Anchor Text in SEO: Types, Ratio Myths and How to Choose

anchor text คืออะไร ประเภท สัดส่วน และวิธีเลือกให้ถูก

เอสอีโอ (Search Engine Optimization)August 28, 2026
By Antonio Fernandez

สรุปสั้น ๆ (TL;DR)

  • anchor text คือข้อความที่คลิกได้ของลิงก์ และทำหน้าที่เป็นคำอธิบายสั้น ๆ ของหน้าปลายทางให้ทั้งคนอ่านและเครื่องมือค้นหา
  • Google ไม่เคยประกาศสัดส่วน anchor text ที่ถูกต้อง ตารางเปอร์เซ็นต์ที่เจอตามเว็บจึงเป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่กฎที่มีเอกสารรองรับ
  • ส่งออก anchor ของเว็บคุณเอง จัดกลุ่มเป็นตรงคำ ใกล้เคียง ชื่อแบรนด์ URL เปล่า คำทั่วไป และลิงก์รูปภาพ แล้วดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงทุกไตรมาส
  • ลิงก์ที่ครอบรูปภาพใช้ค่า alt แทน anchor text ถ้า alt ว่าง ลิงก์นั้นจะไม่ส่งคำอธิบายใดไปยังหน้าปลายทางเลย
  • ลิงก์ภายในเป็นงานออกแบบเพราะคุณคุมได้เต็มที่ ส่วนลิงก์ภายนอกเป็นงานประเมินเพราะส่วนใหญ่คุณคุมไม่ได้

anchor text คือข้อความที่คลิกได้ของลิงก์ และมันทำหน้าที่บอกทั้งคนอ่านและเครื่องมือค้นหาว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร ในแง่ SEO คำไม่กี่คำที่อยู่ในลิงก์คือคำอธิบายสั้นที่สุดของหน้าที่ถูกลิงก์ไป และเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ Google ใช้ทำความเข้าใจว่าหน้านั้นควรเกี่ยวข้องกับคำค้นแบบไหน

มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดตรง ๆ ตั้งแต่ย่อหน้าแรก Google ไม่เคยประกาศสัดส่วน anchor text ที่ถูกต้อง ตารางเปอร์เซ็นต์ที่หมุนเวียนกันอยู่ในวงการ เช่น แบรนด์เท่านั้นเท่านี้ ตรงคำเท่านั้นเท่านี้ เป็นความเห็นของผู้เขียนแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขที่มีเอกสารจากเสิร์ชเอนจินรองรับ บทความนี้จึงไม่ยกตารางแบบนั้นมาให้ท่องจำ แต่จะสอนวิธีดึงข้อมูลลิงก์ของเว็บคุณเองออกมาจัดกลุ่ม แล้วอ่านภาพที่ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ตัดสินใจได้จริงกว่าการยืมตัวเลขของคนอื่นมาใช้

anchor text ใน seo คืออะไร

anchor text คือส่วนข้อความที่อยู่ระหว่างแท็กเปิดและแท็กปิดของลิงก์ เขียนเป็นโครงสร้างคือ <a href=ปลายทาง> ข้อความตรงนี้คือ anchor text </a> เบราว์เซอร์แสดงข้อความส่วนนี้เป็นตัวขีดเส้นใต้หรือเปลี่ยนสีให้คลิกได้ ส่วนบอตของเสิร์ชเอนจินอ่านข้อความส่วนนี้คู่กับค่า href แล้วเก็บไว้เป็นคำอธิบายของหน้าปลายทาง พูดอีกแบบคือทุกครั้งที่มีคนลิงก์มาหาหน้าของคุณ เขากำลังตั้งชื่อเล่นให้หน้านั้นโดยไม่รู้ตัว และเสิร์ชเอนจินก็รวบรวมชื่อเล่นเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมด

สิ่งที่หลายคนเข้าใจสลับกันคือ anchor text ไม่ใช่ URL ไม่ใช่ title ของหน้าปลายทาง และไม่ใช่ข้อความรอบ ๆ ลิงก์ ข้อความรอบลิงก์มีชื่อเรียกต่างหากว่าบริบทของลิงก์ และเสิร์ชเอนจินก็อ่านบริบทนั้นด้วย แต่ anchor text คือคำที่คลิกได้จริงเท่านั้น การแยกให้ชัดมีผลตอนทำงาน เพราะเวลาคุณสั่งดึงรายงานจากเครื่องมือ SEO ค่าที่ได้ในคอลัมน์ anchor คือข้อความที่คลิกได้ ไม่ใช่ประโยคทั้งประโยค

มีลิงก์บางประเภทที่ไม่มี anchor text เลย ลิงก์ที่ครอบรูปภาพโดยที่รูปนั้นไม่มี alt คือกรณีที่เห็นบ่อยที่สุด ปุ่มที่สร้างด้วยจาวาสคริปต์และไม่ได้เรนเดอร์เป็นแท็กลิงก์จริงก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ลิงก์ประเภทนี้ยังพาผู้ใช้ไปยังหน้าปลายทางได้ แต่ไม่ได้ส่งคำอธิบายอะไรไปด้วย เท่ากับคุณเสียโอกาสอธิบายหน้าปลายทางไปฟรี ๆ หนึ่งครั้ง

อีกจุดที่ควรรู้คือ anchor text ทำงานทั้งกับลิงก์ที่ชี้เข้าเว็บคุณจากเว็บอื่น และกับลิงก์ที่ชี้ไปมาระหว่างหน้าในเว็บของคุณเอง กลไกการอ่านเหมือนกัน ต่างกันที่ว่าฝั่งไหนคุณเขียนเองได้ ประเด็นนี้จะกลับมาอีกครั้งในหัวข้อท้ายบทความ

ประเภทของ Anchor Text

การจัดประเภท anchor text ไม่ใช่การจำแนกที่ Google ประกาศเป็นทางการ แต่เป็นวิธีที่คนทำ SEO ใช้จัดกลุ่มข้อมูลให้อ่านออก เวลาคุณส่งออกรายชื่อ anchor ทั้งหมดที่ชี้มาหาเว็บ คุณจะได้ข้อความหลักพันบรรทัด และมันอ่านไม่รู้เรื่องจนกว่าจะถูกจับใส่ถังตามประเภทนี้

  • Exact match (ตรงคำ) คือ anchor ที่เป็นคำค้นเป้าหมายของหน้าปลายทางแบบเป๊ะ ๆ เช่นลิงก์ไปหน้าบริการรับทำ SEO ด้วยคำว่า รับทำ seo พอดี
  • Partial match (ใกล้เคียง) คือ anchor ที่มีคำค้นเป้าหมายอยู่ในนั้นแต่มีคำอื่นห่อไว้ด้วย เช่น วิธีเลือกบริษัทรับทำ seo ให้เหมาะกับธุรกิจ
  • Branded (ชื่อแบรนด์) คือ anchor ที่เป็นชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัท หรือชื่อโดเมน เช่นชื่อร้านของคุณเฉย ๆ เป็นรูปแบบที่เกิดเองตามธรรมชาติมากที่สุดเมื่อมีคนพูดถึงคุณ
  • Naked URL (URL เปล่า) คือ anchor ที่เป็นตัว URL เอง เช่นข้อความที่ขึ้นต้นด้วย https แล้วตามด้วยชื่อโดเมน พบมากในเว็บบอร์ด ในคอมเมนต์ และในข่าวประชาสัมพันธ์
  • Generic (คำทั่วไป) คือ anchor ที่ไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับปลายทาง เช่น คลิกที่นี่ อ่านเพิ่มเติม ดูรายละเอียด ที่นี่ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เว็บไทยใช้เยอะที่สุดและเสียของที่สุด
  • Image (ลิงก์รูปภาพ) คือลิงก์ที่ครอบรูปภาพไว้ ไม่มีข้อความให้เห็น เสิร์ชเอนจินจะใช้ค่า alt ของรูปนั้นแทน anchor text ถ้า alt ว่าง ลิงก์นั้นก็ไม่ส่งคำอธิบายใดไปเลย

บางทีมยังแยกกลุ่มย่อยเพิ่ม เช่น anchor ที่เป็นชื่อแบรนด์บวกคำค้น หรือ anchor ที่เป็นประโยคยาว ๆ ในบทความ ซึ่งทำได้ ขอเพียงคุณนิยามถังของตัวเองให้คงที่และใช้นิยามเดิมทุกครั้งที่ดึงรายงาน เพราะประโยชน์ทั้งหมดของการจัดประเภทอยู่ที่การเปรียบเทียบภาพเดือนนี้กับเดือนก่อน ไม่ใช่การได้ป้ายชื่อสวย ๆ

หกกลุ่มของ anchor text ที่ใช้จัดหมวดโปรไฟล์ลิงก์ ได้แก่ Exact match, Partial match, Branded, Naked URL, Generic และ Image

เหตุผลที่ Anchor Text สำคัญต่อ SEO

เหตุผลแรกคือมันเป็นสัญญาณความเกี่ยวข้อง เอกสารของ Google อธิบายหน้าที่ของ anchor text ไว้ตรงกันมาตลอดว่าเป็นข้อความที่ช่วยบอกว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร ทั้งกับผู้ใช้และกับเสิร์ชเอนจิน เมื่อมีหลายหน้าลิงก์มาหาหน้าเดียวกันด้วยคำที่สื่อความหมายใกล้เคียงกัน ภาพรวมนั้นช่วยยืนยันว่าหน้านั้นพูดเรื่องอะไรจริง ๆ

เหตุผลที่สองคือมันเป็นเรื่องของผู้ใช้ก่อนเรื่องอันดับ คนอ่านบนมือถือกวาดสายตาหาข้อความที่ต่างจากตัวอื่น และลิงก์คือหนึ่งในนั้น ถ้า anchor บอกได้ว่าคลิกแล้วจะเจออะไร อัตราการคลิกลิงก์ภายในจะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอยิ่งได้ประโยชน์ตรงนี้ชัด เพราะโปรแกรมเหล่านั้นมีโหมดไล่อ่านเฉพาะรายการลิงก์ทั้งหน้า ถ้าทั้งหน้ามีแต่คำว่า อ่านเพิ่มเติม ซ้ำสิบครั้ง รายการที่ได้ยินก็ไร้ความหมายทั้งหน้า

เหตุผลที่สามคือมันกำหนดเส้นทางการคลานของบอต ลิงก์ภายในบอกบอตว่าหน้าไหนเชื่อมกับหน้าไหน และ anchor text บอกว่าความสัมพันธ์นั้นคือเรื่องอะไร เว็บที่มีหมวดหมู่เยอะและลิงก์ภายในเขียนดี จะอธิบายโครงสร้างตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งแผนผังเว็บอย่างเดียว

เหตุผลสุดท้ายเป็นด้านความเสี่ยง นโยบายสแปมของ Google ระบุว่าการสร้างลิงก์เพื่อปั่นอันดับเข้าข่ายรูปแบบลิงก์ที่ผิดนโยบาย และตัวอย่างที่ถูกยกไว้รวมถึงลิงก์ที่ใส่คำค้นลงใน anchor เพื่อดันอันดับ ระดับของข้อความที่พูดได้อย่างมั่นใจคือแค่นี้ ไม่มีตัวเลขว่ากี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะโดน และใครที่บอกคุณว่ามีตัวเลขนั้นกำลังเดา สิ่งที่ทำได้จริงคือดูว่าโปรไฟล์ลิงก์ของคุณดูเหมือนคนพูดถึงคุณเอง หรือดูเหมือนมีคนนั่งพิมพ์คำค้นเดิมซ้ำ ๆ ลงในลิงก์

สัดส่วน anchor text

ไม่มีสัดส่วน anchor text ที่ถูกต้องซึ่งถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ Google ไม่เคยให้เป้าหมายว่าควรมี anchor แบบตรงคำกี่เปอร์เซ็นต์ แบบแบรนด์กี่เปอร์เซ็นต์ และตารางที่คุณเจอตามบทความต่าง ๆ ก็ไม่ได้มาจากเอกสารของเสิร์ชเอนจิน มันมาจากการที่ผู้เขียนคนหนึ่งดูเว็บกลุ่มหนึ่งแล้วสรุปเป็นตัวเลขกลม ๆ การเอาตัวเลขนั้นมาตั้งเป็นเป้าหมายมีปัญหาสองข้อ ข้อแรกคือมันมาจากเว็บที่ไม่ใช่เว็บคุณ ในภาษาที่อาจไม่ใช่ภาษาคุณ ข้อสองคือมันเปลี่ยนคำถามจาก ลิงก์นี้ช่วยคนอ่านหรือเปล่า ไปเป็น ฉันเติมอีกกี่ลิงก์จะครบโควตา ซึ่งเป็นวิธีคิดที่พาไปหาปัญหา

วิธีที่ใช้งานได้จริงคือสร้างภาพจากข้อมูลของคุณเอง ขั้นตอนมีดังนี้

  1. ส่งออกรายการ anchor ที่ชี้เข้าเว็บคุณจากเครื่องมือวิเคราะห์ลิงก์ที่คุณใช้อยู่ ให้ได้อย่างน้อยสามคอลัมน์คือข้อความ anchor หน้าปลายทาง และโดเมนต้นทาง
  2. ทำแบบเดียวกันกับลิงก์ภายใน โดยใช้โปรแกรมไล่คลานเว็บของคุณเองแล้วส่งออกรายงานลิงก์ทั้งหมด
  3. จัดข้อความแต่ละบรรทัดลงถังตามหกประเภทข้างต้น เริ่มจากกรองชื่อแบรนด์และโดเมนก่อน แล้วค่อยกรอง URL เปล่า จากนั้นกรองคำทั่วไปที่คุณรวบรวมไว้เป็นรายการ ที่เหลือค่อยแยกว่าตรงคำหรือใกล้เคียง
  4. นับจำนวนโดเมนที่ให้ลิงก์ ไม่ใช่นับจำนวนลิงก์ เพราะเว็บหนึ่งเว็บที่ใส่ลิงก์ท้ายบทความทุกบทความจะทำให้ภาพเพี้ยนไปทั้งรายงาน
  5. เก็บภาพนี้ไว้เป็นฐาน แล้วดึงซ้ำทุกไตรมาสด้วยนิยามถังชุดเดิม สิ่งที่คุณต้องการคือทิศทางการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตัวเลข ณ วันเดียว

เมื่อได้ภาพแล้ว สิ่งที่ควรมองหาไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นรูปแบบที่ผิดธรรมชาติ โปรไฟล์ที่เกิดเองมักกระจาย มีชื่อแบรนด์ปนกับ URL เปล่า มีคำทั่วไปจากคอมเมนต์ มีวลียาว ๆ ที่คนเขียนขึ้นเอง และคำที่ใช้ก็ไม่ซ้ำกันเป๊ะ ส่วนโปรไฟล์ที่ถูกซื้อมามักมีลักษณะตรงกันข้าม คือมีวลีเดียวกันคำต่อคำซ้ำจากหลายสิบโดเมนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ชี้ไปหน้าเดียวกัน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน รูปแบบแบบหลังคือสิ่งที่ควรตรวจสอบ ไม่ว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์จะออกมาเท่าไร

สัดส่วน anchor text
ถัง anchorวิธีจับเข้าถังสิ่งที่ต้องดูในรายงานของคุณ
Exact match (ตรงคำ)ตรงกับคำค้นเป้าหมายของหน้าปลายทางแบบคำต่อคำวลีเดียวกันเป๊ะซ้ำจากหลายโดเมนที่ไม่เกี่ยวกัน และเข้ามาในช่วงเวลาใกล้กัน
Branded (ชื่อแบรนด์)มีชื่อแบรนด์หรือชื่อโดเมนอยู่ในข้อความสะกดชื่อแบรนด์ผิด หรือชื่อแบรนด์ที่ชี้ไปหน้าที่ไม่ควรเป็นหน้ารับ
Naked URL (URL เปล่า)ข้อความคือ URL หรือชื่อโดเมนล้วนURL ที่ยังชี้ไปหน้าที่ย้ายหรือถูกลบ ซึ่งกู้คืนได้ด้วยการรีไดเรกต์
Generic (คำทั่วไป)ตรงกับรายการคำทั่วไปที่คุณรวบรวมไว้ เช่น คลิกที่นี่สัดส่วนในลิงก์ภายในของคุณเอง เพราะส่วนนี้คุณแก้ได้ทันที
Image (ลิงก์รูปภาพ)ลิงก์ครอบรูป ไม่มีข้อความให้เห็นรูปที่ alt ว่างเปล่า ซึ่งเท่ากับลิงก์ที่ไม่ส่งคำอธิบายอะไรเลย

ถ้าผลออกมาว่า anchor แบบตรงคำหนาแน่นผิดปกติจากแหล่งที่คุณไม่ได้ตั้งใจสร้าง ทางเลือกมีสามทางตามลำดับความแรง ทางแรกคือปล่อยไว้ถ้าลิงก์เหล่านั้นมาจากเว็บที่ดูปกติและเกี่ยวข้อง ทางที่สองคือติดต่อเจ้าของเว็บให้แก้ข้อความหรือถอดลิงก์ ทางที่สามคือใช้เครื่องมือปฏิเสธลิงก์ ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ และควรทำหลังจากตรวจสอบด้วย บริการ seo audits หรือกระบวนการตรวจสอบภายในที่ละเอียดพอแล้วเท่านั้น เพราะการปฏิเสธลิงก์ที่ควรเก็บไว้ทำให้เสียของโดยไม่จำเป็น

วิธีเลือก anchor text

วิธีเลือก anchor text ที่ใช้ได้กับทุกกรณีคือเขียนคำที่ตอบคำถามว่า ถ้าคลิกแล้วจะได้อะไร โดยไม่ต้องอ่านประโยครอบข้าง ทดสอบง่าย ๆ คือเอานิ้วปิดประโยคทั้งหมด เหลือแต่คำที่เป็นลิงก์ ถ้าคำนั้นยังบอกได้ว่าหน้าปลายทางคือเรื่องอะไร แปลว่าใช้ได้

สำหรับลิงก์ภายในซึ่งคุณควบคุมได้เต็มร้อย ลำดับการทำงานที่เร็วที่สุดคือเริ่มจากหน้าปลายทางก่อน ไม่ใช่เริ่มจากบทความที่กำลังเขียน เปิดหน้าปลายทางขึ้นมา เขียนสิ่งที่หน้านั้นให้ผู้อ่านเป็นวลีสั้น ๆ สองถึงสี่วลี แล้วเก็บวลีชุดนั้นไว้เป็นชุดคำสำหรับลิงก์เข้าหน้านั้น ต่อมาเวลาเขียนบทความใหม่ ให้หยิบวลีจากชุดนั้นมาใช้ตามบริบทของประโยค วิธีนี้ทำให้คำที่ชี้เข้าหน้าเดียวกันสอดคล้องกันเองโดยไม่ต้องซ้ำคำเดิมทุกครั้ง

ข้อควรระวังที่พบบ่อยมีสี่ข้อ ข้อแรกคือใช้คำเดียวกันเป๊ะทุกลิงก์ในเว็บ ซึ่งอ่านแล้วรู้ทันทีว่าเขียนเพื่อเครื่อง ข้อที่สองคือใส่ลิงก์หลายอันติดกันในประโยคเดียวจนผู้อ่านไม่รู้ว่าอันไหนไปไหน ข้อที่สามคือลิงก์คำเดียวสั้นเกินไปจนกดยากบนมือถือ พื้นที่กดที่เล็กกว่าปลายนิ้วทำให้เกิดการกดพลาด ข้อที่สี่คือลิงก์ทั้งย่อหน้าหรือทั้งประโยคยาว ซึ่งกลืนความหมายจนไม่เหลือคำอธิบายที่ชัดเจน

เรื่องความยาว ไม่มีจำนวนคำที่เป็นกฎ แต่มีเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้ คือ anchor ควรยาวพอให้คนอ่านเข้าใจปลายทางเมื่ออ่านคำนั้นลอย ๆ และสั้นพอให้ยังเป็นวลีในประโยค ไม่ใช่ประโยคทั้งประโยค สำหรับภาษาไทยเกณฑ์นี้สำคัญกว่าภาษาอังกฤษ เพราะวลีไทยที่ยาวเกินไปจะกลายเป็นแถบสีพาดยาวกลางย่อหน้าและทำให้อ่านสะดุด

สุดท้าย ให้ตรวจว่าลิงก์นั้นจำเป็นจริงหรือไม่ ลิงก์ที่ดีคือลิงก์ที่ผู้อ่านมีเหตุผลจะคลิก ณ จุดนั้นของบทความ ถ้าคุณเติมลิงก์เพราะรู้สึกว่าย่อหน้านี้ควรมีลิงก์สักอัน ผลลัพธ์มักเป็นลิงก์ที่ไม่มีใครคลิกและ anchor ที่เขียนลวก ๆ

ตัวอย่าง anchor text

ตัวอย่างที่เห็นภาพเร็วที่สุดคือเทียบข้อความคู่กันในบริบทเดียวกัน สมมติหน้าปลายทางคือหน้าคู่มือการวัดผลลิงก์ ประโยคที่เขียนว่า ดูวิธีวัดผลลิงก์ได้ที่ ที่นี่ ให้ anchor ว่า ที่นี่ ซึ่งไม่บอกอะไร ส่วนประโยคที่เขียนว่า อ่าน วิธีวัดผลลิงก์ที่ชี้เข้าเว็บ ก่อนตั้งเป้าหมาย ให้ anchor ที่อธิบายตัวเองได้ ทั้งสองประโยคยาวพอกัน แต่ประโยคหลังส่งข้อมูลไปทั้งกับผู้อ่านและกับบอต

กรณีที่ถูกมองข้ามมากที่สุดคือลิงก์ที่ครอบรูปภาพ เมื่อลิงก์ไม่มีข้อความอยู่ข้างใน เสิร์ชเอนจินจะใช้ค่า alt ของรูปนั้นทำหน้าที่แทน anchor text โครงสร้างคือแท็กลิงก์ครอบแท็กรูปไว้ แล้วแท็กรูปมีแอตทริบิวต์ alt อยู่ เขียนเป็นข้อความได้ว่า <a href=ปลายทาง><img src=รูป alt="ข้อความตรงนี้ทำหน้าที่เป็น anchor text"></a>

  • แบนเนอร์โปรโมชั่นที่ลิงก์ไปหน้าสินค้า โดย alt เขียนว่าชื่อสินค้าและสิ่งที่หน้าปลายทางเสนอ ถือว่าใช้ได้ เพราะ alt ทำหน้าที่อธิบายทั้งรูปและปลายทางไปพร้อมกัน
  • แบนเนอร์เดียวกันที่ alt เขียนว่า banner1 หรือชื่อไฟล์อย่าง img-2569-01 ถือว่าเสียของ เพราะทั้งคนใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอและบอตไม่ได้อะไรเลย
  • แบนเนอร์เดียวกันที่ alt ว่างเปล่า ทำให้ลิงก์นั้นไม่มี anchor text ใด ๆ เลย ปลายทางถูกค้นพบได้ แต่ไม่มีคำอธิบายส่งไปด้วย
  • โลโก้บนหัวเว็บที่ลิงก์กลับหน้าแรก ควรให้ alt เป็นชื่อแบรนด์ เพราะทุกหน้าในเว็บจะส่ง anchor แบบชื่อแบรนด์เข้าหน้าแรกโดยอัตโนมัติ
  • รูปที่เป็นของตกแต่งล้วนและไม่ได้เป็นลิงก์ ควรปล่อย alt ว่างไว้ตามหลักการเข้าถึง กรณีนี้ต่างจากรูปที่เป็นลิงก์โดยสิ้นเชิง

ถ้าในหน้าเดียวกันมีทั้งลิงก์รูปและลิงก์ข้อความที่ชี้ไปปลายทางเดียวกัน ให้เขียนคำอธิบายที่สอดคล้องกันทั้งสองจุด ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันคำต่อคำ แต่ควรพูดถึงเรื่องเดียวกัน วิธีตรวจว่ามีรูปที่เป็นลิงก์แต่ alt ว่างกี่จุด คือไล่คลานเว็บด้วยโปรแกรมสำรวจเว็บแล้วกรองรายงานรูปภาพด้วยเงื่อนไข alt ว่าง ตัดเฉพาะรายการที่อยู่ในลิงก์

ความต่างที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการควบคุม ลิงก์ภายในทุกตัวคือสิ่งที่คุณเขียนเอง แก้ได้ทันที และแก้ได้เป็นชุดทั้งเว็บ ส่วน anchor text จากเว็บภายนอกคือคำที่คนอื่นเลือกใช้ คุณขอให้เขาแก้ได้ แต่สั่งไม่ได้ ความต่างข้อนี้นำไปสู่วิธีทำงานคนละแบบ ลิงก์ภายในเป็นงานออกแบบ ส่วนโปรไฟล์ลิงก์ภายนอกเป็นงานเฝ้าดูและประเมิน

ในทางปฏิบัติ ลิงก์ภายในคือที่ที่คุณจงใจเลือกคำได้อย่างเต็มที่ และควรทำให้คำเหล่านั้นอธิบายโครงสร้างเว็บ หน้าหมวดหมู่ควรถูกลิงก์ด้วยคำที่คนใช้เรียกหมวดนั้นจริง ๆ หน้าบริการควรถูกลิงก์ด้วยคำที่บอกว่าบริการนั้นทำอะไร การใช้คำให้สอดคล้องกันทั้งเว็บช่วยให้ทั้งผู้อ่านและบอตเข้าใจว่าหน้าไหนคือหน้าหลักของเรื่องนั้น เรื่องนี้อยู่ในงานวางโครงสร้างของ งานเอสอีโอ มากกว่าจะเป็นงานสร้างลิงก์

ฝั่งภายนอกกลับกัน คุณควบคุมได้แค่ทางอ้อม สิ่งที่ทำได้จริงคือทำให้หน้าเพจของคุณมีอะไรที่คนอยากอ้างถึง ตั้งชื่อหน้าให้ชัดจนคนที่จะลิงก์หยิบชื่อนั้นไปใช้เป็น anchor ได้เลย และเมื่อทำงาน บริการ link building ร่วมกับพันธมิตรหรือสื่อ ให้เสนอคำที่เป็นธรรมชาติแทนการยัดคำค้นเป้าหมายลงไปทุกครั้ง เพราะรูปแบบซ้ำ ๆ คือสิ่งที่ทำให้โปรไฟล์ดูผิดธรรมชาติ ถ้าต้องการภาพรวมว่าโปรไฟล์ปัจจุบันของคุณเป็นอย่างไรก่อนจะเริ่มเพิ่มลิงก์ใหม่ การตรวจโปรไฟล์ลิงก์ผ่าน บริการแบ็คลิงค์ ที่มีขั้นตอนตรวจสอบชัดเจนจะให้ฐานที่ใช้เทียบได้ในรอบถัดไป

อีกความต่างที่มีผลกับการวัดคือฐานในการนับ ลิงก์ภายในนับเป็นจำนวนลิงก์ได้ตรง ๆ เพราะคุณคุมทั้งเว็บ ส่วนลิงก์ภายนอกควรนับเป็นจำนวนโดเมน เพราะลิงก์หลายพันตัวจากโดเมนเดียวไม่ได้แปลว่ามีคนหลายพันคนพูดถึงคุณ

anchor text ในบริบทเว็บไทย

ภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ ซึ่งทำให้การจับคู่คำค้นกับ anchor ต่างจากภาษาอังกฤษ วลีไทยหนึ่งวลีอาจถูกตัดคำได้หลายแบบ และคำค้นเป้าหมายอาจฝังอยู่กลางวลีโดยที่ไม่มีขอบเขตคำให้เห็นด้วยตา ผลในทางปฏิบัติคือการนั่งนับว่า anchor นี้ตรงคำหรือใกล้เคียงในภาษาไทยจะคลุมเครือกว่าภาษาอังกฤษเสมอ และยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการไล่ตามเปอร์เซ็นต์จึงเป็นงานที่เสียเวลา

ลักษณะที่สองคือเว็บไทยจำนวนมากลิงก์ด้วยคำว่า คลิกที่นี่ อ่านเพิ่มเติม หรือ ดูรายละเอียด ซึ่งคือปัญหา anchor แบบคำทั่วไปแบบเต็มรูปแบบ ข้อดีคือมันเป็นจุดที่แก้ได้เร็วที่สุดในเว็บส่วนใหญ่ เพราะเป็นลิงก์ภายในทั้งหมด การไล่แก้ปุ่มและลิงก์ท้ายการ์ดบทความให้เป็นวลีที่บอกปลายทางได้ มักเป็นงานหนึ่งวันที่เห็นผลกับทั้งผู้ใช้และการเข้าถึง

ลักษณะที่สามคือชื่อแบรนด์ในไทยมักถูกเขียนสองแบบ คือแบบอักษรไทยและแบบอักษรอังกฤษ บางครั้งอยู่ในวลีเดียวกัน เวลาจัดถัง Branded ให้รวมทั้งสองแบบและรวมคำที่สะกดผิดที่พบบ่อยไว้ในรายการเดียวกัน ไม่อย่างนั้นภาพที่ได้จะบอกว่าคุณมี anchor ชื่อแบรนด์น้อยกว่าความจริง

ลักษณะสุดท้ายคือช่องทางที่คนไทยแชร์ลิงก์กันมากคือแอปแชทและกลุ่มปิด ซึ่งไม่กลายเป็นลิงก์ที่บอตเห็น การมองภาพ anchor จากรายงานลิงก์อย่างเดียวจึงเห็นแค่ส่วนที่เป็นเว็บเปิด และไม่ควรตีความว่าเป็นภาพทั้งหมดของการถูกพูดถึง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ anchor text

สัดส่วน anchor text ที่ปลอดภัยคือเท่าไร

ไม่มีตัวเลขที่ตอบได้ เพราะ Google ไม่เคยประกาศสัดส่วนเป้าหมายและไม่มีเอกสารทางการที่ระบุเกณฑ์นี้ ตัวเลขที่พบตามบทความต่าง ๆ เป็นความเห็นที่ถูกนำเสนอเหมือนเป็นข้อมูล สิ่งที่ทำได้คือส่งออก anchor ของคุณเอง จัดกลุ่มด้วยนิยามคงที่ แล้วดูว่ามีวลีเดียวกันซ้ำจากหลายโดเมนที่ไม่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ นั่นคือสัญญาณที่มีความหมายกว่าเปอร์เซ็นต์

ใช้ anchor text คำเดิมซ้ำสำหรับลิงก์ภายในได้ไหม

ได้ ถ้าคำนั้นคือคำที่คนใช้เรียกหน้านั้นจริง และการอ่านยังลื่น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การซ้ำในตัวเอง แต่อยู่ที่การซ้ำแบบที่ทำให้ประโยคผิดธรรมชาติ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเตรียมวลีสองถึงสี่แบบต่อหนึ่งหน้าปลายทาง แล้วเลือกใช้ตามบริบทของประโยคที่กำลังเขียน

ลิงก์ที่เป็นรูปภาพนับเป็น anchor text หรือไม่

นับ โดยค่า alt ของรูปทำหน้าที่แทนข้อความในลิงก์ ถ้า alt ว่าง ลิงก์นั้นก็ไม่ส่งคำอธิบายอะไรไปยังหน้าปลายทางเลย วิธีตรวจคือไล่คลานเว็บแล้วกรองหารูปที่อยู่ในลิงก์และมี alt ว่าง จากนั้นเขียน alt ที่อธิบายทั้งรูปและสิ่งที่ผู้อ่านจะได้เมื่อคลิก

ควรทำอย่างไรกับ anchor แบบตรงคำที่คนอื่นสร้างให้โดยไม่ได้ขอ

เริ่มจากดูคุณภาพของเว็บต้นทางก่อนตัดสินใจ ถ้าเว็บนั้นดูปกติและเนื้อหาเกี่ยวข้อง การปล่อยไว้เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล ถ้าลิงก์มาจากเครือข่ายเว็บที่ดูสร้างขึ้นเพื่อวางลิงก์โดยเฉพาะ ให้ลองติดต่อขอให้ถอดหรือแก้ข้อความก่อน แล้วเก็บเครื่องมือปฏิเสธลิงก์ไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย

anchor text ยังมีผลอยู่ไหมเมื่อผลค้นหามีคำตอบจาก AI มากขึ้น

ยังมีผล เพราะกลไกพื้นฐานไม่เปลี่ยน คือ anchor text ยังเป็นคำอธิบายที่มนุษย์เขียนให้หน้าปลายทาง และระบบที่อ่านเว็บยังใช้ลิงก์เป็นทางเดินและใช้ข้อความในลิงก์เป็นบริบท การเขียน anchor ที่บอกได้ว่าปลายทางคือเรื่องอะไร จึงช่วยทั้งกับผลค้นหาแบบเดิมและกับระบบที่สรุปเนื้อหาจากหลายหน้า

เริ่มจากจุดไหนดี

ลำดับที่ทำให้เห็นผลเร็วที่สุดคือแก้ลิงก์ภายในก่อน เพราะเป็นส่วนที่คุณเปลี่ยนได้ทันที ไล่หาคำว่า คลิกที่นี่ และ อ่านเพิ่มเติม ในเว็บของคุณ แทนที่ด้วยวลีที่บอกปลายทาง แล้วค่อยส่งออกรายการ anchor จากภายนอกมาจัดกลุ่มเพื่อดูว่าโปรไฟล์ปัจจุบันหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าต้องการให้ทีมช่วยดูโครงสร้างลิงก์และแผนการสร้างลิงก์ให้สอดคล้องกัน สามารถเริ่มจากการคุยรายละเอียดบริการที่หน้า บริการ link building ได้

Antonio Fernandez

Antonio Fernandez

ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relevant Audience ผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เขาได้นำพาทีมงานในการสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันดิจิทัลที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ

แชร์ไปยัง:
คัดลอกลิงก์: