กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แถลงผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 ในงานที่ Marketing Oops รายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 และมีหนึ่งบรรทัดที่คนขายของออนไลน์ในไทยควรอ่าน นั่นคือหมวดแพลตฟอร์มออนไลน์ติดท็อป 5 ของหมวดที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเป็นครั้งแรก โดยคุณอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้าน กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ระบุยอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมของครึ่งปีแรกที่ 196,700 ล้านบาท เติบโต 3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รายละเอียดรายหมวดคือจุดที่พฤติกรรมโผล่ออกมา แพลตฟอร์มออนไลน์เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่อันดับสี่ ตามหลังประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมัน แต่นำหน้าของตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน ควบคู่กันนั้น ยอดผ่อนชำระออนไลน์เติบโต 242%
ข้อจำกัดของขอบเขตข้อมูล ที่ต้องบอกก่อนเพราะเปลี่ยนวิธีอ่านทุกอย่างที่เหลือ
นี่คือพอร์ตบัตรของผู้ให้บริการรายเดียว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ รายงานตัวเลขของบัญชีตัวเองและผู้ถือบัตรของตัวเอง ไม่ใช่ของผู้บริโภคไทยทั้งประเทศ ไม่มีจุดใดในรายงานของ Marketing Oops ที่อ้างว่าครอบคลุมระดับประเทศ การเอาตัวเลขชุดนี้ไปใช้แทนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยทั้งหมด จึงเป็นการเติมสิ่งที่ไม่มีอยู่ในแหล่งข่าว
ยังมีอีกสองอย่างที่ไม่มีในรายงานและควรบอกไว้ตั้งแต่ต้น รายงานไม่ได้แยกข้อมูลรายแพลตฟอร์ม จึงไม่มีการแยกยอดของ Shopee Lazada หรือ TikTok Shop อยู่ในนั้นเลย และรายงานไม่ได้ให้ตัวเลขเปรียบเทียบฝั่งออฟไลน์ จึงไม่มีทางสรุปจากข้อมูลชุดนี้ได้ว่าออนไลน์โตโดยแย่งส่วนแบ่งจากหน้าร้านหรือโตไปพร้อมกัน ข้อจำกัดทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง และเป็นสองช่องว่างที่คนมักเผลอเติมด้วยข้อสันนิษฐานของตัวเอง
ตัวเลขที่กรุงศรี คอนซูมเมอร์ รายงานสำหรับครึ่งปีแรก 2026
ตัวเลขระดับพอร์ตที่นำเสนอในงานแถลงซึ่ง Marketing Oops รายงานเมื่อ 10 สิงหาคม 2026 เป็นดังนี้
| รายการ | ครึ่งแรกปี 2026 | เทียบปีก่อน |
|---|---|---|
| ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร | 196,700 ล้านบาท | เติบโต 3% |
| บัญชีใหม่ | 284,100 บัญชี | เติบโต 4% |
| ยอดสินเชื่อใหม่ | 47,200 ล้านบาท | เติบโต 4% |
| ยอดสินเชื่อคงค้าง | 134,200 ล้านบาท | ลดลง 1% |
| หนี้เสียเกิน 90 วัน | บัตรเครดิต 1.1% สินเชื่อส่วนบุคคล 1.9% | ไม่ได้ระบุ |
ยอดใช้จ่ายโต 3% ในขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างลดลง 1% คือภาพของพอร์ตที่ถูกใช้มากขึ้นแต่ถูกคงค้างน้อยลง ภาพนี้เมื่อรวมกับอัตราหนี้เสียที่รายงานไว้ คือฉากหลังที่ควรใช้อ่านตัวเลขการผ่อนชำระในหัวข้อถัดไป
แพลตฟอร์มออนไลน์ติดท็อป 5 และหมวดที่อยู่ข้าง ๆ คือสาระสำคัญ
Marketing Oops รายงานห้าหมวดที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดตามลำดับว่า ประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน แพลตฟอร์มออนไลน์ และของตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน ส่วนอันดับการเติบโตเป็นคนละชุด คือแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโต 16% กองทุนรวมเติบโต 14% เสริมความงามเติบโต 12% กีฬาและนันทนาการเติบโต 10% และปั๊มน้ำมันเติบโต 7%
สิ่งที่ทำให้อันดับสี่มีความหมายคือหมวดที่นั่งอยู่รอบ ๆ ประกันภัย ของกินของใช้ และน้ำมัน คือหมวดที่คนจ่ายเพราะชีวิตต้องจ่าย หมวดที่ขึ้นมาอยู่ในตารางเดียวกันได้ ก็แปลว่าในพอร์ตนี้มันไม่ใช่การซื้อนาน ๆ ครั้งตามอารมณ์อีกต่อไป แต่ขยับเข้าไปอยู่ในกิจวัตร สำหรับร้านค้า เรื่องนี้เปลี่ยนโจทย์การแข่งขัน คู่แข่งที่แย่งพื้นที่บนใบแจ้งยอดรายเดือนไม่ได้มีแค่ร้านออนไลน์เจ้าอื่น แต่รวมถึงค่าของเข้าบ้านรายสัปดาห์และค่าน้ำมันด้วย
สิ่งที่อันดับนี้ไม่ได้บอก
อันดับนี้จัดตามยอดใช้จ่ายภายในพอร์ตของผู้ให้บริการรายเดียว ไม่ใช่คำแถลงเรื่องส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่การวัดว่าคนไทยกี่คนซื้อของออนไลน์ และไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับแพลตฟอร์มรายใดรายหนึ่ง Marketing Oops รายงานหมวด ไม่ได้รายงานองค์ประกอบภายในหมวด
การผ่อนชำระโตเร็วกว่ายอดใช้จ่าย และช่องว่างนั้นคือสัญญาณ
รูปแบบที่ใช้งานได้จริงที่สุดในรายงานนี้ไม่ใช่อัตราการเติบโตตัวใดตัวหนึ่ง แต่คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนจ่ายกับวิธีที่คนเลือกจ่าย
| หมวด | การเติบโตของยอดใช้จ่าย | การเติบโตของการขอเปลี่ยนเป็นผ่อนชำระ |
|---|---|---|
| ท่องเที่ยว | ประมาณ 4% | 24% |
| สุขภาพและความงาม | ประมาณ 9% | 20% |
| การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ | ไม่ได้ระบุแยก | 242% |
Marketing Oops รายงานว่ายอดใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวเติบโตเพียงประมาณ 4% แต่การติดต่อเข้ามาขอเปลี่ยนรายการใช้จ่ายเป็นแผนผ่อนชำระเติบโตถึง 24% และในหมวดสุขภาพและความงามมียอดรูดบัตรเพิ่มประมาณ 9% แต่รายการที่ถูกเปลี่ยนเป็นแผนผ่อนชำระเติบโตถึง 20% รายงานยังระบุด้วยว่าสินค้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นแผนผ่อนชำระมากที่สุดคือสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์ ประกันภัย และโทรศัพท์มือถือกับอุปกรณ์ไอที
เมื่อการเปลี่ยนเป็นผ่อนชำระโตเร็วกว่ายอดใช้จ่ายที่มันเกาะอยู่หลายเท่า แปลว่าความต้องการซื้อไม่ได้หายไป และมูลค่าต่อบิลก็ไม่ได้เล็กลง สิ่งที่เปลี่ยนคือความเต็มใจที่จะจ่ายรวดเดียว ให้อ่านสิ่งนี้เป็นสัญญาณด้านกำลังจ่ายของสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน มากกว่าจะอ่านเป็นสัญญาณด้านดีมานด์ เพราะมันบอกเรื่องกระแสเงินสด ไม่ได้บอกเรื่องความอยากได้
นักการตลาดควรเปลี่ยนอะไรจริง ๆ
ตัวเลข 242% ของการผ่อนชำระออนไลน์คือตัวที่มีผลต่อการทำงานโดยตรง และมันลงจอดอยู่สี่จุด
ข้อความบนหน้าสินค้าและหน้าชำระเงิน
ถ้าผู้ซื้อสัดส่วนหนึ่งเปลี่ยนรายการเป็นผ่อนชำระหลังจากรูดไปแล้ว แปลว่าตัวเลขต่อเดือนกำลังทำงานที่ราคาเต็มทำไม่ได้ การแสดงยอดผ่อนต่อเดือนไว้ข้างราคาบนหน้าสินค้า แทนที่จะไปโผล่เอาตอนขั้นตอนชำระเงินขั้นสุดท้าย คือการย้ายข้อมูลไปอยู่ตรงจุดที่การตัดสินใจเกิดขึ้นจริง นี่เป็นการปรับวิธีนำเสนอสินค้า ไม่ใช่การลดราคา
กลยุทธ์มูลค่าต่อคำสั่งซื้อ
การมีตัวเลือกผ่อนชำระเปลี่ยนนิยามของตะกร้าที่ผู้ซื้อรู้สึกว่าจ่ายไหว ชุดสินค้าที่ดูแพงเมื่อเป็นยอดเรียกเก็บก้อนเดียว อาจอ่านแล้วสมเหตุสมผลเมื่อเป็นตัวเลขรายเดือน นี่คือเหตุผลให้ทดลองจัดชุดสินค้ามูลค่าสูงขึ้นหรือขายเป็นเซ็ตในหมวดที่รายงานชี้ว่ามีความต้องการผ่อน ซึ่งในพอร์ตนี้คือสินค้าออนไลน์ ประกันภัย และโทรศัพท์มือถือกับอุปกรณ์ไอที
ความสอดคล้องของข้อความโฆษณากับหน้าปลายทาง
ถ้าโฆษณาพูดถึงราคาต่อเดือน หน้าปลายทางต้องแสดงราคาต่อเดือนตัวเดียวกันตั้งแต่ส่วนบนสุดของหน้า นี่คือจุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดและเลี่ยงได้ในแคมเปญที่ใช้ข้อความเรื่องการผ่อน และใช้ได้เหมือนกันทั้งกับ Google Ads และกับโฆษณาบนโซเชียล ทั้งข้อความบนหน้าค้นหาและฟีดสินค้าล้วนมีที่ว่างพอสำหรับการนำเสนอราคาให้ตรงกับวิธีจ่ายที่ผู้ซื้อตั้งใจจะใช้
การทำรีมาร์เก็ตติงกับกลุ่มที่มีแนวโน้มผ่อน
ผู้ซื้อที่เคยใช้การผ่อนชำระคือคนละกลุ่มกับผู้ซื้อที่ไม่เคยใช้ การแยกกลุ่มนี้ออกมาเท่าที่ข้อมูลของคุณเองอนุญาต ทำให้ข้อความเรื่องการผ่อนไปถึงคนที่มันได้ผล แทนที่จะยิงให้ทุกคน รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดด้านประชากรของผู้ซื้อกลุ่มนี้เลย ดังนั้นให้สร้างกลุ่มนี้จากข้อมูลลูกค้าของคุณเอง อย่าเดาโปรไฟล์ขึ้นมา
เปลี่ยนแล้ววัดอะไรต่อ
มีสามอย่างที่ควรตั้งค่าการวัดไว้ก่อนจะสรุปว่าการเปลี่ยนได้ผล อย่างแรกคือมูลค่าต่อคำสั่งซื้อเฉลี่ยบนหน้าที่มีการแสดงยอดต่อเดือน เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่มี อย่างที่สองคืออัตราการชำระเงินสำเร็จบนหน้าเดียวกันนั้น เพราะข้อความเรื่องการผ่อนที่ดันมูลค่าตะกร้าขึ้นแต่กดอัตราการปิดการขายลง คือขาดทุนสุทธิ อย่างที่สามคือสัดส่วนวิธีชำระเงินที่หน้าชำระเงิน เพราะประเด็นทั้งหมดคือการหาคำตอบว่าการนำเสนอแบบใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมจริง หรือเปลี่ยนแค่สิ่งที่ผู้ซื้อเห็น ทั้งสามอย่างนี้ไม่มีอยู่ในรายงานของ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แต่เป็นการวัดที่จะบอกได้ว่ารูปแบบที่รายงานอธิบายไว้มีอยู่ในร้านของคุณหรือไม่ การวางระบบตรงนี้ให้เรียบร้อยคืองานพื้นฐานของ การตลาดอีคอมเมิร์ซ
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
รายงานนี้เป็นข้อมูลไทย จากผู้ให้บริการไทย เกี่ยวกับผู้ถือบัตรชาวไทย ความเกี่ยวข้องจึงไม่ใช่คำถาม คำถามคือควรขยายผลไปได้ไกลแค่ไหน และคำตอบตามตรงคือ ลำพังตัวมันเองไปได้ไม่ไกลนัก แต่ไกลพอที่จะคุ้มค่าลงมือ ในจุดที่มันสอดคล้องกับตัวเลขที่คุณเห็นในระบบของตัวเอง
ร้านที่ขายสกินแคร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแพ็กเกจท่องเที่ยวในไทย ตรวจรูปแบบเดียวกันนี้ได้ภายในบ่ายเดียว ดูว่ามูลค่าต่อคำสั่งซื้อเฉลี่ยของคุณขยับหรือไม่ ดูว่าการเลือกผ่อนชำระหรือจ่ายทีหลังที่หน้าชำระเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่ และดูว่าหมวดที่คุณเห็นตรงกับหมวดในรายงานหรือไม่ ความสอดคล้องระหว่างพอร์ตของผู้ให้บริการกับร้านของคุณเองเป็นหลักฐานที่หนักแน่นกว่าอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพังมาก และถ้าไม่สอดคล้องก็ยังมีประโยชน์ เพราะบอกว่ารูปแบบนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน และลูกค้าของคุณกำลังทำอีกแบบ
สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำคือการอ่านตัวเลขยอดใช้จ่ายรวมที่โต 3% ว่าเป็นตลาดที่อ่อนแรง ตัวเลขภาพรวมกับตัวเลขเชิงพฤติกรรมในรายงานนี้ชี้ไปคนละทาง และตัวเลขเชิงพฤติกรรมคือชุดที่เอาไปทำอะไรต่อได้มากกว่า พอร์ตที่โตรวม 3% ในขณะที่การผ่อนชำระออนไลน์โต 242% กำลังอธิบายการเปลี่ยนวิธีจ่าย ไม่ได้อธิบายการเปลี่ยนระดับความอยากซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
นี่คือข้อมูลผู้บริโภคทั้งประเทศไทยหรือไม่
ไม่ใช่ ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขพอร์ตของ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ สำหรับครึ่งแรกของปี 2026 นำเสนอโดยคุณอธิศ รุจิรวัฒน์ และรายงานโดย Marketing Oops เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 ตัวเลขเหล่านี้อธิบายผู้ถือบัตรของผู้ให้บริการรายเดียว รายงานไม่ได้อ้างถึงประชากรไทยทั้งหมด และคนที่หยิบไปอ้างต่อก็ไม่ควรอ้างเช่นกัน
แพลตฟอร์มไหนที่ดันการเติบโต 16%
รายงานไม่ได้บอก มันให้มาเป็นหมวด แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยไม่แยกย่อย จึงไม่มีการแยกยอดของ Shopee Lazada หรือ TikTok Shop จากแหล่งข่าวนี้ ตัวเลขรายแพลตฟอร์มใดก็ตามที่ถูกเอามาแปะกับตัวเลขชุดนี้ มาจากที่อื่น
การผ่อนชำระออนไลน์โต 242% แปลว่าคนกำลังมีปัญหาการเงินหรือเปล่า
รายงานไม่ได้สรุปแบบนั้น และข้อมูลก็ไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้ สิ่งที่มันแสดงคือการใช้จ่ายยังเดินต่อในขณะที่การชำระถูกกระจายออกไป โดยอัตราหนี้เสียที่รายงานไว้อยู่ที่ 1.1% สำหรับบัตรเครดิตและ 1.9% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล การเลือกรักษากระแสเงินสดกับการจ่ายไม่ไหวเป็นคนละเรื่องกัน และข้อมูลชุดนี้แยกสองเรื่องนั้นออกจากกันไม่ได้
ต้องรีบเพิ่มตัวเลือกผ่อนชำระในร้านเพราะเรื่องนี้ไหม
ไม่ใช่เพราะรายงานของผู้ให้บริการรายเดียว สิ่งที่รายงานนี้สนับสนุนคือการไปดูข้อมูลหน้าชำระเงินของตัวเองว่ามีรูปแบบเดียวกันหรือไม่ ก่อนตัดสินใจ ถ้าการเลือกผ่อนหรือแบ่งจ่ายในร้านคุณเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว รายงานนี้สนับสนุนให้ย้ายข้อความเรื่องนั้นมาไว้ต้นทางของเส้นทางการซื้อ ถ้ามันนิ่ง รายงานนี้ก็เป็นแค่บริบท ไม่ใช่คำสั่ง
ยอดออนไลน์โตโดยแย่งจากหน้าร้านหรือไม่
รายงานไม่ได้ให้ตัวเลขเปรียบเทียบฝั่งออฟไลน์ จึงตอบจากแหล่งข่าวนี้ไม่ได้ ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ รวมถึงปั๊มน้ำมัน ยังคงอยู่ในห้าหมวดที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่ขัดกับภาพที่ออนไลน์โตไปพร้อมกันมากกว่าโตแทนที่ แต่นั่นเป็นการอนุมาน ไม่ใช่สิ่งที่แหล่งข่าวระบุ
ทำต่อจากนี้อย่างไร
รายละเอียดการแถลงฉบับเต็มอยู่ที่ Marketing Oops ถ้ารูปแบบการผ่อนชำระนี้โผล่ในข้อมูลหน้าชำระเงินของคุณด้วย สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก็เล็กและทดสอบได้ คือใส่ตัวเลขต่อเดือนบนหน้าสินค้า ทำข้อความในโฆษณาให้ตรงกัน และสร้างกลุ่มผู้ซื้อที่เคยผ่อนไว้ใช้งาน ถ้าอยากมีคนช่วยดูว่าหน้าร้านของคุณพร้อมรับพฤติกรรมนี้แค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ควรคุยกัน






