ผลสำรวจใหม่บอกว่านักการตลาดส่วนใหญ่เชื่อว่าทราฟฟิกปลอมกำลังกินงบโฆษณาของตัวเองอยู่ แต่แทบไม่มีใครใช้เครื่องมือที่ทำมาเพื่อสกัดมันจริง ๆ ตัวเลขนี้มาจาก State of Click Fraud Report 2026 ที่สำรวจผู้บริหารการตลาดระดับอาวุโส 131 คน และเผยแพร่โดย Lunio บริษัทที่ขายซอฟต์แวร์ป้องกันทราฟฟิกปลอมเอง โดย PPC Land รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2026
ตัวเลขหลักมีสองตัว 75.6% ของผู้ตอบประเมินว่าตัวเองเสียงบ performance ต่อเดือนไปกับทราฟฟิกปลอมเกิน 5% ขณะที่มีเพียง 5.3% ที่ตอนนี้ใช้เครื่องมือป้องกันทราฟฟิกปลอมโดยเฉพาะ
ใครเป็นคนทำรายงานฉบับนี้
เริ่มจากตรงนี้ก่อน เพราะมันเปลี่ยนน้ำหนักของตัวเลขทั้งหมด Lunio ขายซอฟต์แวร์ป้องกันทราฟฟิกปลอม และรายงานที่บริษัทเผยแพร่ก็สรุปว่าตลาดใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันทราฟฟิกปลอมน้อยเกินไป เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าข้อมูลใช้ไม่ได้ แต่แปลว่าผลลัพธ์ชี้ไปในทางที่คนเผยแพร่ได้ประโยชน์ ควรอ่านมันแบบข้อเสนอที่มีตัวเลขประกอบ ไม่ใช่การวัดผลที่เป็นกลาง
อีกจุดที่ต้องจำคือ ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตัวไหนในพาดหัวที่มาจากการวัดจริง ผู้ตอบถูกถามว่าคิดว่าตัวเองเสียเท่าไร และกังวลเรื่องอะไร การอ่านที่ถูกต้องจึงเป็น "75.6% ประเมินว่าเสียเกิน 5%" ไม่ใช่ "75.6% เสียเกิน 5%" ไม่มีบัญชีโฆษณาบัญชีไหนถูกตรวจจริงเพื่อรายงานฉบับนี้
กลุ่มตัวอย่างคือ 131 คน เก็บข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2026 เป็นฝั่งแบรนด์ 74% ฝั่งเอเจนซี 26% และกลุ่มค้าปลีกมีสัดส่วนมากที่สุด ขนาดตัวอย่างเท่านี้ ต่างกันสองสามเปอร์เซ็นต์แทบไม่มีความหมาย
ตัวเลขที่รายงานระบุ
- 75.6% ประเมินว่าเสียงบ performance ต่อเดือนให้ทราฟฟิกปลอมเกิน 5%
- 5.3% ใช้แพลตฟอร์มป้องกันทราฟฟิกปลอมโดยเฉพาะอยู่ในตอนนี้
- 53.5% บอกว่ารู้จักเครื่องมือประเภทนี้น้อยมากหรือไม่รู้จักเลย
รายงานยังลองตีตัวเลขเป็นเงินด้วย ถ้างบทั้งปีอยู่ที่ 5 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เสียจะอยู่ราว 250,000 ถึง 500,000 ดอลลาร์ในอัตราปกติ และสูงสุดถึง 1.5 ล้านดอลลาร์ที่ปลายบนของช่วง ตัวเลขนี้คือการคำนวณของผู้ขายบนสมมติฐานของผู้ขายเอง ใช้เป็นภาพประกอบได้ แต่ไม่ใช่ยอดที่ใครไปตรวจสอบมา
ประเด็นเรื่องระบบอัตโนมัติคือส่วนที่น่าคิดที่สุด
51.1% ของผู้ตอบระบุว่าสิ่งที่กังวลที่สุดเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ คือการที่ระบบประมูลอัตโนมัติไปปรับตัวเองเข้าหาผู้ที่คอนเวิร์ตทั้งที่ไม่ใช่คนจริง และอีก 29.8% สงสัยว่าการรันแคมเปญอัตโนมัติทำให้เสี่ยงต่อทราฟฟิกปลอมมากขึ้นตั้งแต่แรก
กลไกเบื้องหลังความกังวลนี้อธิบายได้ง่าย Smart Bidding และระบบทำนองเดียวกันเรียนรู้จากข้อมูลคอนเวอร์ชันที่เราป้อนให้ ถ้าทราฟฟิกคุณภาพต่ำหรือทราฟฟิกที่ไม่ใช่คนจริงสร้างอีเวนต์ที่แพลตฟอร์มนับเป็นคอนเวอร์ชัน โมเดลไม่มีทางรู้ว่ามันไร้ค่า มันเห็นแค่รูปแบบที่คอนเวิร์ต แล้วก็ประมูลหนักขึ้นเข้าไปหาสิ่งนั้น งบที่เสียจึงทบตัวเอง เพราะอัลกอริทึมกำลังไล่ซื้อสิ่งที่เสียเปล่าอยู่แล้วเพิ่มขึ้นอีก
ย้ำอีกครั้งว่านี่คือสิ่งที่นักการตลาดบอกว่ากังวล ไม่ใช่สิ่งที่รายงานวัดได้ แต่เหตุผลมันฟังขึ้น และเป็นเหตุผลที่ควรสนใจคุณภาพของคอนเวอร์ชันในการดูแลแคมเปญ Google Ads ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคอนเวอร์ชัน
แพลตฟอร์มไหนที่นักการตลาดมองว่าเสี่ยง
ผู้ตอบถูกถามด้วยว่ามองแพลตฟอร์มไหนเสี่ยงที่สุด ย้ำว่านี่คือความเห็น ไม่ใช่อัตราการเกิดจริง
| แพลตฟอร์ม | ความเสี่ยงในมุมมองผู้ตอบ |
|---|---|
| Google Search | 35.9% |
| Meta | 22.9% |
| TikTok | 22.9% |
| 6.9% |
ลำดับนี้ดูคล้ายลำดับของช่องทางที่งบ performance ถูกใช้จริงมากกว่าจะเป็นการวัดว่าแพลตฟอร์มไหนมีปัญหาบอตหนักที่สุด คนมักเห็นปัญหาในช่องทางที่ตัวเองลงเงินมากที่สุดและจ้องดูบ่อยที่สุด
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
รายงานไม่มีข้อมูลเฉพาะของไทย และไม่มีตัวเลขสาธารณะที่เชื่อถือได้เรื่องทราฟฟิกปลอมในบัญชีโฆษณาไทย ดังนั้นอย่าไปอ้างเปอร์เซ็นต์ของไทยจากรายงานนี้ สิ่งที่ใช้ได้จริงคือลำดับการทำงาน ตรวจข้อมูลคอนเวอร์ชันของตัวเองก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องซื้อเครื่องมือมาแก้
หลายอย่างดูได้โดยไม่ต้องมีเครื่องมือเพิ่ม เช็กว่าคอนเวอร์ชันแอ็กชันตัวไหนถูกตั้งเป็น primary และถูกป้อนเข้าโมเดลประมูล เพราะเป้าหมายที่ตายแล้วหรือซ้ำซ้อนบิดเบือนการเรียนรู้ได้พอ ๆ กับบอต เทียบอัตราคอนเวอร์ชันแยกตามเครือข่าย อุปกรณ์ ตำแหน่งโฆษณา และพื้นที่ แล้วดูว่ามีเซกเมนต์ไหนที่สร้างคอนเวอร์ชันแต่ไม่เคยกลายเป็นรายได้หรือลูกค้าจริง ถ้าบัญชีเปิด Search Partners หรือ Display ให้อ่านรายงาน placement แยกออกมา ไม่ใช่ดูค่าเฉลี่ยรวมของบัญชี ทั้งหมดนี้ทำได้ก็ต่อเมื่อการวัดผลสะอาดพอ ซึ่งเป็นเหตุผลที่การตั้งค่า GA4 ให้ถูกต้องคุ้มค่ากว่าการรีบซื้อเครื่องมือกันทราฟฟิกปลอมมาก
งบของผู้ลงโฆษณาไทยส่วนใหญ่เล็กกว่าตัวอย่าง 5 ล้านดอลลาร์ในรายงานอยู่มาก ซึ่งมีสองด้าน เม็ดเงินที่หายไปน้อยกว่า แต่ความทนต่อการเสียงบก็น้อยกว่าเช่นกัน
คำถามที่พบบ่อย
รายงานนี้พิสูจน์หรือไม่ว่า 75.6% ของผู้ลงโฆษณาเสียเงินให้บอต
ไม่ มันบอกว่า 75.6% ของนักการตลาด 131 คนที่ถูกสำรวจ ประเมินว่าตัวเองเสีย การประเมินกับการวัดเป็นคนละเรื่อง และรายงานไม่ได้แสดงการวัดในระดับบัญชีโฆษณา
ควรซื้อเครื่องมือป้องกันทราฟฟิกปลอมเพราะรายงานนี้หรือไม่
ควรกลับไปดูตัวเลขของตัวเองก่อน ผลสำรวจที่เผยแพร่โดยผู้ขายในหมวดนั้นเป็นเหตุผลที่อ่อนสำหรับการตัดสินใจซื้อในหมวดเดียวกัน สิ่งที่เจอในข้อมูลคอนเวอร์ชันของตัวเองหนักแน่นกว่ามาก
Google Search เสี่ยงที่สุดจริงหรือไม่
ตัวเลข 35.9% คือการรับรู้ ไม่ใช่อัตราการเกิดจริง มันบอกว่านักการตลาดกังวลตรงไหน ซึ่งมักตรงกับที่ลงเงินมากที่สุด
ถ้าทราฟฟิกปลอมกำลังสอนกลยุทธ์ประมูลผิดทาง มันจะโผล่ในคุณภาพคอนเวอร์ชันก่อนจะโผล่ในรายงานฉบับไหน ๆ จุดเริ่มที่ถูกกว่าคือการตรวจระบบวัดผลและการติดตามคอนเวอร์ชันของบัญชีตัวเอง






