Google เปิดให้ใช้ reach and frequency optimization ของ YouTube สำหรับ video campaign groups ใน Google Ads แล้วทั่วโลก ผู้ลงโฆษณาตั้งเป้าหมาย reach หรือ frequency ชุดเดียวครอบหลายแคมเปญวิดีโอพร้อมกันได้ โดยแต่ละแคมเปญยังถืองบประมาณและชิ้นงานของตัวเองไว้เหมือนเดิม Google ประกาศเรื่องนี้บนบล็อก Ads and Commerce เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026
สรุปสั้น ๆ คือ frequency กลายเป็นสิ่งที่ตั้งครั้งเดียวในชั้นที่อยู่เหนือแคมเปญ แทนที่จะต้องไล่กะเอาทีละแคมเปญ
video campaign groups ทำอะไร
campaign group เป็นชั้นที่ครอบชุดแคมเปญวิดีโอไว้ แล้วรับเป้าหมายเดียวสำหรับทั้งชุด Google จะประสานการส่งโฆษณาข้ามแคมเปญเหล่านั้นเพื่อเพิ่ม unique reach และรายงานผลของกลุ่มเป็นก้อนเดียว ในประกาศระบุว่ามีมุมมองรวมของตัวเลขหลัก เช่น unique reach และ average weekly impressions ในระดับ campaign group
แคมเปญที่อยู่ข้างใต้ยังคงการตั้งค่าของตัวเองไว้ งบประมาณแยกกัน ชิ้นงานแยกกัน ตรงนี้คือจุดที่ควรอ่านซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้วิธีวางแผนเปลี่ยนไป
ทำไมการคุม frequency ถึงเคยยุ่งยาก
frequency cap เป็นการตั้งค่าระดับแคมเปญมาตลอด ถ้างาน YouTube ของแบรนด์หนึ่งกระจายอยู่ใน 4 แคมเปญ แยกตามคอนเซปต์ชิ้นงานหรือแยกตามกลุ่มเป้าหมาย การตั้ง cap ไว้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในแต่ละแคมเปญ ไม่ได้แปลว่าคนดูเห็นโฆษณา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่แปลว่าเขาอาจเห็นได้ถึง 12 ครั้ง เพราะบัญชีไม่ได้มองเห็นตัวคน มันเห็นแค่ 4 แคมเปญที่ต่างคนต่างนับของตัวเอง
ทางออกเดิมมีสองแบบ และเสียของทั้งคู่ ยุบทุกอย่างมารวมเป็นแคมเปญเดียว ได้การคุม frequency กลับมา แต่เสียโครงสร้างที่ทำให้อ่านรายงานและคุมงบได้ชัด หรือเก็บโครงสร้างไว้ แล้วมาคุม frequency ด้วยมือจากตัวเลขประมาณการทีหลัง สุดท้ายคือเอาโครงสร้างบัญชีไปแลกกับการคุม frequency ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ต้องยอมเสียอะไรบางอย่าง
ชั้น group ทำให้ไม่ต้องแลกอีกต่อไป โครงสร้างยังละเอียดเหมือนเดิม ส่วน frequency ตั้งครั้งเดียวที่ชั้นบน สำหรับทีมที่ดูแล โฆษณา YouTube โดยมีหลายแคมเปญวิ่งขนานกันต่อหนึ่งแบรนด์ ผลที่เกิดขึ้นจริงคือเรื่องโครงสร้าง มันเปลี่ยนวิธีวางบัญชี ไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาโฆษณา
ว่าด้วยตัวเลข 2.7 ครั้งต่อสัปดาห์
ในประกาศอ้างงานศึกษา Meridian marketing mix modelling ที่ Google ทำเอง ครอบคลุมแบรนด์ในสหรัฐฯ ราว 600 แบรนด์ ใช้ข้อมูลปี 2023 ถึง 2025 ผสมข้อมูล first-party ของ YouTube กับข้อมูลทีวีและยอดขายจาก third-party ที่ซื้อสิทธิ์มา ผลที่ได้คือ frequency ที่เหมาะสมอยู่ที่ 2.7 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งสัมพันธ์กับ ROI ที่เพิ่มขึ้น 19%
ดูที่มาก่อนดูตัวเลข นี่คืองานศึกษาของ Google เอง ศึกษาแบรนด์อเมริกัน ด้วยข้อมูลทีวีอเมริกัน มันคือสมมติฐานที่ควรเอาไปทดสอบ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่ควรหยิบมาใช้เลย ความถี่ที่ได้ผลกับแบรนด์อเมริกันซึ่งมีทีวีระดับประเทศหนุนอยู่ บอกอะไรเกี่ยวกับแบรนด์ไทยได้น้อยมาก เพราะส่วนผสมสื่อ หมวดสินค้า วงจรการซื้อ และเสียงรบกวนจากคู่แข่งต่างกันหมด การตั้ง 2.7 เป็นเป้าตั้งแต่วันจันทร์เพราะบล็อกโพสต์บอกไว้ ไม่ใช่การ optimise แต่คือการลอกคำตอบของโจทย์อื่นมาใช้
วิธีใช้ตัวเลขนี้อย่างตรงไปตรงมาคือใช้เป็นจุดตั้งต้นของการทดสอบ ตั้งไว้ ปล่อยให้นิ่ง วัดกับข้อมูลผลลัพธ์ของตัวเอง แล้วให้บัญชีเป็นคนบอกว่าจุดที่เหมาะของมันอยู่ตรงไหน
Display and Video 360 ยังไม่ได้ของ
Google บอกว่าจะนำฟีเจอร์ลักษณะนี้ไปให้ผู้ลงโฆษณา Display and Video 360 เร็ว ๆ นี้ เพื่อประสาน reach และ frequency ข้ามหลาย YouTube line item แต่ตอนนี้ยังไม่ปล่อยออกมา ใครที่วางแผนงาน DV360 ควรถือว่านี่เป็นแค่การประกาศความตั้งใจ ยังไม่ใช่ของที่ใช้ได้
เรื่องนี้หมายถึงอะไรกับนักการตลาดไทย
Google ระบุว่าเปิดใช้ทั่วโลก ผู้ลงโฆษณาไทยจึงควรได้ใช้ด้วย YouTube เป็นช่องทางวิดีโอที่คนไทยใช้กันหนัก และสถานการณ์ที่ฟีเจอร์นี้แก้ คือทีมที่รันหลายแคมเปญวิดีโอขนานกันให้แบรนด์เดียว ก็เป็นภาพที่เจอได้ทั่วไปในบ้านเรา
สิ่งที่ทำได้จริงมีสองข้อ ข้อแรก ไล่ดูว่ามีกี่แคมเปญวิดีโอที่กำลังแย่งคนดูคนเดียวกันอยู่ ถ้าแบ่งแคมเปญตามชิ้นงานหรือตามกลุ่มเป้าหมาย frequency ที่ส่งถึงคนดูจริงย่อมสูงกว่าค่า cap ของแคมเปญใดแคมเปญหนึ่ง และ group จะทำให้เห็นตัวเลขนั้น
ข้อสอง อย่าหยิบตัวเลข 2.7 มาใช้ตรง ๆ มันมาจากงานศึกษาแบรนด์อเมริกันราว 600 แบรนด์ของ Google ให้ทดสอบ frequency กับข้อมูล conversion หรือ brand lift ของตัวเองแทน ข้อดีของเครื่องมือนี้คือมันทำให้ frequency กลายเป็นสิ่งที่ทดสอบได้ ส่วนตัวเลขที่ Google ประกาศคือจุดเริ่มของการทดสอบ ไม่ใช่ผลของมัน
เรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนการบิด ชิ้นงาน หรือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย มันเปลี่ยนโครงสร้างบัญชี ถ้าโครงวิดีโอใน Google Ads ถูกวางบนข้อจำกัดเดิม คือยุบแคมเปญเพื่อคุม frequency หรือแตกแคมเปญเพื่อความชัดเจน ข้อจำกัดนั้นหายไปแล้ว และโครงสร้างก็ควรถูกรื้อมาดูใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ไทยใช้ได้ไหม
Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้เปิดใช้ทั่วโลกใน Google Ads แล้ว โดย Google ไม่ได้เผยแพร่รายชื่อประเทศ
งบประมาณของแต่ละแคมเปญยังแยกกันอยู่ไหม
ยังแยกอยู่ ประกาศระบุว่าแต่ละแคมเปญยังคงการตั้งค่าของตัวเอง รวมถึงงบประมาณและชิ้นงาน ขณะที่ group เป็นตัวถือเป้าหมาย reach หรือ frequency
ควรตั้ง frequency ไว้ที่ 2.7 ครั้งต่อสัปดาห์เลยไหม
ยังไม่ควร ถ้าอ้างจากประกาศนี้อย่างเดียว ตัวเลขนั้นมาจากงานศึกษา Meridian ของ Google ที่ศึกษาแบรนด์ในสหรัฐฯ ราว 600 แบรนด์ ด้วยข้อมูลปี 2023 ถึง 2025 ให้ถือเป็นสมมติฐานที่ต้องเอาไปทดสอบกับบัญชีของตัวเอง
ใช้กับ Display and Video 360 ได้ไหม
ยังไม่ได้ Google บอกว่าเครื่องมือลักษณะเดียวกันกำลังจะมาที่ DV360 เร็ว ๆ นี้
อ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่ บล็อก Google Ads and Commerce
ถ้าแคมเปญ YouTube ถูกวางโครงไว้บนข้อจำกัดเรื่อง frequency ที่ตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือรื้อโครงสร้าง ไม่ใช่หาเทคนิคใหม่ Relevant Audience วางแผนและดูแลแคมเปญวิดีโอบน YouTube และ Google Ads ให้แบรนด์ในไทย และช่วยตรวจโครงสร้างบัญชีวิดีโอให้ได้







