สรุปสั้น ๆ (TL;DR)
- รายงานตามกฎหมาย Digital Services Act ของเมตาสำหรับครึ่งแรกปี 2569 ระบุผู้ใช้อินสตาแกรมต่อเดือนในสหภาพยุโรป 297 ล้านคน เทียบกับเฟซบุ๊ก 264 ล้านคน
- Threads รายงานผู้ใช้ในอียู 41 ล้านคน จากฐานผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน
- เมตาลดพนักงานกำกับดูแลเนื้อหาในอียูจากราว 7,700 คนในรายงานเดือนมีนาคม เหลือราว 5,900 คนในรายงานฉบับนี้ สอดคล้องกับแผนย้ายไปใช้ระบบเอไอที่เคยประกาศไว้
- ยอดรายงานเนื้อหาก่อการร้ายบนอินสตาแกรมเพิ่มเกือบ 38% และเนื้อหาแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กเพิ่มราว 22% เทียบครึ่งหลังปี 2568 ส่วนเฟซบุ๊กลดลงทุกหมวด
- Social Media Today ระบุว่าการลดลงของเฟซบุ๊กอาจสะท้อนการใช้งานที่ลดลงในภูมิภาค มากกว่าสภาพที่ดีขึ้น และไม่มีการรายงานตัวเลขของประเทศไทย
เมตารายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปว่า อินสตาแกรมมีผู้ใช้งานต่อเดือนในสหภาพยุโรป 297 ล้านคนในครึ่งแรกของปี 2026 เทียบกับเฟซบุ๊กที่ 264 ล้านคน ตัวเลขชุดนี้มาจากรายงานความโปร่งใสที่เมตาต้องยื่นตามกฎหมาย Digital Services Act ของสหภาพยุโรป ซึ่งบังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากต้องเปิดเผยจำนวนผู้ใช้และข้อมูลการกำกับดูแลเนื้อหาปีละสองครั้ง
Social Media Today ซึ่งรายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ระบุว่าการใช้งานเฟซบุ๊กในภูมิภาคนี้ค่อนข้างทรงตัวมาระยะหนึ่งแล้ว และเคยลดลงในบางรอบรายงานก่อนหน้า ขณะที่อินสตาแกรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะแตะ 300 ล้านคนในภูมิภาคนี้ในปีหน้า ส่วน Threads ซึ่งเป็นแอปใหม่ที่สุดในสามตัวนี้ รายงานผู้ใช้ในสหภาพยุโรป 41 ล้านคน จากฐานผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน
ตัวเลขที่กฎหมายบังคับให้เปิด ต่างจากตัวเลขที่แพลตฟอร์มเลือกเปิดเอง
ตัวเลขผู้ใช้แพลตฟอร์มที่นักการตลาดได้เห็นเกือบทั้งหมด มาจากบล็อกของบริษัท สไลด์แถลงผลประกอบการ หรือ media kit ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเป็นตัวเลขที่ถูกเลือกมาแล้ว บริษัทเลือกได้ทั้งตัวชี้วัด ช่วงเวลา และวิธีเล่าเรื่อง และเลือกได้ด้วยว่าจะเปิดเผยตอนไหน กฎหมาย Digital Services Act ทำงานคนละแบบ มันกำหนดกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากขึ้นมา แล้วบังคับให้แต่ละรายเปิดเผยจำนวนผู้รับบริการที่ใช้งานเฉลี่ยต่อเดือนในสหภาพยุโรป ตามรอบเวลาหกเดือนที่ตายตัว พร้อมข้อมูลว่าจัดการเนื้อหาไปเท่าไรและด้วยเหตุผลอะไร เมตาไม่ได้เลือกว่าจะให้แอปไหนปรากฏในรายงาน และไม่ได้เลือกช่วงเวลาที่รายงาน
นี่คือเหตุผลที่ตัวเลข 297 ล้านและ 264 ล้านควรถูกอ่านอย่างตั้งใจ มันไม่ใช่ตัวเลขที่ผ่านการตรวจสอบบัญชี และไม่มีหน่วยงานกำกับรายใดรับรองทีละบรรทัด แต่มันเป็นตัวเลขที่ยื่นภายใต้ภาระผูกพันทางกฎหมาย บนวิธีการนับที่นิยามไว้ ในช่วงเวลาที่นิยามไว้ และมีบทลงโทษรออยู่ข้างหลัง สำหรับคนที่ต้องจัดสรรงบโฆษณาโซเชียล นี่คือฐานที่มั่นคงกว่าข่าวประชาสัมพันธ์ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวเลขที่แพลตฟอร์มไม่ได้อาสาเปิดเอง
อินสตาแกรม 297 ล้าน เฟซบุ๊ก 264 ล้าน Threads 41 ล้าน
ตารางด้านล่างคือจำนวนผู้ใช้สามตัวหลักที่เมตารายงานสำหรับสหภาพยุโรปในครึ่งแรกของปี 2026 พร้อมทิศทางที่ Social Media Today ระบุไว้กับแต่ละแอป
| แอปของเมตา | ผู้ใช้ต่อเดือนในอียู ครึ่งแรกปี 2026 | ทิศทางที่รายงาน |
|---|---|---|
| อินสตาแกรม | 297 ล้านคน | เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มแตะ 300 ล้านในภูมิภาคนี้ปีหน้า |
| เฟซบุ๊ก | 264 ล้านคน | ทรงตัวมาระยะหนึ่ง และเคยลดลงในบางรอบรายงานก่อนหน้า |
| Threads | 41 ล้านคน | เป็นสัดส่วนเล็กจากผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน |
ช่องว่างระหว่างสองแอปรุ่นเก่าอยู่ที่ 33 ล้านคน แต่สิ่งที่มีความหมายคือทิศทาง ไม่ใช่ขนาดของช่องว่าง อินสตาแกรมกลายเป็นแอปที่มีผู้ใช้มากที่สุดของเมตาในยุโรปแล้ว และรายงานฉบับนี้แสดงว่ามันไปถึงจุดนั้นด้วยการโตขึ้น ขณะที่เฟซบุ๊กอยู่กับที่ ถ้าดูรอบเดียวย่อมพิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่การที่เส้นหนึ่งขึ้นและอีกเส้นไม่ขึ้นต่อเนื่องหลายรอบ นั่นคือแนวโน้ม และ Social Media Today ก็อธิบายแนวโน้มนั้นตรงตัว
ตัวเลขของ Threads น่าสนใจด้วยเหตุผลคนละแบบ ผู้ใช้ในอียู 41 ล้านคนจากผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน แปลว่ายุโรปเป็นสัดส่วนที่ไม่ใหญ่ของแอปนี้ อัตราส่วนดังกล่าวเป็นคำเตือนไม่ให้เอาการเติบโตระดับโลกของ Threads มาสรุปว่าแอปนี้มีน้ำหนักในตลาดใดตลาดหนึ่ง และนี่ยังเป็นตัวเลขเดียวในสามตัวที่รายงานให้เห็นทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกคู่กัน
เมตาลดทีมกำกับดูแลเนื้อหาในอียูจากราว 7,700 เหลือราว 5,900 คน
รายงานฉบับเดียวกันเปิดเผยว่าเมตาลดจำนวนพนักงานกำกับดูแลเนื้อหาในสหภาพยุโรป จากราว 7,700 คนในรายงานเดือนมีนาคม เหลือราว 5,900 คนในรายงานฉบับนี้ เมตาเคยประกาศแผนไว้ก่อนหน้าว่าจะแทนที่พนักงานกำกับดูแลเนื้อหาด้วยระบบที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ และการลดลงครั้งนี้สอดคล้องกับแผนที่ว่า คิดเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาที่หายไปราว 1,800 คนภายในช่วงหกเดือนระหว่างสองรายงาน
สำหรับแบรนด์ เรื่องนี้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผน ไม่ใช่ประเด็นถกเถียงเชิงนโยบาย พื้นที่โฆษณาบนโซเชียลไม่ได้แยกขาดจากเนื้อหาออร์แกนิกรอบตัวมัน ตำแหน่งโฆษณาบนฟีด บน Reels และแบบ in stream ทำให้ครีเอทีฟของผู้ลงโฆษณาไปอยู่ถัดจากเนื้อหาที่ระบบจัดอันดับเพิ่งเสิร์ฟให้ผู้ใช้คนนั้นเมื่อครู่ก่อน และปริมาณการตรวจสอบโดยมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังเนื้อหานั้นคือหนึ่งในตัวแปรที่กำหนดว่าอะไรผ่านเข้ามาได้บ้าง รายงานไม่ได้บอกว่าระบบอัตโนมัติจับได้มากขึ้นหรือน้อยลงกว่าพนักงานที่ถูกแทนที่ มันรายงานแค่จำนวนคน ไม่ได้รายงานผลลัพธ์ และการเดาแทนตรงช่องว่างนั้นคือการแต่งเรื่อง
ยอดรายงานเนื้อหาเพิ่มบนอินสตาแกรม แต่ลดบนเฟซบุ๊ก
เมตายังเปิดเผยปริมาณการรายงานเนื้อหาจากผู้ใช้ แยกตามหมวดหมู่ และสองแอปเคลื่อนไปคนละทาง บนอินสตาแกรม การรายงานเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายเพิ่มขึ้นเกือบ 38% เทียบกับครึ่งหลังของปี 2025 และการรายงานเนื้อหาแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กเพิ่มขึ้นราว 22% ในช่วงเดียวกัน ส่วนบนเฟซบุ๊ก ทุกหมวดที่ Social Media Today หยิบมาแสดงล้วนลดลงเป็นเลขสองหลักในช่วงเวลาเดียวกัน
| หมวดการรายงานบนเฟซบุ๊ก | การเปลี่ยนแปลง ครึ่งหลังปี 2025 ถึงครึ่งแรกปี 2026 |
|---|---|
| เนื้อหาสร้างความเกลียดชัง | ลดลงราว 19% |
| สแปม | ลดลงราว 27% |
| การกลั่นแกล้งและคุกคาม | ลดลงราว 30% |
| เนื้อหาแสวงหาประโยชน์จากเด็ก | ลดลงราว 17% |
ถ้าอ่านผ่านๆ ตารางนี้เหมือนแพลตฟอร์มที่กำลังสะอาดขึ้น แต่ถ้าอ่านให้ละเอียด มันกำกวม และความกำกวมนี่แหละคือส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดในรายงานทั้งฉบับ
ทำไมตัวเลขที่ลดลงของเฟซบุ๊กจึงตีความยาก
Social Media Today ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดไว้ว่า การลดลงเหล่านี้อาจสะท้อนการใช้งานเฟซบุ๊กที่ลดลงโดยรวมในภูมิภาค มากกว่าจะสะท้อนว่าสภาพบนแพลตฟอร์มดีขึ้น กลไกของมันตรงไปตรงมา การรายงานเกิดขึ้นเมื่อมีคนเห็นบางอย่างแล้วเลือกจะกดแจ้ง คนบนแพลตฟอร์มน้อยลงแปลว่าเซสชันน้อยลง การมองเห็นเนื้อหาที่ก้ำกึ่งน้อยลง และมือที่เอื้อมไปกดปุ่มรายงานก็น้อยลงด้วย ยอดรายงานการกลั่นแกล้งที่ลดลง 30% เข้ากันได้ทั้งกับแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยขึ้น และกับแพลตฟอร์มที่เงียบลง
ยังมีปัญหาการวัดผลอีกชั้นซ้อนอยู่ข้างใต้ ยอดรายงานวัดพฤติกรรมของผู้ใช้ ไม่ได้วัดปริมาณเนื้อหาที่ละเมิดจริง มันบอกได้แค่ว่าคนเลือกกดแจ้งบ่อยแค่ไหน ซึ่งขึ้นกับว่าปุ่มรายงานหาเจอง่ายแค่ไหน ผู้ใช้เชื่อมั่นแค่ไหนว่าการแจ้งแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น และเนื้อหาที่ผิดกฎถูกระบบอัตโนมัติเก็บออกไปก่อนที่มนุษย์จะได้เห็นมากน้อยเพียงใด เนื้อหาที่ถูกลบเชิงรุกจะไม่มีวันกลายเป็นยอดรายงาน แพลตฟอร์มที่ปรับระบบตรวจจับอัตโนมัติให้ดีขึ้นจะเห็นยอดรายงานลดลงทั้งที่ปริมาณเนื้อหาผิดกฎเท่าเดิม และแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้เลิกแจ้งแล้วก็ให้ภาพแบบเดียวกันด้วยเหตุผลตรงกันข้าม
เอาเหตุผลชุดนี้ไปวางกับอินสตาแกรม ที่ยอดรายงานเนื้อหาก่อการร้ายเพิ่มเกือบ 38% และยอดรายงานเนื้อหาแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กเพิ่มราว 22% ตรรกะเดียวกันทำงานย้อนทาง ฐานผู้ใช้ที่โตขึ้นย่อมสร้างเซสชันมากขึ้นและยอดรายงานมากขึ้น โดยที่อัตราการเกิดเนื้อหาผิดกฎอาจไม่เปลี่ยนเลย เมตาไม่ได้ให้คำอธิบายสำหรับการเคลื่อนไหวทั้งสองฝั่งในสิ่งที่ถูกรายงานออกมา และไม่ควรแปลงตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อสรุปว่าแอปไหนปลอดภัยกว่ากัน
สิ่งที่รายงานฉบับนี้ไม่ได้บอก
การระบุช่องว่างให้ชัดคือส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลอย่างซื่อสัตย์
- ไม่มีตัวเลขผู้ใช้ในประเทศไทย กฎหมาย Digital Services Act ครอบคลุมสหภาพยุโรป เมตายื่นตัวเลขอียูเพราะกฎหมายอียูบังคับ ไม่มีอะไรในรายงานนี้ที่เป็นการวัดตลาดไทย
- ไม่มีการแยกตัวเลขรายประเทศภายในอียูในสิ่งที่รายงานออกมา ตัวเลข 297 ล้านและ 264 ล้านจึงเป็นยอดรวมระดับภูมิภาคเท่านั้น
- ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมยอดรายงานเนื้อหาก่อการร้ายและเนื้อหาแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กบนอินสตาแกรมจึงเพิ่มขึ้น
- ไม่มีคำแถลงว่าระบบกำกับดูแลด้วยเอไอทำงานได้ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าพนักงานที่จำนวนลดจากราว 7,700 เหลือราว 5,900 คน
- ไม่มีตัวเลขความชุกของเนื้อหาผิดกฎมาคู่กับยอดรายงาน จึงไม่มีทางแปลงการเปลี่ยนแปลงของยอดรายงานเป็นการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเนื้อหาผิดกฎที่มีอยู่จริง
เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับนักการตลาดไทย
ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเทียบเท่า Digital Services Act จึงไม่มีตัวเลขผู้ใช้ของแพลตฟอร์มใดที่ถูกบังคับให้เปิดเผยเป็นรอบตามกฎหมาย ความขาดแคลนนี้เองคือเหตุผลที่ตัวเลขยุโรปชุดนี้น่าดู มันเป็นตัวแทนคร่าวๆ ของฝั่งอียู และต้องระบุให้ชัดว่าเป็นอย่างนั้น มันไม่ใช่การวัดตลาดไทย ใครที่หยิบ 297 ล้านไปใส่สไลด์พิตช์ในกรุงเทพโดยไม่มีเงื่อนไขกำกับ ก็คือการบิดเบือนแหล่งข้อมูล
เมื่อใช้เป็นตัวแทน มีสองเรื่องที่ตามมา เรื่องแรกคือการวางแผน แผนสื่อของไทยจำนวนไม่น้อยยังตั้งต้นว่าเฟซบุ๊กคือการซื้อหลักของเมตา ส่วนอินสตาแกรมเป็นตำแหน่งรองที่ได้งบต่อจากเฟซบุ๊ก รายงานจากยุโรปแสดงให้เห็นว่าสองแอปนี้สลับตำแหน่งกันแล้วในแง่จำนวนผู้ใช้ และแม้ส่วนผสมในไทยอาจต่างออกไป ภาระการพิสูจน์ก็ย้ายข้างแล้ว ถ้าการจัดสรรงบโฆษณาบนเฟซบุ๊กของคุณยังไม่เคยถูกทดสอบกับการแบ่งงบแบบอินสตาแกรมมาก่อนในรอบปีที่ผ่านมา ทิศทางจากยุโรปคือเหตุผลที่ดีพอจะทดสอบจริง แทนที่จะเดาคำตอบ ตรรกะเดียวกันใช้ได้กับส่วนผสมโฆษณาโซเชียลทั้งหมด ซึ่งการแบ่งงบระดับตำแหน่งโฆษณามักถูกส่งต่อมาจากแผนเก่า มากกว่าจะถูกเลือกใหม่
เรื่องที่สองคือการวัดผล รายงานที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับในยุโรปบอกไม่ได้ว่าออดิเอนซ์ของแบรนด์ไทยอยู่ตรงไหน แต่ข้อมูลผลงานรายตำแหน่งจากแพลตฟอร์มและข้อมูลฝั่งเว็บไซต์ของคุณเองบอกได้ และสองชุดนี้มักไม่ตรงกัน ก่อนจะโยกงบตามพาดหัวจากบรัสเซลส์ ให้ดึงข้อมูลแยกตามตำแหน่งโฆษณาใน Ads Manager ย้อนหลังสิบสองเดือน แล้วเทียบกับสิ่งที่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลของคุณแสดงเรื่องเซสชันและคอนเวอร์ชันจากแต่ละแอป ถ้าสองมุมมองเล่าเรื่องเดียวกัน ก็ลงมือ ถ้าไม่ตรงกัน ให้แก้การวัดผลก่อนโยกเงิน
การลดจำนวนทีมกำกับดูแลเนื้อหาเพิ่มข้อพิจารณาที่สามสำหรับหมวดที่มีข้อกำกับ แบรนด์ในกลุ่มสุขภาพ การเงิน และธุรกิจที่มีฝ่ายกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ มักตั้งค่าควบคุมความปลอดภัยของแบรนด์ที่ระดับตำแหน่งโฆษณาและการยกเว้นหัวข้อ รายงานฉบับนี้ไม่ได้บอกว่าการตั้งค่าเหล่านั้นได้ผลน้อยลง มันบอกว่าชั้นการตรวจสอบโดยมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังเนื้อหาในอียูเล็กลงกว่าเดือนมีนาคม นั่นเป็นเหตุผลให้ทบทวนการตั้งค่ายกเว้นตามรอบเวลา แทนที่จะปล่อยไว้ตามที่ตั้งไว้เมื่อสองปีก่อน
คำถามที่พบบ่อย
แปลว่าเฟซบุ๊กกำลังเสียผู้ใช้ในประเทศไทยหรือเปล่า
แหล่งข่าวไม่ได้พูดถึงประเทศไทยเลย รายงานของเมตาระบุตัวเลขของสหภาพยุโรปเพราะกฎหมาย Digital Services Act บังคับให้เปิดเผยตัวเลขอียู และยอด 264 ล้านของเฟซบุ๊กใช้กับอียูเท่านั้น ฐานผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยจะโต ทรงตัว หรือลดลง รายงานฉบับนี้ไม่มีหลักฐานทั้งสองทาง
ตัวเลขผู้ใช้ชุดนี้ผ่านการตรวจสอบแล้วหรือยัง
เป็นตัวเลขที่กฎหมายบังคับให้เปิดเผย ไม่ใช่ตัวเลขที่ผ่านการตรวจสอบบัญชี Digital Services Act บังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากเปิดเผยจำนวนผู้รับบริการที่ใช้งานเฉลี่ยต่อเดือนในอียูปีละสองครั้งบนวิธีการที่นิยามไว้ ซึ่งตัดอิสระของแพลตฟอร์มในการเลือกตัวชี้วัดและจังหวะเวลาออกไป แต่ไม่มีหน่วยงานกำกับใดรับรองตัวเลขทีละบรรทัด จึงควรถือว่าเป็นตัวเลขที่เปิดเผยภายใต้ภาระผูกพันทางกฎหมาย ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกยืนยันความถูกต้อง
การลดทีมกำกับดูแลเนื้อหาทำให้ตำแหน่งที่โฆษณาไปปรากฏเปลี่ยนไปไหม
รายงานพูดถึงจำนวนพนักงาน ไม่ได้พูดถึงนโยบายตำแหน่งโฆษณา จึงไม่มีอะไรในรายงานที่เปลี่ยนตัวเลือกควบคุมตำแหน่งโฆษณาใน Ads Manager เมตาเปิดเผยการลดจำนวนจากราว 7,700 คนในเดือนมีนาคมเหลือราว 5,900 คนในรายงานฉบับนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนที่เคยประกาศไว้ว่าจะย้ายไปใช้ระบบเอไอ ส่วนเรื่องที่ว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนส่วนผสมของเนื้อหาที่อยู่ข้างโฆษณาหรือไม่ รายงานไม่ได้ตอบ
ยอดรายงานบนเฟซบุ๊กที่ลดลงแปลว่าแพลตฟอร์มปลอดภัยขึ้นไหม
ไม่จำเป็น และ Social Media Today ก็ตั้งข้อสังเกตนี้ตรงๆ ยอดรายงานเนื้อหาสร้างความเกลียดชังลดราว 19% สแปมลดราว 27% การกลั่นแกล้งและคุกคามลดราว 30% และเนื้อหาแสวงหาประโยชน์จากเด็กลดราว 17% ระหว่างครึ่งหลังปี 2025 ถึงครึ่งแรกปี 2026 แต่การลดลงเหล่านี้อาจสะท้อนการใช้งานที่ลดลงโดยรวมของเฟซบุ๊กในภูมิภาค อีกทั้งยอดรายงานวัดว่าผู้ใช้กดแจ้งบ่อยแค่ไหน ไม่ได้วัดว่ามีเนื้อหาผิดกฎอยู่เท่าไร
ต้องรีบทำอะไรตอนนี้ไหม
ไม่ต้อง นี่คือรายงานความโปร่งใสเกี่ยวกับสหภาพยุโรป ไม่ใช่การเปลี่ยนฟีเจอร์ ไม่ใช่การอัปเดตนโยบาย และไม่ใช่การตั้งค่าบัญชี สิ่งที่ควรทำคือตรวจว่าการแบ่งงบตามตำแหน่งโฆษณาของคุณยังตรงกับที่ออดิเอนซ์อยู่จริงหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลของคุณเอง ไม่ใช่ยอดรวมของยุโรป
ถ้าอยากได้มุมมองที่สองว่างบเมตาของคุณถูกแบ่งระหว่างตำแหน่งเฟซบุ๊กกับอินสตาแกรมอย่างไร และตัวเลขของคุณเองสนับสนุนการแบ่งแบบนั้นหรือเปล่า ทีมงานยินดีนั่งดูบัญชีไปด้วยกัน







