สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- Technical SEO มีสองชั้น ชั้นที่ทำให้ Google เข้าถึงและจัดทำดัชนีหน้าได้ กับชั้นที่ทำให้คนใช้งานหน้านั้นได้จริง ชั้นแรกต้องแก้ก่อนเสมอ
- การสั่ง Disallow URL ใน robots.txt ทำให้ Google ไม่เห็นแท็ก noindex บนหน้านั้น เพราะบอตต้องคลานเข้าไปในหน้าก่อนจึงจะอ่านแท็กที่อยู่ในหน้าได้
- Core Web Vitals คือ LCP INP และ CLS โดย INP เข้ามาแทน FID เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ข้อมูลจากผู้ใช้จริงคือตัวที่นับ ส่วนข้อมูลห้องทดลองมีไว้หาสาเหตุ
- Structured data ทำให้หน้ามีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษ แต่ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับในตัวมันเอง และแท็ก canonical เป็นเพียงสัญญาณบอกใบ้ ไม่ใช่คำสั่ง
- ไม่มีมาตรฐานที่ประกาศไว้ว่าเว็บขนาดไหนควรออดิตบ่อยแค่ไหน ให้ตั้งความถี่จากอัตราการเปลี่ยนแปลง รัศมีความเสียหายของเทมเพลต และจังหวะการปล่อยงานแทน
Technical SEO คือการดูแลโครงสร้างและพื้นฐานทางเทคนิคของเว็บไซต์ ให้เสิร์ชเอนจินคลานข้อมูล อ่าน เรนเดอร์ และจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้ถูกต้อง แล้วเลือกหน้าที่ใช่ไปแสดงในผลการค้นหา พร้อมกันนั้นก็ทำให้คนที่คลิกเข้ามาใช้งานหน้านั้นได้จริงบนอุปกรณ์ของตัวเอง พูดสั้น ๆ คือมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณเขียนอะไร แต่เกี่ยวกับว่าสิ่งที่คุณเขียนถูกส่งถึงมือ Googlebot และผู้ใช้ในสภาพไหน
ส่วนที่มีค่าที่สุดของบทความนี้คือส่วนลำดับการแก้ เพราะรายการปัญหาจากเครื่องมือออดิตยาวเป็นร้อยบรรทัด แต่ไม่มีเครื่องมือไหนบอกว่าควรเริ่มตรงไหน
การทํา Technical SEO คืออะไร
การทำ Technical SEO คือการทำงานกับชั้นที่อยู่ใต้เนื้อหา เพื่อให้เส้นทางตั้งแต่ URL ถูกค้นพบไปจนถึงหน้าเว็บถูกแสดงในผลการค้นหาไม่มีจุดไหนขาด เส้นทางนั้นมีห้าช่วง และแต่ละช่วงพังคนละแบบ
- การค้นพบ เสิร์ชเอนจินต้องรู้ก่อนว่ามี URL นี้อยู่ ผ่านลิงก์ภายใน ลิงก์จากเว็บอื่น หรือ XML sitemap หน้าที่ไม่มีลิงก์ชี้ไปเลยมักไม่ถูกค้นพบ
- การคลาน บอตส่งคำขอไปที่ URL สถานะผิดพลาดจากเซิร์ฟเวอร์ คำสั่งห้ามใน robots.txt หรือการหมดเวลา ทำให้ทุกอย่างจบตรงนั้น
- การเรนเดอร์ หน้าที่ประกอบร่างด้วย JavaScript ฝั่งผู้ใช้ ต้องรันสคริปต์ก่อนบอตถึงจะเห็นเนื้อหาจริง ถ้าเนื้อหาหลักขึ้นกับ API ที่ถูกบล็อก บอตก็เห็นหน้าเปล่า
- การจัดทำดัชนี เสิร์ชเอนจินตัดสินใจว่าจะเก็บหน้านี้เข้าดัชนีหรือไม่ และถ้ามีหลาย URL ที่เนื้อหาเหมือนกัน จะเลือก URL เดียวเป็นตัวแทน
- การจัดอันดับและการแสดงผล หน้าที่อยู่ในดัชนีจึงจะถูกนำมาจัดอันดับ และถ้ามี structured data ที่ถูกต้องก็มีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษ
On-page SEO ทำงานกับสิ่งที่อยู่บนหน้า Off-page SEO ทำงานกับสัญญาณจากภายนอกอย่างลิงก์ ส่วน Technical SEO ทำงานกับเงื่อนไขที่ทำให้อีกสองอย่างมีผล ดูภาพรวมว่างานสามส่วนนี้ต่อกันอย่างไรได้ที่หน้า บริการ SEO ส่วนสิ่งที่มันทำไม่ได้ก็ควรพูดให้ชัด มันไม่ทำให้เนื้อหาที่ไม่มีคนค้นหากลายเป็นเนื้อหาที่มีคนค้นหา มันแค่ทำให้ทุกอย่างที่คุณลงแรงไปแล้วมีโอกาสถูกนับ
ทำไม Technical SEO ถึงสำคัญ
Technical SEO สำคัญเพราะมันเป็นเงื่อนไขนำหน้า หน้าที่เสิร์ชเอนจินเข้าไม่ถึงหรือไม่จัดทำดัชนี จะได้อันดับเป็นศูนย์ไม่ว่าเนื้อหาจะดีแค่ไหน งบเขียนคอนเทนต์ทั้งปีที่ลงไปกับหน้าซึ่งติด noindex ค้างไว้ คือศูนย์เท่ากันหมด ผลของมันแยกเป็นสองทางที่วิ่งขนานกัน
- ทางอันดับ เรื่องแรกคือการมองเห็น หน้าต้องเข้าดัชนีก่อนจึงจะแข่งได้ เรื่องที่สองคือการรวมสัญญาณ ถ้าเนื้อหาชุดเดียวเข้าถึงได้จากสิบ URL ลิงก์จะกระจายออกไปแทนที่จะกองอยู่ที่ URL เดียว เรื่องที่สามคือความต่อเนื่อง เว็บที่ย้ายระบบโดยไม่วางแผน redirect มักเสียอันดับที่สะสมมาหลายปีในสัปดาห์เดียว
- ทาง UX รายการแก้ไขเดียวกันเกือบทั้งหมดส่งผลกับคนจริง หน้าที่โหลดช้า ปุ่มที่กระโดดหนีตอนกำลังจะกด ลิงก์ที่พาไปหน้า 404 ใบรับรอง HTTPS ที่หมดอายุจนเบราว์เซอร์ขึ้นคำเตือน ทั้งหมดนี้ทำให้คนกดออกก่อนจะเห็นข้อเสนอของคุณ
สองทางนี้มาบรรจบกันเพราะ Google วัดประสบการณ์หน้าเว็บบางส่วนจากผู้ใช้จริง ไม่ใช่จากห้องทดลองอย่างเดียว ธุรกิจที่ดูแลทั้งเวอร์ชันไทยและอังกฤษบนโดเมนเดียวกันยังเจอเรื่อง hreflang ซ้อนอีกชั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่งาน SEO ประเทศไทย มักเริ่มจากการเคลียร์โครงสร้างก่อนเสมอ
Technical SEO ต้องรู้จักอะไรบ้าง
องค์ประกอบหลักมีเจ็ดกลุ่ม ไม่ต้องเชี่ยวชาญระดับนักพัฒนา แต่ต้องรู้อาการของแต่ละกลุ่มเวลามันพัง จะได้คุยกับทีมพัฒนาตรงจุด
1. การคลานและการจัดทำดัชนี
กลุ่มที่สำคัญที่สุดและเข้าใจผิดกันบ่อยที่สุด ไฟล์ robots.txt อยู่ที่รากของโดเมนและบอกบอตว่าอย่าคลาน URL รูปแบบนี้ ส่วนแท็ก meta robots ที่มีค่า noindex อยู่ในส่วนหัวของหน้าเว็บ และบอกคนละเรื่องคือคลานได้แต่อย่าเก็บหน้านี้เข้าดัชนี ผลพวงที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ถ้าคุณสั่ง Disallow URL หนึ่งไว้ใน robots.txt แล้วไปวาง noindex บนหน้านั้น คำสั่ง noindex จะไม่ถูกอ่าน เพราะบอตต้องคลานเข้าไปในหน้าก่อนจึงจะเห็นแท็กที่อยู่ในหน้า และ URL นั้นยังโผล่ในผลการค้นหาได้ถ้ามีลิงก์จากที่อื่นชี้มา เพียงแต่จะแสดงโดยไม่มีคำอธิบาย ถ้าเป้าหมายคือเอาหน้าออกจากดัชนี ให้ปล่อยให้คลานได้ แล้วใช้ noindex ผ่านแท็กในหน้าหรือผ่านส่วนหัว HTTP ที่ชื่อ X-Robots-Tag อีกสองเรื่องในกลุ่มนี้คือ หน้าที่คืน 5xx เป็นช่วง ๆ ทำให้บอตลดความถี่ในการคลาน และงบประมาณการคลานเป็นประเด็นของเว็บขนาดใหญ่ ไม่ใช่เว็บไม่กี่ร้อยหน้า
2. ความเร็วเว็บไซต์และ Core Web Vitals
Core Web Vitals ปัจจุบันมีสามตัว คือ LCP ที่วัดว่าเนื้อหาชิ้นใหญ่ที่สุดในหน้าจอแรกแสดงเสร็จเมื่อไร INP ที่วัดว่าหน้าตอบสนองต่อการโต้ตอบของผู้ใช้เร็วแค่ไหน และ CLS ที่วัดว่าเลย์เอาต์กระโดดไปมามากแค่ไหนระหว่างโหลด โดย INP เข้ามาแทนที่ FID อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2567 สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือข้อมูลภาคสนามจากผู้ใช้จริงซึ่งเป็นตัวที่ Google ใช้ประเมินประสบการณ์หน้าเว็บ กับข้อมูลห้องทดลองที่มาจากการจำลองโหลดหนึ่งครั้งและมีไว้หาสาเหตุ ไม่ใช่ตัวตัดสิน LCP ช้ามักมาจากภาพหน้าปกที่ไม่ได้บีบอัดหรือ CSS ที่บล็อกการเรนเดอร์ INP แย่มาจาก JavaScript ที่ยึดเธรดหลักไว้ตอนผู้ใช้กด ส่วน CLS สูงมาจากภาพและโฆษณาที่ไม่ได้จองพื้นที่ไว้ล่วงหน้า
3. มือถือ
Google จัดทำดัชนีแบบ mobile-first หมายความว่าเวอร์ชันมือถือของหน้าคือเวอร์ชันที่ถูกใช้จัดทำดัชนีและจัดอันดับ ข้อสรุปมีข้อเดียวแต่หนักมาก อะไรที่ไม่อยู่ในเวอร์ชันมือถือ เท่ากับไม่มีอยู่ในสายตาของ Google เว็บที่ตัดตารางสเปกออกบนมือถือหรือโหลดรีวิวเฉพาะบนเดสก์ท็อป กำลังตัดสิ่งที่ตัวเองใช้แข่งทิ้งโดยไม่รู้ตัว นอกจากความเท่ากันของเนื้อหา ยังต้องดู meta viewport ขนาดปุ่มที่กดด้วยนิ้วได้ และป๊อปอัปที่บังเนื้อหา
4. HTTPS และความปลอดภัย
HTTPS คือการส่งข้อมูลระหว่างเบราว์เซอร์กับเซิร์ฟเวอร์ผ่านการเข้ารหัส TLS ทำให้คนกลางอ่านหรือแก้ไขข้อมูลระหว่างทางไม่ได้ และ Google เคยระบุว่ามันเป็นสัญญาณจัดอันดับที่มีน้ำหนักเบา ส่วน HSTS หรือส่วนหัว Strict-Transport-Security บอกเบราว์เซอร์ว่าให้ติดต่อโดเมนนี้ผ่าน HTTPS เท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจะไม่ยอมต่อผ่าน HTTP อีกแม้ผู้ใช้จะพิมพ์เอง สิ่งที่ต้องเช็กคือทุกเวอร์ชันของโดเมน redirect มาที่เวอร์ชันเดียว ไม่มี mixed content เหลืออยู่ และใบรับรองต่ออายุอัตโนมัติ เพราะใบรับรองหมดอายุทำให้ทราฟฟิกหายทั้งเว็บภายในไม่กี่นาที
5. Structured data
Structured data คือการติดป้ายบอกความหมายให้เนื้อหาในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ โดยรูปแบบที่ Google แนะนำคือ JSON-LD มันทำให้หน้ามีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษในผลการค้นหา เช่น คำถามคำตอบหรือข้อมูลสินค้า จุดที่ต้องระวังคือคำว่ามีสิทธิ์ เพราะมันไม่ได้รับประกันผลลัพธ์แบบพิเศษ ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับในตัวมันเอง และ Google เลือกแสดงหรือไม่แสดงเอง เงื่อนไขที่ควบคุมได้คือมาร์กอัปต้องตรงกับเนื้อหาที่ผู้ใช้เห็นบนหน้าจริง
6. XML sitemap
XML sitemap คือไฟล์รายชื่อ URL ที่คุณอยากให้เสิร์ชเอนจินรู้จัก หน้าที่ของมันคือช่วยเรื่องการค้นพบ ไม่ใช่การรับประกัน การอยู่ใน sitemap ไม่ได้แปลว่าจะถูกจัดทำดัชนี และการไม่อยู่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ถูกจัดทำดัชนี ไฟล์เดียวบรรจุได้ไม่เกิน 50,000 URL และขนาดไม่เกิน 50MB แบบยังไม่บีบอัด ถ้าเกินให้แตกไฟล์แล้วใช้ไฟล์ดัชนี sitemap รวบอีกที ส่วนคุณภาพวัดกันที่ว่าข้างในมีแต่ URL ที่เป็น canonical จัดทำดัชนีได้ และคืนสถานะ 200
7. เนื้อหาซ้ำและการเลือก URL ตัวแทน
เนื้อหาซ้ำภายในเว็บไซต์เดียวกันไม่ได้ทำให้ถูกลงโทษ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเสิร์ชเอนจินจะจับ URL ที่เนื้อหาเหมือนกันมารวมเป็นกลุ่ม แล้วเลือก URL เดียวเป็นตัวแทน ซึ่งอาจไม่ใช่ URL ที่คุณอยากให้ติดอันดับ แท็ก canonical คือวิธีบอกความต้องการของคุณ แต่ Google ปฏิบัติกับมันในฐานะสัญญาณบอกใบ้ ไม่ใช่คำสั่ง ถ้าสัญญาณอื่นขัดแย้งกัน ระบบก็อาจเลือกต่างจากที่คุณระบุ ต้นเหตุของ URL ซ้ำที่พบบ่อยคือพารามิเตอร์ติดตาม การเข้าถึงได้ทั้งแบบมีและไม่มี www หรือเครื่องหมายทับปิดท้าย และหน้าแบ่งหน้าย่อย ซึ่ง Google ระบุไว้ตั้งแต่ปี 2562 ว่าไม่ได้ใช้ rel="next" และ rel="prev" ในการจัดทำดัชนีแล้ว จึงควรจัดการด้วยลิงก์ที่คลานได้และตั้ง canonical ให้แต่ละหน้าชี้ที่ตัวเอง ส่วนเว็บหลายภาษาเพิ่มอีกชั้นคือ hreflang ที่พังบ่อยเพราะไม่ตอบกลับ ถ้าหน้า A ประกาศว่า B เป็นเวอร์ชันภาษาอื่นของตัวเอง หน้า B ก็ต้องประกาศกลับมาที่ A ไม่อย่างนั้นการประกาศจะถูกมองข้าม และควรมีค่า x-default สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ตรงกับภาษาใดที่ระบุไว้
Technical SEO Checklist ที่ใช้ทำงานได้จริง
เช็กลิสต์ข้างล่างเรียงตามกลุ่มงาน ไม่ได้เรียงตามลำดับการแก้ ใช้เก็บของก่อน แล้วเอาสิ่งที่เจอไปเข้ากรอบจัดลำดับในหัวข้อถัดไป
กลุ่มการมองเห็น
- เปิด robots.txt แล้วอ่านทีละบรรทัด มีบรรทัด Disallow ไหนครอบคลุมหน้าที่คุณต้องการอันดับหรือไม่
- ตรวจว่าไม่มี meta robots noindex หรือ X-Robots-Tag ที่ noindex ค้างอยู่ นี่คือสิ่งที่หลุดจากเซิร์ฟเวอร์ทดสอบบ่อยที่สุดตอนเปิดเว็บใหม่
- ไล่รายงาน Page Indexing ใน Search Console ทีละเหตุผล แล้วสุ่ม URL สำคัญมาตรวจด้วย URL Inspection
กลุ่มความถูกต้องของ URL
- ทุกหน้าประกาศ canonical และค่าที่ประกาศชี้ไป URL ที่คืนสถานะ 200 ไม่ใช่ URL ที่ redirect
- เลือกเวอร์ชันโดเมนหลักเวอร์ชันเดียว redirect ที่เหลือมาด้วย 301 และยุบห่วงโซ่ redirect ที่ยาวเกินสองทอด
- หน้าที่ลบถาวรคืน 404 หรือ 410 และไม่มีหน้าไหนคืน 200 ทั้งที่แสดงข้อความว่าไม่พบ
กลุ่มประสิทธิภาพและมือถือ
- ดูข้อมูลจากผู้ใช้จริงของ LCP INP และ CLS แยกตามกลุ่มหน้า ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของทั้งเว็บ
- ระบุให้ได้ว่าองค์ประกอบไหนคือ LCP ของหน้าสำคัญ แล้วค่อยไปแก้ที่ชิ้นนั้น
- ภาพกำหนดขนาดล่วงหน้า ภาพนอกหน้าจอแรกโหลดแบบหน่วง และถอดสคริปต์ของบุคคลที่สามที่ไม่ได้ใช้แล้วออก
กลุ่มความปลอดภัยและข้อมูล
- ทั้งเว็บให้บริการผ่าน HTTPS ไม่มี mixed content และใบรับรองต่ออายุอัตโนมัติพร้อมการแจ้งเตือนก่อนหมดอายุ
- XML sitemap มีแต่ URL ที่เป็น canonical และจัดทำดัชนีได้ อ้างอิงไว้ใน robots.txt และส่งผ่าน Search Console แล้ว
- เก็บผลก่อนแก้ไว้ ทั้งจำนวนหน้าที่จัดทำดัชนี การแสดงผล และคลิก
technical seo มีปัญหาต้องทำอะไรก่อนหลัง
กฎหลักมีข้อเดียว อะไรที่บล็อกการจัดทำดัชนีแก้ก่อนเสมอ แล้วที่เหลือเรียงตามผลกระทบ เหตุผลที่กฎนี้ไม่มีข้อยกเว้นคือ ปัญหาประเภทบล็อกทำให้มูลค่าของหน้าเป็นศูนย์ ส่วนปัญหาประเภทอื่นทำให้มูลค่าลดลงเป็นเปอร์เซ็นต์ การคูณด้วยศูนย์กับการคูณด้วย 0.8 ไม่ใช่ปัญหาคนละระดับความเร่งด่วน แต่เป็นปัญหาคนละประเภท
ขั้นที่หนึ่ง แยกรายการปัญหาออกเป็นสองกอง
เดินผ่านรายการทั้งหมดครั้งเดียวแล้วถามคำถามเดียวกับทุกข้อว่า ถ้าไม่แก้ข้อนี้ หน้าที่เกี่ยวข้องจะเข้าดัชนีและถูกเลือกไปแสดงได้ไหม ถ้าไม่ได้ ลงกองแรก ถ้าได้แต่แย่ลง ลงกองที่สอง
กองแรกมักมีไม่กี่ข้อ และมักเป็นข้อที่แก้ง่ายที่สุดในรายการด้วย เช่น ลบบรรทัดเดียวใน robots.txt หรือถอดแท็ก noindex ที่ค้างมาจากตอนพัฒนา ความง่ายของมันทำให้คนมองข้าม เพราะรายการออดิตเรียงตามจำนวน URL ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้เรียงตามว่าอะไรตัดขาดการมองเห็น
ขั้นที่สอง เรียงกองที่สองด้วยสามตัวแปร
กองที่สองต้องใช้ดุลพินิจ ประเมินทีละข้อด้วยสามตัวแปรนี้ แล้วเรียงจากค่าที่ได้มากไปน้อย
- มูลค่าของหน้าที่ได้รับผลกระทบ หน้าที่สร้างรายได้หรือลีดจริงมีน้ำหนักมากกว่าหน้าคลังบทความเก่าที่ไม่มีทราฟฟิก ให้ดูจากข้อมูลจริงว่าหน้าไหนทำเงิน ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าหน้าไหนสำคัญ
- จำนวน URL ที่ได้รับผลกระทบ ปัญหาที่ฝังอยู่ในเทมเพลตกระทบทุกหน้าที่ใช้เทมเพลตนั้น แก้ครั้งเดียวได้ผลเป็นพัน ปัญหาที่อยู่เฉพาะหน้าเดียวได้ผลเท่ากับหนึ่ง
- แรงที่ต้องใช้และใครต้องลงมือ งานที่ทีมการตลาดแก้เองได้ในระบบจัดการเนื้อหา กับงานที่ต้องรอคิว sprint ของทีมพัฒนาสามสัปดาห์ ไม่ควรอยู่ลำดับเดียวกัน แม้ผลกระทบจะเท่ากัน
เอามูลค่าคูณจำนวนหน้า แล้วหารด้วยแรงที่ต้องใช้ ไม่ต้องคิดเป็นตัวเลขจริงจัง แค่ให้คะแนนสูงกลางต่ำในแต่ละช่องก็พอเห็นลำดับ สิ่งที่กรอบนี้ช่วยได้มากที่สุดคือมันดันงานประเภทแก้ที่เทมเพลตเดียวแล้วจบทั้งหมวดขึ้นมาบนสุดของกองที่สองเสมอ ซึ่งเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในงาน Technical SEO แทบทุกครั้ง
ขั้นที่สาม อย่าแก้ทุกอย่างพร้อมกันจนวัดผลไม่ได้
การปล่อยการแก้ยี่สิบข้อพร้อมกันในวันเดียว ทำให้สองเดือนถัดมาไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรได้ผล ให้ปล่อยกองแรกทั้งหมดทันทีเพราะเป็นการปลดล็อกไม่ใช่การทดลอง จากนั้นปล่อยกองที่สองเป็นชุด ชุดละหนึ่งประเภทปัญหา แล้วบันทึกวันที่ปล่อยไว้ทุกครั้ง เพื่อทาบกับกราฟการแสดงผลและการจัดทำดัชนีย้อนหลังได้
หลังปล่อยแล้ว ให้กดยืนยันการแก้ไขในรายงานที่เกี่ยวข้องใน Search Console และใช้การทดสอบ URL แบบสด เพื่อดูว่าบอตเห็นเวอร์ชันที่แก้แล้วจริง อย่าเชื่อว่าแก้เสร็จเพียงเพราะโค้ดถูกดีพลอย เพราะแคชระดับ CDN และแคชของ CMS ทำให้บอตยังเห็นของเก่าได้อีกหลายวัน
ตารางสรุปลำดับการแก้
ตารางนี้ย่อกรอบข้างบนให้อยู่ในหน้าเดียว ใช้จัดกลุ่มรายการจากการออดิตก่อนเข้าประชุมกับทีมพัฒนา
| ลำดับ | อาการที่เจอ | เหตุผลที่ต้องมาก่อน |
|---|---|---|
| ระดับ 0 บล็อกการจัดทำดัชนี | Disallow ผิดใน robots.txt, noindex ค้างจากเซิร์ฟเวอร์ทดสอบ, หน้าคืน 5xx, เนื้อหาหลักไม่เรนเดอร์ | หน้าไม่เข้าดัชนีแปลว่างานอื่นทั้งหมดบนหน้านั้นให้ผลเป็นศูนย์ |
| ระดับ 1 เข้าดัชนีผิด URL | canonical ชี้ผิดหรือชี้ไป URL ที่ redirect, พารามิเตอร์สร้าง URL ซ้ำ, ห่วงโซ่ redirect, hreflang ไม่ตอบกลับ | สัญญาณกระจาย ทำให้หน้าที่ติดอันดับไม่ใช่หน้าที่คุณตั้งใจ |
| ระดับ 2 เข้าถึงได้แต่ประสบการณ์แย่ | LCP ช้า, INP ตอบสนองช้า, CLS สูง, เนื้อหาบนมือถือไม่เท่าเดสก์ท็อป | กระทบผู้ใช้จริงและอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าทันที และอยู่ในสัญญาณประสบการณ์หน้าเว็บ |
| ระดับ 3 ส่วนขยายผลการค้นหา | ไม่มี structured data, มาร์กอัปมีข้อผิดพลาด, ไม่มีเส้นทางนำทาง | เพิ่มโอกาสได้ผลลัพธ์แบบพิเศษ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาการมองเห็น |
| ระดับ 4 งานบำรุงรักษา | ลิงก์เสียกระจัดกระจาย, URL เก่าค้างใน sitemap, ภาพไม่มีข้อความแทน | สะสมแล้วแก้เป็นชุดได้ ไม่ต้องแทรกคิวงานพัฒนา |

เครื่องมือทำ Technical SEO
ของฟรีเพียงพอสำหรับเว็บขนาดเล็กถึงกลางเกือบทั้งหมด ส่วนของเสียเงินซื้อสองอย่างคือความเร็วในการกวาดทั้งเว็บ และความต่อเนื่องของการเฝ้าดู
เครื่องมือฟรี
- Google Search Console คือข้อมูลจากเจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรง และเป็นที่เดียวที่บอกได้ว่า Google จัดทำดัชนีหน้าของคุณจริงหรือไม่ รายงาน Page Indexing บอกว่า URL ไหนเข้าดัชนี ไหนไม่เข้า และเพราะอะไร ส่วน URL Inspection ตรวจทีละ URL พร้อมทดสอบแบบสดว่าบอตเห็นอะไร นอกจากนี้ยังมีรายงาน sitemap ข้อมูล Core Web Vitals จากผู้ใช้จริง และสถิติการคลาน
- PageSpeed Insights รวมข้อมูลจากผู้ใช้จริงกับผลทดสอบในห้องทดลองของ URL เดียวไว้ในหน้าเดียว ส่วน Lighthouse และ Chrome DevTools ใช้ตรวจซ้ำบนเครื่องตัวเองได้ไม่จำกัด แผงเครือข่ายบอกว่าไฟล์ไหนหนัก แผงประสิทธิภาพบอกว่าเธรดหลักติดที่สคริปต์ตัวไหน และการดู DOM หลังเรนเดอร์เทียบกับซอร์สโค้ดคือวิธีเช็กปัญหา JavaScript ที่ตรงที่สุด
- เครื่องมือทดสอบผลการค้นหาแบบสมบูรณ์ของ Google และ Schema Markup Validator ตรวจว่ามาร์กอัปถูกต้องและมีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษหรือไม่
- Bing Webmaster Tools ให้มุมมองที่สองจากเสิร์ชเอนจินอีกเจ้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนคำสั่ง curl หรือเครื่องมือดูส่วนหัว HTTP ใช้ดูรหัสสถานะ ปลายทางของ redirect และส่วนหัวอย่าง X-Robots-Tag ได้ตรงที่สุด
เครื่องมือแบบเสียเงิน
- Screaming Frog SEO Spider เป็นโปรแกรมคลานเว็บที่ติดตั้งบนเครื่อง เวอร์ชันฟรีคลานได้สูงสุด 500 URL ต่อครั้ง ส่วนใบอนุญาตแบบเสียเงินปลดล็อกจำนวน URL การเรนเดอร์ JavaScript และการตั้งเวลาคลานอัตโนมัติ
- Sitebulb เป็นโปรแกรมคลานที่เน้นอธิบายว่าปัญหาคืออะไรและควรให้ความสำคัญแค่ไหน เหมาะกับรายงานที่ผู้บริหารหรือทีมพัฒนาต้องอ่าน
- Ahrefs และ Semrush มีโมดูลออดิตที่ตั้งให้คลานซ้ำตามรอบเวลาได้ จุดแข็งคือการเฝ้าดูต่อเนื่องและการแจ้งเตือนเมื่อจำนวนปัญหาเปลี่ยนไป
- เครื่องมือวิเคราะห์ไฟล์บันทึกของเซิร์ฟเวอร์ คือทางเดียวที่จะเห็นว่าบอตเข้ามาที่ URL ไหนจริง บ่อยแค่ไหน และเจอสถานะอะไร ซึ่งจำเป็นเมื่อเว็บใหญ่พอจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณการคลาน
ข้อจำกัดที่เครื่องมือทุกตัวมีเหมือนกันคือ มันบอกได้ว่าพบอะไร แต่บอกไม่ได้ว่าอะไรควรทำก่อน มันไม่รู้ว่าหน้าไหนทำเงินให้ธุรกิจ และไม่รู้ว่าคิวงานพัฒนายาวแค่ไหน การเรียงลำดับจึงยังเป็นงานที่ต้องใช้คนตัดสิน ซึ่งเป็นแกนของงาน SEO Audit ที่ทำกันจริงจัง
ควรตรวจสอบ SEO ทางเทคนิคบ่อยแค่ไหน
ไม่มีมาตรฐานกลางของอุตสาหกรรมที่กำหนดความถี่ตามขนาดเว็บ ใครที่บอกตัวเลขตายตัวว่าเว็บกี่หน้าต้องออดิตกี่เดือนครั้ง กำลังพูดจากธรรมเนียมปฏิบัติของตัวเอง ไม่ใช่จากข้อกำหนดของเสิร์ชเอนจิน ให้ตั้งความถี่จากตัวแปรที่วัดได้จริงของเว็บคุณเองแทน
- อัตราการเปลี่ยนแปลงของเว็บ เว็บที่เพิ่มหน้าใหม่ทุกวันหรือเปลี่ยนราคาตลอดเวลา เกิดปัญหาใหม่บ่อยกว่าเว็บบริษัทสิบหน้าที่แก้ปีละครั้ง
- รัศมีความเสียหายของเทมเพลต เว็บที่ทุกหน้าสินค้าเกิดจากเทมเพลตเดียว เสี่ยงที่การแก้เทมเพลตครั้งเดียวจะทำให้หลายพัน URL พังพร้อมกัน
- จังหวะการปล่อยของทีมพัฒนา ทีมที่ดีพลอยทุกสัปดาห์ต้องการการตรวจถี่กว่าทีมที่แก้เว็บปีละสองครั้ง เพราะทุกการดีพลอยคือโอกาสที่การตั้งค่าจะเปลี่ยนโดยไม่มีใครตั้งใจ
- ปริมาณ URL ทั้งหมด ขนาดไม่ได้กำหนดความถี่โดยตรง แต่กำหนดต้นทุนของการตรวจแต่ละครั้ง เว็บที่มีแสน URL ตรวจเต็มรูปแบบบ่อยไม่ไหว จึงต้องพึ่งการเฝ้าดูอัตโนมัติ
แทนที่จะตั้งรอบเดียว ให้แบ่งเป็นสามจังหวะ จังหวะแรกคือการเฝ้าดูต่อเนื่อง เปิดการแจ้งเตือนของ Search Console ไว้ และดูรายงาน Page Indexing กับ Core Web Vitals เป็นประจำ สิ่งที่มองหาคือการเปลี่ยนแปลงแบบหักศอก ไม่ใช่ตัวเลขสัมบูรณ์ ยอดหน้าที่ไม่ถูกจัดทำดัชนีที่กระโดดขึ้นในวันเดียวคือสัญญาณว่ามีอะไรถูกปล่อยขึ้นไป จังหวะที่สองคือการกวาดทั้งเว็บด้วยเครื่องมือคลานเป็นรอบแล้วเทียบกับรอบก่อน เพื่อหาปัญหาที่ไม่ส่งเสียงในรายงาน เช่น ห่วงโซ่ redirect ที่งอกขึ้น หรือ canonical ที่เปลี่ยนโดยไม่มีใครสั่ง
จังหวะที่สามคือการตรวจตามเหตุการณ์ ซึ่งสำคัญที่สุดและมักถูกลืม ให้ตรวจทันทีหลังย้ายโฮสต์หรือเปลี่ยนโดเมน หลังเปลี่ยนดีไซน์หรือระบบจัดการเนื้อหา หลังอัปเดตปลั๊กอินหรือธีมชุดใหญ่ และทันทีที่ทราฟฟิกจากการค้นหาตกผิดปกติ ความถี่ควรแปรผันตามความถี่ที่ของจะพัง ไม่ใช่ตามจำนวนหน้า เว็บสิบหน้าที่ทีมแก้โค้ดทุกสัปดาห์ ต้องการการตรวจบ่อยกว่าเว็บพันหน้าที่นิ่งสนิทมาสองปี
สรุปและก้าวถัดไป
ถ้าจำจากบทความนี้ได้ข้อเดียว ให้จำลำดับ ตรวจว่าหน้าเข้าดัชนีได้ก่อน แล้วตรวจว่าเข้าดัชนีถูก URL แล้วค่อยไปเรื่องความเร็วและประสบการณ์ แล้วค่อยไปเรื่องส่วนขยายผลการค้นหา การทำสลับลำดับคือสาเหตุที่หลายเว็บลงแรงกับ structured data ทั้งเดือน ทั้งที่หน้าครึ่งเว็บยังไม่ถูกจัดทำดัชนี
พื้นฐานชุดนี้ยังไม่หมดความสำคัญเมื่อการค้นหาย้ายไปอยู่ในรูปแบบที่มีคำตอบจากปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ระบบที่จะอ้างอิงหน้าเว็บของคุณยังต้องเข้าถึงหน้านั้น อ่านเนื้อหาให้ออก และเข้าใจโครงสร้างของมันอยู่ดี ดูแนวทางด้านนี้ได้ที่หน้า AI SEO ส่วนใครที่อยากได้รายการปัญหาที่จัดลำดับมาให้พร้อมประมาณการแรงงาน เริ่มจาก บริการ SEO Audit ของ Relevant Audience ได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Technical SEO
Technical SEO ต่างจาก On-page SEO อย่างไร
Technical SEO ดูแลเงื่อนไขที่ทำให้หน้าถูกค้นพบ คลาน เรนเดอร์ และจัดทำดัชนีได้ ส่วน On-page SEO ดูแลสิ่งที่อยู่บนหน้าเอง เช่น หัวข้อและโครงสร้างเนื้อหา ทั้งสองทับซ้อนกันที่แท็กชื่อเรื่องและ canonical ถ้างานเทคนิคพัง งาน on-page ที่ดีที่สุดก็ไม่มีใครเห็น
บล็อกหน้าไว้ใน robots.txt แล้วทำไมยังโผล่ในผลการค้นหา
เพราะ robots.txt ห้ามการคลาน ไม่ได้ห้ามการจัดทำดัชนี ถ้ามีเว็บอื่นลิงก์มา Google อาจจัดทำดัชนี URL ไว้โดยไม่ได้เข้าไปอ่านเนื้อหา และแสดงผลโดยไม่มีคำอธิบาย ถ้าต้องการเอาหน้าออกจากดัชนีจริง ให้เอาคำสั่ง Disallow ออกเพื่อให้บอตเข้าไปอ่านได้ แล้วใส่ noindex ผ่านแท็ก meta robots หรือส่วนหัว X-Robots-Tag
ใส่ Schema แล้วอันดับจะดีขึ้นไหม
Structured data ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับในตัวมันเอง สิ่งที่มันให้คือสิทธิ์ในการแสดงผลแบบพิเศษ ซึ่งอาจทำให้อัตราการคลิกดีขึ้นเมื่ออันดับเท่าเดิม และคำว่าสิทธิ์หมายความตามตัวอักษร เพราะ Google เลือกเองว่าจะแสดงหรือไม่ การติด schema กับหน้าที่ยังไม่ถูกจัดทำดัชนีจึงไม่ให้ผลอะไร
Canonical กับ 301 redirect ควรใช้ตัวไหน
ใช้ 301 เมื่อหน้าเดิมควรหายไปและผู้ใช้ควรถูกพาไปหน้าใหม่อย่างถาวร ใช้ canonical เมื่อทั้งสอง URL ยังต้องเข้าถึงได้ แต่ควรนับเป็นหน้าเดียว โดย 301 บอกว่าย้ายถาวร 302 บอกว่าย้ายชั่วคราวและ URL เดิมยังเป็นตัวหลัก ส่วน canonical เป็นเพียงสัญญาณบอกใบ้
แก้ปัญหาทางเทคนิคแล้วนานแค่ไหนถึงเห็นผล
ไม่มีกรอบเวลาที่ประกาศไว้เป็นทางการ และมันขึ้นกับว่าเสิร์ชเอนจินกลับมาคลานหน้าที่แก้เมื่อไร สิ่งที่ควบคุมได้คือส่งสัญญาณให้ครบ ทั้งการอัปเดต sitemap การขอตรวจสอบ URL ผ่าน Search Console และการยืนยันการแก้ไขในรายงานที่เกี่ยวข้อง แล้ววัดผลด้วยจำนวนหน้าที่เข้าดัชนีและการแสดงผล ไม่ใช่ด้วยอันดับของคำค้นเดียว







