Optimove says AI drives holiday discovery, but 53 percent still buy where they bought last year

Optimove ชี้ AI นำการค้นพบสินค้าเทศกาล แต่ 53 เปอร์เซ็นต์ยังซื้อกับร้านเดิม

อีคอมเมิร์ซAugust 10, 2026
By Antonio Fernandez

Optimove Insights เผยแพร่รายงาน Holiday Shopping Report 2026 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ระบุว่า 72 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคที่สำรวจใช้เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT, Claude หรือ Gemini เพื่อหาไอเดียการซื้อของและคำแนะนำเรื่องของขวัญ ทั้งแบบประจำและแบบเป็นครั้งคราว แต่รายงานฉบับเดียวกันก็พบว่า 53 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้ตั้งใจจะซื้อเฉพาะกับร้านที่เคยซื้อเมื่อปีที่แล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้พาดหัวไม่ง่ายอย่างที่เห็น

มีสองเรื่องที่ต้องพูดก่อนจะหยิบตัวเลขใดไปอ้างต่อ หนึ่ง นี่คืองานวิจัยที่เผยแพร่โดยผู้ขายซอฟต์แวร์การตลาดเกี่ยวกับตลาดที่ตัวเองขายของให้ ไม่ใช่งานวิจัยอิสระทางวิชาการหรือจากสมาคมอุตสาหกรรม สอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา 648 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ครัวเรือนตั้งแต่ 75,000 ดอลลาร์ขึ้นไป เก็บข้อมูลในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 นี่คือกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันรายได้ค่อนข้างสูง ไม่ใช่ประชากรทั่วไป

สิ่งที่ Optimove รายงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026

รายงานฉบับนี้เผยแพร่ผ่าน GlobeNewswire เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ครอบคลุมว่าผู้ซื้อชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งบอกว่าตั้งใจจะเข้าสู่เทศกาลช้อปปิงปลายปี 2026 อย่างไร Optimove เปิดเผยระเบียบวิธีวิจัยไว้ ซึ่งมากกว่าที่แบบสำรวจของผู้ขายซอฟต์แวร์หลายรายทำกัน คือผู้ตอบ 648 คน ทั้งหมดอยู่ในสหรัฐอเมริกา ทั้งหมดอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งหมดอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้อย่างน้อย 75,000 ดอลลาร์ต่อปี และเก็บข้อมูลในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026

ตัวเลขที่เป็นกรอบของรายงานคือ 72 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าใช้ผู้ช่วย AI เพื่อหาไอเดียการซื้อของและคำแนะนำเรื่องของขวัญ ไม่ว่าจะเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราว Pini Yakuel ซีอีโอของ Optimove ให้คำพูดไว้ในเอกสารเผยแพร่ว่า "AI is no longer a future layer of holiday shopping. It is already part of how consumers discover products." ซึ่งแปลได้ว่า AI ไม่ใช่ชั้นของอนาคตในการช้อปปิงเทศกาลอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่ผู้บริโภคค้นพบสินค้าไปแล้ว

AI เข้ามาอยู่ตรงไหนของเส้นทางการซื้อจริง ๆ

รายงานแยกตัวเลข 72 เปอร์เซ็นต์ออกตามฟีเจอร์ และการแยกนี้มีประโยชน์กว่าตัวเลขพาดหัว เพราะมันบอกว่าคนหยิบฟังก์ชัน AI แบบไหนมาใช้ ข้อความกำกับสำคัญตรงนี้คือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นอัตราการใช้งานที่ผู้ตอบรายงานเอง จากกลุ่มตัวอย่าง 648 คน ไม่ใช่เหตุการณ์ที่วัดได้จากระบบวิเคราะห์ของใคร

AI เข้ามาอยู่ตรงไหนของเส้นทางการซื้อจริง ๆ
ฟีเจอร์ AIสัดส่วนผู้บริโภคที่สำรวจซึ่งใช้งาน
คำแนะนำสินค้า55 เปอร์เซ็นต์
แชตบอต41 เปอร์เซ็นต์
การค้นหาด้วยภาพ31 เปอร์เซ็นต์
ดีลเฉพาะบุคคล26 เปอร์เซ็นต์
คำแนะนำเรื่องขนาดและความพอดี23 เปอร์เซ็นต์

ลำดับของตัวเลขนี้ควรอ่านให้ละเอียด คำแนะนำสินค้าเป็นการใช้งานอันดับหนึ่งที่ 55 เปอร์เซ็นต์ และเป็นการใช้งานที่ห่างจากการทำธุรกรรมมากที่สุดในห้าอย่าง คนที่ถามว่าควรซื้ออะไรยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะซื้อที่ไหน ส่วนคำแนะนำเรื่องขนาดและความพอดีที่ 23 เปอร์เซ็นต์ ใกล้การทำธุรกรรมที่สุดแต่ถูกใช้น้อยที่สุด รายงานไม่ได้อ้างว่าสองเรื่องนี้เป็นเหตุเป็นผลกัน และบทความนี้ก็ไม่ได้อ้างเช่นกัน

ตัวเลขความเชื่อใจ และอุปสรรคที่อยู่ข้างหลัง

Optimove รายงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ว่าสามในสี่ของผู้บริโภคที่สำรวจ หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าเชื่อใจคำแนะนำที่สร้างโดย AI เท่ากับหรือมากกว่าแหล่งอื่น เอกสารเผยแพร่ไม่ได้แจกแจงว่าแหล่งอื่นที่ว่านั้นคืออะไรบ้าง จึงบอกจากข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ว่า AI ถูกเชื่อใจมากกว่าเพื่อน มากกว่าเว็บรีวิว หรือมากกว่าหน้าสินค้าของร้านเอง

ในทางกลับกัน 37 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอุปสรรคต่อการใช้ผู้ช่วย AI ให้มากขึ้น ตัวเลขสองตัวนี้อยู่ในคนเดียวกันได้โดยไม่ขัดกัน เพราะการเชื่อใจคุณภาพของคำตอบเป็นคนละคำถามกับการสบายใจว่าระบบรู้อะไรเกี่ยวกับเราบ้าง

ความขัดแย้งที่รายงานไม่ได้คลี่คลาย

ส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ และขอระบุไว้ชัดเจน Optimove รายงานว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างคาดว่าจะใช้จ่ายมากกว่าปีที่แล้ว และ 30 เปอร์เซ็นต์คาดว่าจะใช้จ่ายพอ ๆ เดิม พร้อมกันนั้นก็รายงานว่า 53 เปอร์เซ็นต์ตั้งใจจะซื้อเฉพาะกับร้านที่เคยซื้อเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ 47 เปอร์เซ็นต์เปิดรับการลองแบรนด์ใหม่

เมื่อวางตัวเลขเหล่านี้ข้างตัวเลขการใช้ AI ที่ 72 เปอร์เซ็นต์ การอ่านอย่างซื่อตรงจะแคบกว่าที่พาดหัวชวนให้คิด ถ้าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างใช้ AI เพื่อหาไอเดีย แต่คนส่วนใหญ่ยังวางแผนจะซื้อกับร้านเดิม แสดงว่าการปรากฏตัวใน AI กำลังทำงานอยู่ภายในความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก มันช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจว่าจะเอาอะไรจากร้านที่ตั้งใจจะใช้อยู่แล้ว ส่วนการเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้เป็นลูกค้าใหม่ผ่านคำตอบของ AI เป็นเหตุการณ์ที่ยากกว่าและเกิดน้อยกว่า และไม่มีอะไรในรายงานที่วัดว่ามันเกิดบ่อยแค่ไหน

การอ่านแบบนี้มีนัยที่ใช้ได้จริงสำหรับคนที่กำลังวางแผนงาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ รอบ ๆ การค้นพบสินค้าด้วย AI การถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI เป็นสิ่งที่ควรมี แต่การมองว่ามันเป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ที่มีเศรษฐศาสตร์แบบเดียวกับ paid search เป็นข้อสรุปที่ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้รองรับ

อะไรตัดสินการซื้อเมื่อผู้ซื้อมาถึงหน้าร้าน

รายงานยังถามว่าปัจจัยใดเป็นตัวขับการตัดสินใจซื้อ คำตอบเหล่านี้เป็นความชอบที่ผู้ตอบระบุเองจากกลุ่มตัวอย่าง 648 คนชุดเดิม และความชอบที่ระบุเองในเรื่องราคาเป็นตัววัดที่อ่อนอย่างที่รู้กัน เพราะแทบไม่มีใครตอบแบบสำรวจว่าราคาสำคัญกว่าคุณภาพ

อะไรตัดสินการซื้อเมื่อผู้ซื้อมาถึงหน้าร้าน
ปัจจัยในการซื้อสัดส่วนที่ระบุถึง
คุณภาพ81 เปอร์เซ็นต์
ราคา70 เปอร์เซ็นต์
ชื่อเสียงของแบรนด์46 เปอร์เซ็นต์

ด้านความชอบร้านค้า Amazon นำที่ 81 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วย Walmart ที่ 71 เปอร์เซ็นต์ และ Target ที่ 58 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสามรายเป็นร้านค้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเครื่องเตือนว่าใครคือคนที่ถูกสำรวจ ด้านช่วงเวลา 66 เปอร์เซ็นต์บอกว่าพร้อมเริ่มซื้อระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ขณะที่ 63 เปอร์เซ็นต์บอกว่าอาจยังรอ Black Friday และ Cyber Monday ตัวเลขสองตัวนี้ทับซ้อนกันมากกว่าจะขัดกัน เพราะคนคนเดียวเปิดรับการซื้อเร็วและยังรอส่วนลดเฉพาะช่วงได้พร้อมกัน

ข้อจำกัดของข้อค้นพบชุดนี้

แบบสำรวจของผู้ขายซอฟต์แวร์ยังมีประโยชน์ได้ เพียงแต่ต้องอ่านพร้อมข้อจำกัดที่ติดมาด้วย และชุดนี้มีสี่ข้อที่สำคัญ

  • ผู้เผยแพร่รายเดียวและมีส่วนได้ส่วนเสีย Optimove ขายซอฟต์แวร์การตลาดให้ร้านค้าปลีก ข้อค้นพบที่ว่าการค้นพบสินค้าด้วย AI กลายเป็นแกนกลางของการช้อปปิงเทศกาล คือข้อค้นพบที่หนุนตลาดของสินค้าตัวเอง เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าข้อมูลผิด แต่มันไม่ใช่พื้นที่เป็นกลาง
  • กลุ่มตัวอย่างเปิดเผยแต่แคบ 648 คนเป็นขนาดที่ใช้ได้ และการเปิดเผยพื้นที่ อายุขั้นต่ำ และรายได้ขั้นต่ำ ถือเป็นข้อดีของรายงาน แต่เกณฑ์รายได้ครัวเรือน 75,000 ดอลลาร์ตัดผู้ซื้อชาวอเมริกันรายได้ต่ำกว่านั้นออกจากภาพทั้งหมด
  • เป็นความตั้งใจที่บอกเอง ไม่ใช่พฤติกรรมที่วัดได้ ตัวเลขทุกตัวคือสิ่งที่คนบอกว่าตัวเองทำหรือวางแผนจะทำ แบบสำรวจความตั้งใจซื้อกับยอดขายจริงในไตรมาสสี่ไม่ตรงกันอยู่บ่อยครั้ง
  • ช่องว่างเรื่องเวลา การเก็บข้อมูลทำในฤดูใบไม้ผลิปี 2026 แต่ถามถึงไตรมาสสี่ที่ยังไม่เกิดขึ้น ระหว่างคำตอบกับฤดูกาลที่มันบรรยายถึงยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านราคา สินค้าใหม่ และตัวผู้ช่วย AI เองอีกหลายเดือน

สิ่งที่แหล่งข่าวไม่ได้บอก

เอกสารเผยแพร่ไม่ได้ระบุว่าผู้ตอบใช้ผู้ช่วย AI ตัวไหนมากที่สุด หรือการใช้งานต่างกันตามตัวผู้ช่วยหรือไม่ ไม่มีการแยกข้อมูลตามอายุ เพศ หรือภูมิภาคภายในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้บอกว่าเส้นทางการซื้อที่มี AI ช่วยจบลงด้วยการซื้อจริงกี่เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบกับเส้นทางที่ไม่มี AI แล้วเป็นอย่างไร ไม่ได้เทียบตัวเลขปี 2026 กับแบบสำรวจปี 2025 ที่เทียบเคียงกันได้ จึงอ่านเป็นแนวโน้มจากตรงนี้ไม่ได้ และไม่ได้พูดถึงประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือตลาดใดนอกสหรัฐอเมริกาเลย

เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย

เริ่มจากขอบเขตก่อน กลุ่มตัวอย่างอยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด อายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งหมด และมาจากครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 75,000 ดอลลาร์ต่อปีทั้งหมด ไม่มีอะไรในรายงานที่วัดในประเทศไทย ร้านค้าไทยรายใดที่หยิบตัวเลข 72 เปอร์เซ็นต์ไปอ้างเป็นสถิติของไทยถือว่ากำลังบิดเบือนข้อมูล

สิ่งที่หยิบไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผล และขอระบุว่าเป็นการให้เหตุผลไม่ใช่การรายงาน คือทิศทางของคำถามที่ร้านค้าไทยควรถามเกี่ยวกับตลาดของตัวเอง แทนที่จะยืมคำตอบจากตลาดอื่นมา ถ้าลูกค้าถามผู้ช่วย AI เป็นภาษาไทยว่าควรซื้อของขวัญอะไร ข้อมูลสินค้าของคุณมีอยู่ในรูปแบบที่ผู้ช่วยอ่านและพูดต่อได้ถูกต้องหรือไม่ ทั้งราคา ความพร้อมจำหน่าย และชื่อสินค้าภาษาไทย นั่นคือแก่นของงาน generative engine optimisation และเป็นคำถามที่ตอบได้ด้วยเว็บไซต์ของคุณเอง ไม่ใช่ด้วยแบบสำรวจในสหรัฐอเมริกา

ตัวเลขความภักดี 53 เปอร์เซ็นต์ก็ชี้ไปทางเดียวกัน ถ้า AI ส่วนใหญ่ช่วยคนที่รู้จักร้านอยู่แล้ว เนื้อหาที่อธิบายสินค้าและตอบคำถามจริงของลูกค้าก็ทำงานสองหน้าที่พร้อมกัน คือรับใช้ลูกค้าเดิม และเป็นวัตถุดิบที่ผู้ช่วย AI จะหยิบไปอ้าง นี่คือเหตุผลที่หนุนงาน content marketing ที่ตอบคำถามได้แม่นยำ ไม่ใช่งานที่เน้นปริมาณ

คำถามที่พบบ่อย

ตัวเลข 72 เปอร์เซ็นต์ใช้กับผู้ซื้อชาวไทยได้ไหม

ไม่ได้ และแหล่งข่าวก็ไม่ได้อ้างเช่นนั้น แบบสำรวจครอบคลุมผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา 648 คนที่มีรายได้ครัวเรือนตั้งแต่ 75,000 ดอลลาร์ขึ้นไป ตัวเลขนี้จึงอธิบายคนกลุ่มนั้นเท่านั้น และในรายงานไม่มีตัวเลขของไทยที่เทียบเคียงกันได้

นี่เป็นงานวิจัยอิสระหรือไม่

ไม่ใช่ รายงานจัดทำและเผยแพร่โดย Optimove ซึ่งเป็นผู้ขายซอฟต์แวร์การตลาด และกระจายผ่าน GlobeNewswire เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 มีการเปิดเผยระเบียบวิธีวิจัยซึ่งช่วยได้ แต่เท่าที่เอกสารระบุ งานวิจัยนี้ไม่ได้ผ่านการว่าจ้างหรือทบทวนจากหน่วยงานอิสระ

ต้องเปลี่ยนอะไรก่อนไตรมาสสี่หรือเปล่า

ไม่มีอะไรในรายงานนี้ที่บังคับให้ต้องลงมือ เพราะมันวัดความตั้งใจที่ผู้ตอบบอกเองในกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันรายได้ค่อนข้างสูง ไม่ใช่ผลลัพธ์ในตลาดของคุณ สิ่งที่สมเหตุสมผลคือตรวจว่าข้อมูลสินค้าของคุณถูกต้องและอ่านง่ายหรือยัง ซึ่งควรทำอยู่แล้วไม่ว่าแบบสำรวจนี้จะพบอะไร

ถ้าผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่กับร้านเดิม การทำให้ AI มองเห็นยังคุ้มไหม

ยังคุ้มที่จะทำ แต่ผลตอบแทนที่ควรคาดหวังต่างจากที่พาดหัวชวนให้คิด จากข้อมูลชุดนี้ การค้นพบผ่าน AI ดูเหมือนจะช่วยความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ผลที่เป็นจริงจึงคือการรักษาลูกค้าเดิมมากกว่าการได้ลูกค้าใหม่ไหลเข้ามา และรายงานก็ไม่ได้วัดการได้ลูกค้าใหม่ผ่าน AI ไว้เลย

ทำไม 55 เปอร์เซ็นต์คาดว่าจะใช้จ่ายมากขึ้น แต่ 53 เปอร์เซ็นต์ยังอยู่กับร้านเดิม

คำตอบสองข้อนี้ไม่ได้ขัดกัน เพราะการใช้จ่ายมากขึ้นกับการใช้จ่ายที่ร้านเดิมเป็นการตัดสินใจคนละเรื่อง สิ่งที่การจับคู่นี้ชี้ให้เห็น และขอระบุว่าเป็นการให้เหตุผลไม่ใช่ข้อความจากแหล่งข่าว คืองบที่โตขึ้นในกลุ่มตัวอย่างนี้มีแนวโน้มจะถูกร้านเดิมรับไปมากกว่าจะกระจายไปยังร้านใหม่

สรุปสั้น ๆ

Optimove Insights รายงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ว่า 72 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคชาวอเมริกันรายได้ค่อนข้างสูง 648 คนที่สำรวจ ใช้เครื่องมือ AI เพื่อหาไอเดียการซื้อของ ขณะที่ 53 เปอร์เซ็นต์วางแผนจะซื้อเฉพาะกับร้านที่เคยซื้อเมื่อปีที่แล้ว นี่คืองานวิจัยของผู้ขายซอฟต์แวร์ที่วัดความตั้งใจในตลาดเดียว อ่านเอกสารเผยแพร่ฉบับเต็มได้ที่ GlobeNewswire

หากอยากรู้ว่าการค้นพบสินค้าด้วย AI หน้าตาเป็นอย่างไรกับสินค้าของคุณเองในตลาดไทย แทนที่จะยืมตัวเลขจากสหรัฐอเมริกามาใช้ ทีมงานของเรายินดีดูไปด้วยกัน

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: