LinkedIn now ranks post comments per viewer

LinkedIn จัดอันดับคอมเมนต์ตามผู้อ่านแต่ละคน

เวลาโพสต์ Social mediaAugust 10, 2026
By Antonio Fernandez

LinkedIn ได้เปลี่ยนวิธีแสดงคอมเมนต์ใต้โพสต์ในฟีด โดยจัดเรียงตามความเกี่ยวข้องกับผู้อ่านแต่ละคน แทนที่จะแสดงลำดับชุดเดียวกันให้ทุกคนเห็นเหมือนกัน Social Media Today รายงานการเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 และระบุว่า LinkedIn ใช้สัญญาณต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงความสนใจเชิงวิชาชีพ คอนเนกชัน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม เพื่อตัดสินว่าผู้ใช้แต่ละคนจะเห็นคอมเมนต์ใดก่อน

รายงานฉบับเดียวกันระบุว่า LinkedIn จะดันบทสนทนาที่สดใหม่และกำลังเกิดขึ้นให้ปรากฏในฟีดมากขึ้นด้วย โดยมีเป้าหมายที่ประกาศไว้คือดึงให้ผู้ใช้เข้ามาตอบมากกว่าเลื่อนผ่าน เมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกัน ส่วนคอมเมนต์จึงเปลี่ยนจากรายการที่เรียงลำดับเหมือนกันสำหรับทุกคน ไปเป็นการจัดอันดับที่คำนวณแยกตามผู้อ่าน ซึ่งหมายความว่าคอมเมนต์ที่อยู่บนสุดขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเปิดดู

สิ่งที่ LinkedIn เปลี่ยนในฟีด

Social Media Today รายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 ว่า LinkedIn จัดเรียงคอมเมนต์บนโพสต์ตามความเกี่ยวข้องกับผู้อ่านแต่ละรายแล้ว รายงานไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าการทดสอบหรือการทดลองในวงจำกัด และไม่ได้ระบุว่าการจัดเรียงแบบเดิมถูกปิดไปแล้ว สิ่งที่รายงานระบุคือพฤติกรรมใหม่ นั่นคือความเกี่ยวข้องกับผู้อ่านเป็นตัวกำหนดว่าจะเห็นอะไร และ LinkedIn กำลังดันบทสนทนาที่ใหม่กว่าและมีความเคลื่อนไหวมากกว่าขึ้นมาให้เห็น

ผลในทางปฏิบัติพูดได้ง่ายแต่วัดได้ยาก คนสองคนที่เปิดโพสต์เดียวกันในเวลาเดียวกันอาจเห็นคอมเมนต์คนละอันอยู่บนสุด เพราะสัญญาณที่รายงานระบุชื่อไว้เป็นคุณสมบัติของผู้อ่าน ไม่ใช่คุณสมบัติของตัวคอมเมนต์ ทั้งนี้ไม่มีข้อความใดในรายงานที่บอกว่าคอมเมนต์อาจถูกดันจนหายไปจากสายตาโดยสิ้นเชิง และไม่มีข้อความใดยืนยันว่าคอมเมนต์ทุกอันยังเข้าถึงได้ครบ จึงควรถือว่าทั้งสองข้อยังไม่ได้รับการยืนยัน

สัญญาณที่ LinkedIn ระบุชื่อ และสิ่งที่ไม่ได้ระบุ

ตามรายงานของ Social Media Today เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 LinkedIn ใช้สัญญาณซึ่งรวมถึงความสนใจเชิงวิชาชีพ คอนเนกชัน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม แต่ละข้อควรอ่านตามตัวอักษร

  • ความสนใจเชิงวิชาชีพ ชี้ไปที่ความสอดคล้องด้านหัวข้อระหว่างผู้คอมเมนต์กับผู้อ่าน รายงานไม่ได้ระบุว่า LinkedIn กำหนดความสนใจเชิงวิชาชีพของผู้ใช้อย่างไร และไม่ได้บอกว่าข้อมูลนี้มาจากการที่ผู้ใช้ระบุเองหรือมาจากการอนุมานจากพฤติกรรม
  • คอนเนกชัน ชี้ไปที่ความใกล้ชิดในเครือข่าย คอมเมนต์จากคนที่อยู่ในเครือข่ายของผู้อ่านมีแนวโน้มจะถูกจัดอันดับสูงกว่าคอมเมนต์เนื้อหาเดียวกันจากคนแปลกหน้า แม้รายงานจะไม่ได้ยืนยันว่าคอนเนกชันระดับที่หนึ่งมาก่อนระดับที่สอง
  • กิจกรรมการมีส่วนร่วม เป็นข้อที่คลุมเครือที่สุดในสามข้อ รายงานไม่ได้ระบุว่ากำลังวัดกิจกรรมของใคร ระหว่างผู้อ่าน ผู้คอมเมนต์ หรือทั้งคู่

คำที่รายงานใช้คือ "รวมถึง" ซึ่งแปลว่ารายการนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอว่าครบถ้วน ไม่มีการเปิดเผยน้ำหนักของแต่ละสัญญาณ ใครก็ตามที่อ้างว่ารู้ว่าสัญญาณใดสำคัญที่สุดกำลังเดา และการเดานั้นไม่ได้อยู่ในแหล่งข่าว

ตัวเลขการมีส่วนร่วมที่ LinkedIn ยกมาประกอบ

Social Media Today อ้างถึงรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของ LinkedIn ควบคู่ไปกับการประกาศนี้ และวางไว้เทียบกับผลวิเคราะห์จากภายนอกว่ามีคอมเมนต์จำนวนเท่าใดที่เขียนด้วยเครื่อง ตัวเลขด้านล่างคือตัวเลขที่ระบุไว้ในรายงานวันที่ 9 สิงหาคม 2026 โดยไม่มีการเพิ่มเติมใด ๆ

ตัวเลขการมีส่วนร่วมที่ LinkedIn ยกมาประกอบ
ตัวชี้วัดตัวเลขที่รายงาน
เวลาที่ใช้ในส่วนคอมเมนต์ของโพสต์ ตามรายงานไตรมาสสองของ LinkedInเพิ่มขึ้น 18% เทียบปีต่อปี
การบริโภคคอนเทนต์โดยรวม ตามรายงานไตรมาสสองฉบับเดียวกันเพิ่มขึ้น 10% เทียบปีต่อปี
คอมเมนต์บน LinkedIn ที่พบว่าสร้างโดย AI ทั้งหมด ช่วงเมษายนถึงมิถุนายน 2026ราว 30% จากการวิเคราะห์ของ Pangram Labs ที่ครอบคลุมโพสต์สาธารณะ 57,000 โพสต์

ตัวเลขสองรายการแรกเป็นการรายงานของ LinkedIn เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ส่วนรายการที่สามมาจากการวิเคราะห์ตรวจจับโดยบุคคลภายนอกและไม่ใช่ตัวเลขของ LinkedIn การนำมาไว้ในตารางเดียวกันจึงเป็นเพียงความสะดวกในการอ่าน ไม่ใช่การอ้างว่าทั้งสามวัดด้วยวิธีเดียวกัน

ปัญหาคอมเมนต์ AI ที่อยู่เบื้องหลังการอัปเดต

รายงานของ Social Media Today วันที่ 9 สิงหาคม 2026 วางการเปลี่ยนวิธีจัดอันดับนี้คู่กับผลวิเคราะห์การตรวจจับ AI ที่พบว่าคอมเมนต์บน LinkedIn ราว 30% ที่โพสต์ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2026 เป็นคอมเมนต์ที่สร้างโดย AI ทั้งหมด โดยอ้างอิงงานของ Pangram Labs ที่ครอบคลุมโพสต์สาธารณะ 57,000 โพสต์ รายงานยังระบุด้วยว่า LinkedIn กำลังจัดการกับกลุ่มปั่นการมีส่วนร่วมและสแปมจาก AI ในส่วนคอมเมนต์ไปพร้อมกัน

สิ่งที่สรุปได้จากแหล่งข่าวคือ ปริมาณคอมเมนต์ส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นเขียนด้วยเครื่อง และ LinkedIn ถือว่ากิจกรรมคอมเมนต์ที่ไม่จริงเป็นปัญหาที่กำลังแก้อยู่ ส่วนที่สรุปไม่ได้คือ การอัปเดตการจัดอันดับตามความเกี่ยวข้องถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อต้าน AI รายงานนำเสนอทั้งสองเรื่องในฐานะบริบทที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล และไม่มีการอ้างคำพูดของ LinkedIn ว่าการเปลี่ยนการจัดอันดับมุ่งเป้าไปที่คอมเมนต์ AI

ทำไมการรีบคอมเมนต์เป็นคนแรกจึงมีค่าน้อยลง

ส่วนต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงกลไก ไม่ใช่ข้อความที่ LinkedIn พูดไว้

แนวปฏิบัติการคอมเมนต์แบบ B2B ส่วนใหญ่ถูกสร้างบนสมมติฐานเดียว คือส่วนคอมเมนต์เป็นรายการที่เรียงลำดับชุดเดียว ดังนั้นการเข้าไปคอมเมนต์เร็วหรือการได้ไลก์มากที่สุดจะซื้อการมองเห็นให้กับทุกคนที่เข้ามาทีหลัง ภายใต้การจัดลำดับคอมเมนต์แบบเฉพาะบุคคล สมมติฐานนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่มีรายการชุดเดียวให้ขึ้นไปอยู่บนสุด

กลุ่มปั่นการมีส่วนร่วมก็เสื่อมค่าลงด้วยตรรกะเดียวกัน กลุ่มเหล่านี้ระดมปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วจากบัญชีชุดเดิมมาที่โพสต์เดียว เพื่อดันรายการนั้นในการจัดอันดับที่ทุกคนเห็นร่วมกัน หากการจัดอันดับถูกคำนวณแยกตามผู้อ่านโดยใช้ความสนใจเชิงวิชาชีพ คอนเนกชัน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม การระดมกิจกรรมจากยี่สิบบัญชีที่ไม่มีความเกี่ยวข้องด้านหัวข้อกับผู้อ่านคนหนึ่งย่อมมีเส้นทางที่อ่อนแอกว่าในการดันอะไรก็ตามให้ผู้อ่านคนนั้นเห็น นี่คือการอนุมานจากสัญญาณที่ระบุไว้ในรายงาน ไม่ใช่ข้อค้นพบที่รายงานระบุเอง

คอมเมนต์ที่เขียนด้วย AI แบบทั่วไปอยู่ในตำแหน่งที่แย่ที่สุดภายใต้การอ่านแบบนี้ เพราะไม่มีความสัมพันธ์จริงกับผู้อ่าน และตอนนี้ต้องแข่งในการจัดอันดับที่ชั่งน้ำหนักความเกี่ยวข้องมากกว่าความใหม่ เมื่อนำไปวางคู่กับสัดส่วนราว 30% ที่พบในช่วงเมษายนถึงมิถุนายน 2026 เลขคณิตก็ไม่เข้าข้าง รูปแบบที่มีคุณค่าเฉพาะผู้อ่านน้อยที่สุดกลับเป็นรูปแบบที่แออัดที่สุด

สิ่งที่นักการตลาด B2B ควรเปลี่ยนจริง ๆ

ไม่มีการตั้งค่าใดให้ปรับในเรื่องนี้ ตามรายงาน LinkedIn ไม่ได้ปล่อยตัวเลือกให้เพจหรือผู้ใช้เลือกวิธีจัดเรียงคอมเมนต์ ดังนั้นงานที่ต้องทำจึงอยู่ที่พฤติกรรมและการวัดผล ไม่ใช่การตั้งค่า

  1. เลิกรายงานตำแหน่งของคอมเมนต์ ถ้ารายงานรายเดือนมีบรรทัดประเภท "คอมเมนต์ของเราอยู่อันดับสองของโพสต์" ให้ตัดออก ภายใต้การจัดอันดับแยกตามผู้อ่าน ตัวเลขนั้นอธิบายสิ่งที่คนคนเดียวเห็น และคนคนนั้นมักเป็นคนที่กดจับภาพหน้าจอเอง
  2. ย้ายตัวชี้วัดไปที่การตอบกลับ จำนวนการตอบกลับที่คอมเมนต์ของคุณได้รับ การเข้าชมโปรไฟล์จากโพสต์นั้น และคำขอเชื่อมต่อในวันถัดมา ล้วนดูได้จากการแจ้งเตือนและหน้าวิเคราะห์ของ LinkedIn เอง และไม่มีข้อใดขึ้นอยู่กับตำแหน่งร่วมชุดเดียว
  3. คอมเมนต์ในที่ที่มีความเชื่อมโยงจริงกับผู้ฟัง สัญญาณที่ระบุชื่อคือความสนใจเชิงวิชาชีพและคอนเนกชัน พนักงานที่คอมเมนต์ในสาขาวิชาชีพของตัวเอง บนโพสต์ของคนที่รู้จักกันจริง สอดคล้องกับสัญญาณเหล่านั้น คำสั่งให้ทั้งบริษัทไปคอมเมนต์ทุกโพสต์ไม่สอดคล้อง
  4. คาดหวังการมองเห็นที่ไม่สม่ำเสมอ คอมเมนต์ที่ได้รับการตอบกลับจากคนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าคอมเมนต์ที่อยู่ใต้โพสต์ใหญ่แต่ไม่มีใครตอบเลย เพราะอย่างหลังอาจไม่เคยถูกแสดงให้กลุ่มที่คุณต้องการเห็นเลยด้วยซ้ำ
  5. ตรวจสอบการคอมเมนต์อัตโนมัติที่ใช้อยู่ เมื่อคอมเมนต์ราว 30% ในช่วงสามเดือนถูกพบว่าเขียนด้วยเครื่องทั้งหมด คำตอบแบบ AI ทั่วไปจึงเป็นรูปแบบที่แออัดและสร้างความต่างได้ยาก ไม่ว่า LinkedIn จะใช้การจัดอันดับแบบใดก็ตาม

ตรรกะเดียวกันใช้ได้กับวิธีวัดผลงาน คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง ของเพจตัวเอง จำนวนคอมเมนต์บนโพสต์ยังนับได้อยู่ แต่ไม่ได้อธิบายผลลัพธ์การกระจายชุดเดียวที่ผู้อ่านทุกคนเห็นเหมือนกันอีกต่อไป

สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ

ช่องว่างในเรื่องนี้สำคัญกว่าปกติ เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ตัวชี้วัดสาธารณะตัวหนึ่งทำงานต่างไปจากเดิม

  • ไม่มีวันเริ่มใช้งาน รายงานวันที่ 9 สิงหาคม 2026 ไม่ได้ระบุว่าการเปลี่ยนการจัดอันดับเริ่มใช้เมื่อใด หรือปล่อยครบทุกบัญชีแล้วหรือยัง
  • ไม่มีการระบุตลาด ไม่มีการเอ่ยถึงประเทศ ภูมิภาค หรือภาษาใดในรายงาน
  • ไม่มีการเปิดเผยน้ำหนัก ไม่มีการบอกว่าความสนใจเชิงวิชาชีพ คอนเนกชัน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม มีความสำคัญเทียบกันอย่างไร
  • ไม่มีการยืนยันว่าการเรียงแบบเดิมถูกยกเลิก รายงานไม่ได้ระบุว่ามุมมองแบบเรียงตามเวลาหรือคอมเมนต์ยอดนิยมยังเหลืออยู่หรือไม่
  • ไม่มีรายละเอียดตามประเภทบัญชี ไม่มีข้อความใดบอกว่าเพจบริษัท จดหมายข่าว หรือโพสต์ของผู้ใช้ทั่วไป ทำงานต่างกันหรือไม่
  • รายละเอียดของตัวเลข AI มีจำกัด สัดส่วนราว 30% อ้างอิงการวิเคราะห์ของ Pangram Labs จากโพสต์สาธารณะ 57,000 โพสต์ ช่วงเมษายนถึงมิถุนายน 2026 รายงานไม่ได้อธิบายวิธีตรวจจับ อัตราความคลาดเคลื่อน หรือวิธีสุ่มตัวอย่างโพสต์

ข้อจำกัดที่ควรพูดตรง ๆ

การจัดอันดับแบบเฉพาะบุคคลตรวจสอบจากภายนอกได้ยาก นักการตลาดคนหนึ่งที่เข้าไปดูโพสต์จะเห็นการจัดอันดับเพียงชุดเดียวคือของตัวเอง และแยกไม่ออกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือระบบของ LinkedIn หรือสัญญาณของตัวเอง คำบอกเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวจึงแทบไม่มีค่าในฐานะหลักฐานไม่ว่าจะไปทางใด นอกจากนี้ตัวเลขไตรมาสสองเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลง จึงอธิบายสภาพที่ LinkedIn กำลังตอบสนอง ไม่ใช่ผลของการอัปเดตนี้

สิ่งนี้หมายถึงอะไรสำหรับนักการตลาดไทย

รายงานไม่ได้ระบุตลาดใดเลย จึงไม่มีพื้นฐานให้พูดว่าเรื่องนี้จะมีผลในไทยเร็วกว่า ช้ากว่า หรือต่างออกไป ส่วนต่อไปนี้เป็นการวิเคราะห์ถึงนัยที่ตามมา แยกออกจากสิ่งที่แหล่งข่าวระบุอย่างชัดเจน

เพจ B2B ของไทยมักโพสต์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บางครั้งอยู่ในโพสต์เดียวกัน หากการจัดอันดับคอมเมนต์บน LinkedIn พึ่งพาความสนใจเชิงวิชาชีพและคอนเนกชัน คอมเมนต์ภาษาไทยบนโพสต์สองภาษาก็มีแนวโน้มจะเข้าถึงผู้อ่านที่ใช้ภาษาไทยในสายวิชาชีพเดียวกันได้สม่ำเสมอกว่าการเข้าถึงผู้อ่านภาษาอังกฤษวงกว้าง และในทางกลับกันก็เป็นจริงเช่นกัน นี่เป็นการอนุมานจากสัญญาณที่ระบุชื่อไว้ ไม่ใช่สิ่งที่ LinkedIn หรือ Social Media Today พูดถึงประเทศไทย

ประเด็นที่นำไปใช้ได้กว้างกว่าคือเรื่องการรายงานผล ทีมในกรุงเทพที่นำภาพจับหน้าจอคอมเมนต์มาเป็นหลักฐานการเข้าถึง กำลังแสดงการจัดอันดับของผู้ชมเพียงคนเดียว และหากการมองเห็นแตกต่างกันไปตามผู้อ่าน ภาพหน้าจอก็เป็นหลักฐานว่าคนถ่ายเห็นอะไรเท่านั้น ทีมที่ทำ โฆษณาโซเชียลมีเดีย ควบคู่ไปกับการโพสต์แบบออร์แกนิกมีตัวเปรียบเทียบที่สะอาดกว่าอยู่แล้ว เพราะรายงานการส่งโฆษณาบอกได้ว่ามีคนกี่คนที่ถูกแสดงเนื้อหานั้น ในขณะที่ตำแหน่งคอมเมนต์ไม่เคยบอกได้

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการจัดอันดับคอมเมนต์บน LinkedIn

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลในประเทศไทยหรือไม่

แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ รายงานของ Social Media Today วันที่ 9 สิงหาคม 2026 ไม่ได้เอ่ยถึงประเทศ ภูมิภาค หรือภาษาใดเลย จึงไม่มีข้อมูลที่รายงานไว้ให้สรุปว่าไทยรวมอยู่ด้วย ไม่รวม หรืออยู่ในกำหนดเวลาที่ต่างออกไป ใครที่พูดเป็นอย่างอื่นคือการพูดเกินกว่าที่รายงานระบุ

ต้องไปเปลี่ยนการตั้งค่าใน LinkedIn หรือเปล่า

ไม่ต้อง เพราะไม่มีการประกาศการตั้งค่าใด รายงานอธิบายการเปลี่ยนวิธีที่ LinkedIn จัดอันดับคอมเมนต์ ไม่ใช่ตัวควบคุมที่มอบให้ผู้ใช้หรือเพจ สิ่งที่ควรเปลี่ยนคือวิธีรายงานผลของคอมเมนต์ภายในทีม และการเลือกว่าทีมจะใช้เวลาไปคอมเมนต์ที่ไหน

กลุ่มปั่นการมีส่วนร่วมหมดประโยชน์แล้วหรือไม่

แหล่งข่าวไม่ได้ระบุเช่นนั้น และไม่ควรกล่าวอ้างแบบนั้น สิ่งที่รายงานระบุคือ LinkedIn กำลังจัดการกับกลุ่มปั่นการมีส่วนร่วมและสแปมจาก AI ในส่วนคอมเมนต์ และการจัดเรียงคอมเมนต์ตอนนี้คำนวณแยกตามผู้อ่าน เมื่ออนุมานจากสองข้อนี้ การระดมปฏิกิริยาแบบนัดกันย่อมมีเส้นทางที่อ่อนแอกว่าในการดันคอมเมนต์ให้ผู้อ่านที่ไม่มีความเกี่ยวข้องด้านหัวข้อหรือเครือข่ายกับกลุ่มนั้นเห็น แต่รายงานไม่มีการวัดผลกระทบดังกล่าว

คอมเมนต์บน LinkedIn เป็นงาน AI ถึง 30% จริงหรือ

ตัวเลขที่รายงานไว้คือคอมเมนต์ราว 30% ที่โพสต์ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2026 เป็นคอมเมนต์ที่สร้างโดย AI ทั้งหมด จากการวิเคราะห์ของ Pangram Labs ที่ครอบคลุมโพสต์สาธารณะ 57,000 โพสต์ ตามที่ Social Media Today อ้างอิง ตัวเลขนี้ครอบคลุมคอมเมนต์ในช่วงสามเดือนที่ระบุ ไม่ใช่คอนเทนต์ทั้งหมดบน LinkedIn และรายงานไม่ได้เผยแพร่วิธีตรวจจับหรืออัตราความคลาดเคลื่อน

กลยุทธ์คอมเมนต์หลังจากนี้

การเปลี่ยนแปลงที่ Social Media Today รายงานเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 ไม่ได้ทำให้การคอมเมนต์มีค่าน้อยลง แต่ทำให้คุณค่านั้นปลอมได้ยากขึ้นและมองเห็นได้ยากขึ้น คำตอบที่เกี่ยวข้องจริงกับกลุ่มวิชาชีพเฉพาะกลุ่มย่อมได้ประโยชน์จากระบบที่จัดอันดับด้วยความสนใจเชิงวิชาชีพและคอนเนกชัน ส่วนคำตอบที่ผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อยึดตำแหน่ง ก็สูญเสียตำแหน่งที่มันถูกผลิตมาเพื่อยึดไปเสียเอง

หากรายงาน LinkedIn ของคุณตอนนี้อาศัยจำนวนคอมเมนต์และตำแหน่งคอมเมนต์เป็นหลักฐานว่าแผนงานได้ผล นี่เป็นจังหวะที่เหมาะจะรื้อรายงานเหล่านั้นใหม่ให้อิงกับผลลัพธ์ที่อยู่รอดจากการจัดอันดับเฉพาะบุคคล Relevant Audience ทำงานกับทีม B2B ในเรื่องการวัดผลและการวางแผนคอนเทนต์ลักษณะนี้ และรายงานฉบับเต็มอ่านต้นทางได้ที่ Social Media Today

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: