนเป็นตัวเลขที่ขายง่ายแต่ไม่ได้สะท้อนงานที่จำเป็น สิ่งที่ควรถามแทนคือเดือนนี้จะแก้หน้าไหน เพราะอะไร และคาดว่าจะเห็นอะไรเปลี่ยน
ทีม SEO ต้องเข้าถึงอะไรบ้างถึงจะทำงานได้
อย่างน้อยต้องมีสิทธิ์ใน Search Console ระบบวิเคราะห์ผู้ใช้ และระบบจัดการเนื้อหาของเว็บ ส่วนงานเทคนิคหลายอย่างต้องผ่านคนที่แก้โค้ดหรือแก้ธีมได้ ถ้ายังไม่มีการตกลงว่าใครเป็นคนลงมือแก้ รายการปัญหาจะถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีอะไรถูกปิด ควรตกลงเรื่องสิทธิ์การเข้าถึงและช่องทางส่งงานให้จบก่อนเริ่มเดือนแรก
รับประกันอันดับหนึ่งได้ไหม
ไม่ได้ และข้อเสนอที่รับประกันอันดับควรถูกตั้งคำถาม เพราะอันดับถูกตัดสินโดยระบบของบุคคลที่สามที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่มีผู้ให้บริการรายใดควบคุมมันได้ สิ่งที่รับประกันได้คือขอบเขตงาน เช่น จะตรวจอะไร จะแก้อะไร จะส่งมอบอะไร และจะรายงานด้วยตัวเลขชุดไหน นั่นคือสิ่งที่ควรอยู่ในสัญญาแทนคำรับประกันอันดับ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากเทียบข้อเสนอที่มีอยู่กับหกขั้นตอนนี้ หรืออยากรู้ว่าเว็บของคุณติดอยู่ที่ขั้นไหน หน้าบริการรับทำ seo อธิบายขอบเขตงานในแต่ละขั้นไว้แล้ว







