สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Brand Inside รายงานวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่าโครงการ Routes to Roots ของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รางวัล Creative Data Award จากเวที Creative Excellence Awards 2026 ที่จัดโดย CEA
- โครงการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางแบบไม่ระบุตัวตนของทรู ราว 25 ล้านบัญชีคนไทยและกว่า 80,000 บัญชีนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อเดือน ตั้งแต่สิงหาคม 2566 ถึงกรกฎาคม 2567 รวมกว่า 500 ล้านการเดินทาง
- ทรู ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ The Cloud ระบุกลุ่มพื้นที่ศักยภาพ 21 กลุ่ม และนำร่องออกแบบเป็นเส้นทางท่องเที่ยว 6 กลุ่ม
- วิธีการคือทิ้งเส้นแบ่งเขตปกครองระดับจังหวัด แล้วใช้ระบบเส้นทางเชื่อมเมืองที่ตรงกับการเดินทางจริง ท่ามกลางภาคท่องเที่ยวไทยที่รายงานระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 3.05%
- แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าข้อมูลหรือเส้นทางที่ออกแบบไว้จะเปิดให้ผู้ลงโฆษณาใช้ได้หรือไม่ และนี่คือรางวัลของโครงการข้อมูลเพื่อสาธารณะ ไม่ใช่การเปิดตัวสินค้าโฆษณา
โครงการ Routes to Roots ของ ทรู คอร์ปอเรชั่น คว้ารางวัล Creative Data Award จากเวที Creative Excellence Awards 2026 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ตามรายงานของ Brand Inside เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 โครงการนี้วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางแบบไม่ระบุตัวตน ครอบคลุมการเดินทางกว่า 500 ล้านครั้ง ตลอดหนึ่งปีเต็ม แล้วนำผลที่ได้มาอธิบายการท่องเที่ยวไทยในรูปของเส้นทางเชื่อมเมือง แทนการอธิบายด้วยแผนที่รายจังหวัด
มีสองเรื่องที่ควรพูดให้ชัดก่อน เรื่องแรกคือรางวัลนี้เป็นรางวัลของโครงการข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านการท่องเที่ยว ไม่ใช่การเปิดตัวสินค้าหรือบริการด้านโฆษณา เรื่องที่สองคือสิ่งที่นักการตลาดหยิบไปใช้ได้จริงคือวิธีคิด ไม่ใช่ตัวชุดข้อมูล เพราะไม่มีข้อความใดในรายงานที่ระบุว่าผู้ลงโฆษณาจะเข้าถึงชุดข้อมูลนี้ได้
โครงการ Routes to Roots วิเคราะห์อะไรบ้าง ตามรายงานของ Brand Inside
Brand Inside รายงานเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ว่า Routes to Roots เป็นความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ The Cloud การวิเคราะห์ใช้ข้อมูลการเดินทางแบบไม่ระบุตัวตนจากผู้ใช้บริการมือถือของทรู ครอบคลุมบัญชีผู้ใช้คนไทยราว 25 ล้านบัญชีต่อเดือน และบัญชีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือน ตลอดช่วงหนึ่งปีเต็มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 ถึงเดือนกรกฎาคม 2024 เมื่อรวมทั้งหมดแล้วคิดเป็นการเดินทางมากกว่า 500 ล้านครั้ง
ข้อมูลการเดินทางถูกนำมาประกอบกับงานวิจัยเชิงวิชาการเรื่องพฤติกรรมการเดินทางจริง จากภาพรวมที่ได้ ทีมงานระบุกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวได้ 21 กลุ่ม และคัดเลือกมา 6 กลุ่มเป็นพื้นที่นำร่อง แล้วออกแบบเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่ผูกกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ รายงานไม่ได้ระบุชื่อพื้นที่ทั้ง 21 กลุ่ม และไม่ได้ระบุชื่อพื้นที่นำร่องทั้ง 6 กลุ่ม บทความนี้จึงไม่ระบุเช่นกัน หากใครเห็นรายชื่อจังหวัดที่ถูกผูกกับโครงการนี้ รายชื่อนั้นมาจากที่อื่น ไม่ได้มาจากแหล่งที่อ้างอิงอยู่นี้
ขนาดและช่วงเวลาของข้อมูลการเดินทางของทรู สรุปเป็นตาราง
ตัวเลขทุกบรรทัดในตารางด้านล่างมาจากรายงานของ Brand Inside วันที่ 17 สิงหาคม 2026 เรื่องโครงการ Routes to Roots ไม่มีตัวเลขใดที่ประมาณการ เฉลี่ย หรือขยายความเกินกว่าที่รายงานระบุ
| สิ่งที่วัด | ตัวเลขตามรายงาน Brand Inside 17 สิงหาคม 2026 |
|---|---|
| บัญชีผู้ใช้มือถือคนไทยที่นำมาวิเคราะห์ | ราว 25 ล้านบัญชีต่อเดือน |
| บัญชีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นำมาวิเคราะห์ | มากกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือน |
| ช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล | สิงหาคม 2023 ถึง กรกฎาคม 2024 รวมหนึ่งปีเต็ม |
| จำนวนการเดินทางทั้งหมด | มากกว่า 500 ล้านครั้ง |
| กลุ่มพื้นที่ที่ระบุได้เทียบกับที่นำร่อง | ระบุได้ 21 กลุ่ม คัดเป็นพื้นที่นำร่อง 6 กลุ่ม |
ทำไมการทิ้งเส้นแบ่งจังหวัดคือข่าวจริงของโครงการทรู
การตัดสินใจเชิงวิธีการที่ Brand Inside อธิบายไว้ในโครงการ Routes to Roots คือทีมงานวางเส้นแบ่งเขตการปกครองระดับจังหวัดลง แล้วหันไปทำงานกับระบบเส้นทางเชื่อมเมืองที่สะท้อนการเดินทางจริงของผู้คนแทน การเลือกแบบนี้เพียงข้อเดียวคือสิ่งที่ทำให้โครงการน่าสนใจนอกวงนโยบายการท่องเที่ยว
เส้นแบ่งเขตการปกครองมีไว้เพื่อการบริหารราชการ ถูกขีดขึ้นเพื่อจัดสรรงบประมาณ จัดการเลือกตั้ง และกำหนดว่าใครรับผิดชอบถนน โรงเรียน และการออกใบอนุญาต ไม่ได้ถูกขีดขึ้นเพื่ออธิบายอุปสงค์ นักเดินทางที่ข้ามเส้นแบ่งจังหวัดสามครั้งในทริปเดียวกำลังเดินทางหนึ่งครั้ง แต่ระบบที่นับตามจังหวัดจะบันทึกการเดินทางนั้นเป็นกิจกรรมในสามพื้นที่แยกกัน โดยไม่มีความทรงจำว่าทั้งสามรายการมาจากคนเดียวกันในทริปเดียวกัน เมื่อรวมข้อมูลลักษณะนี้เข้าด้วยกันมากพอ ภาพที่ได้จะถูกต้องในทางเลขคณิต แต่ผิดในทางพฤติกรรม
ข้อมูลการเดินทางมีคุณสมบัติตรงข้าม มันบอกไม่ได้ดีนักว่าคนคนหนึ่งเดินทางเพราะอะไร แต่บอกได้ดีมากว่าเขาไปต่อที่ไหน ชุดข้อมูลที่สร้างจากทริปแทนที่จะสร้างจากตำแหน่ง จะเก็บลำดับของการเดินทางเอาไว้ และลำดับนี้เองคือสิ่งที่เปลี่ยนกลุ่มจุดที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นเส้นทาง นี่คือกลไกที่อยู่ใต้โครงการนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์จึงออกมาเป็นกลุ่มเส้นทาง ไม่ใช่การจัดอันดับจังหวัด
ผู้บริหารทรูและนักวิชาการจุฬาฯ พูดถึงโครงการนี้ว่าอย่างไร
อรอุมา วัฒนะสุข Head of GCEO Strategic Agenda and Employee Communication บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้สัมภาษณ์ในรายงานของ Brand Inside วันที่ 17 สิงหาคม 2026 ว่า "บทบาทของโทรคมนาคมยุคนี้ไม่ได้จำกัดแค่การสร้างเครือข่าย แต่รวมถึงการนำ Mobility Data มาเปิดพื้นที่ความร่วมมือ" ขณะที่ ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุในรายงานเดียวกันว่า "โจทย์สำคัญคือการใช้ข้อมูลมองการท่องเที่ยวในมุมใหม่ตามระบบการเดินทางจริง"
อ่านตามตัวอักษร คำพูดทั้งสองอธิบายโครงการนี้ว่าเป็นการแบ่งปันข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคม มหาวิทยาลัย และพาร์ตเนอร์ด้านสื่อ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่นโยบายและการพัฒนาพื้นที่ ไม่มีคำพูดใดตามที่รายงานไว้ที่อธิบายถึงสินค้าเชิงพาณิชย์ การให้สิทธิ์ใช้ข้อมูล หรือการนำไปใช้กับงานโฆษณา
บริบทการท่องเที่ยวไทยที่แหล่งข่าวให้ไว้เอง
Brand Inside วางโครงการ Routes to Roots ไว้บนบริบทของภาคการท่องเที่ยวไทยที่เผชิญการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว 3.05% ซึ่งรายงานระบุว่าทำให้เป้าหมายของอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากการเพิ่มจำนวนหัว ไปสู่การเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง และการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ตัวเลขนี้ถูกนำมาเสนอตรงตามที่แหล่งข่าวเสนอไว้ทุกประการ มันคือการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวตามที่รายงาน ไม่ได้ถูกแยกรายภูมิภาคในแหล่งข่าว ไม่ใช่การคาดการณ์ล่วงหน้า และไม่ควรถูกนำไปพูดต่อในฐานะแนวโน้ม หรือนำไปใช้กับจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งหรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง
การเปลี่ยนทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่แหล่งข่าวอธิบาย จากปริมาณไปสู่มูลค่าต่อทริป คือเหตุผลที่มุมมองแบบเส้นทางมีประโยชน์ต่อนโยบายการท่องเที่ยวตั้งแต่แรก ถ้าเป้าหมายคือจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น การจัดอันดับรายจังหวัดก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป้าหมายคือการใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้นและการกระจายเม็ดเงินนั้นให้กว้างขึ้น คุณจำเป็นต้องรู้ว่านักเดินทางทำอะไรต่อหลังจากจุดแรก และนั่นคือคำถามเรื่องลำดับการเดินทาง
สิ่งที่รายงานของ Brand Inside ไม่ได้บอก
การพูดให้ชัดว่าอะไรที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก สำคัญกว่าปกติในข่าวชิ้นนี้ เพราะชุดข้อมูลการเดินทางจากผู้ให้บริการมือถือคือของที่มักถูกกล่าวอ้างเกินจริงทันทีที่เดินทางมาถึงวงการตลาด รายงานของ Brand Inside วันที่ 17 สิงหาคม 2026 ไม่ได้ระบุสิ่งต่อไปนี้
- ไม่ได้ระบุชื่อพื้นที่นำร่องทั้ง 6 กลุ่ม และไม่ได้ระบุชื่อพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้ง 21 กลุ่ม
- ไม่ได้ระบุว่าข้อมูลการเดินทาง นิยามของกลุ่มพื้นที่ หรือเส้นทางที่ออกแบบไว้ จะถูกเปิดให้ผู้อื่นนอกโครงการเข้าถึงได้หรือไม่ และไม่ได้อธิบายช่องทางเชิงพาณิชย์หรือช่องทางโฆษณาใดที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้
- ไม่ได้ระบุว่าทรูขายข้อมูลชุดนี้ และไม่ได้อธิบายถึงกลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือกำหนดเป้าหมาย หรือแพ็กเกจสื่อใดที่สร้างขึ้นจากข้อมูลนี้
- ไม่ได้ให้เอกสารระเบียบวิธีวิจัย นิยามว่าอะไรนับเป็นการเดินทางหนึ่งครั้ง หรือค่าความคลาดเคลื่อน
- ไม่ได้แยกตัวเลขการลดลง 3.05% ตามสัญชาติ ภูมิภาค หรือฤดูกาล
ตรงไหนที่แหล่งข่าวเงียบ บทความนี้ก็เงียบตาม จุดยืนที่ตรงไปตรงมาคือ ผู้ลงโฆษณาไทยที่อ่านข่าวนี้วันนี้ยังซื้ออะไรจากโครงการนี้ไม่ได้
บทวิเคราะห์ เขตการปกครองกับเส้นทางการเดินทางเป็นคนละรูปทรงกัน
ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ ไม่ใช่การรายงานข่าว Brand Inside ไม่ได้เขียนถึงแพลตฟอร์มโฆษณา และโครงการนี้ไม่ใช่โครงการด้านโฆษณา สิ่งที่อยู่ต่อจากนี้คือกลไกทั่วไปของการกำหนดเป้าหมายตามตำแหน่งที่มีอยู่จริงในแพลตฟอร์มหลัก นำมาวางเทียบกับแนวคิดจังหวัดกับเส้นทางที่โครงการของทรูใช้
การกำหนดเป้าหมายตามตำแหน่งในแพลตฟอร์มโฆษณาขนาดใหญ่สร้างขึ้นจากรูปทรงสองแบบ แบบแรกคือพื้นที่ตามเขตการปกครอง ได้แก่ ประเทศ ภูมิภาคหรือจังหวัด เมือง และรหัสไปรษณีย์ แบบที่สองคือรัศมีรอบจุดที่คุณปักหมุดลงบนแผนที่ ทั้ง Google Ads และ Meta ทำงานแบบนี้ และทั้งคู่ยังแยกความแตกต่างอีกอย่างที่สำคัญมากในเรื่องนี้ คือระหว่างคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นจริง กับคนที่อยู่ที่อื่นแต่แสดงความสนใจต่อพื้นที่นั้นหรือกำลังเดินทางไปยังพื้นที่นั้น ความต่างระหว่างการอยู่จริงกับความสนใจนี้คือค่าตั้งต้นที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ผิดวัตถุประสงค์บ่อยที่สุด
ไม่มีรูปทรงใดในสองแบบนั้นที่เป็นเส้นทาง เส้นทางระหว่างเมืองคือรูปยาวและแคบที่ทอดตามถนน และคุณกำหนดมันตรง ๆ ไม่ได้ วิธีประมาณที่ใช้กันคือวางรัศมีหลายวงซ้อนกันตามจุดแวะระหว่างทาง ซึ่งใช้งานได้และยังเป็นการประมาณอยู่ดี มันครอบคลุมพื้นที่สองข้างถนนเกินความจำเป็น และครอบคลุมคนที่ออกนอกแนวเส้นทางไม่พอ การรู้ว่านี่คือการประมาณคือประเด็นสำคัญ เพราะรายงานที่แสดงว่ากลุ่มรัศมีทำผลงานดีกว่าการยิงรายจังหวัด ไม่ได้กำลังบอกว่าพื้นที่นั้นดีกว่า แต่กำลังบอกว่ารูปทรงนั้นแนบไปกับพฤติกรรมได้ใกล้กว่า
ยังมีช่องว่างอีกด้านหนึ่งฝั่งการวัดผล แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลรายงานภูมิศาสตร์ตามวิธีที่แผนที่การปกครองถูกขีดไว้ ใน GA4 มิติทางภูมิศาสตร์คือประเทศ ภูมิภาค และเมือง ซึ่งอนุมานจากสัญญาณตำแหน่งของผู้เข้าชมในขณะที่เกิดเซสชัน นั่นบอกคุณได้ว่าเซสชันเกิดขึ้นที่ไหน แต่บอกไม่ได้ว่าคนคนเดียวกันนี้อยู่ห่างออกไปสองเมืองเมื่อวาน และจะไปไกลอีกสองเมืองในวันพรุ่งนี้ เพราะพร็อพเพอร์ตี้ของเว็บแอนะลิติกส์มองเห็นเซสชันบนเว็บไซต์ของคุณ ไม่ได้มองเห็นการเดินทางข้ามประเทศ ใครที่ต้องการลำดับการเดินทางต้องประกอบขึ้นเองจากข้อมูล first-party ของตัวเอง และผู้ลงโฆษณาไทยส่วนใหญ่ยังไม่เคยตั้งค่าส่วนนี้ ถ้าระบบรายงานของคุณยังคืนค่าออกมาเป็นรายชื่อเมือง ทั้งที่คำถามทางธุรกิจเป็นเรื่องรูปแบบการเดินทาง นั่นคือปัญหาการออกแบบการวัดผลก่อนจะเป็นปัญหาเรื่องสื่อ และเป็นเรื่องที่ควรแก้ใน การวางระบบ Analytics มากกว่าจะไปแก้ที่การปรับบิด
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
สิ่งที่หยิบไปใช้ได้จริงจากโครงการ Routes to Roots คือคำถาม ไม่ใช่ชุดคำสั่ง คำถามนั้นคือ การกำหนดพื้นที่ในแคมเปญของคุณสอดคล้องกับวิธีที่ลูกค้าเดินทาง หรือสอดคล้องกับวิธีที่ประเทศไทยถูกแบ่งเขตปกครอง สำหรับธุรกิจในกรุงเทพที่ขายให้คนกรุงเทพ สองอย่างนี้ใกล้กันพอจนคำถามไม่น่าสนใจ แต่สำหรับธุรกิจที่ขายให้คนที่กำลังเคลื่อนที่ ซึ่งรวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ แหล่งท่องเที่ยว รถเช่า และค้าปลีกต่างจังหวัดจำนวนมาก สองอย่างนี้ต่างกันได้มาก
มีสามอย่างที่ควรลองเช็กในบัญชีของคุณเองสัปดาห์นี้ อย่างแรก เปิดการตั้งค่าตำแหน่งใน แคมเปญ Google Ads ของคุณ แล้วดูว่าคุณกำลังยิงเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่จริง หรือรวมคนที่แสดงความสนใจต่อพื้นที่ด้วย เพราะสำหรับธุรกิจปลายทางอย่างโรงแรมหรือแหล่งท่องเที่ยว กลุ่มที่สนใจแต่ยังอยู่ที่อื่นมักคือกลุ่มที่คุณต้องการจริง ๆ ส่วนธุรกิจที่รอลูกค้าเดินเข้าร้าน กลุ่มเดียวกันนั้นคืองบที่เสียเปล่า อย่างที่สอง เปิดรายงานตามตำแหน่งแล้วถามว่าพื้นที่ที่สร้างคอนเวอร์ชันเรียงตัวอยู่ตามเส้นทาง หรืออยู่ในจังหวัดที่คุณเลือกยิงไว้ อย่างที่สาม ถ้าคุณขายออนไลน์ด้วย ลองเช็กว่า แคมเปญ ecommerce ของคุณรับการแบ่งพื้นที่รายจังหวัดต่อมาจากการตั้งค่าที่ทำไว้สำหรับหน้าร้านจริง ซึ่งตอนนี้อาจไม่ได้อธิบายอะไรแล้ว
ทั้งหมดนี้ไม่ต้องใช้ชุดข้อมูลของทรูเลย แนวคิดเรื่องเส้นทางเป็นของฟรี และหลักฐานว่ามันใช้ได้กับธุรกิจของคุณหรือไม่ ก็นั่งอยู่ในข้อมูลคอนเวอร์ชันแยกตามตำแหน่งของคุณเองอยู่แล้ว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโครงการที่ได้รางวัล Creative Data Award
ผู้ลงโฆษณานำข้อมูลการเดินทางของทรูไปใช้ยิงแอดได้ไหม
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ Brand Inside รายงานว่าทรูเปิดข้อมูลการเดินทางเพื่อสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนในโครงการนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าข้อมูล นิยามกลุ่มพื้นที่ หรือเส้นทางที่ออกแบบไว้ จะถูกเปิดให้ผู้ลงโฆษณาใช้ ขาย หรือให้สิทธิ์ในรูปแบบใด ถ้าเจอใครอ้างว่าซื้อหรือยิงแอดบนข้อมูลชุดนี้ได้ ให้ถือว่ายังไม่ได้รับการยืนยันจนกว่าทรูจะพูดเอง
เรื่องนี้ทำให้ต้องเปลี่ยนการตั้งค่าตำแหน่งใน Google Ads หรือ Meta วันนี้ไหม
ไม่ต้อง ไม่มีอะไรในแพลตฟอร์มโฆษณาเปลี่ยนไปเพราะรางวัลนี้ แต่มันเป็นเหตุผลที่ดีในการกลับไปเช็กว่าการกำหนดพื้นที่ที่คุณใช้อยู่สอดคล้องกับวิธีที่ลูกค้าเดินทางหรือไม่ ซึ่งเป็นการทบทวนการตั้งค่าของคุณเอง ไม่ใช่การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์ม
รางวัล Creative Data Award คืออะไร
Creative Data Award เป็นหนึ่งในสาขารางวัลของเวที Creative Excellence Awards 2026 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และ Brand Inside รายงานเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ว่าโครงการ Routes to Roots เป็นผู้ได้รับรางวัลนี้ แหล่งข่าวไม่ได้อธิบายเกณฑ์การตัดสินและไม่ได้ระบุรายชื่อผลงานอื่นที่เข้าชิง
การวิเคราะห์ของทรูครอบคลุมช่วงเวลาไหน
ครอบคลุมหนึ่งปีเต็มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 ถึงเดือนกรกฎาคม 2024 ตามรายงานของ Brand Inside ในช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมบัญชีคนไทยราว 25 ล้านบัญชีต่อเดือน และบัญชีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือน คิดเป็นการเดินทางกว่า 500 ล้านครั้ง
พื้นที่นำร่อง 6 กลุ่มคือจังหวัดไหนหรือเส้นทางใด
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ Brand Inside รายงานว่ามีการระบุกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว 21 กลุ่ม และคัดเลือกมา 6 กลุ่มเป็นพื้นที่นำร่อง แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นพื้นที่ใดทั้งสองชุด และบทความนี้จะไม่เดาแทน
ถ้าคำถามเรื่องเส้นทางโดนใจ และคุณเริ่มสงสัยว่าการกำหนดพื้นที่ในแคมเปญของคุณถูกขีดอยู่บนแผนที่ผิดใบ จุดเริ่มต้นของการแก้อยู่ที่การวัดผลก่อนสื่อ Relevant Audience ช่วยตรวจได้ว่า ระบบ Analytics และการติดตามคอนเวอร์ชัน ของคุณบันทึกตำแหน่งอย่างไร และรายงานของคุณตอบคำถามเรื่องการเดินทางของลูกค้าได้หรือยัง รายละเอียดทั้งหมดของโครงการทรูอยู่ในรายงานต้นทางของ Brand Inside







