Google Analytics makes both conversion lookback windows fully configurable

Google Analytics เปิดให้ปรับช่วงเวลาย้อนหลังของคอนเวอร์ชันได้ทั้งสองแบบ

analyticsAugust 16, 2026
By Antonio Fernandez

Google เปลี่ยนให้ช่วงเวลาย้อนหลังของคอนเวอร์ชันทั้งสองแบบใน Google Analytics ปรับค่าได้อย่างอิสระ โดยบันทึกไว้ในหมายเหตุการอัปเดต "What's new in Google Analytics" ของศูนย์ช่วยเหลือเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 โดยไม่มีบล็อกโพสต์และไม่มีข่าวประชาสัมพันธ์ประกอบ คอนเวอร์ชันแบบ engaged-view conversion ซึ่งเดิมถูกล็อกไว้ที่ 3 วันคงที่สำหรับทุกพร็อพเพอร์ตี้ ตอนนี้ตั้งค่าเป็นจำนวนเต็มใดก็ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 30 วัน ส่วนคอนเวอร์ชันจากการคลิกซึ่งเดิมมีให้เลือกเพียงหกค่าคือ 1, 7, 14, 30, 60 และ 90 วัน ตอนนี้ตั้งเป็นจำนวนเต็มใดก็ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 90 วัน

PPC Land รายงานการเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ใน บทความที่สรุปหมายเหตุการอัปเดตดังกล่าว พร้อมระบุตำแหน่งของมันไว้ว่าเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังการเปิดตัวรายงานตรวจสอบการนำเข้าข้อมูลแคมเปญเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม และหกวันก่อนการบังคับใช้เกณฑ์เป้าหมายการเสนอราคาของ Google Ads ในวันที่ 17 สิงหาคม เหตุผลที่ Google ระบุไว้ในหมายเหตุคือการเปลี่ยนแปลงนี้ "allows Google Analytics to align conversion attribution lookback windows more closely to your unique business cycles."

สิ่งที่เปลี่ยนไปใน Google Analytics เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026

มีการตั้งค่าสองตัวที่ขยับพร้อมกัน ตัวแรกคือช่วงเวลาย้อนหลังของ engaged-view conversion ซึ่งเป็นคอนเวอร์ชันที่ถูกนับเมื่อมีคนดูวิดีโอโฆษณาโดยไม่คลิก แล้วเกิดคอนเวอร์ชันขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนวันที่ 11 สิงหาคม ค่านี้ถูกตรึงไว้ที่ 3 วันในทุกพร็อพเพอร์ตี้ และไม่มีปุ่มให้เจ้าของบัญชีปรับเลย ตอนนี้มันกลายเป็นช่วงเปิด คือจำนวนเต็มใดก็ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 30 วัน

ตัวที่สองคือช่วงเวลาย้อนหลังของคอนเวอร์ชันจากการคลิก ซึ่งกำหนดว่าหลังจากคลิกไปแล้วนานเท่าใดคอนเวอร์ชันจึงยังถูกให้เครดิตกับคลิกนั้นได้ เดิม Google Analytics ให้เลือกจากรายการหกค่าคือ 1, 7, 14, 30, 60 หรือ 90 วัน ข้อจำกัดนั้นหายไปแล้ว จำนวนเต็มใดก็ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 90 วันใช้ได้ทั้งหมด ดังนั้น 45 วัน 21 วัน หรือ 5 วัน จึงเลือกได้ ทั้งที่เมื่อก่อนต้องปัดไปหาค่าที่ใกล้ที่สุดในรายการ

ไม่มีข้อความใดในหมายเหตุการอัปเดตที่บอกว่าค่าเริ่มต้นเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวกับช่วงของค่าที่คุณเลือกได้ ไม่ใช่การที่ Google ไปเลือกค่าใหม่ให้คุณ ถ้าคุณไม่เคยเปิดหน้าตั้งค่านี้ แหล่งข่าวก็ไม่ได้ให้สัญญาณว่ามีอะไรขยับ

ช่วงเวลาย้อนหลังของคอนเวอร์ชันทำอะไรกับตัวเลขที่คุณรายงาน

ช่วงเวลาย้อนหลังไม่ใช่ตัวกรองรายงานที่ซ่อนแถวข้อมูล แต่มันตัดสินว่าอินเทอร์แอกชันหนึ่งจะได้เครดิตหรือไม่ตั้งแต่แรก เมื่อเกิดคอนเวอร์ชัน โมเดลแอตทริบิวชันจะมองย้อนกลับไปหาอินเทอร์แอกชันที่เข้าเกณฑ์ อะไรที่เก่ากว่าช่วงเวลาที่กำหนดจะไม่ถูกนับเป็นผู้เข้าชิงเลย คลิกที่เกิดขึ้น 40 วันก่อนการซื้อจะมองไม่เห็นในช่วง 30 วัน แต่มองเห็นในช่วง 60 วัน และคอนเวอร์ชันนั้นก็จะไปลงที่แคมเปญนั้น หรือไม่ก็ไปลงที่อื่น ซึ่งมักเป็นจุดสัมผัสที่เกิดทีหลังหรือทราฟฟิกแบบ direct

ผลที่ตามมามีสองข้อ ข้อแรกคือจำนวนคอนเวอร์ชันที่ถูกให้เครดิตกับช่องทางที่เสียเงินจะขยับตามช่วงเวลาที่ตั้ง ทั้งที่พฤติกรรมลูกค้าจริงไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว ขยายช่วงให้กว้างขึ้น แคมเปญที่ปิดการขายช้าจะดูดีขึ้น เพราะการซื้อที่เคยหาต้นทางไม่เจอ ตอนนี้ไปเกาะกับอินเทอร์แอกชันก่อนหน้าได้ ย่นช่วงให้แคบลง แคมเปญเดิมก็จะดูแย่ลง ธุรกิจไม่ได้เปลี่ยน กฎการวัดต่างหากที่เปลี่ยน

ผลข้อที่สองคือข้อที่มีค่าใช้จ่ายจริง กลยุทธ์ Smart Bidding กินข้อมูลคอนเวอร์ชันเป็นอาหาร Target CPA และ Target ROAS เรียนรู้จากคอนเวอร์ชันที่ระบบมองเห็นและจากอินเทอร์แอกชันที่คอนเวอร์ชันเหล่านั้นถูกผูกไว้ด้วย เมื่อคุณเปลี่ยนช่วงเวลาย้อนหลัง คุณกำลังเปลี่ยนสัญญาณที่ใช้ฝึกระบบ ทั้งปริมาณและการกระจายตัวของมันข้ามแคมเปญและคีย์เวิร์ด ด้วยเหตุนี้การแก้ค่าช่วงเวลาย้อนหลังจึงไม่ใช่แค่ความชอบส่วนตัวของฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล มันคืออินพุตของการบิด และควรถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกับการเปลี่ยนการตั้งค่า include in conversions หรือวิธีนับของคอนเวอร์ชันแอ็กชัน ใครที่รัน แคมเปญ Google Ads โดยอิงคอนเวอร์ชันจาก Analytics ควรมองมันแบบนั้น

ทำไมเพดาน 3 วันคงที่ของ engaged-view จึงไม่เข้ากับสินค้าที่ตัดสินใจนาน

ช่วง engaged-view แบบ 3 วันตายตัวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ถ้าการดูวิดีโอจะมีผลต่อการซื้อ การซื้อนั้นต้องเกิดภายใน 72 ชั่วโมง สำหรับสินค้าที่ซื้อตามอารมณ์ สมมติฐานนี้ยังพอฟังขึ้น แต่สำหรับหมวดที่คนหาข้อมูลกันเป็นสัปดาห์ มันเท่ากับตัดผลกระทบส่วนใหญ่ทิ้งไปเงียบ ๆ คนซื้อบ้าน คนซื้อซอฟต์แวร์แบบ B2B คนเลือกประกัน หรือคนที่กำลังเทียบเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ แทบไม่มีทางปิดการขายภายในสามวันหลังดูวิดีโอ การดูนั้นจึงถูกบันทึกว่าไม่ได้สร้างอะไรเลย

ผลในทางปฏิบัติคืองบวิดีโอดูแย่กว่างบที่ขับด้วยคลิกในพร็อพเพอร์ตี้ที่มีวงจรการตัดสินใจยาว และมันดูแย่กว่าด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะผลงานแย่กว่าจริง นั่นคือความไม่เข้ากันที่ภาษาในหมายเหตุของ Google พูดถึงเมื่อเอ่ยถึงวงจรธุรกิจ ธุรกิจค้าปลีกและงาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่มีรอบการซื้อซ้ำสั้น อยู่ใกล้สมมติฐาน 3 วันมากกว่าหมวดสินค้าที่ต้องพิจารณานานอยู่แล้ว

ข้อควรระวังที่ต้องพูดตรง ๆ คือ ช่วงเวลาที่กว้างกว่าไม่ได้แปลว่าจริงกว่าโดยอัตโนมัติ การขยาย engaged-view ไปถึง 30 วันไม่ได้พิสูจน์ว่าการดูวิดีโอเมื่อ 29 วันก่อนเป็นเหตุให้เกิดการซื้อ มันแค่แปลว่าโมเดลได้รับอนุญาตให้ให้เครดิตกับมันได้ ความสัมพันธ์เก็บได้ง่ายขึ้นเมื่อหน้าต่างกว้างขึ้น แต่ความเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ง่ายขึ้นตาม

เทียบสองค่าก่อนและหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2026

ตารางด้านล่างสรุปสิ่งที่เลือกได้ก่อนหมายเหตุการอัปเดตและสิ่งที่เลือกได้ตอนนี้ อ้างอิงจากค่าที่ Google เผยแพร่

เทียบสองค่าก่อนและหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2026
การตั้งค่าก่อน 11 สิงหาคม 2026หลัง 11 สิงหาคม 2026
ช่วงเวลาย้อนหลังของ engaged-view conversionตรึงไว้ที่ 3 วันในทุกพร็อพเพอร์ตี้ ปรับไม่ได้จำนวนเต็มใดก็ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 30 วัน
ช่วงเวลาย้อนหลังของคอนเวอร์ชันจากการคลิกเลือกได้หกค่า คือ 1, 7, 14, 30, 60 หรือ 90 วันจำนวนเต็มใดก็ได้ตั้งแต่ 1 ถึง 90 วัน
วิธีเลือกค่าค่าคงที่หนึ่งค่า และรายการตัวเลือกสั้น ๆใส่จำนวนเต็มได้อิสระภายในช่วงที่กำหนด

หาการตั้งค่าช่วงเวลาย้อนหลังได้ที่ไหน และแก้ตรงไหน

หมายเหตุของ Google ระบุเส้นทางไว้ว่า Advertising จากนั้น Conversion management จากนั้นไอคอนตัวเลือกเพิ่มเติม แล้วจึง Settings การตั้งค่าชุดเดียวกันนี้ยังเข้าถึงได้จากหน้าจัดการคอนเวอร์ชันของ Google Ads ที่เชื่อมบัญชีกันไว้ ดังนั้นบัญชีที่ลิงก์ Analytics กับ Ads เข้าด้วยกันจะเดินไปถึงการตั้งค่านี้ได้จากสองทาง ทางเข้าที่สองนี้สำคัญกว่าที่ฟังดู เพราะมันแปลว่าการแก้ค่าโดยคนที่ดูแลบัญชี Ads จะไปโผล่ในตัวเลขฝั่ง Analytics ที่ทีม SEO หรือทีมวิเคราะห์ข้อมูลกำลังอ่านอยู่ และสองทีมนั้นอาจไม่ได้คุยกันในสัปดาห์นั้น

ก่อนแตะอะไร ให้จดค่าปัจจุบันไว้ก่อน หมายเหตุการอัปเดตไม่ได้สัญญาว่าจะมีบันทึกการเปลี่ยนแปลงให้ย้อนดูภายหลัง และค่าที่เคยถูกตรึงไว้ที่ 3 วันก็ไม่มีประวัติให้ใครจำได้อยู่แล้ว

คำถามเรื่องผลย้อนหลังที่หมายเหตุการอัปเดตไม่ได้ตอบ

นี่คือข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ และมันเป็นคำถามที่ยังเปิดอยู่ ไม่ใช่ข้อสรุป หมายเหตุการอัปเดตไม่ได้ระบุว่าการปรับช่วงเวลาย้อนหลังจะมีผลย้อนหลังกับคอนเวอร์ชันที่บันทึกไปแล้ว หรือมีผลเฉพาะกับคอนเวอร์ชันที่บันทึกนับจากจุดนั้นไป พฤติกรรมทั้งสองแบบมีอยู่จริงในเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน

ถ้ามีผลเฉพาะข้างหน้า ประวัติของคุณจะคงเดิม แต่คุณจะได้รอยต่อที่มองเห็นได้ในข้อมูลตรงวันที่แก้ค่า ตัวเลขก่อนรอยต่อเกิดจากกฎหนึ่ง ตัวเลขหลังรอยต่อเกิดจากอีกกฎหนึ่ง ถ้ามีผลย้อนหลัง ตัวเลขที่เคยรายงานไปแล้วอาจขยับใต้เท้าคุณ เดือนที่คุณส่งรายงานให้ลูกค้าหรือส่งเข้าบอร์ดไปแล้วอาจถูกคำนวณใหม่ ไม่มีใครส่งโน้ตมาบอกคุณตอนนั้น และการขยายช่วงเวลาโดยทั่วไปจะดันคอนเวอร์ชันที่รายงานให้สูงขึ้นตลอดช่วงที่ได้รับผล ซึ่งเป็นทิศทางที่คนมักไม่ตั้งคำถามที่สุด

เพราะแหล่งข่าวไม่ได้เคลียร์ประเด็นนี้ ให้ถือว่ายังไม่รู้ และป้องกันตัวเองด้วยขั้นตอนการทำงาน แทนที่จะเดา

  • บันทึกวันและเวลาที่คุณแก้ค่าแต่ละตัวไว้ พร้อมค่าเดิมและค่าใหม่ ลงในบันทึกหรือ annotation ที่ทีมของคุณเปิดอ่านจริง ๆ
  • ก่อนแก้อะไร ให้เอ็กซ์พอร์ตช่วงเวลาเปรียบเทียบที่นิ่งแล้วออกมาก่อนด้วยค่าปัจจุบัน ทั้งคอนเวอร์ชันแยกตามช่องทาง แยกตามแคมเปญ และยอดรวม โดยเลือกช่วงที่ยาวพอจะไม่ใช่แค่ความผันผวน
  • หลังแก้ค่าแล้ว ให้เอ็กซ์พอร์ตช่วงเวลาย้อนหลังเดิมซ้ำอีกครั้ง ถ้าตัวเลขของวันที่ผ่านมาแล้วขยับ แปลว่าการเปลี่ยนแปลงมีผลย้อนหลังในพร็อพเพอร์ตี้ของคุณ และคุณเพิ่งรู้สิ่งที่เอกสารไม่ได้บอก
  • เก็บไฟล์ทั้งสองชุดไว้ มันคือหลักฐานเดียวที่คุณจะมีถ้ามีคนตั้งคำถามกับตัวเลขในภายหลัง

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาห้านาที แต่เปลี่ยนคำถามที่ไม่มีคำตอบให้กลายเป็นคำตอบสำหรับพร็อพเพอร์ตี้ของคุณเอง โดยไม่ต้องรอเอกสารจาก Google

อย่าขยับช่วงเวลาย้อนหลังระหว่างที่ Smart Bidding กำลังเรียนรู้

ถ้าแคมเปญกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้หลังจากเปลี่ยนกลยุทธ์การบิด เปลี่ยนค่าเป้าหมาย หรือเปลี่ยนงบอย่างมีนัยสำคัญ ระบบกำลังปรับจูนตัวเองกับสัญญาณคอนเวอร์ชันที่มันมองเห็นอยู่ การไปเปลี่ยนช่วงเวลาย้อนหลังกลางคันเท่ากับเปลี่ยนตัวสัญญาณเอง แล้วคุณจะหมดความสามารถในการบอกว่าอะไรทำให้เกิดอะไร ผลงานขยับ แล้วก็มีคำอธิบายที่เป็นไปได้สองข้อวางทับกันอยู่

ลำดับที่ปลอดภัยกว่าคือรอให้ช่วงเรียนรู้นิ่งก่อน บันทึกค่าตั้งต้นไว้ แล้วค่อยเปลี่ยนช่วงเวลา จากนั้นปล่อยกลยุทธ์การบิดไว้เฉย ๆ นานพอที่จะอ่านผลได้ ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งสองอย่าง ให้เว้นระยะห่างกันมากพอที่แต่ละอย่างจะมีช่วงเวลาของตัวเองให้อ่าน และจดวันที่ไว้ทั้งสองครั้ง ราคาของการข้ามขั้นตอนนี้ไม่ใช่แค่รายงานที่อ่านไม่ออก แต่คือค่าเป้าหมายที่ถูกปรับด้วยเหตุผลที่ผิด

สิ่งที่ควรตรวจในพร็อพเพอร์ตี้ของคุณสัปดาห์นี้

  1. เปิด Advertising แล้ว Conversion management แล้วไอคอนตัวเลือกเพิ่มเติม แล้ว Settings และจดค่าช่วงเวลาของคอนเวอร์ชันจากการคลิกที่ใช้อยู่ อย่าเพิ่งแก้
  2. จดค่าช่วงเวลาของ engaged-view ไว้ด้วย ถ้าพร็อพเพอร์ตี้ของคุณรันอยู่ที่ 3 วันคงที่มาตลอด นั่นคือค่าที่คุณจะใช้เทียบกับทุกอย่าง
  3. ถามว่าวงจรการซื้อจริงของคุณสั้นกว่าหรือยาวกว่าค่าที่ตั้งอยู่ ใช้ข้อมูลของคุณเองเรื่องระยะเวลาจากอินเทอร์แอกชันแรกจนถึงการซื้อ ไม่ใช่ตัวเลขที่คนในวงการชอบพูดต่อ ๆ กัน
  4. ตรวจว่าใครอีกบ้างที่เข้าถึงการตั้งค่านี้ได้ผ่านหน้าจัดการคอนเวอร์ชันของ Google Ads ที่ลิงก์กันไว้ เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงมาจากทิศทางที่คุณไม่ได้จับตา
  5. ตรวจว่ามีแคมเปญไหนกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้หรือไม่ ถ้ามี ให้เลื่อนออกไปก่อน
  6. ถ้าตัดสินใจแก้จริง ให้บันทึกวันที่ และเก็บไฟล์เอ็กซ์พอร์ตก่อนและหลังตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก

มีหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนจริง ๆ และควรพูดให้ตรงแทนที่จะเติมช่องว่างด้วยการเดา หมายเหตุการอัปเดตไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมีผลย้อนหลังหรือไม่ ไม่ได้ให้ค่าที่แนะนำหรือแนวทางในการเลือกค่า ไม่ได้อธิบายกำหนดการทยอยปล่อย และไม่ได้บอกว่าความพร้อมใช้งานต่างกันตามภูมิภาคหรือประเภทบัญชี ไม่มีบล็อกโพสต์และไม่มีข่าวประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมจาก Google นอกเหนือจากประโยคเดียวในหมายเหตุที่พูดถึงวงจรธุรกิจ รายงานของ PPC Land ลงวันที่ 14 สิงหาคม และครอบคลุมตัวหมายเหตุการอัปเดตนั้น

อะไรที่เกินจากนี้ รวมถึงผลกระทบเฉพาะเจาะจงต่อบัญชีใดบัญชีหนึ่ง ถือเป็นการวิเคราะห์ ไม่ใช่การรายงาน และบทความนี้ได้กำกับไว้แล้วว่าส่วนไหนเป็นอะไร

เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย

แหล่งข่าวคือหมายเหตุการอัปเดตของผลิตภัณฑ์และรายงานของสื่อสายโฆษณา ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ สิ่งที่เขียนต่อจากนี้คือการให้เหตุผลถึงนัยของมัน ไม่ใช่ข้อความที่แหล่งข่าวกล่าวไว้

มีสองลักษณะของตลาดไทยที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงฝั่ง engaged-view น่าสนใจ ข้อแรกคือน้ำหนักของวิดีโอในช่วงต้นของกรวยการตลาดที่นี่ และความถี่ที่ผลลัพธ์ซึ่งวัดได้จริงมาถึงในอีกหลายวันหรือหลายสัปดาห์ถัดมาผ่านช่องทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ภายใต้กฎ 3 วันคงที่ ผลกระทบที่มาช้าส่วนใหญ่นั้นแทบไม่ถูกนับเลย ตอนนี้ตั้งค่าให้ตรงกับระยะห่างจริงได้แล้ว

ข้อที่สองคือความจริงที่ว่าเส้นทางการซื้อของคนไทยกระจายข้ามช่องทาง คนดูวิดีโอ แล้วไปหาข้อมูล แล้วปิดการขายผ่านการแชท ผ่านมาร์เก็ตเพลส หรือผ่านการเดินเข้าหน้าร้าน ขั้นตอนเหล่านั้นไม่ได้ลงมาอยู่ใน Google Analytics 4 ทั้งหมดตั้งแต่ต้น และช่วงเวลาย้อนหลังที่ยาวขึ้นก็ไม่ได้ซ่อมขั้นตอนที่ไม่ถูกติดตามเลย การขยายหน้าต่างทั้งที่ตัวคอนเวอร์ชันเองยังบันทึกไม่ถูกต้อง เท่ากับไม่ได้ขยายอะไรเลย ปัญหาการวัดผลที่ควรแก้ก่อนมักเป็นคอนเวอร์ชันที่หายไป ไม่ใช่ความยาวของหน้าต่างที่จะไปรับมัน

ข้อที่สามเป็นเรื่องกระบวนการ และใช้ได้กับทั้งเอเจนซีและทีมภายในทุกทีม ตลาดนี้ส่งรายงานกันรายสัปดาห์และรายเดือน ถ้าการแก้ค่าหน้าต่างสามารถขยับประวัติที่รายงานไปแล้ว และไม่มีใครจดวันที่ไว้ การคุยกับลูกค้าว่าทำไมตัวเลขเดือนที่แล้วถึงเปลี่ยนจะกลายเป็นบทสนทนาที่เอาชนะไม่ได้ จดก่อน แล้วค่อยแก้

คำถามที่พบบ่อย

ฟีเจอร์นี้ใช้ได้ในไทยแล้วหรือยัง

แหล่งข่าวไม่ได้พูดถึงความพร้อมใช้งานรายภูมิภาคเลย Google บันทึกการเปลี่ยนแปลงไว้ในหมายเหตุ "What's new in Google Analytics" เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 โดยไม่ได้อธิบายการทยอยปล่อยเป็นระยะหรือข้อจำกัดรายภูมิภาค และรายงานของ PPC Land วันที่ 14 สิงหาคมก็ไม่ได้กล่าวถึงเช่นกัน วิธีตรวจที่เชื่อถือได้ทางเดียวคือเปิด Advertising แล้ว Conversion management แล้วไอคอนตัวเลือกเพิ่มเติม แล้ว Settings ในพร็อพเพอร์ตี้ของคุณเอง แล้วดูว่าช่องรับค่าอิสระหรือไม่

ต้องทำอะไรไหม

ไม่ต้อง นี่คือการขยายช่วงของค่าที่คุณเลือกได้ และไม่มีข้อความใดในหมายเหตุที่บอกว่าค่าเริ่มต้นจะเปลี่ยนเอง ถ้าไม่ทำอะไรเลย พร็อพเพอร์ตี้ก็อยู่ที่เดิม เหตุผลที่ควรเข้าไปดูคือเพื่อรู้ว่าค่าที่ตั้งอยู่ตรงกับวงจรการซื้อจริงของคุณหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ควรตอบอยู่แล้วไม่ว่าการตั้งค่านี้จะเปลี่ยนหรือไม่

การแก้ค่าจะเขียนทับคอนเวอร์ชันที่รายงานไปแล้วหรือเปล่า

หมายเหตุการอัปเดตไม่ได้ระบุว่าการปรับหน้าต่างมีผลย้อนหลังกับคอนเวอร์ชันที่บันทึกไปแล้วหรือมีผลเฉพาะข้างหน้า จึงยังไม่รู้ ให้ถือว่าเป็นไปได้ทั้งสองทาง คือเอ็กซ์พอร์ตช่วงเวลาย้อนหลังออกมาก่อนแก้ แล้วเอ็กซ์พอร์ตช่วงเดิมซ้ำหลังแก้ แล้วเทียบกัน วิธีนี้ให้คำตอบสำหรับพร็อพเพอร์ตี้ของคุณ แม้เอกสารจะไม่ได้ให้

ตั้งทั้งสองค่าให้สูงสุดไปเลยดีไหม

ไม่ควร และค่าสูงสุดก็ไม่ใช่ค่าเริ่มต้นที่ปลอดภัย หน้าต่างที่ยาวขึ้นจะให้เครดิตกับอินเทอร์แอกชันที่เก่ากว่า ซึ่งดันให้สัดส่วนการมีส่วนร่วมของกิจกรรมช่วงต้นกรวยดูสูงเกินจริง และป้อนสัญญาณที่ต่างออกไปให้กลยุทธ์การบิดที่อ่านคอนเวอร์ชันชุดนั้น ให้เลือกค่าจากระยะเวลาถึงการซื้อที่คุณวัดได้เอง และเปลี่ยนทีละค่าเพื่อให้อ่านผลออก

เรื่องนี้กระทบรายงานฝั่ง Google Ads ด้วยไหม ไม่ใช่แค่ Google Analytics

การตั้งค่านี้เข้าถึงได้จากหน้าจัดการคอนเวอร์ชันของ Google Ads ที่ลิงก์กันไว้ เช่นเดียวกับที่เข้าถึงได้จาก Analytics และคอนเวอร์ชันที่ป้อนเข้าสู่ระบบการบิดก็มาจากกฎแอตทริบิวชันชุดเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงตรงนี้จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในรายงานของ Analytics หมายเหตุการอัปเดตไม่ได้ไล่ผลกระทบปลายทางไว้ทุกข้อ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ควรบันทึกวันที่ของทุกการเปลี่ยนแปลง

ก่อนจะไปแตะการตั้งค่านี้

สรุปสั้นที่สุดของเรื่องนี้คือประโยคเดียว คุณมีปุ่มหมุนที่เมื่อก่อนเป็นตัวเลขตายตัว และการหมุนมันเปลี่ยนตัวเลขที่ทุกคนใช้รายงาน ถ้าอยากได้อีกสายตาช่วยดูว่าค่าที่ตั้งอยู่ตรงกับวงจรการซื้อจริงหรือไม่ หรือช่วยดูว่าคอนเวอร์ชันถูกบันทึกครบตั้งแต่แรกหรือเปล่า นั่นเป็นบทสนทนาที่ควรเกิดก่อนปุ่มจะถูกหมุน ไม่ใช่หลังจากนั้น

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: