PrestaShop SEO: what it is and how to optimise your store

PrestaShop SEO คืออะไร และวิธีปรับแต่งร้านค้าให้ติดอันดับ

อีคอมเมิร์ซAugust 18, 2026
By Antonio Fernandez

PrestaShop SEO คือการปรับหน้าร้านที่สร้างด้วย PrestaShop ให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจและจัดอันดับได้ โดยเริ่มจากการตั้งค่าที่ตัวระบบเปิดให้ทำอยู่แล้วในหน้าหลังบ้าน ไม่ใช่การไล่เขียนบทความอย่างเดียว ประเด็นสำคัญคือ PrestaShop สร้างหน้าเว็บจำนวนมากให้อัตโนมัติตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง ทั้งหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ หน้าแบรนด์ หน้าซัพพลายเออร์ หน้าแท็ก และหน้าตัวกรองสินค้า ถ้าปล่อยไว้ตามค่าเริ่มต้น ร้านขนาดกลางร้านเดียวก็สร้าง URL ที่เนื้อหาซ้ำกันหรือบางเกินไปได้เป็นหลักพัน แล้วงบที่ลงไปกับคอนเทนต์ก็จะถูกกลืนหายไปกับหน้าเหล่านั้น บทความนี้ไล่ตั้งแต่ว่า PrestaShop คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ไปจนถึงจุดที่ต้องแก้จริงในเมนูหลังบ้าน

PrestaShop คืออะไร

PrestaShop คือซอฟต์แวร์ร้านค้าออนไลน์แบบโอเพนซอร์สที่เจ้าของร้านติดตั้งลงบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง เขียนด้วย PHP ใช้ฐานข้อมูล MySQL หรือ MariaDB และมีระบบธีมกับโมดูลให้ต่อเติมความสามารถเพิ่ม จุดที่ทำให้มันต่างจากบริการแบบ hosted อย่าง Shopify คือคุณเป็นคนดูแลเซิร์ฟเวอร์ ไฟล์ และฐานข้อมูลเอง ซึ่งแปลว่าคุณแก้ไฟล์ robots.txt ได้ ปรับ .htaccess ได้ เข้าไปแก้เทมเพลตของธีมได้ และย้ายโฮสต์ได้เมื่อความเร็วไม่พอ อิสระตรงนี้คือข้อได้เปรียบด้าน SEO ที่ใหญ่ที่สุดของแพลตฟอร์ม และก็เป็นภาระที่ใหญ่ที่สุดพร้อมกัน เพราะไม่มีใครมาตั้งค่าให้ถูกแทนคุณ

โครงสร้างของ PrestaShop แบ่งเป็นสามชั้นที่ควรแยกให้ออกก่อนจะแตะงาน SEO ชั้นแรกคือแกนกลางของระบบซึ่งดูแลสินค้า คำสั่งซื้อ ลูกค้า ภาษา และการกำหนดเส้นทาง URL ชั้นที่สองคือธีม ซึ่งเป็นคนตัดสินว่าโค้ด HTML ที่ส่งออกไปหน้าเว็บหน้าตาเป็นอย่างไร มี heading กี่ระดับ มี structured data หรือไม่ และโหลดไฟล์อะไรบ้าง ชั้นที่สามคือโมดูล ซึ่งเสียบเข้ามาเพิ่มฟีเจอร์ เช่น ตัวกรองสินค้า การสร้าง sitemap หรือการเชื่อมกับ marketplace เวลาเจอปัญหา SEO บนร้าน PrestaShop คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้คือปัญหานั้นอยู่ชั้นไหน เพราะการแก้ที่ชั้นผิดคือการเสียเวลาเปล่า เช่น title ที่ผิดรูปแบบทุกหน้าไม่ได้แก้ที่หน้าสินค้าทีละหน้า แต่แก้ที่เทมเพลตของธีม

เวอร์ชันก็เป็นเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงมือ PrestaShop 1.6, 1.7 และซีรีส์ 8 ขึ้นไปมีค่าเริ่มต้นของเส้นทาง URL ไม่เหมือนกัน มีหน้าตั้งค่าที่อยู่คนละเมนู และมีฟีเจอร์เรื่องรูปภาพไม่เท่ากัน คำแนะนำที่อ่านเจอทั่วไปบนอินเทอร์เน็ตจึงมักใช้ไม่ได้ตรง ๆ ถ้าเวอร์ชันไม่ตรงกับที่ร้านคุณใช้ ก่อนแตะอะไรก็ตาม ให้เปิดหน้า Advanced Parameters แล้วจดเวอร์ชันของระบบ ชื่อธีม และรายการโมดูลที่เปิดใช้งานอยู่เอาไว้

PrestaShop ใช้ทำอะไรบ้าง

PrestaShop ใช้เปิดร้านค้าออนไลน์ที่ขายและรับเงินได้จบในเว็บของตัวเอง งานที่ระบบทำให้ตั้งแต่ยังไม่ลงโมดูลเสริมมีประมาณนี้

  • จัดการแคตตาล็อกสินค้า ทั้งสินค้าเดี่ยว สินค้าที่มีตัวเลือกย่อย เช่น สีและไซซ์ ซึ่งในระบบเรียกว่า combination และสินค้าที่ประกอบจากสินค้าอื่น
  • จัดหมวดหมู่แบบซ้อนชั้นได้หลายระดับ พร้อมหน้าหมวดหมู่ที่มีคำอธิบายและรูปหน้าปกของตัวเอง
  • จัดการสต๊อก ราคาเฉพาะกลุ่มลูกค้า ส่วนลด และภาษีตามพื้นที่
  • รับคำสั่งซื้อ ออกใบแจ้งหนี้ ติดตามสถานะการจัดส่ง และจัดการการคืนสินค้า
  • รองรับหลายภาษาและหลายสกุลเงินในร้านเดียว โดยแยกเนื้อหาแต่ละภาษาเป็นคนละชุด
  • รองรับ multistore คือเปิดหลายร้านจากระบบหลังบ้านเดียวกัน จะใช้คนละโดเมนหรือคนละโฟลเดอร์ก็ได้
  • สร้างหน้าเนื้อหาแบบ CMS เช่น หน้าเงื่อนไขการจัดส่ง หน้าเกี่ยวกับเรา หรือหน้าบทความสั้น

ที่ต้องเน้นคือคำว่าอัตโนมัติ ทุกสินค้าที่คุณเพิ่มเข้าไปหนึ่งชิ้น ระบบสร้างหน้าเว็บที่เข้าถึงได้จริงเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งหน้าเสมอ อย่างน้อยก็หน้าสินค้า และมันยังไปโผล่ในหน้าหมวดหมู่ หน้าแบรนด์ของผู้ผลิต หน้าซัพพลายเออร์ หน้าสินค้ามาใหม่ หน้าสินค้าขายดี และหน้าสินค้าลดราคา หน้าเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่เครื่องมือค้นหาคลานเข้าไปได้ถ้าไม่ได้สั่งเป็นอย่างอื่น นี่คือเหตุผลที่งาน PrestaShop SEO ส่วนใหญ่เป็นงานตัดสินใจว่าจะให้หน้าไหนถูกจัดเก็บดัชนี ไม่ใช่งานเพิ่มหน้าใหม่

เหตุใดเจ้าของเว็บไซต์ PrestaShop จึงควรลงทุนในการปรับแต่ง SEO

เหตุผลตรงที่สุดคือ PrestaShop ให้เครื่องมือ SEO มาครบพอสมควรแต่ตั้งค่าเริ่มต้นมาแบบกลาง ๆ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อให้ร้านของคุณติดอันดับ ค่าเริ่มต้นหลายอย่างถูกออกแบบให้ร้านใช้งานได้ทันทีหลังติดตั้ง ซึ่งคนละเป้าหมายกับการทำให้หน้าที่ทำเงินได้รับความสำคัญสูงสุดจากเครื่องมือค้นหา ช่องว่างระหว่างสองเป้าหมายนี้คือสิ่งที่งานปรับแต่งเข้าไปปิด

เหตุผลที่สองคือโครงสร้างของร้านค้าออนไลน์มีลักษณะที่เว็บทั่วไปไม่มี คือหน้าจำนวนมากที่คล้ายกันมาก สินค้ารุ่นเดียวกันสิบสี ห้าไซซ์ สามช่องทางการเข้าถึง เมื่อรวมกับตัวกรองในหน้าหมวดหมู่ จำนวน URL ที่เป็นไปได้จะโตแบบทวีคูณ ในขณะที่จำนวนหน้าที่ควรถูกจัดอันดับจริง ๆ เท่าเดิม การจัดการเรื่องนี้ไม่ใช่งานเขียนคอนเทนต์ แต่เป็นงานเทคนิคที่ต้องทำที่ระดับการตั้งค่าและเทมเพลต แนวคิดเดียวกันนี้ใช้กับทุกแพลตฟอร์ม ใครที่เคยผ่านงาน SEO สำหรับ WooCommerce มาก่อนจะคุ้นกับปัญหาแบบเดียวกัน เพียงแต่ตำแหน่งของสวิตช์ที่ต้องกดอยู่คนละที่

เหตุผลที่สามเป็นเรื่องต้นทุนต่อคลิก ร้านที่พึ่งโฆษณาอย่างเดียวจะจ่ายทุกครั้งที่มีคนกดเข้ามา ส่วนหน้าหมวดหมู่ที่ติดอันดับดีจะรับทราฟฟิกต่อเนื่องโดยไม่มีค่าคลิกเพิ่มต่อครั้ง ข้อควรระวังคืออย่าคิดว่า SEO ฟรี มันมีต้นทุนเป็นเวลาของคนทำและเวลาของนักพัฒนา แต่เป็นต้นทุนที่จ่ายครั้งเดียวต่อการแก้หนึ่งเรื่อง ไม่ใช่จ่ายต่อคลิก การวางแผนสองช่องทางคู่กันเป็นเรื่องปกติในงาน SEO สำหรับ e-commerce และแนวทางเลือกช่องทางให้เหมาะกับสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของ การตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยรวม

เหตุผลสุดท้ายคือความเสียหายสะสม การตั้งค่าที่ผิดบนแพลตฟอร์มที่สร้าง URL อัตโนมัติจะไม่แสดงผลเป็นปัญหาในสัปดาห์แรก แต่จะค่อย ๆ สะสมเป็นหน้าที่ถูกคลานทิ้งเปล่า ลิงก์ที่ตายจากการแก้ slug และหน้าซ้ำที่แข่งกันเองในผลค้นหา พอถึงจุดที่เจ้าของร้านสังเกตเห็นว่าอันดับตก การแก้ย้อนหลังมักต้องทำแผนเปลี่ยนเส้นทางทั้งเว็บ ซึ่งแพงกว่าการตั้งค่าให้ถูกตั้งแต่ต้นมาก

ปัญหา SEO ที่ PrestaShop สร้างขึ้นเองและจุดที่ต้องแก้ในหลังบ้าน

ก่อนจะลงรายละเอียดวิธีทำ ตารางข้างล่างสรุปปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมของตัวระบบเอง ไม่ใช่จากความผิดพลาดของคนใช้ พร้อมตำแหน่งในหลังบ้านที่ใช้จัดการเรื่องนั้น ชื่อเมนูอาจต่างกันเล็กน้อยตามเวอร์ชันที่ติดตั้ง

ปัญหา SEO ที่ PrestaShop สร้างขึ้นเองและจุดที่ต้องแก้ในหลังบ้าน
ปัญหาที่ระบบสร้างเองจุดที่แก้ในหลังบ้าน
URL ยังเป็นรหัสตัวเลข เพราะยังไม่ได้เปิด friendly URL หรือเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้เปิด URL rewritingShop Parameters แล้วไปที่ Traffic and SEO ส่วน Set up URLs และตรวจการตั้งค่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ควบคู่
หน้าแบรนด์ ซัพพลายเออร์ แท็ก สินค้ามาใหม่ และสินค้าขายดี ถูกสร้างขึ้นแม้ร้านไม่ได้ใช้ ทำให้เกิดหน้าบางและหน้าซ้ำรายการ Pages ในหน้า Traffic and SEO สำหรับแก้ meta ส่วนการห้ามคลานหรือปิดหน้าต้องทำผ่าน robots.txt ธีม หรือโมดูล
ตัวกรองในหน้าหมวดหมู่สร้าง URL ของรายการสินค้าชุดเดิมได้จำนวนมากตั้งค่าโมดูลตัวกรอง ตรวจ canonical ที่ธีมส่งออก และเพิ่มกฎ Disallow ให้ตรงรูปแบบพารามิเตอร์
meta title และ friendly URL ที่เว้นว่างไว้ ถูกสร้างจากชื่อสินค้าโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าที่ชื่อคล้ายกันได้ title ที่แทบเหมือนกันแท็บ SEO ในหน้าแก้ไขสินค้าและหน้าแก้ไขหมวดหมู่ แยกทีละภาษา
การแก้ friendly URL ของหมวดหมู่ทำให้ URL เดิมใช้ไม่ได้ทันทีโดยไม่มีการเปลี่ยนเส้นทางให้ตั้ง Redirect to the canonical URL เป็นแบบถาวร และทำกฎเปลี่ยนเส้นทางเองสำหรับ URL ที่ไม่มีรหัสสินค้าอยู่ในเส้นทาง

วิธีการปรับแต่ง PrestaShop SEO ทีละขั้น

ลำดับข้างล่างเรียงตามความเสี่ยงและผลกระทบ เรื่องที่อยู่ต้น ๆ คือเรื่องที่ถ้าตั้งผิดแล้วทำให้งานอื่นทั้งหมดเสียเปล่า จึงควรเคลียร์ให้จบก่อนค่อยไปเรื่องรายละเอียด

เปิด friendly URL ให้ถูกวิธี

หน้า Traffic and SEO ในเมนู Shop Parameters คือจุดตั้งค่าเส้นทาง URL ทั้งหมดของร้าน สวิตช์แรกคือ friendly URL ซึ่งเปลี่ยน URL จากรูปแบบที่มีแต่พารามิเตอร์และตัวเลข ให้กลายเป็นเส้นทางที่มีคำอ่านออก แต่สวิตช์นี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเว็บเซิร์ฟเวอร์เปิดความสามารถ URL rewriting ไว้แล้ว บน Apache คือโมดูล rewrite ที่ทำงานร่วมกับไฟล์ .htaccess ที่ PrestaShop เขียนให้ ส่วนบน nginx ไม่มีไฟล์ .htaccess ให้ใช้ ต้องเขียนกฎลงในไฟล์คอนฟิกของเซิร์ฟเวอร์เอง ถ้าเปิดสวิตช์แล้วหน้าเว็บขึ้น 404 ทั้งเว็บ ให้ย้อนกลับไปดูตรงนี้ก่อนเสมอ ไม่ใช่ที่ตัว PrestaShop

ในหน้าเดียวกันมีตัวเลือกเรื่องการเปลี่ยนเส้นทางไปยัง URL มาตรฐาน ควรตั้งเป็นการเปลี่ยนเส้นทางแบบถาวร ผลคือเมื่อมีคนเปิด URL ของสินค้าที่รหัสถูกแต่ข้อความ slug เก่า ระบบจะพาไปยัง URL ปัจจุบันด้วยสถานะ 301 แทนที่จะให้สองที่อยู่แสดงเนื้อหาเดียวกัน จุดที่ต้องเข้าใจคือกลไกนี้อาศัยรหัสตัวเลขที่ฝังอยู่ในเส้นทางของหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ที่เส้นทางเริ่มต้นไม่มีรหัสตัวเลขจึงไม่ได้ประโยชน์จากมัน การเปลี่ยนชื่อ friendly URL ของหมวดหมู่จึงเท่ากับลบ URL เดิมทิ้ง และต้องทำกฎเปลี่ยนเส้นทางเองทุกครั้ง

ส่วนสุดท้ายของหน้านี้คือตัวแก้รูปแบบเส้นทางรายประเภทหน้า ซึ่งให้คุณกำหนดได้ว่าเส้นทางของหน้าสินค้า หน้าหมวดหมู่ หน้าผู้ผลิต และหน้าซัพพลายเออร์จะประกอบด้วยส่วนไหนบ้าง เช่น จะให้มีชื่อหมวดหมู่นำหน้าชื่อสินค้าหรือไม่ ข้อแนะนำคืออย่าไปยุ่งกับมันบนร้านที่เปิดขายแล้ว เว้นแต่คุณเตรียมแผนเปลี่ยนเส้นทางไว้พร้อม เพราะการแก้ค่าตรงนี้เปลี่ยน URL ของทุกหน้าในประเภทนั้นพร้อมกันในคลิกเดียว บนร้านใหม่ให้ตัดสินใจเรื่องนี้ให้จบก่อนเปิดขาย และเลือกโครงสร้างที่สั้น อ่านออก ไม่ต้องยัดชื่อหมวดหมู่ทุกชั้นเข้าไป

กรอก meta title, meta description และ friendly URL รายหน้า

หน้าแก้ไขสินค้าใน PrestaShop มีแท็บ SEO แยกออกมา ข้างในมีช่อง meta title, meta description และ friendly URL ที่แยกตามภาษา ถ้าเว้นช่อง meta title ว่างไว้ ระบบจะใช้ชื่อสินค้าเป็นตัวตั้งให้เอง และ friendly URL ก็ถูกสร้างจากชื่อสินค้าเช่นกัน สำหรับร้านที่มีสินค้าไม่กี่สิบชิ้นอาจไม่เห็นปัญหา แต่เมื่อแคตตาล็อกมีสินค้ารุ่นเดียวกันหลายสิบรายการที่ต่างกันแค่รหัสหรือขนาด ผลคือหน้าจำนวนมากได้ title ที่แทบแยกไม่ออก และในหน้าผลค้นหาก็ไม่มีเหตุผลให้คนเลือกกดหน้าไหน

วิธีที่ทำได้จริงคือไม่ต้องเขียนมือทุกหน้าตั้งแต่แรก ให้เลือกกลุ่มหน้าที่มีมูลค่าสูงก่อน ได้แก่ หน้าหมวดหมู่หลักทุกหน้า และหน้าสินค้าที่ทำยอดหรือมีคนค้นหาชื่อรุ่นจริง เขียนมือให้กลุ่มนี้ ส่วนที่เหลือใช้รูปแบบที่มีตัวแปรจากฟิลด์สินค้าประกอบกัน แล้วค่อยไล่ยกระดับทีหลัง หน้าแก้ไขหมวดหมู่ก็มีชุดฟิลด์เดียวกัน และหน้าหมวดหมู่คือหน้าที่มักจับคำค้นเชิงพาณิชย์ได้ดีกว่าหน้าสินค้าเดี่ยว เพราะคนค้นด้วยชื่อประเภทสินค้ามากกว่าชื่อรุ่น

อีกจุดที่คนลืมคือรายการหน้าหลักของระบบในหน้า Traffic and SEO ซึ่งรวมหน้าอย่างหน้าแรก หน้าติดต่อ หน้าค้นหา หน้าสินค้ามาใหม่ และหน้าสินค้าขายดีเอาไว้ ทุกแถวในรายการนี้แก้ meta title, meta description และ friendly URL ได้ หน้าแรกคือแถวที่สำคัญที่สุดและเป็นแถวที่ถูกปล่อยไว้เป็นค่าเริ่มต้นบ่อยที่สุด

จัดการการนำทางแบบตัวกรองและงบการคลาน

ตัวกรองสินค้าในหน้าหมวดหมู่ หรือที่เรียกกันว่า layered navigation มาจากโมดูลตัวกรองของ PrestaShop ไม่ใช่แกนกลางของระบบ ประโยชน์ของมันชัดเจนสำหรับคนซื้อ แต่ผลข้างเคียงคือทุกการรวมกันของตัวกรองสามารถกลายเป็น URL ที่คลานได้หนึ่งอัน สินค้าชุดเดิมถูกจัดเรียงใหม่แล้วเสิร์ฟซ้ำภายใต้ที่อยู่ที่ต่างกัน สามตัวกรองที่มีอย่างละห้าตัวเลือกให้ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้เกินร้อยแบบต่อหนึ่งหมวดหมู่ และร้านหนึ่งมีหลายสิบหมวดหมู่

สิ่งที่ต้องทำมีสามชั้น ชั้นแรกคือ canonical หน้าที่เกิดจากตัวกรองควรชี้กลับไปที่ URL ของหมวดหมู่แบบไม่มีตัวกรอง ให้เปิดดูโค้ดหน้าเว็บจริงแล้วยืนยันว่าธีมส่งค่านี้ออกมาถูกต้อง อย่าเชื่อว่ามันถูกเพราะเป็นค่าเริ่มต้น ชั้นที่สองคือการคลาน ให้ดูรูปแบบพารามิเตอร์ที่โมดูลสร้างจริงบนร้านของคุณ แล้วเขียนกฎ Disallow ใน robots.txt ให้ตรงรูปแบบนั้น ชั้นที่สามคือการตัดสินใจว่าจะเก็บตัวกรองบางชุดไว้เป็นหน้าที่ตั้งใจให้ติดอันดับหรือไม่ ถ้ามีคนค้นหาคำที่ตรงกับชุดตัวกรองนั้นจริง เช่น ประเภทสินค้าบวกยี่ห้อ ทางที่คุมได้ดีกว่าคือสร้างหมวดหมู่จริงขึ้นมาหนึ่งหมวดพร้อมคำอธิบายของตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้ URL ตัวกรองทำหน้าที่นั้น

เรื่องที่มาคู่กันคือตัวเลือกย่อยของสินค้า สินค้าที่มี combination จะมีพารามิเตอร์ระบุตัวเลือกต่อท้าย URL เมื่อผู้ใช้เลือกสีหรือไซซ์ หรือเมื่อมีคนแชร์ลิงก์ที่เลือกไว้แล้ว เนื้อหาที่ได้คือหน้าสินค้าเดิมที่เปลี่ยนแค่รูปกับราคา ทางจัดการมาตรฐานคือให้ canonical ของทุกตัวเลือกชี้กลับไปที่ URL หลักของสินค้า และอย่าใส่ลิงก์ที่มีพารามิเตอร์ตัวเลือกลงในเมนู แบนเนอร์ หรือ sitemap

ตั้งค่าหลายภาษาและ multistore ให้ถูกตั้งแต่ต้น

เมื่อเปิดใช้งานมากกว่าหนึ่งภาษา PrestaShop จะเติมรหัสภาษาไว้ต้นเส้นทางของ URL เช่น เส้นทางที่ขึ้นต้นด้วยรหัสภาษาไทยและรหัสภาษาอังกฤษแยกกัน เนื้อหาแต่ละภาษาถูกเก็บเป็นคนละชุดในฐานข้อมูล แปลว่าฟิลด์ SEO ทุกช่องต้องกรอกซ้ำในทุกภาษา รวมถึง friendly URL ด้วย ร้านไทยจำนวนมากเปิดภาษาอังกฤษไว้แต่ไม่เคยกรอกฟิลด์ฝั่งอังกฤษ ผลคือได้หน้าที่มีโครงสร้างครบแต่เนื้อหาว่างหรือเป็นภาษาไทยปนอยู่ ซึ่งแย่กว่าการไม่เปิดภาษานั้นเลย

เรื่องที่สองคือ hreflang ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าหน้าไหนคือคู่แปลของหน้าไหน ให้เปิดดูโค้ดในส่วนหัวของหน้าจริงแล้วตรวจสามข้อ ข้อแรกคือมีการประกาศคู่แปลครบทุกภาษาที่เปิดใช้งานหรือไม่ ข้อสองคือ URL ที่ประกาศไว้เปิดแล้วได้สถานะ 200 หรือถูกเปลี่ยนเส้นทางไปที่อื่น ข้อสามคือหน้าปลายทางประกาศกลับมาหาหน้าต้นทางด้วยหรือไม่ ถ้าข้อใดข้อหนึ่งไม่ผ่าน สัญญาณนั้นจะถูกมองข้าม

สำหรับ multistore ความซับซ้อนเพิ่มอีกชั้นเพราะหลายร้านใช้แคตตาล็อกร่วมกันได้ ถ้าสินค้าชุดเดียวกันถูกเปิดขายในสองร้านที่เนื้อหาเหมือนกันและอยู่คนละโดเมน คุณจะได้หน้าซ้ำข้ามโดเมนที่ไม่มีอะไรบอกเครื่องมือค้นหาว่าอันไหนคือฉบับหลัก ทางออกคือแยกให้ชัดว่าแต่ละร้านต่างกันด้วยอะไร ถ้าต่างกันแค่ภาษาให้ใช้ร้านเดียวหลายภาษาแทน ถ้าต่างกันที่ประเทศและสกุลเงินจริงให้แยกร้าน แล้วประกาศความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ครบ

รูปภาพ ข้อความกำกับ และการสร้างภาพย่อใหม่

PrestaShop เก็บขนาดภาพหลายชุดต่อรูปหนึ่งรูป ตั้งแต่ภาพย่อในรายการสินค้าไปจนถึงภาพใหญ่ในหน้าสินค้า ขนาดเหล่านี้กำหนดในเมนู Design ส่วนการตั้งค่ารูปภาพ เวลาที่คุณเพิ่มขนาดใหม่ เปลี่ยนธีม หรือแก้ค่าที่มีอยู่ ระบบไม่ได้ทำภาพเก่าให้ใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องสั่งสร้างภาพย่อใหม่เอง ถ้าลืม อาการที่เจอคือภาพแตก ภาพไม่ขึ้น หรือเบราว์เซอร์ต้องย่อภาพใหญ่เกินขนาดเอง ซึ่งกินเวลาโหลด งานนี้ใช้เวลาและกินทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์บนแคตตาล็อกใหญ่ ควรทำนอกเวลาขายและสำรองข้อมูลก่อน

ข้อความกำกับภาพหรือ alt มาจากฟิลด์คำบรรยายของรูปแต่ละรูปในหน้าแก้ไขสินค้า ไม่ได้มาจากชื่อไฟล์ ถ้าปล่อยว่างไว้ ธีมส่วนใหญ่จะใส่ชื่อสินค้าลงไปแทน ซึ่งพอใช้ได้แต่ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเมื่อรูปหนึ่งสินค้ามีหลายมุม ให้ใช้ฟิลด์นี้อธิบายสิ่งที่เห็นในรูปนั้นจริง เช่น มุมด้านหลัง วัสดุ หรือรายละเอียดที่ซูมเข้าไป ฟิลด์นี้แยกตามภาษาเช่นกัน

เรื่องรูปแบบไฟล์ PrestaShop รุ่นใหม่ในซีรีส์ 8 เพิ่มตัวเลือกรูปแบบไฟล์ภาพเข้ามา รวมถึง WebP แต่การที่ระบบสร้างไฟล์ให้ไม่ได้แปลว่าเบราว์เซอร์จะได้ไฟล์นั้น เพราะเทมเพลตของธีมเป็นคนตัดสินว่าจะเรียกไฟล์ไหนออกไป ธีมเก่าที่เขียนเรียกภาพแบบตายตัวจะยังส่งไฟล์เดิมอยู่ วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือเปิดแท็บเน็ตเวิร์กในเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของเบราว์เซอร์ แล้วดูว่านามสกุลไฟล์ภาพที่โหลดจริงคืออะไร

ความเร็วหน้าเว็บและการตั้งค่าแคช

หน้า Performance ในเมนู Advanced Parameters รวมสวิตช์ที่เกี่ยวกับความเร็วไว้ด้วยกัน กลุ่มแรกคือแคชของเทมเพลต Smarty ซึ่งควรตั้งให้ไม่คอมไพล์เทมเพลตใหม่ทุกครั้งเมื่อร้านขึ้นใช้งานจริง กลุ่มที่สองคือ Combine, Compress and Cache หรือที่เรียกย่อว่า CCC ซึ่งรวมและบีบไฟล์ CSS กับ JavaScript ให้เหลือคำขอน้อยลง กลุ่มที่สามคือแคชของระบบที่เลือกได้ว่าจะเก็บบนไฟล์หรือบนบริการอย่าง Redis หรือ Memcached และอย่าลืมว่าโหมด debug ต้องปิดบนร้านจริง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ CCC คือมันช่วยได้จริงแต่ก็ทำให้หน้าเว็บพังได้เหมือนกันเมื่อโมดูลบางตัวเขียน JavaScript ที่ไม่ยอมถูกรวมไฟล์ อาการคือปุ่มหยิบสินค้าใส่ตะกร้าไม่ทำงาน หรือตัวกรองค้าง หลังเปิด CCC ให้ไล่ทดสอบเส้นทางการซื้อจริงตั้งแต่หน้าหมวดหมู่จนถึงหน้าชำระเงิน ไม่ใช่แค่ดูว่าหน้าแรกยังขึ้นอยู่

ประเด็นที่ใหญ่กว่าการตั้งค่าคือธีมและจำนวนโมดูล ตัวแกน PrestaShop ไม่ได้เป็นตัวกำหนดคะแนน Core Web Vitals มากเท่ากับสิ่งที่ธีมโหลดเข้ามาและจำนวนโมดูลที่แต่ละหน้าต้องเรียกใช้ ร้านที่สะสมโมดูลมาหลายปีมักมีไฟล์ CSS และ JavaScript ค้างจากโมดูลที่เลิกใช้แล้วแต่ยังไม่ได้ถอน การถอนโมดูลที่ไม่ได้ใช้จึงเป็นงานที่ให้ผลจริงกว่าการไล่กดสวิตช์แคชทุกตัว

structured data ที่หน้าสินค้าควรส่งออก

ข้อมูลโครงสร้างบนร้าน PrestaShop มาจากสองแหล่ง คือเทมเพลตของธีมและโมดูลที่ติดตั้งเพิ่ม ไม่มีสวิตช์กลางในหลังบ้านให้เปิดปิด นั่นแปลว่าคำตอบของคำถามว่าร้านคุณส่ง structured data ออกไปหรือไม่ ขึ้นกับธีมที่ใช้อยู่ล้วน ๆ และต้องตรวจของจริง ไม่ใช่เดา

สิ่งที่ควรยืนยันบนหน้าสินค้าคือมีการประกาศชนิดข้อมูลสินค้าอยู่จริง ราคาและสกุลเงินที่ประกาศตรงกับที่แสดงบนหน้า สถานะสินค้าคงเหลือตรงกับความจริง และถ้ามีการประกาศคะแนนรีวิว ก็ต้องมีรีวิวที่ผู้ใช้มองเห็นได้บนหน้านั้นจริง การประกาศคะแนนรีวิวโดยที่หน้าเว็บไม่มีรีวิวให้เห็นคือสิ่งที่ควรเอาออก ปัญหาที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือมีโมดูลมากกว่าหนึ่งตัวประกาศข้อมูลสินค้าซ้อนกัน ทำให้หน้าเดียวมีข้อมูลสินค้าสองชุดที่ขัดกันเอง ให้เลือกเก็บไว้ชุดเดียว

robots.txt และ sitemap

PrestaShop มีปุ่มสร้างไฟล์ robots.txt ให้ในหน้า Traffic and SEO ปุ่มนี้เขียนไฟล์ชุดค่าเริ่มต้นทับของเดิม ซึ่งครอบคลุมพวกโฟลเดอร์ระบบและหน้าที่ไม่ควรถูกคลาน เช่น หน้าตะกร้า หน้าบัญชีผู้ใช้ และการเรียงลำดับสินค้าด้วยพารามิเตอร์ ข้อจำกัดที่ต้องจำคือการกดปุ่มนี้จะลบกฎที่คุณเขียนเองไปด้วย ถ้าคุณเคยเพิ่มกฎสำหรับ URL ตัวกรอง กฎนั้นจะหายไปเงียบ ๆ ทางปฏิบัติคือเก็บสำเนากฎที่เขียนเองไว้นอกระบบ แล้วเติมกลับทุกครั้งหลังกดสร้างใหม่

ส่วน sitemap แบบ XML ไม่ได้อยู่ในแกนกลาง ต้องใช้โมดูลสร้าง โมดูลจะให้เลือกได้ว่าจะรวมหน้าประเภทไหนบ้าง จุดที่พลาดกันบ่อยคือติ๊กรวมทุกประเภทไว้ตามค่าเริ่มต้น ผลคือ sitemap มีหน้าซัพพลายเออร์ หน้าแท็ก และหน้าที่คุณตั้งใจไม่ให้จัดเก็บดัชนีปนอยู่ ซึ่งขัดกับสัญญาณอื่นที่คุณส่งไป อีกจุดคือไฟล์นี้ไม่ได้อัปเดตตัวเองตามการเพิ่มสินค้า ต้องสั่งสร้างใหม่หรือตั้ง cron ให้ทำตามรอบ ร้านที่เพิ่มสินค้าทุกสัปดาห์แต่สร้าง sitemap ครั้งเดียวตอนติดตั้งจะมีไฟล์ที่บอกข้อมูลผิดตลอด

ความเสี่ยงตอนอัปเกรดและย้ายระบบ

ค่าเริ่มต้นของรูปแบบเส้นทาง URL ไม่เหมือนกันระหว่าง PrestaShop รุ่นใหญ่ และธีมบางตัวก็มาพร้อมการตั้งค่าเส้นทางของตัวเอง การอัปเกรดหรือเปลี่ยนธีมจึงมีโอกาสเปลี่ยน URL ทั้งเว็บโดยที่ไม่มีใครตั้งใจ ขั้นตอนที่ควรทำก่อนเสมอคือดึงรายการ URL ทั้งหมดที่ใช้งานอยู่ออกมาเก็บไว้ ทั้งจากการไล่คลานเว็บและจากรายงานหน้าที่มีทราฟฟิกจริง

หลังอัปเกรดให้เทียบรายการเดิมกับรายการใหม่ทีละแถว URL ไหนที่หายไปต้องมีปลายทางใหม่ที่เนื้อหาใกล้เคียงที่สุดและเปลี่ยนเส้นทางแบบถาวร ไม่ใช่โยนทุกอันไปหน้าแรก เพราะการเปลี่ยนเส้นทางแบบเหมารวมไปหน้าแรกมักถูกปฏิบัติเหมือนหน้าที่ไม่มีอยู่ นอกจากนี้ให้ตรวจว่าไฟล์ .htaccess ถูกเขียนทับตอนอัปเกรดหรือไม่ และกฎที่คุณเพิ่มไว้เองยังอยู่ครบหรือเปล่า

อินโฟกราฟิกสรุป 6 ขั้นตอนการปรับแต่ง PrestaShop SEO ได้แก่ เปิด friendly URL พร้อมตั้งการเปลี่ยนเส้นทางแบบถาวร กรอกฟิลด์ meta และ URL รายหน้าในทุกภาษา คุม URL ที่เกิดจากตัวกรองด้วย canonical และ robots.txt ตรวจ hreflang ให้ประกาศกลับหากันครบ สร้างภาพย่อใหม่พร้อมถอนโมดูลที่ไม่ได้ใช้ และทำแผนเปลี่ยนเส้นทางก่อนอัปเกรดระบบ

จะวัดผลอย่างไรเมื่อไม่มีตัวเลขมาตรฐานให้เทียบ

คำถามที่ตามมาหลังแก้ทุกอย่างคือแล้วเท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี ตอบตรง ๆ ว่าไม่มีตัวเลขกลางที่เชื่อถือได้และเผยแพร่ต่อสาธารณะสำหรับคำถามพวกนี้ ไม่มีคะแนน Core Web Vitals ที่ประกาศว่าเป็นค่ามาตรฐานของร้าน PrestaShop ไม่มีราคากลางของงาน SEO ในประเทศไทยที่อ้างอิงได้ และไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ว่าการแก้เรื่องหนึ่งจะเพิ่มทราฟฟิกกี่เปอร์เซ็นต์ ใครที่ให้ตัวเลขเหล่านี้แบบชี้ชัดควรถูกถามกลับว่าเอามาจากไหน

สิ่งที่ทำได้และมีประโยชน์กว่าคือวัดฐานของร้านตัวเองก่อนลงมือ แล้ววัดซ้ำด้วยวิธีเดิม ชุดตัวเลขที่ควรจดไว้ก่อนเริ่มมีดังนี้

  1. จำนวนหน้าที่ถูกจัดเก็บดัชนีจริง เทียบกับจำนวนหน้าที่คุณตั้งใจให้จัดเก็บ ส่วนต่างคือปริมาณงานที่รออยู่
  2. จำนวนคลิกและการแสดงผลรายกลุ่มหน้า แยกหน้าหมวดหมู่ หน้าสินค้า และหน้าเนื้อหาออกจากกัน เพราะทั้งสามกลุ่มขยับด้วยเหตุผลคนละอย่าง
  3. ข้อมูลความเร็วจากผู้ใช้จริงของโดเมนตัวเอง ไม่ใช่คะแนนจากการทดสอบครั้งเดียวในห้องแล็บ เพราะคะแนนทดสอบแกว่งตามเครือข่ายและเครื่องที่ใช้ทดสอบ
  4. รายชื่อ URL ที่ให้สถานะผิดพลาดหรือถูกเปลี่ยนเส้นทางเป็นทอด ๆ จากการไล่คลานเว็บของตัวเอง
  5. ยอดขายและรายได้ที่มาจากช่องทางการค้นหาแบบไม่เสียเงิน แยกจากช่องทางอื่น

จดวันที่ที่ลงมือแก้แต่ละเรื่องไว้ด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงในผลค้นหาไม่ได้เกิดในวันเดียวกับที่กดบันทึก การมีบันทึกว่าแก้อะไรวันไหนคือสิ่งเดียวที่ทำให้อธิบายได้ภายหลังว่าอะไรทำให้ตัวเลขขยับ และเมื่อร้านโตขึ้นจนต้องเทียบผลระหว่างแพลตฟอร์ม วิธีวัดแบบเดียวกันนี้ใช้ได้กับร้านบน Shopify เช่นกัน

บริการ SEO สำหรับ PrestaShop

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่ารายการที่ต้องแก้ยาวเกินกว่าจะทำเองระหว่างดูแลร้านไปด้วย นั่นเป็นข้อสรุปที่สมเหตุสมผล งาน PrestaShop SEO ส่วนใหญ่ต้องแตะทั้งการตั้งค่าหลังบ้าน เทมเพลตของธีม และไฟล์บนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมักไม่ได้อยู่ในมือคนเดียวกัน

Relevant Audience รับงาน SEO สำหรับเว็บไซต์ PrestaShop โดยทำงานกับตัวระบบโดยตรง ไม่ใช่แค่ส่งรายการสิ่งที่ต้องแก้ให้แล้วจบ ขอบเขตงานครอบคลุมการตรวจโครงสร้าง URL และการตั้งค่าเส้นทางในหน้า Traffic and SEO การจัดการหน้าซ้ำที่เกิดจากตัวกรองและตัวเลือกสินค้า การวางโครงสร้างหมวดหมู่ให้ตรงกับคำที่คนค้นหาจริง การเขียนฟิลด์ meta รายหน้าในทุกภาษาที่ร้านเปิดใช้ การตรวจ hreflang สำหรับร้านสองภาษา งานด้านความเร็วที่ระดับธีมและโมดูล และการวางแผนเปลี่ยนเส้นทางเมื่อร้านต้องอัปเกรดหรือย้ายระบบ

ก่อนจะติดต่อใครก็ตาม เตรียมสามอย่างนี้ไว้จะคุยได้เร็วขึ้นมาก หนึ่งคือเวอร์ชันของ PrestaShop ชื่อธีม และรายการโมดูลที่เปิดใช้อยู่ สองคือสิทธิ์เข้าดูข้อมูลจากเครื่องมือวัดผลการค้นหาของโดเมน สามคือคำตอบว่าใครเป็นคนแตะเซิร์ฟเวอร์ได้ เพราะงานหลายอย่างในรายการข้างบนจบไม่ได้ถ้าไม่มีคนที่แก้ไฟล์คอนฟิกได้ ถ้าคุณกำลังเทียบว่าจะลงแรงกับ SEO หรือช่องทางอื่นก่อน ลองอ่านภาพรวมของ บริการ SEO สำหรับ e-commerce ประกอบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PrestaShop SEO

PrestaShop ทำ SEO ได้ดีเท่าแพลตฟอร์มอื่นไหม

ได้ เพราะ PrestaShop เปิดให้เข้าถึงทุกส่วนที่งาน SEO ต้องแตะ ตั้งแต่โครงสร้าง URL ไฟล์ robots.txt เทมเพลตของธีม ไปจนถึงการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ ข้อแตกต่างจากแพลตฟอร์มแบบสำเร็จรูปคือไม่มีใครตั้งค่าเหล่านี้ให้ถูกแทนคุณ ผลลัพธ์จึงขึ้นกับว่ามีคนดูแลส่วนเทคนิคหรือไม่ มากกว่าตัวแพลตฟอร์มเอง

ต้องเปิด friendly URL ไหม ถ้าเปิดแล้วเว็บพังจะทำอย่างไร

ควรเปิด และถ้าเปิดแล้วหน้าเว็บขึ้น 404 ทั้งเว็บ สาเหตุเกือบทุกครั้งคือเว็บเซิร์ฟเวอร์ยังไม่ได้เปิดความสามารถ URL rewriting ไม่ใช่ตัว PrestaShop เสีย บน Apache ให้ตรวจว่าโมดูล rewrite เปิดอยู่และไฟล์ .htaccess ถูกใช้งานจริง บน nginx ต้องเพิ่มกฎในไฟล์คอนฟิกเพราะ .htaccess ใช้ไม่ได้ ระหว่างที่แก้ให้ปิดสวิตช์กลับไปก่อนเพื่อไม่ให้ร้านล่ม

เปลี่ยนชื่อ friendly URL ของสินค้าแล้วอันดับจะหายไหม

ถ้าตั้งค่าการเปลี่ยนเส้นทางไปยัง URL มาตรฐานเป็นแบบถาวรไว้ URL เดิมของหน้าสินค้าจะถูกพาไปยัง URL ใหม่ให้เอง เพราะเส้นทางของหน้าสินค้ามีรหัสตัวเลขกำกับอยู่ แต่หน้าหมวดหมู่ไม่ได้ทำงานแบบเดียวกันในค่าเริ่มต้น การเปลี่ยนชื่อ URL ของหมวดหมู่จึงต้องเขียนกฎเปลี่ยนเส้นทางเองทุกครั้ง และควรทำทีละชุดพร้อมตรวจผลก่อนทำชุดถัดไป

ตัวกรองสินค้าควรปิดไปเลยเพื่อไม่ให้เกิดหน้าซ้ำหรือไม่

ไม่ควรปิด เพราะตัวกรองช่วยให้คนซื้อหาสินค้าเจอ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาการจัดเก็บดัชนี ทางที่ควรทำคือปล่อยให้ตัวกรองทำงานตามปกติสำหรับผู้ใช้ แต่กำหนดให้ canonical ของหน้าตัวกรองชี้กลับที่หน้าหมวดหมู่หลัก และปิดการคลาน URL รูปแบบนั้นด้วยกฎใน robots.txt ถ้าชุดตัวกรองใดมีคนค้นหาจริงจนคุ้มที่จะจับอันดับ ให้ทำเป็นหมวดหมู่จริงที่มีเนื้อหาของตัวเองแทน

ทำ SEO บน PrestaShop เห็นผลเมื่อไหร่ และควรตั้งงบเท่าไหร่

ไม่มีตัวเลขกลางที่อ้างอิงได้สำหรับทั้งสองคำถาม ระยะเวลาขึ้นกับสภาพเว็บตอนเริ่ม ขนาดแคตตาล็อก และการแข่งขันของคำที่ต้องการ ส่วนงบขึ้นกับว่าต้องใช้เวลานักพัฒนามากแค่ไหน สิ่งที่ทำได้จริงคือวัดฐานของตัวเองไว้ก่อนลงมือ แล้ววัดซ้ำด้วยวิธีเดิมเป็นรอบ พร้อมจดวันที่ที่แก้แต่ละเรื่อง เพื่อให้เทียบก่อนกับหลังได้จากข้อมูลของร้านเอง ไม่ใช่จากตัวเลขที่ใครสักคนอ้าง

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: