Abstract glass panels merging into one data conduit, illustrating Google tag and Google Tag Manager becoming a single measurement platform.

Google รวม Google tag เข้ากับ Tag Manager เพิ่มการติดแท็กแบบไม่ต้องเขียนโค้ด

analyticsAugust 25, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • Google ระบุเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ว่า Google tag จะกลายเป็นคอนเทนเนอร์ Tag Manager เต็มความสามารถ ทั้งการตั้งแท็กผ่านหน้าจอ การดีบัก และการเก็บเวอร์ชัน
  • Visual tagging ให้ผู้ลงโฆษณาสร้างอีเวนต์และคอนเวอร์ชันด้วยการคลิกเลือกองค์ประกอบบนหน้าเว็บ โดย Google สร้างตัวเลือกองค์ประกอบและทริกเกอร์ให้เบื้องหลัง
  • การปรับแต่งคอนเทนเนอร์เป็นทางเลือกผ่านแบนเนอร์ในบัญชี เริ่มได้เฉพาะผู้มีสิทธิ์แก้ไข อนุมัติ หรือเผยแพร่ และพรีวิวการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดได้ก่อน
  • สคริปต์ติดตั้งใหม่จะเลิกใช้คำสั่ง gtag config และหันไปใช้ทริกเกอร์ gtm init ซึ่งตั้งให้รอคำสั่ง config ได้หากต้องรักษาการตั้งค่าเดิม
  • Search Engine Land รายงานอัปเดตนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยไม่มีกำหนดวันปล่อยฟีเจอร์ ไม่มีข้อมูลรายประเทศ และไม่มีข้อมูลราคา

Google กำลังอัปเกรด Google tag ให้กลายเป็นคอนเทนเนอร์ของ Google Tag Manager แบบเต็มความสามารถ พร้อมเพิ่มการติดแท็กแบบไม่ต้องเขียนโค้ด สำหรับสร้างอีเวนต์และคอนเวอร์ชันด้วยการคลิกเลือกองค์ประกอบบนหน้าเว็บโดยตรง อัปเดตนี้ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 และ Search Engine Land รายงานเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ที่วันนี้ใช้เพียง Google tag จะได้ฟีเจอร์ของ Tag Manager เพิ่มเข้ามา ทั้งการตั้งแท็กผ่านหน้าจอ การดีบัก และการเก็บเวอร์ชัน โดย Google ระบุว่าการอัปเกรดนี้ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของ Google tag เดิมที่ทำงานอยู่บนหน้าเว็บ

สาระสำคัญของอัปเดตวันที่ 20 สิงหาคม 2569

แกนของอัปเดตนี้คือการรวมเครื่องมือสองตัวเข้าด้วยกัน Google tag จะถูกยกระดับเป็นคอนเทนเนอร์ Tag Manager แบบเต็มความสามารถ แปลว่าเว็บไซต์ที่ไม่เคยเปิดบัญชี Tag Manager เลยจะได้หน้าจอจัดการแท็ก เครื่องมือพรีวิวและดีบัก รวมถึงประวัติเวอร์ชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ Tag Manager มีอยู่แล้ว

สิ่งที่ Google พูดควบคู่กันไปมีสามข้อ และทั้งสามข้อสำคัญกว่าพาดหัวเสียอีก ข้อแรก Google tag ที่ติดตั้งอยู่แล้วจะทำงานเหมือนเดิมบนหน้าเว็บ ข้อสอง ปลายทางแต่ละตัวของ Google ยังคงมีแท็กของตัวเอง ซึ่งรักษาการตั้งค่าเดิมและทริกเกอร์อีเวนต์อัตโนมัติเอาไว้ ข้อสาม การออกแบบหน้าจอใหม่ไม่ได้ตัดฟังก์ชันเดิมออกแม้แต่รายการเดียว

อ่านรวมกันแล้วอัปเดตนี้คือการเพิ่มความสามารถ ไม่ใช่การถอดของเดิมออก ไม่มีจุดใดในรายงานของ Search Engine Land ที่ระบุว่ามีฟีเจอร์ถูกปิด นี่เป็นกรอบคิดที่ใช้ได้จริงเวลามีคนถามว่าระบบวัดผลของเราจะพังไหม คำตอบตามข้อเท็จจริงที่รายงานคือ ความเสี่ยงอยู่ที่สิ่งที่ผู้ดูแลบัญชีเลือกจะกด ไม่ใช่สิ่งที่ Google ทำเองโดยอัตโนมัติ

หน้าจอ Tag Manager จะมีส่วน Settings และส่วน Advanced แบบพับเก็บได้

Google ออกแบบหน้า Overview ของ Tag Manager ใหม่ และจัดระเบียบฟังก์ชันที่มีอยู่เดิมใหม่ ไม่ใช่การเขียนใหม่ทั้งหมด ส่วน Settings ที่เพิ่มเข้ามาจะเป็นที่รวมการตั้งค่าระดับคอนเทนเนอร์ ส่วนสิ่งที่เป็นเทคนิคมากกว่า ได้แก่ ทริกเกอร์ ตัวแปร เทมเพลต และโฟลเดอร์ จะย้ายเข้าไปอยู่ในส่วน Advanced ที่พับเก็บได้

ผลกระทบจริงมีสองด้าน สำหรับนักการตลาดที่เปิด Tag Manager เดือนละสองครั้ง หน้าจอแรกจะเลิกเป็นกำแพงของวัตถุทางเทคนิคที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน สำหรับคนที่ทำงานกับทริกเกอร์และตัวแปรทุกวัน การเปลี่ยนแปลงเดียวกันแปลว่าต้องคลิกเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง ทั้งสองอย่างไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ควรบอกคนที่ดูแลคอนเทนเนอร์ให้รู้ล่วงหน้า ก่อนที่หน้าจอจะเปลี่ยนไปโดยไม่มีใครแจ้ง

การติดแท็กแบบไม่ต้องเขียนโค้ด ทำงานอย่างไร

Visual tagging คือส่วนที่ส่งผลกว้างที่สุดของอัปเดตนี้ ผู้ลงโฆษณาสามารถสร้างอีเวนต์และตั้งค่าคอนเวอร์ชันได้ด้วยการเดินดูเว็บไซต์ของตัวเอง แล้วคลิกเลือกองค์ประกอบบนหน้าเพื่อกำหนดว่าอะไรคืออีเวนต์ จากนั้น Google จะสร้างส่วนประกอบทางเทคนิค เช่น ตัวเลือกองค์ประกอบและทริกเกอร์ ให้เองเบื้องหลัง

Ginny Marvin ซึ่งเป็น Google Ads Liaison อธิบายประสบการณ์นี้ว่าเหมือนให้ผู้ลงโฆษณาเดินผ่านขั้นตอนหนึ่ง เช่น การสั่งซื้อ ในแบบเดียวกับที่ลูกค้าทำ แล้วปล่อยให้ Google จัดการส่วนเทคนิคเอง จุดขายจึงตรงไปตรงมา คนที่เข้าใจว่าอะไรคือคอนเวอร์ชันของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่า CSS selector คืออะไรอีกต่อไป

ข้อควรระวังหนึ่งข้อ และขอระบุว่าเป็นข้อควรระวัง ไม่ใช่ข้อค้นพบ การติดแท็กจากองค์ประกอบบนหน้าจะถูกบันทึกไว้กับหน้าเว็บในสภาพ ณ ตอนที่บันทึก รายงานของ Search Engine Land ไม่ได้พูดถึงว่าอีเวนต์ที่สร้างด้วยวิธีนี้จะเป็นอย่างไรหลังเว็บถูกออกแบบใหม่หรือปุ่มถูกเปลี่ยน ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่มีคำตอบในรายงาน ไม่ใช่เรื่องที่แก้แล้ว ใครที่จะใช้วิธีนี้กับคอนเวอร์ชันที่ผูกกับรายได้ ควรวางแผนกลับมาตรวจอีเวนต์ทุกครั้งหลังปล่อยหน้าเว็บเวอร์ชันใหม่

คอนเทนเนอร์ที่ผ่านการปรับแต่งจะส่งข้อมูลตรงไปยังปลายทางของ Google

Google ยังเปลี่ยนวิธีที่คอนเทนเนอร์ Tag Manager แบบปรับแต่งแล้วส่งข้อมูลการวัดผลด้วย เดิมที Tag Manager อาจโหลดไฟล์ JavaScript gtag.js เพิ่มเติมเวลาส่งข้อมูลไปยังปลายทางของ Google คอนเทนเนอร์ที่ปรับแต่งแล้วจะสามารถส่งข้อมูลตรงไปยังปลายทางได้เลย ซึ่ง Google ระบุว่าช่วยลดความหน่วงของการวัดผลได้ และอาจช่วยเรื่องประสิทธิภาพของเว็บไซต์

คำที่กำกวมในประโยคนั้นเป็นคำของ Google เอง ตามที่รายงานไว้ คือ ช่วยลดได้ และ อาจช่วย ไม่มีตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ไม่มีหน่วยมิลลิวินาที และไม่มีเกณฑ์วัดใดแนบมา ใครที่หวังจะใส่ตัวเลขความเร็วหน้าเว็บลงในเอกสารเสนอลูกค้าจากข่าวนี้ จะไม่มีตัวเลขให้ใช้ และการกุตัวเลขขึ้นมาเองแย่กว่าการบอกตรง ๆ ว่ายังไม่มีการเผยแพร่ตัวเลข

แผนที่ภาพแสดงว่าปลายทางใดของ Google กำลังรับข้อมูลอยู่

แพลตฟอร์มการติดแท็กที่รวมกันแล้วจะมีแผนที่ภาพแสดงว่าปลายทางใดของ Google เช่น Google Ads หรือ Google Analytics กำลังได้รับข้อมูลการวัดผลอยู่ เป้าหมายที่ Google ระบุคือทำให้เข้าใจโครงสร้างการวัดผลได้ง่ายขึ้น และมองเห็นปัญหาการตั้งค่าได้เร็วขึ้น

ส่วนนี้มีค่ามากสำหรับคนที่รับช่วงบัญชีต่อจากคนอื่น ไม่ใช่คนที่สร้างเองตั้งแต่ต้น คอนเทนเนอร์ที่ผ่านมือมาหลายทอดมักมีแท็กที่ไม่มีใครบอกได้ชัดว่าส่งข้อมูลไปที่ไหน แผนที่ที่ตอบคำถามว่าข้อมูลไหลไปทางใด เปลี่ยนงานสืบสวนหลายชั่วโมงให้เหลือการมองครั้งเดียว และทำให้การตรวจสอบระบบก่อนเริ่มใช้งบเป็นเรื่องที่ทำได้จริง หากยังมีงาน ย้ายระบบไปยัง Google Analytics 4 ค้างอยู่หรือทำไปได้ครึ่งทาง แผนที่นี้คือทางที่เร็วที่สุดในการรู้ว่าอะไรยังชี้ไปที่ใด

การปรับแต่งคอนเทนเนอร์เป็นทางเลือก ไม่ใช่การบังคับอัตโนมัติ

ผู้ใช้ Tag Manager เดิมจะเห็นแบนเนอร์ปรับแต่งคอนเทนเนอร์ ในบัญชีของตัวเอง และ Google จะไม่เปลี่ยนแปลงให้เองโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์แก้ไข อนุมัติ หรือเผยแพร่ เท่านั้นที่เริ่มกระบวนการได้ และสามารถพรีวิวการเปลี่ยนแปลงที่ระบบเสนอทั้งหมดก่อนเผยแพร่เข้าสู่พื้นที่ทำงาน การปรับแต่งจะย้ายการตั้งค่า Google tag เดิมเข้าไปในแท็บ Settings ใหม่ โดยไม่แตะแท็กอีเวนต์

การออกแบบแบบนี้ตั้งใจให้อำนาจตัดสินใจ พร้อมความรับผิดชอบ อยู่ที่คนกด ซึ่งนำไปสู่คำถามที่มีประโยชน์กว่า

ต้องตรวจอะไรในคอนเทนเนอร์ของตัวเองก่อนกดแบนเนอร์

ห้าข้อต่อไปนี้มาจากสิ่งที่ Google ระบุไว้โดยตรง ไม่มีข้อใดต้องเดาในสิ่งที่รายงานไม่ได้ครอบคลุม

  1. พรีวิวการเปลี่ยนแปลงก่อน อย่าเพิ่งเผยแพร่ Google รองรับการพรีวิวการเปลี่ยนแปลงที่เสนอทั้งหมดก่อนเผยแพร่เข้าพื้นที่ทำงาน สำหรับคอนเทนเนอร์ที่ซับซ้อน นี่คือเกราะป้องกันทั้งหมดที่มี จึงควรใช้
  2. ยืนยันว่าใครถือสิทธิ์แก้ไข อนุมัติ หรือเผยแพร่ เฉพาะผู้ใช้กลุ่มนี้เท่านั้นที่เริ่มการปรับแต่งได้ ในคอนเทนเนอร์ที่ใช้ร่วมกันหรือเป็นของลูกค้า รายชื่อนี้คือคำตอบว่าใครเปลี่ยนการตั้งค่าได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่
  3. หาให้เจอว่าคำสั่ง gtag config อยู่ตรงไหนในสคริปต์ติดตั้งของคุณ สคริปต์รูปแบบใหม่จะไม่มีคำสั่งนี้แล้ว จึงควรรู้ตำแหน่งเดิมก่อนรูปแบบจะเปลี่ยน
  4. ตัดสินใจเรื่องการตั้งค่าแบบเดิมตั้งแต่ตอนนี้ Google ระบุว่าผู้ลงโฆษณาที่จำเป็นต้องรักษาการตั้งค่าเดิมไว้ สามารถตั้ง ทริกเกอร์ gtm init ให้รอคำสั่ง config ได้ นี่เป็นการเลือกโดยตั้งใจ และเลือกก่อนเผยแพร่ง่ายกว่าแก้ทีหลัง
  5. ตรวจการเชื่อมบัญชีที่เกิดขึ้นระหว่างการปรับแต่ง ระบบจะสร้างการเชื่อมโยงให้อัตโนมัติที่สิทธิ์ระดับอ่าน เป็นค่าเริ่มต้น และเปลี่ยนสิทธิ์ได้ภายหลังผ่าน Tag Manager

สคริปต์ติดตั้งจะเลิกใช้คำสั่ง gtag config

Google ระบุว่าสคริปต์ติดตั้งใหม่ทั้งหมดจะใช้รูปแบบเดียวกันในที่สุด และจะไม่มีคำสั่ง gtag config อีกต่อไป สิ่งที่ Google แนะนำให้ใช้แทนคือการกำหนดพฤติกรรมตอนเริ่มต้นผ่าน ทริกเกอร์ gtm init ส่วนผู้ลงโฆษณาที่ต้องรักษาการตั้งค่าเดิมไว้ สามารถตั้งทริกเกอร์นั้นให้รอคำสั่ง config ได้

คำว่า ในที่สุด ในประโยคนั้นมีน้ำหนักมาก และเป็นคำของ Google เอง ไม่ใช่การตีความ ไม่มีวันที่ ไม่มีตารางทยอยปล่อย และไม่มีกำหนดเลิกใช้สคริปต์รูปแบบเดิมปรากฏในรายงาน จึงควรมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ประกาศแล้วแต่ยังไม่มีกำหนดเวลา

การเชื่อมบัญชีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ที่สิทธิ์ระดับอ่าน

คอนเทนเนอร์ที่ปรับแต่งแล้วสามารถเชื่อมโดยตรงกับบัญชีปลายทางของ Google ทำให้มองเห็นและจัดการคอนเทนเนอร์นั้นได้จากหน้าจอผลิตภัณฑ์อื่นของ Google การเชื่อมโยงเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติระหว่างการปรับแต่ง โดยตั้งค่าเริ่มต้นไว้ที่สิทธิ์ระดับอ่าน และแก้สิทธิ์ได้ภายหลังใน Tag Manager

สิทธิ์ระดับอ่านคือระดับที่ให้อำนาจน้อยที่สุด ค่าเริ่มต้นจึงถือว่าระมัดระวัง แต่มันก็ยังเป็นความสัมพันธ์ใหม่ในการมองเห็นข้อมูลระหว่างคอนเทนเนอร์กับบัญชีผลิตภัณฑ์หนึ่งบัญชีหรือมากกว่า ในกรณีที่คอนเทนเนอร์ถูกใช้ร่วมกันระหว่างแบรนด์กับหน่วยงานภายนอก ควรยืนยันให้ชัดว่าสุดท้ายใครมองเห็นอะไรได้บ้าง เมื่อค่านี้แก้ได้ ก็แปลว่าตรวจได้เช่นกัน

พาร์ตเนอร์ที่เพิ่มเข้ามา Akamai, Cloudflare, Duda, Fastly และ Webflow

Google ขยายระบบนิเวศการติดแท็กด้วยการเชื่อมต่อกับ Akamai, Cloudflare, Duda, Fastly และ Webflow โดย Marvin ระบุว่าความร่วมมือเหล่านี้มีเป้าหมายช่วยให้ธุรกิจรักษาความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลการวัดผล รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการเชื่อมต่อแต่ละรายทำอะไรได้บ้าง ไม่มีวันที่เปิดใช้งาน และไม่ได้ระบุว่าทั้งห้ารายมาพร้อมกันหรือไม่ ดังนั้นรายชื่อคือข้อเท็จจริง ส่วนกลไกยังไม่มีข้อมูล

อะไรเปลี่ยน อะไรเหมือนเดิม

ตารางด้านล่างเทียบสิ่งที่รายงานระบุว่าเปลี่ยน กับสิ่งที่ Google บอกว่าไม่กระทบ โดยใช้เฉพาะรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานของ Search Engine Land

อะไรเปลี่ยน อะไรเหมือนเดิม
ส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนอัปเดต 20 สิงหาคม 2569หลังอัปเดต
ความสามารถของ Google tagเป็น Google tag อย่างเดียว ไม่มีฟีเจอร์หน้าจอของ Tag Managerยกระดับเป็นคอนเทนเนอร์ Tag Manager เต็มความสามารถ ทั้งการตั้งแท็กผ่านหน้าจอ การดีบัก และการเก็บเวอร์ชัน
การตั้งอีเวนต์และคอนเวอร์ชันต้องเขียนโค้ดเองVisual tagging คลิกเลือกองค์ประกอบบนเว็บ แล้ว Google สร้างตัวเลือกองค์ประกอบและทริกเกอร์ให้
การส่งข้อมูลในคอนเทนเนอร์ที่ปรับแต่งแล้วTag Manager อาจโหลด gtag.js เพิ่มเวลาส่งข้อมูลไปยังปลายทางของ Googleส่งข้อมูลตรงไปยังปลายทางของ Google ได้
การจัดวางหน้าจอ Tag Managerทริกเกอร์ ตัวแปร เทมเพลต โฟลเดอร์ อยู่บนหน้าหลักเพิ่มส่วน Settings ย้ายส่วนเทคนิคเข้า Advanced ที่พับเก็บได้ ไม่มีฟังก์ชันใดถูกตัดออก
สคริปต์ติดตั้งมีคำสั่ง gtag configสคริปต์ใหม่จะไม่มีคำสั่งนี้ ใช้ทริกเกอร์ gtm init กำหนดค่าเริ่มต้นแทน

ใครได้ประโยชน์ และใครควรเดินช้า ๆ

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือผู้ลงโฆษณาที่ไม่มีนักพัฒนา กรอบที่ Google ใช้ก็ชี้ไปทางนั้น การติดตามคอนเวอร์ชันเป็นหนึ่งในส่วนที่ต้องใช้ทักษะเทคนิคมากที่สุดของการวัดผลแคมเปญ และยากที่สุดสำหรับผู้ลงโฆษณารายเล็กที่ไม่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลหรือทีมพัฒนาเป็นของตัวเอง การติดแท็กด้วยภาพบวกกับการตั้งค่าที่รวมเป็นชุดเดียว ลดอุปสรรคจริงของกลุ่มนี้ และลดตรงจุดที่โครงการวัดผลส่วนใหญ่มักหยุดชะงัก

กลุ่มที่ควรเดินช้าคือกลุ่มตรงข้าม บัญชีที่มีการติดตั้ง Tag Manager ที่ซับซ้อน มีเทมเพลตที่เขียนเอง มีเรื่องฝั่งเซิร์ฟเวอร์ หรือมีลำดับทริกเกอร์ที่วางไว้อย่างตั้งใจ เสียหายจากการเดามากกว่าจากการรอ การตั้งค่าที่เรียบง่ายกว่าไม่ได้แปลว่าให้ผลเหมือนเดิมโดยอัตโนมัติ และขั้นตอนพรีวิวมีไว้เพื่อไม่ให้ต้องไปทดสอบสมมติฐานนั้นบนระบบจริง ในบัญชีที่คอนเวอร์ชันของ Google Ads ถูกป้อนเข้าสู่ระบบ Smart Bidding การเปลี่ยนวิธียิงคอนเวอร์ชันโดยไม่ตั้งใจจะไหลเข้าไปถึงข้อมูลที่ระบบใช้ตั้งราคาประมูลโดยตรง

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย

ทั้งอัปเดตของ Google และรายงานของ Search Engine Land ไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยเลย ส่วนต่อไปนี้จึงเป็นการวิเคราะห์บริบทในประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่แหล่งข่าวระบุ

ประเด็นแรกคือกำลังคน ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากในไทยเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ดูแลแคมเปญเอง โดยไม่มีนักพัฒนาหรือนักวิเคราะห์ข้อมูลประจำ สำหรับทีมแบบนี้ การแก้แท็กหนึ่งครั้งมักหมายถึงการจองคิวคนนอกแล้วรอ ถ้า visual tagging ทำงานได้อย่างที่อธิบายไว้ ความพึ่งพานั้นจะลดลง และผลที่จับต้องได้คือแคมเปญโปรโมชันจะขึ้นพร้อมการติดตามคอนเวอร์ชันที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก แทนที่จะมาแก้ทีหลังอีกหนึ่งสัปดาห์

ประเด็นที่สองคือใครถือกุญแจ สิทธิ์ในคอนเทนเนอร์ของธุรกิจไทยมักกระจายอยู่ระหว่างเจ้าของแบรนด์ ผู้รับทำเว็บ และพาร์ตเนอร์ด้านมีเดีย การปรับแต่งเริ่มได้เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์แก้ไข อนุมัติ หรือเผยแพร่ และการเชื่อมบัญชีที่เกิดขึ้นตั้งค่าเริ่มต้นไว้ที่สิทธิ์ระดับอ่าน ข้อเท็จจริงทั้งสองชี้ไปที่งานเดียวกัน คือทำรายชื่อให้ชัดว่าตอนนี้ใครถือสิทธิ์อะไรในคอนเทนเนอร์ ก่อนที่แบนเนอร์จะไปโผล่ตรงหน้าคนที่ไม่แน่ใจว่ามันทำอะไร

ประเด็นที่สามคือแพลตฟอร์มเว็บที่ใช้กันจริง Duda และ Webflow อยู่ในรายชื่อพาร์ตเนอร์ และทั้งสองตัวปรากฏในงานทำเว็บของธุรกิจขนาดเล็กในไทยควบคู่ไปกับ WordPress และ Shopify ใครที่ดูแลเว็บบนสองแพลตฟอร์มนี้ควรติดตามว่าการเชื่อมต่อทำอะไรได้จริง เพราะรายงานไม่ได้อธิบายไว้

ประเด็นที่สี่เป็นเรื่องการกำกับดูแลข้อมูลมากกว่าเรื่องการตลาด ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย องค์กรยังต้องรู้ว่าแท็กของตัวเองเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอะไร และข้อมูลนั้นไหลไปที่ใด ไม่ว่าแท็กจะถูกสร้างด้วยวิธีใด เครื่องมือแบบคลิกสร้างที่ซ่อนตัวเลือกองค์ประกอบและทริกเกอร์ไว้เบื้องหลัง ทำให้การสร้างแท็กง่ายขึ้น และทำให้การจดบันทึกสำคัญขึ้น ไม่ใช่น้อยลง แผนที่ปลายทางที่เพิ่มเข้ามาช่วยได้ในจุดนี้ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ช่วยตอนตรวจสอบระบบ คือมันตอบว่าข้อมูลไปที่ไหน

สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ

มีช่องว่างสี่เรื่องที่ควรพูดให้ชัด เพราะการเติมช่องว่างเหล่านี้ด้วยการเดาคือวิธีที่ทำให้ข่าวที่ถูกต้องกลายเป็นข่าวที่ผิด

  • ไม่มีกำหนดวันปล่อยฟีเจอร์ รายงานไม่ได้ให้ตารางเวลาว่าบัญชีใดจะเห็นการอัปเกรด การออกแบบหน้าจอใหม่ หรือ visual tagging เมื่อใด และคำที่ Google ใช้กับการเปลี่ยนรูปแบบสคริปต์คือ ในที่สุด
  • ไม่มีข้อมูลการเปิดใช้งานเฉพาะประเทศไทย ไม่มีจุดใดในรายงานพูดถึงการทยอยเปิดใช้ตามภูมิภาคหรือรายประเทศเลย
  • ไม่มีข้อมูลราคา รายงานไม่ได้ระบุค่าใช้จ่ายของส่วนใดในอัปเดตนี้
  • ไม่มีตัวเลขด้านประสิทธิภาพ ข้อความเรื่องความหน่วงและประสิทธิภาพเว็บไซต์ระบุไว้ในรูป ทำได้ และ อาจ โดยไม่มีการวัดผลแนบมา

คำถามที่พบบ่อย

อัปเดตนี้จะทำให้ Google tag เดิมของเราพังไหม

Google ระบุว่าการอัปเกรดจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของ Google tag เดิมบนหน้าเว็บ และปลายทางแต่ละตัวของ Google ยังคงมีแท็กของตัวเอง ซึ่งรักษาการตั้งค่าเดิมและทริกเกอร์อีเวนต์อัตโนมัติไว้ การออกแบบหน้าจอ Tag Manager ใหม่ก็ไม่ได้ตัดฟังก์ชันเดิมออก สิ่งที่มีโอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมมากที่สุดคือสิ่งที่ผู้ดูแลบัญชีกดเอง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Google เปิดให้พรีวิวการเปลี่ยนแปลงก่อนเผยแพร่

บัญชีของเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่

รายงานไม่ได้ให้กำหนดวันปล่อยฟีเจอร์ อัปเดตของ Google ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 และ Search Engine Land รายงานเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 แต่ไม่มีตารางเวลาว่าบัญชีแต่ละรายจะได้รับการอัปเกรดคอนเทนเนอร์ การออกแบบหน้าจอใหม่ หรือ visual tagging เมื่อใด ส่วนรูปแบบสคริปต์ติดตั้ง Google ใช้คำว่าสคริปต์ใหม่จะใช้รูปแบบเดียวกันในที่สุด

จำเป็นต้องกดปรับแต่งคอนเทนเนอร์หรือไม่

ไม่จำเป็น Google จะไม่เปลี่ยนแปลงให้เองโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ Tag Manager เดิมจะเห็นแบนเนอร์เชิญชวนในบัญชี และเฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์แก้ไข อนุมัติ หรือเผยแพร่ เท่านั้นที่เริ่มกระบวนการได้ อีกทั้งพรีวิวการเปลี่ยนแปลงที่เสนอทั้งหมดได้ก่อนเผยแพร่เข้าพื้นที่ทำงาน

ถ้ามีเครื่องมือแบบไม่ต้องเขียนโค้ดแล้ว ยังต้องใช้นักพัฒนาอีกไหม

ยังต้องใช้ในหลายกรณี และรายงานก็ไม่ได้อ้างว่าไม่ต้อง visual tagging ตัดงานเขียนตัวเลือกองค์ประกอบและทริกเกอร์ด้วยมือสำหรับอีเวนต์ที่คลิกเลือกได้บนหน้าเว็บ ซึ่งลดการพึ่งพานักพัฒนาสำหรับการกระทำมาตรฐาน เช่น การสั่งซื้อหรือการส่งฟอร์ม แต่ไม่ได้ครอบคลุมการติดตั้งฝั่งเซิร์ฟเวอร์ งาน data layer ที่เขียนเอง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบที่บันทึกไว้หลังเว็บถูกออกแบบใหม่ ซึ่งรายงานไม่ได้พูดถึงเลย

มีค่าใช้จ่ายหรือไม่

รายงานไม่ได้ให้ข้อมูลราคาของส่วนใดในอัปเดตนี้ ไม่มีข้อความใดระบุค่าธรรมเนียม และไม่มีข้อความใดระบุว่าฟีเจอร์เหล่านี้ใช้ฟรี คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ได้ถูกกล่าวถึงในแหล่งข่าว

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: