สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- รายงาน AI Performance Insights ของ Google Merchant Center เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 และเริ่มขยายไปยังภูมิภาคเพิ่มเติมเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569
- Brodie Clark ผู้พบสามส่วนใหม่และโพสต์ภาพหน้าจอบน X ระบุว่ารายงานครอบคลุม AI Search intent, AI Search terms และ AI attributes แล้ว
- AI Search intent แสดงว่าสินค้าตรงกับการค้นหาด้วย AI ของลูกค้าอย่างไร AI Search terms แนะนำคำยอดนิยมสำหรับคำอธิบายสินค้า ส่วน AI attributes แนะนำแอตทริบิวต์ที่ขาดหายไป
- Google ยังแก้ไขเอกสารช่วยเหลือของรายงานนี้หลายจุด และ Search Engine Roundtable รายงานการขยายนี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569
- แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าภูมิภาคใดได้รับแล้ว ไทยอยู่ในนั้นหรือไม่ สัดส่วนบัญชีที่เห็นเป็นเท่าไร หรือมีตัวเลขผลงานใด
Google เพิ่มสามส่วนใหม่เข้าไปในรายงาน AI Performance Insights ของ Merchant Center ได้แก่ AI Search intent, AI Search terms และ AI attributes โดย Search Engine Roundtable รายงานการขยายรายงานนี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 พร้อมให้เครดิต Brodie Clark ที่โพสต์ภาพหน้าจอของรายงานเวอร์ชันใหม่ไว้บน X
อะไรเปลี่ยนไปในรายงานนี้
Barry Schwartz เขียนไว้ที่ Search Engine Roundtable เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ว่ารายงาน AI Performance Insights ภายใน Google Merchant Center ได้เมตริกชุดใหม่เพิ่มเข้ามา พร้อมเผยแพร่ภาพเปรียบเทียบระหว่างรายงานเวอร์ชันเดิมกับเวอร์ชันที่ Brodie Clark จับภาพไว้ คำอธิบายของ Clark เองสั้นมาก โดยเขาระบุว่า "The report has now expanded to include sections for the AI performance reporting related to AI Search intent, AI Search terms and AI attributes."
นอกจากนี้ Google ยังแก้ไขเอกสารช่วยเหลือที่อธิบายรายงานนี้หลายจุด ซึ่ง Search Engine Roundtable ระบุไว้ควบคู่กับภาพหน้าจอ การอัปเดตเอกสารคือส่วนที่ควรจดจำไว้ เพราะมันใกล้เคียงกับสัญญาณจากต้นทางโดยตรงมากที่สุดในข่าวชิ้นนี้ ภาพหน้าจอแสดงบัญชีเดียว แต่เอกสารช่วยเหลืออธิบายว่าฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาให้ทำอะไรสำหรับทุกบัญชีที่ได้รับมัน
ลำดับเวลาที่อยู่เบื้องหลังรายงานนี้
ตัวรายงาน AI Performance Insights เองไม่ใช่ของใหม่ Search Engine Roundtable รายงานว่ารายงานนี้เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 และเริ่มขยายไปยังภูมิภาคเพิ่มเติมเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 ส่วนสามหัวข้อที่ถูกพบเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 คือของที่เพิ่มเข้ามาทับบนของเดิม ไม่ใช่การมาถึงครั้งแรกของรายงานฝั่ง AI ใน Merchant Center ใครที่อธิบายเรื่องนี้ว่าเป็นความพยายามครั้งแรกของ Google ในการบอกร้านค้าปลีกว่าสินค้าของตัวเองทำผลงานอย่างไรบนพื้นที่ AI ก็เท่ากับข้ามการเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมไปทั้งดุ้น
ลำดับเวลามีความสำคัญด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ รายงานที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อสองเดือนก่อนและยังขยายอยู่ทั้งในแง่ภูมิภาคและในแง่หัวข้อ คือรายงานที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ข้อมูลที่เห็นในนั้นตอนนี้คือข้อมูลช่วงต้น และหน้าตาของอินเทอร์เฟซที่ร้านค้าเห็นวันนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าเดือนหน้าจะยังเหมือนเดิม
แต่ละส่วนใหม่รายงานอะไรบ้าง
AI Search intent
AI Search intent เปิดให้ร้านค้าเห็นว่าสินค้าของตัวเองตรงกับการค้นหาด้วย AI ของลูกค้าอย่างไร ตามคำอธิบายของ Brodie Clark นี่คือมุมมองเรื่องความตรงกัน ไม่ใช่มุมมองเรื่องอันดับ มันตอบว่าแคตตาล็อกสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ซื้อกำลังถามบนพื้นที่ AI หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้คำตอบจากฝั่ง Google มาก่อน
AI Search terms
ส่วน AI Search terms แนะนำให้เพิ่มการมองเห็นด้วยการใส่คำที่ได้รับความนิยมลงในคำอธิบายสินค้า สำหรับสินค้าที่ปรากฏอยู่ในการค้นหาด้วย AI อยู่แล้ว ตามสรุปของ Clark เช่นกัน คำแนะนำนี้เจาะจงไปที่คำอธิบายสินค้าโดยเฉพาะ และใช้กับสินค้าที่โผล่ในการค้นหาด้วย AI อยู่แล้ว ไม่ใช่กับทั้งแคตตาล็อก
AI attributes
AI attributes แนะนำให้เพิ่มการมองเห็นด้วยการเติมแอตทริบิวต์ที่ขาดหายไปให้กับสินค้าที่ปรากฏในการค้นหาด้วย AI นี่คือส่วนที่ทาบลงบนงานที่คนดูแลฟีดเข้าใจอยู่แล้วได้ตรงที่สุด เพราะแอตทริบิวต์ที่หายไปคือช่องว่างที่จับต้องได้และแก้ได้ในระเบียนสินค้า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งตัดสินใจเรื่องถ้อยคำ
ตารางด้านล่างวางสามส่วนนี้เทียบกับสิ่งที่ร้านค้าเอาไปทำต่อได้จริง คอลัมน์กลางคือคำอธิบายของ Clark ตามที่ถูกรายงาน ส่วนคอลัมน์ขวาคือการอ่านเชิงปฏิบัติ
| ส่วนของรายงาน | รายงานอะไร ตามคำอธิบายของ Brodie Clark | ร้านค้าเอาไปทำอะไรได้ |
|---|---|---|
| AI Search intent | สินค้าของคุณตรงกับการค้นหาด้วย AI ของลูกค้าอย่างไร | ประเมินว่าแคตตาล็อกครอบคลุมดีมานด์หรือไม่ และหากลุ่มสินค้าที่ไม่ตรงกับอะไรเลย |
| AI Search terms | แนะนำให้ใส่คำยอดนิยมลงในคำอธิบายของสินค้าที่ปรากฏในการค้นหาด้วย AI | เขียนคำอธิบายใหม่สำหรับสินค้าที่โผล่อยู่แล้ว โดยเริ่มจากตัวที่มูลค่าสูงสุด |
| AI attributes | แนะนำให้เติมแอตทริบิวต์ที่ขาดไปให้สินค้าที่ปรากฏในการค้นหาด้วย AI | อุดช่องว่างในฟีดตามที่ระบบชี้ ซึ่งเป็นงานที่ถูกที่สุดและเป็นกลไกที่สุดในสามอย่าง |
ทำไมแอตทริบิวต์ถึงกลายเป็นคันโยกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งสามส่วนชี้ไปที่ระเบียนสินค้า ไม่ได้ชี้ไปที่หน้าเว็บ และนั่นคือกลไกเบื้องหลังที่ควรเข้าใจ ฟีดสินค้าคือคำอธิบายสินค้าที่มีโครงสร้าง และพื้นที่ AI ที่กำลังตอบคำถามเรื่องการซื้อของต้องการรายละเอียดเฉพาะ เช่น ขนาด วัสดุ ความเข้ากันได้ สี สภาพสินค้า หรือว่ามันใช้กับของที่ผู้ซื้อมีอยู่แล้วได้หรือเปล่า ร้านค้าที่ปล่อยช่องเหล่านี้ว่างไว้แล้วไปเล่ารายละเอียดในย่อหน้าการตลาด เท่ากับให้หน้าเว็บที่คนอ่านรู้เรื่องแก่มนุษย์ แต่ไม่ได้ให้อะไรกับเครื่องเอาไปจับคู่เลย
เรื่องนี้อธิบายว่าทำไมถึงต้องมีส่วนที่ชื่อ AI attributes ตั้งแต่แรก Google ไม่ได้ขอคอนเทนต์เพิ่มในความหมายกว้างๆ แต่กำลังขอช่องข้อมูลเฉพาะที่ทำให้สินค้าถูกจับคู่กับคำถามเฉพาะได้ ซึ่งเป็นคำขอที่แคบกว่ามาก และทำให้เสร็จได้ง่ายกว่ามากด้วย
คำแนะนำเรื่องคำค้นต่างจากการยัดคีย์เวิร์ดอย่างไร
ส่วน AI Search terms แนะนำให้เติมคำยอดนิยมลงในคำอธิบายสินค้า และถ้อยคำแบบนี้จะถูกบางทีมอ่านเป็นคำเชิญให้ยัดคีย์เวิร์ด การทำแบบนั้นคือการอ่านกลไกผิด คำอธิบายถูกนำไปจับคู่กับสิ่งที่ผู้ซื้อถาม คุณค่าจึงมาจากการที่คำอธิบายมีคำที่เรียกชื่อสินค้าได้อย่างถูกต้อง ในภาษาที่ผู้ซื้อใช้จริง ไม่ใช่ภาษาที่ทีมสินค้าใช้กันเองภายใน
บททดสอบที่ซื่อตรงคือคำที่เติมเข้าไปยังเป็นความจริงเกี่ยวกับสินค้าชิ้นนั้นอยู่หรือไม่ คำที่อธิบายสินค้าได้จริงและบังเอิญเป็นคำยอดนิยมด้วย คือการแก้ที่ถูกต้อง ส่วนคำที่แปะเข้าไปเพราะรายงานลิสต์มาให้ ทำให้คำอธิบายบิดเบือนตัวสินค้า และผู้ซื้อที่เข้ามาด้วยเหตุนี้ก็จะออกไปอยู่ดี รายงานแนะนำคำให้ แต่ไม่ได้ปลดภาระของร้านค้าในการอธิบายสินค้าให้ตรงความจริง
ข้อจำกัดของการที่แพลตฟอร์มรายงานการมองเห็นบน AI ของตัวเอง
รายงานแบบนี้มีประโยชน์และไม่ครบถ้วนไปพร้อมกัน และเส้นแบ่งนี้ควรถือไว้ให้มั่น Google รายงานได้ว่าพื้นที่ AI ของ Google เองทำอะไรกับแคตตาล็อก แต่รายงานไม่ได้ว่าผู้ช่วยรายอื่นทำอะไรกับมัน ร้านค้าที่เห็นตัวเลขสวยในรายงานนี้จึงยังไม่มีภาพการมองเห็นภายใน ChatGPT, Perplexity หรือเครื่องมือตอบคำถามอื่นเลย ภาพรวมการมองเห็นบน AI ยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามจำนวนแดชบอร์ดเท่าที่มีแพลตฟอร์ม
อีกข้อที่ต้องระวังตามปกติคือคำแนะนำที่มาจากแพลตฟอร์มซึ่งเป็นคนขายตำแหน่งนั้นเอง คำแนะนำบอกว่าระบบอยากให้ข้อมูลมีหน้าตาแบบไหน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์จริง แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกับผลลัพธ์ที่วัดได้ ด้วยเหตุผลเดียวกัน วิธีใช้สามส่วนนี้ที่สมเหตุสมผลคือใช้เป็นคิวงานสำหรับคุณภาพฟีด ไม่ใช่ใช้เป็นกระดานคะแนน ซึ่งก็เป็นวิธีเดียวกับที่ระบบรายงานส่วนอื่นของงาน การตลาดอีคอมเมิร์ซ พิสูจน์คุณค่าตัวเองอยู่แล้ว
สิ่งที่ Search Engine Roundtable ไม่ได้รายงาน
มีคำถามที่ชัดเจนหลายข้อซึ่งข่าวชิ้นนี้ไม่มีคำตอบให้ และการเดาคำตอบขึ้นมาเองจะแย่กว่าการปล่อยให้ช่องว่างนั้นเห็นได้ชัด
- รายงานขยายไปยังภูมิภาคใดบ้าง ข่าวระบุเพียงว่าการขยายไปยังภูมิภาคเพิ่มเติมเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 โดยไม่ได้เอ่ยชื่อภูมิภาคใดเลย
- ประเทศไทยอยู่ในนั้นหรือไม่ ไม่มีส่วนใดของข่าวที่พูดถึงประเทศไทยไม่ว่าทางใด
- บัญชี Merchant Center สัดส่วนเท่าไรที่เห็นสามส่วนใหม่นี้ ข่าวทั้งชิ้นตั้งอยู่บนภาพหน้าจอเดียวจากบัญชีเดียว บวกกับเอกสารช่วยเหลือ
- กำหนดเสร็จของการทยอยปล่อย ไม่มีระบุไว้
- ตัวเลขผลงานใดๆ ไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขจากตัวรายงานเลย จึงไม่มีเกณฑ์เทียบให้เอาบัญชีตัวเองไปวัด
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกับนักการตลาดไทย
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าเรื่องนี้เปิดใช้งานในไทยแล้วหรือยัง ขั้นแรกที่ทำได้จริงสำหรับร้านค้าปลีกไทยจึงคือเปิดรายงาน AI Performance Insights ขึ้นมาดูว่าสามส่วนนี้มีอยู่ในบัญชีหรือไม่ ใช้เวลาแค่นาทีเดียวและได้คำตอบสำหรับบัญชีนั้นจริงๆ ซึ่งเชื่อถือได้มากกว่าคำกล่าวลอยๆ เรื่องพื้นที่ให้บริการ
ส่วนความเกี่ยวข้องในภาพกว้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทยอยปล่อยเลย คุณภาพฟีดคือปัจจัยนำเข้าที่ตัดสินอยู่แล้วว่าสินค้าจะถูกนำเสนออย่างไรบนพื้นที่ Shopping ทั้งหมด และร้านค้าไทยที่รันแคมเปญ Shopping ผ่าน Google Ads ก็กำลังป้อนข้อมูลสินค้าชุดเดียวกันเข้าไปในทุกช่องทาง แอตทริบิวต์ที่เติมให้ครบวันนี้ให้ผลไม่ว่าส่วน AI attributes จะโผล่มาแล้วหรือยัง และวินัยเรื่องแคตตาล็อกชุดเดียวกันนี้ก็คือจุดตั้งต้นที่งาน การทำ GEO เพื่อการมองเห็นบน AI ฝั่งอีคอมเมิร์ซต้องเริ่ม
มีรายละเอียดเฉพาะถิ่นอีกข้อที่ควรพูดในฐานะการวิเคราะห์ ไม่ใช่ในฐานะการรายงานข่าว ร้านค้าไทยจำนวนมากดูแลข้อมูลสินค้าเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือทั้งสองภาษา และคำที่ผู้ซื้อใช้ในแต่ละภาษาก็ต่างกัน ระบบที่แนะนำคำยอดนิยมย่อมแนะนำตามภาษาและตลาดที่มันวัดอยู่ ร้านที่ขายมากกว่าหนึ่งตลาดจึงควรอ่านคำแนะนำแยกตามฟีด แทนที่จะเอาคำชุดเดียวไปใช้ทั้งแคตตาล็อก
สิ่งที่ควรไปตรวจในบัญชี Merchant Center
ไม่มีข้อไหนที่ต้องตั้งวงประชุมกลยุทธ์ ทั้งหมดคืองานฟีดที่ตอนนี้มีรายงานคอยชี้ให้ว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน
- เปิดรายงาน AI Performance Insights แล้วยืนยันว่าส่วน AI Search intent, AI Search terms และ AI attributes มีอยู่ในบัญชีหรือไม่
- เริ่มจากคำแนะนำในส่วน AI attributes ก่อน เพราะช่องข้อมูลที่หายไปนั้นชัดเจนไม่กำกวม และการเติมมันคือการแก้เชิงกลไก
- เทียบคำแนะนำจาก AI Search terms กับคำที่คำอธิบายสินค้าใช้อยู่จริง และถือว่าคำใดที่ไม่เป็นความจริงกับสินค้าคือคำที่ต้องปฏิเสธ ไม่ใช่งานที่ต้องทำ
- ดูมุมมอง AI Search intent เพื่อหากลุ่มสินค้าที่ไม่ตรงกับอะไรเลย ซึ่งเป็นสัญญาณเรื่องการจัดสินค้าพอๆ กับเป็นสัญญาณเรื่องข้อมูล
- อ่านเอกสารช่วยเหลือที่ Google แก้ไขไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ก่อนจะสรุปอะไรจากภาพหน้าจอที่วนอยู่บนโซเชียล
- บันทึกสถานะบัญชีในวันนี้ไว้ เพื่อให้ความเปลี่ยนแปลงในเดือนหน้าเห็นได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลง เพราะรายงานยังขยายตัวอยู่
คำถามที่พบบ่อย
รายงานเวอร์ชันขยายนี้ใช้งานได้ในไทยแล้วหรือยัง
แหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้ Search Engine Roundtable รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ว่ารายงานเริ่มขยายไปยังภูมิภาคเพิ่มเติมตั้งแต่ต้นเดือนนั้น โดยไม่เอ่ยชื่อภูมิภาคใด และไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทย
ต้องทำอะไรเพื่อเปิดใช้สามส่วนนี้ไหม
ไม่มีส่วนใดของรายงานข่าวที่พูดถึงการเปิดใช้เอง การตั้งค่า หรือขั้นตอนการสมัครสำหรับสามส่วนนี้ ข่าวอธิบายเพียงว่ารายงานขยายตัวขึ้น คำตอบเชิงปฏิบัติจึงคือเปิดรายงาน AI Performance Insights แล้วดูว่ามีอะไรอยู่
นี่คือรายงานฝั่ง AI ตัวแรกของ Merchant Center ใช่หรือไม่
ไม่ใช่ Search Engine Roundtable รายงานว่า AI Performance Insights เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 สามส่วนที่ถูกพบเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 จึงเป็นการขยายรายงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่รายงานฝั่ง AI ชิ้นแรกที่ Merchant Center มีให้ร้านค้าปลีก
เติมคำที่ระบบแนะนำแล้วจะได้การมองเห็นบน AI เพิ่มขึ้นแน่นอนไหม
ไม่มีส่วนใดของรายงานข่าวที่รับประกันผลลัพธ์ ส่วน AI Search terms ถูกอธิบายว่าแนะนำคำยอดนิยมสำหรับคำอธิบายสินค้าเพื่อเพิ่มการมองเห็น ซึ่งเป็นคำแนะนำ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ถูกระบุไว้ และไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขผลงานจากรายงานนี้เลย
รายงานนี้แสดงตัวเลขอะไรบ้าง
Search Engine Roundtable ไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขใดจากรายงานนี้ ข่าวบันทึกไว้ว่ามีส่วนใดอยู่บ้างและแต่ละส่วนมีไว้ทำอะไร โดยอ้างอิงจากภาพหน้าจอและเอกสารช่วยเหลือที่ Google อัปเดต ดังนั้นเมตริกเฉพาะเจาะจงใดที่ถูกอ้างถึงจะไม่ได้มาจากแหล่งข่าวนี้
สรุปว่าร้านค้าปลีกอยู่ตรงไหนหลังจากนี้
ตัวความเปลี่ยนแปลงเล็ก แต่มันชี้ไปที่เรื่องที่ไม่เล็ก ตอนนี้ Google กำลังบอกร้านค้าภายในบัญชี Merchant Center ของตัวเองว่าคำใดและแอตทริบิวต์สินค้าใดที่ยังขาดไปสำหรับสินค้าที่ปรากฏในการค้นหาด้วย AI นั่นคือแพลตฟอร์มอธิบายรูปร่างของข้อมูลที่มันต้องการ ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ตรงที่สุดเท่าที่คนดูแลฟีดเคยได้รับ แม้จะมาถึงโดยไม่มีตัวเลขที่เผยแพร่แนบมาสักตัวก็ตาม
รายงานของ Search Engine Roundtable เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงนี้ เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 อ่านได้ที่ Search Engine Roundtable หากบัญชี Merchant Center ของคุณมีสามส่วนนี้แล้วและยังไม่มีใครเข้าไปดูคำแนะนำเลย งานค้างชุดนั้นคืองานฟีดที่ทำได้เร็วที่สุดในตอนนี้ และ Relevant Audience รับตรวจแคตตาล็อกในลักษณะนี้







